การเดินทางออกจากเมืองลำปางในครั้งนี้ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากการเดินทางครั้งก่อนๆ โดยสิ้นเชิง
คำอินทร์ไม่ได้เดินทางไปในฐานะเด็กหนุ่มผู้แสวงหาการล้างแค้นแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแต่เขาเดินทางในฐานะ "ผู้สืบทอด" ผู้แบกรับมรดกและชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้
เป้าหมายของเขาชัดเจนนอกจากตามหาความจริงของตาและแม่ของเขา อีกอย่างที่สำคัญในการมุ่งหน้าสู่ล้านนาก็เพื่อค้นหา "เศษเสี้ยวแห่งความทรงจำ" ขององค์สมเด็จพระนเรศวรเพื่อปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของพระแสงปืนต้นและเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่ตนเองสำหรับมหาสงครามที่กำลังจะมาถึง
เส้นทางจากลำปางสู่เชียงใหม่นั้นทวีความอันตรายและทุรกันดารขึ้นเป็นหลายเท่าตัว พวกเขาได้เข้าสู่เขตป่าเขาที่แท้จริงของแดนเหนือที่ซึ่งอิทธิพลของกรุงศรีอยุธยาแทบจะแผ่มาไม่ถึงและเป็นดินแดนที่อยู่ภายใต้เงาของกองทัพอังวะอย่างสมบูรณ์
บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความตึงเครียดและหวาดระแวง หมู่บ้านเล็กๆ ที่พวกเขาเดินทางผ่านต่างมีสภาพที่ซบเซาและเงียบเหงา ชาวบ้านต่างมีแววตาที่หวาดกลัว ไม่ไว้วางใจคนแปลกหน้า พวกเขามักจะพบเจอกับด่านตรวจชั่วคราวที่ตั้งขึ้นโดยทหารพม่าที่แตกทัพ ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นโจรป่าที่คอยขูดรีดและปล้นชิงคนเดินทาง
แต่ด้วยประสบการณ์ของลุงมีและความสามารถในการใช้จิตสัมผัสกระแสของคำอินทร์ พวกเขาก็สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็นและเดินทางผ่านเส้นทางลับที่ปลอดภัยมาได้โดยตลอด
จนกระทั่งวันหนึ่งหลังจากที่เดินทางมาได้เกือบหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่พวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่บนแนวสันเขา
พวกเขาก็ได้สังเกตเห็นขบวนเดินทางขนาดเล็กขบวนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนที่อยู่บนเส้นทางเบื้องล่าง
มันไม่ใช่ขบวนของชาวบ้านหรือพ่อค้าธรรมดาแต่เป็นขบวนของ "พ่อค้าชาวจีนฮ่อ" ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของความกล้าหาญและความสามารถในการเดินทางค้าขายข้ามผ่านพรมแดนที่อันตรายที่สุด
ขบวนของพวกเขามีทั้งม้าต่างและล่อที่ใช้บรรทุกสินค้าและมีองครักษ์คุ้มกันที่ดูแข็งแกร่งและชำนาญการรบ
"พวกจีนฮ่อ" ลุงมีกระซิบ "พวกนี้เดินทางไปทั่วทุกที่ตั้งแต่เมืองจีนตอนใต้ลงมาจนถึงอังวะแล้วข้ามมายังสยาม ข่าวสารของพวกมันรวดเร็วและน่าเชื่อถือที่สุดในยามนี้"
คำอินทร์พยักหน้ารับ เขารู้สึกได้ว่านี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะได้รับฟังข่าวสารที่แท้จริงไม่ใช่แค่ข่าวลือที่เล่าต่อกันมา
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะ "สะกดรอย" ตามขบวนของพ่อค้าจีนฮ่อกลุ่มนี้ไปอย่างเงียบๆ รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยและรอคอยโอกาสที่เหมาะสม
ในค่ำคืนนั้นเองขบวนของพ่อค้าจีนฮ่อได้หยุดพักตั้งค่ายในหุบเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง พวกเขาก่อไฟขึ้นหลายกองและจัดเวรยามป้องกันอย่างแน่นหนา
คำอินทร์และลุงมีได้แฝงตัวเข้าไปในเงามืดที่อยู่ใกล้กับค่ายมากที่สุดแล้วใช้สมาธิเงี่ยหูฟังบทสนทนาที่ดังแว่วมา
พวกเขาได้ยินหัวหน้าพ่อค้าชาวจีนซึ่งเป็นชายชราผมเปียยาวสีขาวกำลังพูดคุยกับเหล่าสหายร่วมเดินทางด้วยภาษาจีนที่พวกเขาไม่เข้าใจแต่โชคดีที่ลุงมีนั้นมีความสามารถในการฟังและพูดได้หลายภาษา จากการที่เคยพเนจรไปทั่วแกจึงทำหน้าที่เป็นผู้แปลให้คำอินทร์ฟังอย่างเงียบๆ
และข่าวสารที่พวกเขาได้ยินในคืนนั้นก็ได้ยืนยันถึงชะตากรรมของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งอังวะและเปิดเผยถึงพายุลูกใหม่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น
พ่อค้าจีนฮ่อคนนั้นเล่าว่าข่าวจากเมืองเมาะตะมะที่เขาเพิ่งผ่านมานั้นยืนยันตรงกันว่าองค์พระมหากษัตริย์...พระเจ้าอลองพญาได้สิ้นพระชนม์แล้วจริงๆ...
พระองค์ทรงทนพิษบาดแผลที่ได้รับจากการระเบิดของปืนใหญ่ที่กรุงศรีอยุธยาไม่ไหวและได้สิ้นพระชนม์ลงระหว่างการเดินทางถอยทัพกลับ
การตายของวีรบุรุษผู้รวบรวมแผ่นดินพม่าได้สร้างความสั่นสะเทือนและความโศกเศร้าไปทั่วทั้งอาณาจักรอังวะ
เมื่อสิ้นกษัตริย์...ย่อมต้องมีกษัตริย์องค์ใหม่...
ตามพระราชประสงค์สุดท้ายของพระเจ้าอลองพญา ผู้ที่ได้สืบราชสมบัติต่อก็คือพระราชโอรสองค์โต...เจ้าชายมังลอก...ซึ่งบัดนี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งราชวงศ์คองบอง...ทรงพระนามว่า "พระเจ้ามังลอก" หรือ "นองดอจี"
พ่อค้าจีนฮ่อเล่าว่าพระเจ้ามังลอกนั้นทรงมีพระอุปนิสัยที่ใจร้อนและหุนหันพลันแล่น แม้จะมีความกล้าหาญแต่ก็ยังขาดพระปรีชาสามารถในด้านการวางแผนและการทหารเมื่อเทียบกับพระบิดาผู้ยิ่งใหญ่ของพระองค์แล้วยังห่างไกลกันนัก...
แต่สิ่งที่น่ากังวลใจยิ่งกว่านั้นพ่อค้าจีนฮ่อกล่าวพลางลดเสียงลงคือการมีอยู่ของพระราชโอรสองค์รอง...
"เจ้าชายมังระ"
ชื่อนั้นทำให้ลุงมีต้องขมวดคิ้ว ส่วนคำอินทร์ก็ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
เจ้าชายมังระ...หรือที่ชาวสยามรู้จักกันในนาม "พระเจ้ามังระ" คือพระอนุชาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน
พระองค์ทรงแตกต่างจากพระเชษฐาอย่างสิ้นเชิงทรงมีพระปรีชาสามารถทางการทหารที่เฉียบแหลมไม่แพ้พระบิดาทรงมีความทะเยอทะยานที่สูงส่งและเป็นที่รักใคร่ของเหล่าทหารหาญในกองทัพเป็นอย่างยิ่ง
พ่อค้าจีนฮ่อเล่าว่าแม้ในตอนนี้เจ้าชายมังระจะยังคงสงบนิ่งและแสดงความภักดีต่อพระเชษฐาผู้เป็นกษัตริย์แต่ทุกคนในราชสำนักอังวะต่างก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงแค่การรอคอยเวลา
หลายคนเชื่อว่าราชบัลลังก์ของพระเจ้ามังลอกนั้นจะไม่มั่นคงและผู้ที่จะสืบทอดเจตนารมณ์ในการแผ่ขยายอำนาจของพระเจ้าอลองพญาที่แท้จริงก็คือเจ้าชายมังระผู้นี้นี่เอง
และที่น่าตกใจที่สุดพ่อค้าจีนฮ่อยังได้กล่าวถึงข่าวลือที่ว่า "แม่ทัพเงา" คนใหม่ที่กำลังซ่องสุมกำลังอยู่ในแดนล้านนานี้แท้จริงแล้วก็คือหนึ่งในขุนพลคู่พระทัยที่เจ้าชายมังระได้ส่งมาเพื่อเตรียมการและสร้างฐานที่มั่นสำหรับสงครามครั้งต่อไปในอนาคต!
เมื่อบทสนทนาจบลง คำอินทร์และลุงมีก็ถอยกลับออกมาจากบริเวณนั้นอย่างเงียบเชียบ
ข่าวสารที่ได้รับ...มันหนักอึ้งและน่ากังวลใจอย่างยิ่ง
"ดูเหมือนว่าพายุที่เพิ่งจะสงบไปกำลังจะก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้งและครั้งนี้มันอาจจะรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก" ลุงมีกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
"การขึ้นมาของเจ้าชายมังระไม่ใช่ข่าวดีสำหรับสยามเลยแม้แต่น้อย"
คำอินทร์ไม่ได้พูดอะไร เขายืนนิ่งมองไปยังทิศเหนือที่มืดมิด