Pioneer Era

    ตอนที่ 98 บอสใหญ่แห่งป่าคลั่ง ปรากฏตัวแล้ว!

    เพื่อที่จะเดินทางไปช่วยพรรคพวกที่ถูกจับตัวไป พวกโฮปจึงออกเดินทางสู่พื้นที่ห้วงลึกแห่งทะเลสาปที่เต็มไปด้วยไข่มุขยักษ์ร่วงหล่น ณ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป

    สู่ดินแดนที่มีชื่อว่า [ทะเลสาปไข่มุข]

    แต่ทว่าระหว่างการเดินทางนั้น พวกเขากลับเจอ [อนาจีส-เคล] หรือที่มีอีกชื่อเรียกว่า [จิ้งเหลนดำ] เข้าให้เสียก่อน

    ทำไมพวกสัตว์ที่ควรอยู่ในเขตป่าคลั่งทางภาคใต้สุดของทวีปถึงมาอยู่ที่นี่?

    พวกเขาไม่อาจทราบถึงเหตุผลนั้นได้

    แต่ที่พวกเขาทราบอยู่อย่างหนึ่ง คือพวกเขากำลังถูกสัตว์ร้ายที่ว่าล้อมหน้าหลังด้วยจำนวนที่มากกว่าหลายร้อยเท่าตัวเสียแล้ว



    พวกจิ้งเหลนดำไม่ได้อ่อนแอ และไม่ได้เชื่องช้ายืดยาด

    มีความแข็งแรงระดับที่ดวลเดี่ยวกับความแข็งแรงของชนเผ่ากอลิล่าได้

    มีกรงเล็บกับกรามฟันในระดับบดขยี้แผ่นโลหะหนาได้

    อีกทั้งยังมีความว่องไวเป็นดันดับหนึ่งของทวีป

    พวกมันสามารถวิ่งได้เร็วที่สุดมากถึง 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังสามารถออกตัวจากจุดเริ่มด้วยความเร็วระดับ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในทันที

    มันไม่ใช่ความเร็วที่เชื้องช้าเลยสักนิด

    แต่กระนั้นโฮปก็ยังสามารถไล่ตามความเร็วนั้นทัน

    เพียงแค่ 1 วินาทีที่สัตว์จำนวนสามตัวเริ่มโจมตี

    *ฉั่ว! *

    พวกมันก็กลายเป็นก้อนโปรตีนมูลค่าสูงไปแล้ว



    เสียงเลือดกับเนื้อที่ถูกเฉือนออกดังไปทั่วแมกไม้หนาทึบที่บดบังแสงอาทิตย์

    เลือดสีน้ำเงินของสัตว์ร้ายสามตัวสาดกระจายอยู่เหนือแผ่นดิน

    “... โฮป ศพสามตัวนี้เป็นฝีมือของนายหรือ!? ”

    ไฮเจนถามเขาด้วยความรู้สึกที่ชื่นชมในความแข็งแกร่งของบุรุษเพศตรงหน้า

    พรรคพวกของโฮปต่างทึ่งให้กับความสามารถที่เหนือมนุษย์ของเขา

    พวกเขาคิดว่าฝีมือที่แสดงออกมาในงานประลองนั้นน่าทึ่งแล้ว แต่ที่แสดงให้เห็นตรงหน้ากลับน่าทึ่งยิ่งกว่า

    ต่อให้ได้รับความสามารถทางกายมาสูงเพียงใด ก็มิอาจร่ายรำวิชากระบี่ได้สวยงามถึงเพียงนี้

    ต่อให้มีวิชาติดตัวเพียงใด ก็มิอาจถ่ายทอดทวงท่าที่ไร้ซึ่งขุดบอดได้

    คงต้องฝึกหนักจนแทบจะเป็นบ้า ถึงจะสามารถทำเช่นนั้นได้

    เมื่อการฝึกฝนรวมเข้ากับความสามารถทางกายที่เพิ่มสูงขึ้น จึงได้ผลลัพธ์อันน่าทึ่งออกมาเป็นที่ประจักษ์

    แม้แต่พวกจิ้นเหลนดำก็ยังสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของบุรุษมนุษย์ผู้นี้

    แต่ทว่า---

    *@! #@$@#%!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! *

    พวกมันหวาดกลัว [จ่าฝูง] ของพวกมันมากกว่า



    เสียงคำรามของ [จ่าฝูง] ดังสะท้อนไปทั่วป่าที่มืดมิด

    เสียงที่ดังมาจากสถานที่ซึ่งห่างไกล ทำให้ดวงตาของพวกจิ้งเหลนดำกลายเป็นสีแดงฉานตัดกับผิวสีดำของมัน

    “@! #@%@#!!!! ”

    พวกมันกรีดเสียง แล้วเริ่มบุกโจมตีเหยื่อตรงหน้าแบบไม่คิดชีวิต

    “นึกว่าจะกลัวจนหันหลังหนีไปเสียอีก… หนึ่ง สอง สาม… เยอะวุ้ย! ”

    “ถ้าสู้หมดตรงนี้ คงได้หมดแรงก่อนแน่ พวกเรามาสู้ไป หาช่องทางหนีไปพร้อมกันดีกว่าค่ะ”

    “เห็นด้วยเจ้าค่ะ~”

    “Zzzz”

    ทุกคนต่างยอมรับแผนการของพรุน

    ว่าแล้วนักรบทั้งห้าคนก็เริ่มชักอาวุธของตัวเองออกมา

    หรือควรบอกว่ามีแค่สามคนดี?

    เพราะคนหนึ่งเอาแต่นอน ส่วนอีกคนกางปีกบินทำหน้าที่เป็นตัวล่ออยู่บนท้องฟ้าไปแล้ว



    คนที่เริ่มลงมือเตรียมโจมตีเป็นคนแรก คือแม่สาวกระต่ายดำผู้น่ารัก

    [เพกมาไทต์] หรือน้องเล็กจากกลุ่มผู้สืบทอดผู้กล้ากระต่าย [ทัวร์มาลีน-เอท] กำลังจางหายไปในอากาศ

    ชุดแนบเนื้อที่เธอสวมใส่นั้น คือชุดเกราะจากเทคโนโลยีโบราณของชนเผ่าสัตว์ที่เคยหยิบติดมืออกมา

    ความสามารถของมันนั้น คือการเสริมความแข็งแรงทางร่างกาย ดูดซับแรงกระแทก ทนต่อกรดด่าง บินเหาะเหินฟ้า สร้างม่านพลังเป็นเกราะคุมกาย

    แต่ด้วยการร่วมมือกับประธานเซอร์ไวที่เก็บเธอมาจากความตาย จึงได้พัฒนาดัดแปลงชุดใหม่ ให้มันสามารถ [สะท้อนภาพของสิ่งแวดล้อม] กับ [ลบกลิ่นอาย] เสริมเพิ่มลงไปด้วย

    หรือพูดง่าย ๆ คือสามารถหายตัวได้นั่นเอง

    ลบทั้งภาพกับกลิ่นจนไม่เหลือแม้แต่ร่องรองอยู่บนโลกใบนี้



    *??? *

    พวกจิ้งเหลนดำตกใจมาก

    เหยื่อของมันหายไปไหนกัน?

    แต่แทนที่จะตื่นตระหนก พวกมันกลับรีบเรียกสติกลับมาในชั่วพริบตา แล้วหันไปเล็งใส่เหยื่ออื่นแทน

    *@! #%$! *

    ซึ่งตรงหน้าพวกมันก็มีเป้าหมายที่แสนโอชะรอคอยอยู่พอดี

    สิ่งนั้นมีร่างกายที่ผอมบางตัวเล็กอ่อนแอ

    ผอมเพรียว ผิวขาวดูอ่อนนุ่มราวกับมาชเมลโล่ ดวงตาสีแดงปริมหยาดน้ำตาชุ่มชื้น มีทรงผมสีครามมัดเปียยาวสองข้างแนบหัวคล้ายเขาแพะ และสวมชุดเมดสีดำที่ดูดีมีราคา

    หางกับหูหมาป่าสีครามของเธอกำลังโบกสะบัดไปมาอย่างร่าเริง โดยไร้ซึ่งตระหนักถึงความน่ากลัวที่กำลังจะมาถึง



    *!!! *

    พวกจิ้งเหลนดำจำนวนแปดตัวลื่นไถลไปตามพื้นด้วยความรวดเร็ว

    สีแดงจากดวงตาของพวกมันถูกทิ้งเป็นเส้นแสงเอาไว้เบื้องหลัง

    ปากถูกเปิดอ้าออกกว้าง พุ่งเข้ามาจากทั้งแปดทิศรอบตัว เข้ารุมโจมตีรอบทิศทาง

    “เปิดระบบ… ป้องกัน... Zzz”

    พริบตานั้นม่านพลังงานแสงสีแดงก็เจิดจ้าขึ้นมาปกคลุมรอบตัวของเธอ

    มันคือม่านรังสีความร้อนสูงที่สามารถทำให้เหล็กละลายได้ดั่งเนยเหลว

    *! @#! @$? *

    พวกจิ้งเหลนดำต่างรีบใช้กรงเล็บจากขาทั้งสี่จิกลงไปในพื้นดินเพื่อหยุดตัวเอง

    แต่เพราะเมือกลื่นที่ผิวหนังปล่อยออกมาเพื่อใช้ลดแรงเสียดทานตอนเคลื่อนไหว จึงทำให้กรงเล็บไม่อาจยึดแน่นลงไปในพื้นดินได้

    *@! #@! $!!!! *

    พวกมันกรีดร้องไม่เป็นภาษา ก่อนจะถูกคลื่นความร้อนแผดเผาลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านไป

    ส่วนเหยื่อของพวกมันนั้น

    “ปิดม่านพลัง… เข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน….ZZzz”

    ดูเหมือนว่าจะไม่คิดทำอะไรมากไปกว่าการนอนหลับต่อ…



    ในเวลาเดียวกัน ทางด้านของพรุน บุตรสตรีของวีรบุรุษเผ่ายักษ์

    เธอใช้แขนทั้งสองจับดาบที่แบกเอาไว้กลางหลังขึ้นมาถือเอาไว้ในมือ

    เธอไม่ได้ใช้อาวุธที่ประธานหน้าเลือดนำเสนอ แต่เป็นอาวุธที่เธอรับสืบทอดมาจากพ่อกับแม่ของเธอเอง

    มันเป็นอาวุธที่ออกแบบมาเพื่อตัวเธอโดยเฉพาะ

    มันคือดาบที่มีขนาดใบดาบกว้างถึงครึ่งเมตร ยาวสองเมตร และมีสีดำสนิท

    น้ำหนัก รูปร่าง และมือจับ ล้วนแต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับขนาดมือและสรีระร่างกายของพรุนเท่านั้น

    แค่เห็นรูปร่างของดาบ ก็สัมผัสได้ถึงความรักของผู้ที่ตั้งใจมอบดาบเล่มนี้ให้กับเธอแล้ว

    เธอสูดลมหายใจจนเต็มปอด หลับตาลง แล้วจับสัมผัสแวดล้อมด้วย [จิต] ของเธอเอง

    เพราะว่าไม่ได้มีดวงตาที่เฉียบคมเหมือนอย่างโฮป หรือมีสัญชาตญาณอันเฉียบคมเหมือนอย่างไฮเจน เธอจึงต้องใช้ [จิต] ในการจับตำแหน่งของศัตรู

    นี่คือสิ่งที่เธอได้เรียนรู้มาจากการต่อสู้กับไพไรต์ผู้ว่องไวในงานประลองยุทธ์เมื่อวานนี้



    “ (มีทั้งหมดสามสิบตัว…หนูลี่ รบกวนซ่อนตัวอยู่ใต้เสื้อคลุมให้ดีนะคะ) ”

    “ (ปี้~) ”

    ศัตรูของพรุนมีด้วยกันอยู่สามสิบตัว

    สิบห้าตัวบนพื้นดิน กับอีกสิบห้าตัวบนยอดต้นไม้

    หนีนะหรือ? นั่นไม่อยู่ในตัวเลือกของเธอ

    พรุนไม่ได้มีความว่องไวเหมือนคนอื่น

    ไม่ได้มีความฉลาดล้ำหรือความสามารถในการควบคุมเวทมนตร์เหมือนลิลลี่

    วิธีต่อสู้ของเธอนั้น หากไม่เตรียมใจเอาตัวเข้าแลก คงไม่มีวันเอาชนะศัตรูทั้งหมดได้

    สิ่งที่เธอมี คือพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่สืบมาจากแม่ กับพลังกายอันล้นเหลือที่สืบมาจากพ่อ

    ใช่แล้ว มันเป็นวิธีการต่อสู้ของเผ่ายักษ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง

    มันช่างหยาบกระด้าง ใช้พลังเข้าแลกตรง ๆ อย่างซื่อบริสุทธิ์เช่นนั้น

    ซึ่งเธอไม่ชอบวิธีการแบบนั้นเลยสักนิด

    ความฝันของเธอคือการเป็นผู้ใช้เวทที่เก่งกาจที่สุดของทวีป

    ชอบวิทยาศาสตร์เวทมนตร์เพราะมันพิเศษและมหัศจรรย์

    ชอบการใช้ความคิดมากกว่าการเข้าแลกตรง ๆ

    เพราะเช่นนั้นเธอจึงต่อต้านบ้านตัวเองมาเสมอ…

    แต่มันจะไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว

    ไม่อยากจะสูญเสียครอบครัวไปมากกว่านี้อีกแล้ว

    ตอนนี้ เธอจะ [ใช้ทุกอย่าง] เพื่อช่วยพ่อของเธอออกมาให้ได้

    เธอคิดเช่นนั้น



    “เอาละ... ฮึบ! ”

    ทำให้เหมือนกับที่เคยประยุกต์ให้เข้ากับวิชาหมัดของเธอ

    วิทยาศาสตร์เวทมนตร์กับวิชาต่อสู้

    ผนวกวิชาของทั้งสองศาสตราเข้าด้วยกัน

    พริบตานั้นแหวนในมือขวาของพรุนก็ฉับพลันส่องแสงสีฟ้า

    ดึงพลังงานแคลลอรี่ภายในร่างกายออกไป แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นรังสีรังสรรค์ธรรมชาติ

    กระตุ้นมวลอะตอมโดยรอบ สั่นพ้องสร้างกระแสไฟฟ้า บังเกิดเป็นเสียงคำรามของอัสนีบาต แล้วควบคุมสิ่งนั้นให้ห่อหุ้มปลายดาบดำ อาบพลังจนเรืองรอง แล้วฟาดฟันออกไป



    เพียงแค่เพลงดาบเดียว

    หนึ่งสายฟ้าคำรน

    ประกาศศักดาดังกึกก้อง

    เส้นแสงสีเหลืองทองอร่ามย้อมผืนป่า

    แผ่พุ่งออกจากใบดาบดำ

    แผ่กระจายดั่งรากไม้ที่ผุดขึ้นใต้แผ่นดิน

    ชีวิตทั้งสามสิบตัวเป็นอันต้องมอดมวยดับสูญ

    เมือกที่หุ้มตัว ได้กลายเป็นสื่อนำไฟฟ้าชั้นดีให้กับพวกมัน

    พลังงานที่แสบปวดร้อน วิ่งไหลผ่านร่างกายจนแขนขาเหน็บชา

    ความเร็วที่ใช้วิ่งเข้าสังหารศัตรู กลายเป็นอาวุธร้ายที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

    ไม่อาจควบคุมทิศทาง ไม่อาจยึดเกาะผืนดิน

    ตัวกลิ้งคะมำ พุ่งกระแทกต้นไม้ จนร่างกายหักงอบิดเบี้ยวสิ้นชีพไป



    แต่ยังไม่จบเพียงแค่นี้

    ดาบดำที่ฟาดฟันไปนั้น ได้ก่อเกิดเป็นแสงรังสีดาบที่แผ่ขยายออกไป

    แสงรังสีความร้อนสูง ได้เฉือดเฉือนตัดทุกสิ่งออกเป็นสองท่อนออกไปไกลถึงสิบเมตร

    จิ้งเหลนดำที่ไม่ทันตระหนักถึงอันตราย ต่างขาดครึ่งแล้วล้มตัวลงบนบ่อเลือดของตัวเอง

    การโจมตีเพียงครั้งเดียว ได้คร่าเอาชีวิตไปถึงห้าสิบชีวิต

    ความแข็งแกร่งของสตรีเผ่ายักษ์ ทำให้ร่างของเธอดูใหญ่โตขึ้นในสายตาของพวกมัน

    ด้วยเหตุนี้ พวกจิ้งเหลนดำจึงเริ่มถอยร่นออกห่าง แล้วเบนเข็มไปสู่เป้าหมายอื่นแทน



    ที่บนท้องฟ้า ยังมีอีกหนึ่งผู้ล่าอันร้ายกาจ

    “กรี๊ดดดดด! อย่าพ่นเมือกเหนี่ยว ๆ มาใส่สิยะ! เดียวก็เลอะขนสวย ๆ ของฉันหมดกันพอดีหรอก! ”

    เออ… หรือควรบอกว่าเป็น [ตัวล่อ] ที่เก่งกาจมากกว่า…

    ด้วยความที่เธอผู้นี้มีขนปีกสีขาวอมแดง กับมีผมสีแดงสดเรียบยาวที่โดดเด่น เลยทำให้ออกจะแตะตาของพวกจิ้งเหลนดำมาก

    มากกว่าครึ่งของฝูงพวกมัน ต่างกำลังจับจ้องไปหยั่งปักษาผู้ที่กำลังเหินหาวเวหา

    [ไฮเจน] นั่นคือชื่อของเธอ



    “กรี๊ดดด! หยะแหยง! ”

    รูปแบบการโจมตีของพวกจิ้งเหลนดำนั้นไม่ซับซ้อน

    ถ้าเจอศัตรูบนดิน จะใช้ความเร็วเข้าจู่โจมฉับพลัน

    แต่ถ้าเจอศัตรูอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมกรงเล็บถึง จะใช้เมือกหุ้มที่ปลายลิ้น แล้วพ่นมันออกไปแทน

    ทำไมไม่ยอมให้เมือกโจมตีใส่เหยื่อที่ยืนบนพื้นนะหรือ?

    ก็พวกมัน [โง่] ยังไงละ…



    ที่พวกมันใช้เมือกโจมตีเฉพาะสัตว์ปีก นั่นก็เพราะเมือกของมันใช้ได้ผลดีกับสัตว์ปีก แต่ไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนกับสัตว์บก

    เมือกที่เหนี่ยวลื่น จะทำให้ปีกของสัตว์ปีกเสียรูป อีกทั้งทำให้ผิวสัมผัสเพี้ยน จนสร้างแรงตึงผิวอากาศ แรงยก แรกกดอากาศสูงต่ำอย่างที่ต้องการไม่ได้

    พูดง่าย ๆ คือ [ร่วง]

    เพราะเหตุนี้ พวกมันเลยเลือกที่จะใช้เมือกกับสัตว์ปีกมากกว่าสัตว์บกไปแทน

    ทั้งที่สามารถประยุกษ์ใช้เมือกโจมตีได้หลากรูปแบบแท้ ๆ ...



    “กรี๊ดดดด! ”

    ไฮเจนใช้สัญชาตญาณที่เฉียบคมของตัวเอง หลบหลีกกระสุนเมือกที่พุ่งขึ้นท้องฟ้าราวกับหยาดน้ำฝนได้อย่างน่าชื่นชม

    เธอหลบหลีกราวกับเส้นด้ายที่ร้อยเรียงผ่านรูเข็มที่กระจายตัวไปทั่วผืนท้องฟ้า

    แต่กระนั้น มันก็ออกจะมีจำนวนมากเกินกว่าที่เธอจะรับมือไหว



    “ไม่น้าาาาา! ”

    สุดท้ายทั่วทั้งร่างของเธอจึงถูกกระสุนเมือกโจมตีเข้าอย่างจัง

    ร่างกายเปียกปอนไปด้วยสารเหนี่ยวเหลว กลิ่นเองก็ยังชวนน่าสังเวชอย่างสุดจะบรรยายได้

    ไฮเจนร่วงหล่นลงมากองอยู่บนพื้นในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนั้น

    เมือกลื่นเหล่านี้นอกจากจะทำให้สูญเสียอิสระภาพของปีกไปแล้ว ยังทำให้เธอไม่สามารถที่จะยืนขึ้นมาได้อีกด้วย

    ความลื่นที่เหนือความคาดหมาย ทำให้แรงเสียดทานรอบกายแทบจะกลายเป็นศูนย์ไป

    นกที่ร่วงหล่นจากฟ้า ย่อมกลายเป็นเหยื่อแสนโอชะของพวกมัน

    เหล่าจิ้งเหลนดำต่างกรูเข้าใส่ไฮเจนรอบทิศทางประดุจฝูงไฮยีน่า



    “อย่า-มา-บังอาจ-แกล้ง-เพื่อน-ผม! ”

    ในตอนนั้นเองที่โฮปกระโดดเข้ามาแทรกกลางช่วยเธอเอาไว้

    ใบดาบสะท้อนแสงตะวัน ข้ามผ่านอากาศที่สูงเหนือพื้นกว่าห้าเมตร พุ่งตกลงมาโจมตีด้วยการตวัดกระบี่รอบทิศทาง แล้วยืนขวางกั้นระหว่างสตรีเผ่านกผู้เปียกปอนกับฝูงสัตว์ร้ายที่หิวกระหาย

    กระบี่สองเล่มถูกยกขึ้นเหนือหัวกับหันลงล่าง พร้อมกับเฉือดเฉือนเรียกเลือดของพวกมันที่เข้ามาใกล้ประดุจเครื่องบดเนื้อชั้นดี

    จากมุมมองของไฮเจน โฮปในตอนนี้ช่างเหมือนผู้กล้าที่มาช่วยเจ้าหญิงจากจอมปีศาจร้าย

    ซึ่งเธอไม่รู้ตัวเลย ว่าความจริงนั้น หัวใจของโฮปกำลังเต้นอย่างบ้าคลั่ง เจ้าน้องหนูเองก็กำลังร่ำร้องอย่างยินดีปรีดา เพราะสภาพสุดเซ็กซี่ที่เปียกปอนของไฮเจน ณ ตอนนี้



    “ (ไม่คิดว่าร่างกายของเธอจะเซ็กซี่ได้ขนาดนี้!? เผ่ามนุษย์นกนี่น่ากลัวจริง ๆ! จะหันไปมองเธอในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด!) ”

    นั่นคือสิ่งที่เขาคิด

    ความหื่นที่อันแน่วแน่ซึ่งกำลังแผ่ออกมาของโฮปนั้น ทำให้เหล่าจิ้งเหลนรูปสึกถูกกดดันอย่างหนัก

    “ (จะ… จิตสังหารนี้มันคืออะไรกัน!?) ”

    ด้วยความเข้าใจผิดอย่างสุดโต่งของจิ้งเหลนดำ เลยทำให้พวกมันพร้อมใจกันถอยระยะห่างออกมาจากโฮปกับไฮเจนอย่างไม่ทันรู้ตัว

    โดยหารู้ไม่ว่าเพกมาไทต์กำลังรอช่วงเวลานี้อยู่พอดี

    ช่วงเวลาที่ศัตรูกำลังยืนกันเป็นแถวเรียงยาวเช่นนี้



    “เปิดโหมดพุ่งทะยานสังหาร”

    นักฆ่าในเงามืดเปิดเผยตัวตนขึ้นที่ด้านซ้ายของฝูงศัตรู

    ชุดแนบเนื้อสีดำของเธอ กำลังแผ่ขยายด้วยเส้นสีแดงที่มีลวดลายดั่งเส้นประสาท

    ปีกแสงสีแดงคู่หนึ่งแผ่ขยายออกมาที่แผ่นกลางหลังของเธอ

    แล้ววินาทีต่อมา ร่างสีแดงนั้นก็บินแหวกผ่านฝูงจากซ้ายไปขวาในลักษณะของเส้นตรง

    มีดเลเซอร์ที่คมกริบถูกตั้งขึ้นยื่นยาวออกไปสุดปลายแขน

    ม่านอากาศถูกแหวกออกเป็นสองซีกจนเห็นได้ด้วยดวงตาเปล่า

    พุ่งทะยานประดุจจรวดสังหารที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาฉุดรั้งเอาไว้ได้

    น้ำพุเลือดสีน้ำเงินจำนวนมากสาดกระจายขึ้นไปทั่ว

    ศัตรูไม่ตำกว่าสี่สิบตัว ถูกสังหารลงไปภายในชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น



    “@! #! $! %”

    พวกจิ้งเหลนดำที่เหลือต่างหวีดร้องออกมาไม่เป็นภาษา

    ไม่เอาแล้ว ไม่อยากสู้กับสิ่งมีวิตที่น่ากลัวแบบนี้อีกต่อไปแล้ว

    เค้าอยากกลับรังแล้ว…

    พวกมันต่างหวีดร้องเพื่อขอจ่าฝูงกลับบ้าน

    “!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! @#! @#@#@#@@#@#@#@#”

    แต่จ่าฝูงผู้หยิงทะนงไม่ยอมให้พวกลูกน้องของตัวเองกลับรังในทิศใต้

    ยังไงก็ดี มันคิด ว่าคงจะปล่อยให้ลูกน้องถูกสังหารไปอย่างไร้ความหมายไม่ได้เช่นกัน

    ดังนั้น ตัวจ่าฝูงจึงเริ่มเคลื่อนไหว



    “พวกมันหยุดเคลื่อนไหวแล้ว? ”

    “กำลังยืนตั้งแถวเหมือนกับว่ารอต้อนรับใครสักคนเลย… หรือว่าตัวจ่าฝูงจะมาเองอย่างงั้นหรือเจ้าคะ? ”

    “จ่าฝูง!? ”

    ตัวจ่าฝูงนั้นมีขนาดตัวสูงถึงสี่เมตร มีความฉลาดมากพอจะใช้น้ำเมือกโจมตีทุกสถานการณ์ และมีวิชาต่อสู้ที่ร้ายกาจ

    มีความหยิ่งทะนงสูง ยอมตายดีกว่ายอมแพ้ ไม่เคยหันหลังหนีให้กับใคร มักชอบท้าสู้กับเหยื่อโดยตรง และไม่เคยพึ่งพรรคพวกหรือลูกน้องในการออกล่าแม้แต่ครั้งเดียว

    เป็นตัวเดียวที่เคยท้าสู้กับเจ้าป่าในเขตภูเขาไฟแล้วรอดชีวิตกลับมาได้

    เป็นตัวเดียวที่เคยไปลุยเดียวในบึงมรกตแล้วจับเหยือจำนวนมากกลับออกมาได้

    เป็นตัวเดียวที่… เคยออกล่าไปทั่วทุกจุดของป่าทั้งทวีป แล้วรอดชีวิตกลับมาที่เขตของตัวเองได้

    มันมีความภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งของตัวเองเช่นนั้น

    “นั่นคือเรื่องเล่าที่ข้าน้อยเคยได้ยินมาเจ้าค่ะ”

    “เฮือก---“

    พวกโฮปต่างกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินถึงเรื่องราวของความน่ากลัวของมัน



    พุ่มไม้ตรงหน้าเริ่มสั่นไหว

    แล้วจ่าฝูงของพวกมันก็ปรากฏตัวออกมาต้องแสงตะวัน

    สิ่งนั้นถูกหุ้มด้วยผิวหนังสีดำซีดขนาดใหญ่

    มีดวงตาสีดำอ่อนหวาน

    มีผมสีเขียวมรกต แล้วมัดเป็นปอยผมลงมาเหมือนหูลูกหมาน่ารักสองข้าง

    สูงเพียง 145 เซนติเมตร บินบนอากาศเหนือพื้นหนึ่งเมตร

    “...”

    สิ่งนั้นมีปีกภูติเรืองแสงอยู่ใจกลางหลัง

    “...เออ คือว่า---”

    สิ่งนั้น กำลังใช้ปากเป่าข้อกระดูกรูปร่างประหลาดออกมาเป็นเสียงของพวกจิ้งเหลนดำ

    “@! #@! ---- ดอง~”

    สิ่งนั้น เป็นตัวตนที่พวกโฮปรู้จักกันเป็นอย่างดี

    “...ทำไมถึง---”

    ใช่แล้ว จ่าฝูงของพวกจิ้งเหลนดำที่ว่านั้น ก็คือ

    “---ทำไมจ่าฝูงถึงเป็นเธอกันได้ฟะ! ”

    ลิลลี่ ออฟซิเดียน เพื่อนของพวกเขานั่นเอง