Short Erotic

    After Story 3 คิวที่ 3 โฟลท

            เสียงเครื่องยนต์ดังฮึ่มๆ ไปตามถนน ผมถอนหายใจยาว มือเคาะพวงมาลัยเบาๆ แก้เบื่อระหว่างติดไฟแดง...โคตรจะไม่ใช่สไตล์ผมเลยที่จะต้องรีบมาหาเพื่อนที่โรงพยาบาล แต่ก็เอาเถอะ ไอ้ธินมันเจ็บขนาดนั้น จะไม่มาก็ดูใจร้ายเกินไป

            จริงๆ ที่ทำให้ผมยอมเสียเวลามา ไม่ใช่แค่ห่วงมันหรอก แต่เป็นคนที่เฝ้ามันตั้งแต่เมื่อวานตั้งหาก

            นานา…

            พอคิดถึงหน้าสาวน้อยขึ้นมาแค่ปลายนิ้วก็เผลอบีบพวงมาลัยแน่นขึ้นมาเฉยๆ ตลกว่ะ นี่กูหึงเพื่อนอยู่ใช่มั้ยเนี่ย

            พอถึงโรงพยาบาลผมก็เดินเอื่อยๆ ตามทางเดิน กล่องผลไม้ที่ซื้อมาติดมือไว้ก็ไม่รู้จะเอาให้มันหรือให้น้องกันแน่ ก้าวเข้าห้องพักฟื้นไปเท่านั้นแหละ.. ภาพที่เห็นทำเอาผมหงุดหงิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

            เนี่ย ดูสิ

            ไอ้เราอุตส่าห์มาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วงแล้วดูมันดิ นอนอยู่บนเตียงยังไม่วายขยันอ้อนน้องไม่หยุด มือข้างดีไม่หักก็เอื้อมไปให้นานาช่วยเช็ดเหงื่อให้บ้าง ลูบหัวน้องบ้าง หน็อย คิวของกูแท้ๆ วันนี้ มันยังจะมาแย่งซีนไปอีก

            ผมยืนพิงข้างประตู มองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่กัดฟันยิ้ม กวนชะมัด ทำไมกูถึงรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกินในห้อง ทั้งที่ตั้งใจมาหาแท้ๆ

            ผมเคาะประตูเบาๆ เสียงดังพอให้สองคนนั้นที่กำลังจู๋จี๋กันชะงัก หันหน้ามามองพร้อมกัน

            “อ่าว ไงเพื่อน มาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ”

            “เมื่อไหร่พ่อมึงสิ กูยืนหัวโด่อยู่นานล่ะ แล้วไม่ต้องพูดว่าพึ่งเห็นนะ กูเห็นว่ามึงหันมามองอยู่นะไอ้สัส”

            ผมโยนกล่องผลไม้ลงบนตักมันด้วยความหมั่นไส้ ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงโซฟาข้างเตียงแล้วหันไปอ้อนน้องทันที

            “สาวน้อยของพี่~ กอดหน่อยสิ”

            “หนูไม่ว่างค่ะ จัดยาให้พี่ธินอยู่”คำปฏิเสธสั้นๆ ทำเอาผมหุบยิ้มแทบไม่ทัน ใจแม่งหงุดหงิดขึ้นมาแบบไม่รู้ตัว “มืออีกข้างมันก็ว่างให้มันทำเองบ้างสิ”

            “เอาน่า ก็กูเจ็บอยู่นี่”

            “สำออย” ผมเอื้อมหยิบส้มในกล่องที่ตั้งใจซื้อมาฝากมันขึ้นมาลูกหนึ่ง แต่สุดท้ายหมั่นไส้เกินเลยแกะกินเองแม่งเลย

            “พี่ธินจะเข้าห้องน้ำใช่มั้ยคะ”

            “ครับ”

            สาวน้อยทำท่าจะพยุง พอเห็นอย่างนั้นผมก็วางส้มลงบนโต๊ะข้างๆ ก่อนจะลุกขึ้นไปดักไว้ รีบพูดแทรกทันที

            “เดี๋ยวพี่ทำเอง สาวน้อยไปเก็บของเตรียมกลับเถอะ”

            “เอ๊ะ? แต่…”

            “เดี๋ยวพี่สาวมันมาเฝ้าแทนให้ แถมเรายังทำงานไม่เสร็จเลยนี่ ปล่อยให้หน้าที่ดูแลเป็นคนอื่นบ้างเถอะ”

            “เอ่อ…”

            “ไม่เป็นไรครับ เราไปเก็บของเถอะ”

            “ก็ได้ค่ะ”

            ผมพยุ่งไอ้เพื่อนเวรเข้าห้องน้ำ ร่างมันยังเดินไม่ค่อยไหว พิงน้ำหนักลงมาที่แขนผมจนเกือบเซ พอจัดการธุระให้มันนั่งพัก มันก็เอ่ยถามเสียงติดหอบ

            “ทำไมมองกูแบบนั้นล่ะ” ผมเหล่มอง ตอบห้วนกลับไป

            “หมั่นไส้ไอสัส” มันหัวเราะในลำคอ “ก็กูเจ็บอยู่ มึงลองมาเป็นบ้างมั้ยล่ะ”

            “...”

            “ไม่ต้องมาทำหน้างั้นเลย วันนั้นมึงก็ได้ไปแล้ว”

            “เกี่ยวไรอ่ะ”

            “เกี่ยวสิ ไม่ใช่คิวมึงแต่ดันทะลึ่งไปเอาก่อน”

            “ก็มันเผลอ” 

            “หรอ” มันทำหน้าเหมือนไม่เชื่อกัน “เดี๋ยวกูปล่อยให้เดินกลับเองเลย”

            “กูฟ้องน้องนะ”

            “ไอ้ขี้ฟ้อง!” แอบตีตูดทันเบาๆ ด้วยความหมั่นไส้ อยากตีมันแรงๆ อยู่หรอก แต่เดี๋ยวโดนหาว่ารังแกคนป่วย

            หลังจากส่งไอ้ธินเข้านอนเป็นจังหวะที่พี่สาวกับครอบครัวมันมาเยี่ยมพอดี ผมกับสาวน้อยเลยขอตัวกลับก่อน 

            ขับรถออกมาจากโรงพยาบาลตรงไปตามถนนเส้นหลักเส้นเดิมที่ขับมาเมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว จู่ๆ ฝนก็เกิดตกหนักขึ้นมาดื้อๆ 

            “เวรเอ้ย~ มาตกเหี้ยอะไรตอนนี้เนี่ย ไอ้สัส กูมองไม่เห็น” ผมยกมือขึ้นเสยผมเพื่อสงบอารมณ์ แม่ง ขาวโพลนจนมองไม่เห็นว่าอะไรเป็นอะไรเลย 

            “เราจอดหลบฝนในห้างก่อนดีมั้ยคะ รอให้มันซาก่อน ขับต่อไปแบบนี้มันอันตราย”

            “ก็คงต้องอย่างงั้นแหละ” 

            ผมตบไฟเลี้ยวเข้าห้างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลจากตรงที่เราอยู่ ก่อนจะขับขึ้นไปจอดพักยังลานจอดรถชั้นด้านบนสุดของห้าง

            มันเป็นห้างไอที ที่เมื่อก่อนเคยมีคนเคยเยอะ แต่ด้วยสมัยที่มันเปลี่ยนผ่านทำให้ผู้คนที่เคยมาที่นี่ก็เปลี่ยนคนไม่ค่อยมาเดินห้างแบบนี้ ไปห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ กันหมด ทำให้ห้างไอทีพวกนี้เริ่มหมดความนิยม

            ผมดับเครื่อง ปล่อยให้เสียงฝนที่กระหน่ำอยู่ด้านนอกกลายเป็นฉากหลังที่เงียบวังเวงของชั้นจอดโล่งๆ

            “ทำไมมาจอดชั้นนี้หรอคะ” ผมหันไปยิ้มให้สาวน้อย 

            “มันเป็นส่วนตัวกว่าชั้นอื่นน่ะ”​ ผมพูดยิ้มกวนๆ แต่เหมือนว่าน้องจะยังไม่เข้าใจ ผมโน้มตัวไปหา เอียงหน้าเล็กน้อยจนปลายจมูกแทบแตะขมับของเธอ “ก็หมายความว่า ไม่มีใครเห็นน่ะสิ มีแค่เราสองคนเท่านั้น” 

            นานาขยับตัวหนีเล็กน้อยแต่ผมวางมือลงบนพนักพิงด้านหลังปิดทางเอาไว้ไม่ให้สาวน้อยหนี 

            “พี่โฟลททำอะไรน่ะคะ” เสียงน้องสั่นน้อยๆ มือเล็กพยายามดันอกของผมให้ออก

            “พี่น้อยใจนะ วันนี้เป็นวันของพี่แท้ๆ แต่เราเอาแต่กลับสนใจแต่คนอื่นอ่ะ”

            “ก็พี่ธินบาดเจ็บอยู่นี่คะ”

             “พี่ก็เจ็บนะ เจ็บมากๆ เลย โดยเฉพาะตรงนี้”​ จับมือน้องขยับมาตรงที่หน้าอกด้านซ้าย “รู้สึกมั้ย หัวใจพี่กำลังร้องไห้อยู่”

            สาวน้อยของผมหน้าเหวอทันที “เสี่ยวอ่ะ”

            “แล้วชอบมั้ยล่ะ” ใบหน้าสวยเริ่มแดงก่ำ แต่มันกลับยิ่งทำให้ผมรู้สึกอยากจะแกล้งน้องมากกว่านี้ 

            ขยับมือมาวางบนหน้าขาลูบไล้ไปตามผิวสวยจนมาหยุดที่ขอบกระโปรง “ต้องรับผิดชอบนะรู้มั้ย”

            “ยังไงหรอคะ” มุมปากยกยิ้มก่อนจะจุ๊บลงที่ริมฝีปากสวย “พี่ว่าเรารู้คำตอบนั้นอยู่แล้วนะ”

            สาวน้อยเม้มปากแน่นก่อนจะเอื้อมมือมาประคองกรอบหน้าของผมแล้วทาบริมฝีปากลงมา น้องค่อยๆ เม้มริมฝีปากของผมอย่างช้าๆ ก่อนผมจะสอดลิ้นร้อนสวนเข้าไปให้น้องแอบสะดุ้งเล็กๆ 

            “อื้อ!!”

            สำรวจทั่วโพรงปากพลางเลื่อนมือที่วางอยู่บนหน้าขาเลื่อนเข้าใต้กระโปรงจนมาหยุดที่ขอบผ้า ค่อยๆ เขยิบนิ้วเข้าไปจนถึงส่วนที่เป็นร่องกลีบตรงกลาง

            ใช้นิ้วสะกิดมันนิดเพื่อเช็คก่อนที่สาวน้อยจะร้องครางออกมา “อื้อ!!”

            ผละริมฝีปากให้น้องได้หายใจเอาอากาศ มือที่อยู่ใต้ผ้าก็เริ่มแหวกร่องกลีบนั่นออก ใช้นิ้วควานหาบางอย่างก่อนจะไปโดนติ่งเนื้อ

            สาวน้อยเม้มปากแน่นพอนิ้วผมสะกิดโดนมัน “อื้อ!!”

            น้องแอ่นตัวมือเรียวกำเสื้อผมแน่นราวกับกำลังระบายความเสียว 

            “พะ-พี่โฟลท…หนู…”

            “ว่าไงครับ” ก้มเลียใบหูและดูดเม้มเบาๆ “อ๊าส์~ หนู…”

            เริ่มสัมผัสถึงความเปียกแฉะบริเวณร่องกลีบ พอรู้ว่าสาวน้อยตรงหน้าพร้อมเต็มที่ก่อนจะค่อยๆ กดนิ้วเข้าไปในตัว 

            “อื้อ!!!”

            ค่อยๆ ขยับนิ้วเข้าออกเป็นจังหวะพร้อมกับใช้ปากที่ว่างดึงเสื้อเดรสออกให้เห็นเนินอกขาวสวยก่อนจะก้มลงไปชิมยอดอกที่นูนเต่งตึงเต็มที่

            “อ่าส์…” ซอยนิ้วให้เร็วให้เร็วขึ้นก่อนจะสัมผัสได้ถึงน้ำที่เฉอะแฉะที่ไหลซึมออกมา

            “อ๊ะ…”

            เมื่อเห็นว่าสาวน้อยตรงหน้าพร้อมแล้วผมก็จัดารปลดเปลื้องกางเกงตัวเองออก 

            จัดการควักตัวตนของตัวเองออกมากใช้มือรูดขึ้นรูดลงเพื่อเตรียมความพร้อม “ทำให้พี่หน่อยได้มั้ยครับ”

            สาวน้อยพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเองแล้วก้มหน้ากินตัวตนของผม ลิ้นร้อนของน้องค่อยๆ เลียมันเบาๆ ราวกับว่าชิมก่อน ก่อนน้องจะค่อยๆ กินเข้ามันจนหายไปทีละนิด

            “อ่าส์…อย่างนั้นแหละ สาวน้อยของพี่”

            ผมขยับสะโพกสวนขึ้นไปตามจังหวะ มือเรียวสวยของน้องก็คอยทำหน้าที่กระตุ้นอารมณ์มันได้เป็นอย่างดี

            ก่อนน้องจะเร่งความเร็วมากขึ้นจนรู้สึกแน่นไปหมดจนอยากจะปลดปล่อยมันออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด 

            ไม่นานความรู้สึกอึดอัดก็ปลดปล่อยออกมา

            “อ่อก!”

            “อ่าส์!”

            เอื้อมมือไปเช็ดคราบเลอะที่มุมปากให้สาวน้อยพร้อมกับกดจูบลงไปเบาๆ “เก่งขึ้นเยอะเลยนะคนดีของพี่”

            “เว่อร์” สาวน้อยฟาดอกผมเบาๆ ใบหน้าสวยก็แดงก่ำไม่รู้เพราะความเขินหรืออะไร แต่มันกลับทำให้ผมอยากจะกลืนกินน้องไปทั้งตัวเลย

            “รู้ไหมว่าเวลาเราหน้าแดงมันน่ากินขนาดไหน” 

            “…” 

            “พี่อยากกินเราจะแย่แล้ว ให้พี่กินได้มั้ยครับ” สาวน้อยเม้มปากแน่นพลางหลบสายตาหนี “ได้มั้ยครับ”

            “อื้อ…” เสียงตอบรับอันเบาหวิวที่แทบจะไม่ได้ยิน “ว่าไงนะครับ”

            “ก็ได้…ค่ะ” พอได้ยินคำตอบมุมปากก็ยกยิ้มทันที “ขอบคุณครับ พี่จะกินอย่างดีเลย”

            พูดจบผมก็ประกบปากสวยพร้อมกับใช้ลิ้นร้อนตักตวงความหวานจากน้องให้ได้มากที่สุด จับน้องให้หันพิงกับกระจกจับแหวกขาทั้งสองข้างออกเผยให้เห็นร่องกลีบสวยที่เปียกแฉะจากน้ำสีขุ่น

            ผมก้มชิมเนื้อร่องกลีบสีแดงที่เปียกน้ำพลางใช้ลิ้นกวาดเลียน้ำหวาน

            “อื้อ!!!”

            กลุ่มผมถูกมือสวยขยุมบ่งบอกว่าอีกคนกำลังเสียวเต็มที่ ใช้นิ้วเขี่ยเม็ดที่นูนออกมาพร้อมกับเร่งความเร็วลิ้นก่อนน้ำสีขุ่นจะค่อยๆ ไหลออกมา

            “อ๊ะ..”

            ถอนปากออกก่อนจะดึงตัวน้องให้มานั่งที่ตัก จัดการสอดใส่ตัวตนของตัวเองเข้าไป สาวน้อยตรงหน้าเบ้หน้าพร้อมกับจิกไหล่พร้อมแน่นก่อนน้องจะเริ่มขยับสะโพก

            เลื่อนมือไปบีบเค้นบั้นท้ายกลมเพื่อกระตุ้นอารมณ์พร้อมกับก้มชิมยอดอกที่เต่งตึงเต็มที่  “อื้อ…”

            สะโพกสวยเร่งความเร็วยิ่งทำให้ความรู้สึกวาบหวามยิ่งทวีคูณ “อ่าส์…แบบนั้นแหละสาวน้อย”

            ผมกระแทกสะโพกสวนขึ้นไปจนหน้าอกคัพบีของน้องกระเพื่อม “พ-พี่โฟลท หนู…จะแตกแล้ว อื้อ!!”

            สัมผัสได้ถึงความเฉอะแฉะบริเวณนั้นกับน้ำอุ่นๆ ที่พึ่งไหลออกมา “อ๊ะ…อ๊ะ…”

            สะโพกสวยเริ่มขยับอีกครั้ง รูดตัวตนของผมขึ้นลงอย่างช้าๆ รู้สึกได้ถึงความแน่นโดยเฉพาะส่วนปลายด้านหัว “ซี๊ด…เร็วกว่านี้หน่อย”

            สาวน้อยเร่งความเร็วตามที่ขอ ผมเอื้อมมือไปบีบเค้นหน้าอกราวกับต้องการให้อกสวยแตกคามือ ก่อนจะเลื่อนมือข้างหนึ่งไปเขี่ยเม็ดนูนตรงร่องกลีบ

            “อ๊าส์!!! อื้อ!!” เมื่อถึงจุดนึงที่ใกล้จะถึงฝั่งผมก็กระแทกสะโพกสวนขึ้นไปก่อนเราทั้งคู่จะปลดปล่อยความอึดอัดออกมาพร้อมกัน

            “อ่าส์!”

            เป็นจังหวะเดียวกันที่ฝนเริ่มซาและเหมือนจะมีรถคันอื่นขับขึ้นมาจอดด้วย ผมค่อยๆ ยกตัวน้องออกและอุ้มไปวางที่เบาะข้างๆ ดังเดิม 

            “เหมือนจะมีคนอื่นขึ้นมา วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อนนะครับ” ก้มจุมพิตที่หน้าผากของน้องเบาๆ ก่อนจะโดนฟาดที่แขน “นิสัยไม่ดี”

            “ครับๆ พี่นิสัยไม่ดีเองครับผม” 






            เช้าวันนั้นบรรยากาศในบ้านที่ดูเงียบผิดปกติ โฟลทเดินลงมาจากชั้นบนมองหาสาวน้อยไปทั่วบ้านแต่ไม่ว่าจะหายังไงก็ไม่เจอสักที “สาวน้อยของกูอ่ะ”

            “ไปส่งโปรเจกต์ให้อาจารย์ตั้งแต่เช้าแล้ว” โยที่นั่งเอนหลังอยู่บนโซฟาตอบแทน 

            โฟลททำหน้าเบะเล็กน้อยแอบงอแงในใจ เหมือนเด็กขาดของเล่น “โห ไรวะ อุตส่าห์จะชวนน้องไปบ้านสักหน่อย เซ็งเลย”

            “…”

            “แล้วแบล็คหละ มันอยู่ไหนวะ”

            “แบล็คไปทำธุระตั้งแต่เช้าแล้ว”

            “กลับบ้านมั้ย” โฟลทหันไปเลิกคิ้วมองริทที่เดินมาหา “เออ คงกลับพรุ่งนี้ว่ะ ทำไม มึงจะฝากซื้อไร”

            “อือ ฝากหน่อย”

            “งั้นพิมพ์มาไว้ เดี๋ยวกูกลับจะซื้อมาให้”

            โกหลังจากเตรียมของเสร็จเรียบร้อยโฟลทก็เดินไปที่หน้าประตูเพื่อจะใส่รองเท้าก้ม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นริทมายืนอยู่ข้างๆ เหมือนรอส่ง ทั้งที่ปกติไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน “มึงมายืนทำไรเนี่ย”

            “ส่ง” โฟลทถึงกับหัวเราะพรืดออกมา “ส่ง? ร้อยวันพันปีไม่เคยโผล่มาส่งกู วันนี้อะไรห๊ะ จะมาอ้อนขนมจากกูรึไง บอกเลยไม่มีให้”

            “เปล่า ส่งจริง”

            คำตอบนั้นของเพื่อนสนิททำให้เขาขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกว่ามันแปลกเกินไป แต่ก็ได้เพียงถอนหายใจแล้วส่ายหัว “เออๆ ช่างแม่ง เดี๋ยวกูกลับมาซื้อมาให้ก็แล้วกัน มึงก็ทำเวรให้เรียบร้อยด้วยล่ะ วันนี้ถึงคิวมึง”

            “อือ โชคดี”

            โฟลทชะงักไปครู่หนึ่ง หันกลับมามองเพื่อนสนิทอีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่าพยักหน้าแบบงงๆ ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป

            “เออๆ ไปล่ะ”

            โยที่เดินเข้ามาพอดีก็เอ่ยถามริทที่ยังยืนมองประตูอยู่เงียบๆ “วันนี้มึงทำตัวแปลกนะ ปกติตื่นเช้าที่ไหน”

            ริทที่ยังคงยืนมองประตูบานที่เพื่อนสนิทเดินออกไป “อือ แปลกจริง”

            ผมโยนกระเป๋าไว้เบาะหลังแล้วขึ้นรถ ขับออกจากกรุงเทพฯ มุ่งกลับบ้านที่ต่างจังหวัดบ้านเกิดของผม ไม่ได้กลับบ่อยนักหรอก ช่วงนี้ติดงานที่บริษัทแถมงานก็เยอะจนปลีกตัวออกไปไหนไม่ค่อยได้เลย ไหนๆ วันนี้สาวน้อยของผมก็ไม่อยู่ก็เลยกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อแม่เลยก็แล้วกัน

            ระหว่างทางก็แวะปั๊ม ซื้อขนม น้ำอัดลม แล้วก็นึกได้ว่าถ้าโผล่กลับไปมือเปล่าโดนแม่บ่นหูชาแน่ เลยเดินเข้าร้านของฝาก ซื้อขนมถุงใหญ่ๆ สองสามห่อ ติดขนมไทยหวานๆ ที่แม่ชอบอีกหน่อย ถือว่าพอแก้ตัวได้

            ส่วนของพ่อก็ซื้อเหมือนกับของแม่นั่นแหละ จะได้ไม่ต้องเลือกเยอะ

            เมื่อซื้อของเสร็จก็เดินมาเก็บของที่ท้ายรถก่อนจะรถออกไป ขับต่อไปเรื่อยๆ วิวสองข้างทางเปลี่ยนจากตึกสูงๆ เป็นทุ่งนา บ้านไม้หลังเล็กๆ ลมตีเข้ามาในรถก็เย็นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ระหว่างนั้นเลยหยิบมือถือมากดโทรหาแม่ตั้งใจจะบอกว่าเย็นๆ ถึงบ้าน ไม่ต้องทำกับข้าวเยอะ 

            ‘เลขหมายที่ท่านเรียก ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้’

            ผมเลิกคิ้ว “อ้าว สงสัยทำธุระอยู่มั้ง” โยนมือถือไว้ข้างๆ พวงมาลัย ขับต่อไปพร้อมเปิดเพลงในรถคลอเบาๆ

            ในที่สุดหลังจากฝ่ารถติดมากว่าสามชั่วโมง ผมก็ถึงบ้านสักที ผมเทียบจอดตรงที่ประจำ ดับเครื่องหยิบถุงของฝากจากเบาะข้างๆ แล้วเดินตามทางเข้าบ้านเหมือนทุกที กะว่าจะตะโกนเรียกแม่แบบที่ทำประจำ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรผมก็ได้ยินเสียงโวยวายแว่วๆ ดังมาจากข้างในบ้าน

            “นี่คุณทำบ้าอะไรเนี่ย! ของพวกนนั้นมันเป็นสมบัติที่ฉันเก็บไว้ให้ลูกนะ!” เสียงแม่ดังออกมาถึงหน้าบ้าน ฟังจากน้ำเสียงแล้วเดาได้ทันทีว่าต้องมีคนทะเลาะกันในบ้านแน่ๆ

            ผมรีบก้าวเข้าไปในตัวบ้านแต่ต้องชะงักทันทีเมื่อเห็นคนที่แม่ทะเลาะด้วยคือพ่อของผม พ่อยืนหน้าตึงสีหน้าเรียบแต่สายตากลับแข็งกร้าว

            “ผมก็คนในครอบครัวนี้เหมือนกันนะ! จะใช้มันยังไงก็เรื่องของผม!”

            “ใช้หรอ…” แม่ตัวสั่น มองสามีตรงหน้าด้วยตาแดงก่ำที่แดงก่ำ “ของนั่นฉันจะให้โฟลทตอนวันเกิด แต่คุณกลับเอาไปให้ผู้หญิงคนนั้นเนี่ยนะ! นี่คุณเห็นชู้ดีกว่าครึรอบครัวรึยังไง!!”

            โลกทั้งใบมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ ผมยืนนิ่งถือถุงของฝากค้างอยู่หน้าประตู หัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา ไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านครั้งนี้จะเจอภาพแบบนี้ตรงหน้า

            ชู้หรอ พ่อมีชู้หรอ แล้วเอาของขวัญวันเกิดที่แม่จะให้ผมไปให้ชู้แทนเนี่ยนะ ผมมองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าหูอื้อไปหมด เหมือนโลกทั้งโลกที่สวยงามของผมมันกำลังถล่มลงไปต่อหน้าต่อตา

            “ก็นั่นมันเงินผมนี่ ผมจะเอาไปให้ใครมันก็เรื่องของผมมั้ย!”

            “นี่คุณไม่เห็นว่าลูกสำคัญเลยรึยังไงห๊ะ!! ชู้มันดีกว่าฉัน ดีกว่าลูกตรงไหนพูดมาสิ!!!”

            “…” พ่อไม่ตอบ เขาเอาแต่เงียบกับหลบตา

            “พูดสิ!!! พูดออกมา!! ฮือ!!!!” แม่ร้องไห้โฮก่อนจะทรุดลงกับพื้น ผมที่เห็นเลยรีบวิ่งเข้าไปประคองแม่ “แม่…”

            พ่อจะเดินหนีไปทางประตู ด้วยความโกรธและความสับสนมันตีขึ้นมาพร้อมกันจนผมต้องตะโกนออกไป ผมจะไม่ยอมให้เขาหนนีไปเฉยๆ หรอก

            “เดี๋ยวสิพ่อ!! ทำแบบนี้ทำไม!!” เขาหยุดชะงัก หันหน้ากลับมามองแวบหนึ่ง แววตาเย็นชาเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

            “ไม่ใช่เรื่องของเด็ก อย่ามายุ่ง”

            เสียงนั้นเหมือนมีใครเอามีดมากรีดกลางหัวใจผม ความรู้สึกมันเดือดจนคุมไม่อยู่ ผมปล่อยแขนแม่แล้วพุ่งตัวไปข้างหน้า กำหมัดแน่นพร้อมกับคำพูดที่มันหลุดออกมาโดยไม่คิด

            “ผมเด็กแล้วมันทำไมล่ะ อย่างน้อยก็ไม่มีความคิดเหี้ยๆ อย่างพ่อก็แล้วกัน”

            “ไอ้โฟลท!!”

            เสียงตะคอกมากับแรงฟาดหนักบนแก้ม ใบหน้าผมหันไปตามแรงตบ เสียงดังเพี๊ยะก้องไปทั้งห้อง รสชาติเค็มฝาดกระจายเต็มปาก เจ็บ… แต่หัวใจกลับเจ็บยิ่งกว่า

            “อย่าตีลูกนะ!!”

            แม่โผเข้ามากอดผมแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอสั่นทั้งตัว เสียงสะอื้นสะเทือนในอกผม ผมได้แต่ยืนนิ่ง ไม่รู้จะระบายความรู้สึกที่มันปะทุอยู่ข้างในออกมายังไงดี

            พ่อกำหมัดแน่นก่อนจะหันไปหยิบกระเป๋าทำงานของตัวเองแล้วเดินออกจากบ้านไปโดยไม่หันกลับมามองผมกับแม่เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เสียงสะอื้นของแม่ดังสะท้อนก้องไปทั่วบ้าน ก่อนที่บรรดาแม่บ้านจะรีบออกมาช่วยพยุงแล้วพาแม่ไปนั่งพัก

            ผมยืนค้างอยู่ตรงประตูใหญ่เหมือนถูกใครจับตรึงไว้ ความรู้สึกว่างเปล่าและเจ็บปวดมันกัดกินอยู่ข้างใน ประตูที่พ่อเดินออกไปและคิดว่าไม่น่าจะกลับมาแล้วแน่ๆ

            เจ็บ

            มันเจ็บยิ่งกว่าตอนที่ผมรถล้มจนกระดูกแทบหักเสียอีก เจ็บจนอยากจะคว้ามีดเล่มโตกรีดหน้าอกตัวเองให้จบๆ ไปเลย จะได้ไม่ต้องทนความรู้สึกแบบนี้อีก

            แม่งเอ๊ย… ความรู้สึกตอนบ้านแตก มันเป็นอย่างนี้เองสินะ

            หลังจากพยายามตั้งสติอยู่พักใหญ่ ผมก็ประคองแม่ขึ้นไปยังห้องนอน เธอแทบไม่มีแรงก้าวเดิน มีเพียงเสียงสะอื้นที่ยังไม่หยุดสักที ผมกดเสียงเบาเอ่ยถาม

            “ให้ผมอยู่เป็นเพื่อนมั้ย” แม่ส่ายหัวช้าๆ น้ำตายังเปื้อนเต็มใบหน้า “แม่ขออยู่คนเดียวดีกว่า”

            ผมยืนมองจนแม่ปิดประตูห้องลง ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะหันหลังเดินลงไปชั้นล่างมาทิ้งตัวนั่งบนโซฟาที่ห้องรับแขก

            หัวมันโคตรตื้อ ใจมันก็แน่นไปหมด มันเกิดเรื่องบ้าอะไรวะเนี่ย

            พวกแม่บ้านที่ยืนกันอยู่แถวนั้นต่างมองหน้ากันไปมาเหมือนไม่รู้จะเข้ามาหาผมดีหรือเปล่า จนแม่บ้านคนหนึ่งก็กล้าเดินมาถามว่าอยากได้อะไรมั้ย

            ผมส่ายหัวเบาๆ ก่อนพยายามปรับเสียงให้ปกติ “พ่อเป็นแบบรี้านรึยังครับ”

            “จริง ๆ ก็นานพอสมควรค่ะ แต่เราไม่กล้าบอก กลัวคุณจะเครียดจนทำงานไม่ได้” ผมเม้มปากแน่นแต่ก็พยักหน้าให้เล่าต่อ “คุณผู้ชายช่วงหลังๆ กลับบ้านดึกบ่อยค่ะ แล้วพักหลังเหมือนคุณผู้หญิงจะเริ่มจับพิรุธได้ เลยทะเลาะกันถี่ขึ้นจนมาครั้งนี้นี่แหละค่ะ”

            ฟังแล้วไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากกำหมัดแน่นจนเล็บจิกลงไปในฝ่ามือ“ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ”

            ผมลากขาขึ้นบันไดทีละขั้นๆ จนเดินมาหยุดอยู่หน้าห้องของแม่ มือผมเอื้อมไปจับลูกบิดกะจะหมุนเข้าไปตามปกติ แต่ทว่ามันล็อคจากข้างใน

            “แม่ครับ เปิดประตูหน่อย” ไม่มีเสียงตอบรับจากด้านในเลยแม้แต่น้อย มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกกลัวมากกว่าเดิม กลัวว่าแม่จะเป็นไรไป 

            ผมเคาะแรงขึ้นทั้งพยายามบิดลูปบิด “แม่! เปิดประตูให้ผมหน่อย!!” ไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้แต่เสียงขยับข้างใน

            ความกลัวค่อยๆ แล่นเข้ามาเกาะกินในอกจนผมหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนจะตัดสินใจถอยหลังหนึ่งก้าว รวบรวมแรงทั้งหมดพุ่งตัวกระแทกกับประตู

            โครม!!

            ภาพตรงหน้ามันทำให้ทุกอย่างในตัวผมหยุดนิ่งไปชั่วขณะ แม่กำลังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นข้างเตียง ข้างๆ มีขวดยาเม็ดกระจายเกลื่อนเต็มพื้น น้ำลายไหลอาบข้างแก้ม ใบหน้าแม่ซีดเผือดดวงตาเหลือกขึ้น

            “แม่!!!” รีบพุ่งไปหาแม่พยายามตัวเขย่าเบาๆ ด้วยมือที่สั่นไปหมด “แม่! ตื่นสิแม่!!!”

            แต่ไม่ว่าจะเรียก จะสะกิด หรือจะเขย่าแรงแค่ไหน แม่ก็ไม่ขยับ ไม่ตอบสนองเลยสักนิด มือสั่นเทาควานหามือถือในกระเป๋ากางเกง กดโทรหารถพยาบาล แต่แค่กดตัวเลขยังแทบไม่ถูก มือสั่นจนปุ่มกดพร่าไปหมด แต่ยังไม่ทันจะได้กดจู่ๆ หน้าจอก็เกิดดับขึ้นมาดื้อๆ 

            “เวรเอ้ย! ทำไมมาดับเอาตอนนี้วะ!” พยายามกดเปิดแต่ไม่ว่าจะทำยังไงมันก็ไม่ติดสักที 

            หันซ้ายหันขวาหาโทรศัพท์ของแม่จนไปเจอว่ามันอยู่ที่โต๊ะข้างเตียงรีบเดินไปหยิบโทรศัพท์แต่หน้าจอมันแตกเละ จนเศษกระจกบาดที่นิ้วจนเลือดซิบ แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจหรอก ขอแค่โทรหาใครสักคนได้ก็พอ

            พยายามกดเบอร์แต่เหมือนว่าหน้าจอมันเละเกินกว่าจะกดติดได้ ผมพยายามอีกครั้งแต่สายตก็าพร่าไปหมด

            “แม่งเอ้ย!!” ก่อนเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้งกับพื้นด้วยความโมโห 

            แม่ง จบแล้ว…เหมือนกับโลกทั้งใบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ผมทรุดลงคุกเข่าข้างเตียง กอดร่างแม่แน่น น้ำเสียงผมขาดหาย “แม่… แม่ขอโทษนะ แม่อย่าไปนะ ผมผิดเองที่ไม่อยู่ข้างๆ…” ผมได้แต่ขอโทษซ้ำๆ โทษตัวเองที่ไม่ได้อยู่กับแม่ พูดไปทั้งน้ำตา 

            เพราะผม ทุกอย่างมันเป็นเพราะผมคนเดียว เพราะผมไม่อยู่กับแม่พ่อเลยทำเรื่องแบบนั้น เพราะผมไม่ยอมขึ้นมาอยู่กับแม่ แม่เลยต้องเจ็บปวดแบบนี้ ผมขอโทษ ผมขอโทษ

            เสียงประตูเปิดขึ้นพร้อมกับเสียงโวยวายของคนหลายคนแต่มันกลับไม่เข้าโสตประสาทหูเลยสักนิด 

            “พี่โฟลท!” 

            เสียงที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีให้ผมต้องเงยหน้าขึ้น นานากับเพื่อนแก๊งค์ของผมรีบกรูเข้ามา น้องดึงตัวผมไปกอดพร้อมกับมืออุ่นๆ ที่่คุ้นเคยอย่างดี

            “ไม่เป็นไรนะคะ พวกเรามาแล้ว” 

            “พาไอ้โฟลทออกไปก่อน” น้องดึงผมออกตามไอ้โยสั่ง ผมได้แต่มองร่างของแม่ที่นอนแน่นิ่งกับพื้น หัวใจที่เต้นอยู่มันเต้นแรงจนปวดไปหมด 

            ไม่นานตำรวจกับกู้ภัยก็มา พวกเขานำร่างของแม่ออกจากพื้นที่ ผมถูกสอบปากคำเกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ด้วยสภาพจิตใจที่มันแตกสลาย แค่จะพูดปกติผมยังทำไม่ได้เลย

            สุดท้ายเพื่อนผมก็เป็นคนจัดทั้งหมด ลำบากพวกมันอีกแล้ว ผมนี่เป็นตัวปัญหาจริงๆ

            “พี่โฟลท หิวมั้ยคะ” น้องหันมาถาม สีหน้าของน้องดูเป็นห่วงผมจริงๆ “พี่ไม่หิว”

            จู่ๆ ก็มีขนมปังยื่นมาด้านหน้าพอหันไปก็พบว่าเป็นไอ้ริท “กิน อร่อยนะ”

            ผมส่ายหัวแต่เหมือนไอ้ริทจะไม่ยอม มันกลับยัดขนมปังใส่มือผมพร้อมกับทำหน้าราวกับว่า ถ้ามึงไม่กินกูจะยัดเข้าปากเอง

            ผมเลยต้องจำใจรับมากิน “กินก็ได้วะ”

            ไอ้ริทยกยิ้มน้อยๆ ตามสไตล์ของมันก่อนจะนั่งลงที่ว่างข้างๆ “เด็กดีๆ”

            “เด็กดีพ่อมึงสิ” ไอ้คนข้างๆ หัวเราะในลำคอไหนจะนานาที่หัวเราะร่วมอีก แต่แบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ อย่างน้อยตัวผมในตอนนี้ก็ไม่ได้โดดเดี่ยวแล้ว


    คล้ายกับเรื่องShort Erotic ที่คุณอ่าน