สี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪]

    บทที่ 5 เบาะแส ตอนที่ 1 เที่ยวทะเล

    หลังจากพวกผมถึงเมืองเท่าเรืออินเมียว หัวหน้าราเซตก็ขอตัวไปจัดการเรื่องพวกโจร โดยเงินรางวัลในการจับตัวนั้น พวกผมยกให้กองคาราวานทั้งหมด ผมได้ไปติดต่อที่ว่าการเมืองเพื่อถามถึงอาณาเขตของเมืองท่าแห่งนี้ ไม่ใช่ว่าผมต้องการซื้อบ้านหรืออะไร แต่ว่าผมต้องการหาดูที่ทางที่ยังไม่มีเจ้าของ เพื่อจะได้ตั้งบ้านแคปซูน


    เมืองท่าเรือแห่งนี้เป็นเมืองท่าสำคัญอีกแห่ง นอกจากจะมีเรือทะเลแล้วยังมีเรือบินอีกด้วย โดยจุดหมายปลายทางของเรือบินนั้นจะเป็นเมืองท่าเรือหนึ่งในทวีปฟีเบียร์ ส่วนเรือทะเลนั้นจะไว้ใช้เดินทางไปตามเกาะแก่งต่าง ๆ ในบริเวณนี้ และรวมถึงใช้เดินทางไปยังท่าเรือในส่วนอื่นของทวีปมายด์ แต่ถึงอย่างนั้นการเดินทางด้วยเรือทะเลระยะไกลนั้นมีความอันตรายสูง เพราะสัตว์อสูรในทะเลมีมากมายหลายชนิด เรือที่ใช้สำหรับเดินทางเหล่านี้จึงเป็นเรือขนาดใหญ่และติดตั้งอาวุธไว้สำหรับโจมตีสัตว์อสูร


    เป้าหมายในการสืบเรื่องของพ่อแม่พี่อ๊อสนั้น คงหนีไม่พ้นร้านเหล้าหรือร้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล โดยพยายามสืบจากร้านที่เปิดกิจการมานานกว่า 10 ปี ไม่นานพวกเราก็พบร้านเหล้าหนึ่งที่ตั้งอยู่ชายทะเล โดยร้านเหล้าแห่งนี้ใช้ชื่อว่า ร้านเหล้าฮาเวส แน่นอนว่าปกติเหล้าชื่อดังของทวีปมายคือเหล้าของร้านมากาเร็ตที่อยู่ในเมืองฮาเวส แต่การที่เมืองท่าแห่งนี้มีร้านเหล่าชื่อฮาเวส ทำให้เกิดความสงสัยนักว่า เหล้าที่ขายอยู่นี้นำเข้าจากฮาเวสจริงหรือเปล่า หรือเพียงแอบอ้างชื่อหลอกดักลูกค้า มันทำให้ผมนึกถึงไอ้ป้ายสีเหลืองตัวหนังสือสีแดง ที่อยู่ตามข้างถนน แล้วเขียนว่า ไก่ย่างวิเชียS แต่พอไปซื้อกินกับพบกว่ามันห่างไกลจากต้นตำหรับแถวสามแยกวิเชียรมากมายนัก แต่ถึงอย่างนั้นไอ้ป้ายพวกนั้นก็มีของจริงบ้างเหมือนกัน


    เมื่อพวกผมทั้ง 4 คนเข้ามาในร้านถึงกลับต้องตกใจ เพราะภายในร้านนั้น เต็มไปด้วยผู้คน มันแน่นจนไม่มีโต๊ะเหลือให้พวกผมนั่งได้ พวกผมที่ยืนงงโง่งมเพราะหาที่นั่งไม่ได้อยู่ ก็มีสาววัยกลางคนเดินมาถามพวกผมว่า

     

    “มาหาเหล้ากินหรือหนุ่ม ๆ”

     

    “ใช่ครับ แต่ดูเหมือนว่า โต๊ะจะเต็ม นายของผมยินดีจ่าย 10 เงินคีต ถ้าพี่สาวสุดสวยหาโต๊ะ ให้พวกเราได้” 

     

    พี่อ๊อสพูดพร้อมส่งเหรียญเงิน 10 เหรียญให้สาววัยกลางคนผู้นั้น ตอนนี้พวกผมยังใช้แผนนายบ่าวอยู่ เพิ่มเติมคือ ผมกับโอ๊สเป็นนาย โดยมีพี่อ๊อสและพี่เอิร์ธเป็นผู้ติดตาม ที่ทำเช่นนั้นเพราะผมกับโอ๊สมีใบหน้าและรูปร่างคล้ายกันมาก จึงได้รับบท 2 พี่น้องฝาแฝด แต่ถึงอย่างนั้นออร่าของพี่เอิร์ธมันดูสูงส่งเกินกว่าที่จะมีสถานะเป็นคนรับใช้ได้ ถ้ามองจากมุมคนไม่รู้จัก พวกเขาคงมองพวกผมเหมือนพวกเชื้อพระวงศ์ที่หนีออกมาท่องเที่ยวแล้วมีอัศวินและนักดนตรีคลาสสูงคอยติดตามเสียมากกว่า พอคิดแบบนั้นมันก็ทำให้แผนนายบ่าวดูลงตัวอย่างหน้าเหลือเชื่อ

     

    “รอแป๊บนะสุดหล่อ” 

     

    พูดจบสาววัยกลางคนก็เดินไปโต๊ะหนึ่ง แล้วส่งเงินให้คนกลุ่มนั้น 1 เหรียญเงินคีต แล้วคนพวกนั้นก็ลุกเดินออกจากร้านไป พร้อมกันนั้นหญิงวัยกลางคนก็เก็บกวาดข้าวของบนโต๊ะจนสะอาด พอพวกผมนั่งแล้วพีอ๊อสก็สั่งเหล้าทันที

     

    “พี่สาวสุดสวย ผมขอเหล้าที่ดีที่สุด 2 แก้ว นมสดร้อนอีก 2 ครับ” แต่ก็ไม่วายสั่งนมให้ผมกับโอ๊สกิน ผมสองคนมองหน้ากัน ได้แต่ส่ายหัวให้กับพี่ชายตัวดีของพวกเรา

     

    “หืมใครดื่มนม อ่อ 2 หนุ่มน้อยนี่สินะ จ้า ๆ รอสักครู่” สาววัยกลางคนหันมามองพวกผมอย่างพิจารณา ก่อนจะยิ้มให้แล้วจากไป

     

    “พวกเราก็อยากกินเหมือนกันนะ” ผมกับโอ๊สแทบจะพูดออกมาพร้อมกัน

     

    “ไม่ได้ พวกกระผมไม่อยากแบกนายน้อยทั้ง 2 กลับที่พักขอรับ” พี่อ๊อสพูดกวนใส่พวกผม โดยมีพี่เอิร์ธหัวเราะขำเป็นลูกคู่

     

    “ชิ คนอยากกินนิดหน่อยก็ไม่ได้” โอ๊สบ่นบ้าง

     

    “เอาอย่างนี้สิ เดี๋ยวพี่เสกมาให้กิน แต่ว่าต้องไว้กลับถึงที่พักก่อนนะ โอเคไหม” พี่เอิร์ธเสนอ

     

    “จริงดิ นี่พี่เอิร์ธหรือโดเรม่องกันเนี้ย…” ผมได้ทีแซว

     

    “แล้วจะกินหรือไม่กินล่ะ” พี่เอิร์ธแกล้งบ่นสวนกลับผม

     

    “กินดิครับ” ผมกับโอ๊สตบมือผสาน แบบ Hi5 กันด้วยความดีใจ

     

    หน้าที่พูดคุยสืบหาข้อมูลตกเป็นของพี่อ๊อสที่คอทองแดงและมีวาจาหวานชวนน่าพูดคุย ส่วนพี่เอิร์ธนั้้นใช้ความสามารถพิเศษของตัวเองที่สามารถอ่านความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ ในการตะล่อมถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปทั่ว พวกเรานั่งในร้านเกือบ 2 ชั่วโมง พวกพี่ 2 คนก็กินเหล้า(เหยือก)ไปมากกว่า 10 แก้ว หมดเงินไปหลายเหรียญเงิน เพราะเลี้ยงเหล้าโต๊ะรอบข้างพวกเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ได้ข่าวอะไรที่เกี่ยวกับพ่อแม่พี่อ๊อสเลย


    พอพวกผมทั้ง 4 เดินตามชายหาดมาเรื่อย ๆ ห่างจากเมื่อท่าอินเมียวประมาณ 5 กิโลเมตร พวกเราเดินหลบเข้าป่าไปไม่ลึกมาก พี่เอิร์ธโบกมือเบา ๆ ต้นไม้ต้นหญ้าที่อยู่รอบตัวก็หายไปหมด ไม่ใช้ว่าพี่เอิร์ธเสกให้มันหายได้หรอกนะ แต่เพราะพี่เอิร์ธดูดพวกมันทั้งหมดในรัศมีของเขาเข้าไปในมิติเก็บของส่วนตัวของพี่เอิร์ธ เมื่อพื้นที่สะดวกมากขึ้นพี่เอิร์ธก็พูดอะไรกับตัวเองเหมือนร่ายมนต์ ไม่นานพื้นที่รอบ ๆ ก็ถูกบีบอัดแน่นหนาหลุมบ่อก่อนหน้าก็หายไปหมด ผมที่เห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เลือกบ้านหลังที่คิดว่าเหมาะเป็นบ้านพักตากอากาศใกล้ทะเลออกมา ผมกดปุ่มและโยนมันออกไปรอมันหาจุดสมดุลไม่นานมันก็ระเบิดตูมกลายเป็นบ้านหลังใหญ่ที่มี 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิดสไตล์โมเดิน พอผ่านประตูหน้าเข้าไปก็เป็นสวนหย่อมไม้แคระกับสวนหินพอให้เข้ากับบรรยากาศริมทะเล นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำส่วนตัว พี่เอิร์ธบอกให้พวกผมเข้าไปจัดการอาบน้ำล้างตัวก่อน ส่วนเขาจะออกไปจัดการกับพื้นที่รอบบ้าน ไม่นานพวกผมก็อาบน้ำกันเรียบร้อย แต่ถึงแบบนั้นก็อดไม่ได้เลยชวนกันมาว่ายน้ำเล่นในสระว่ายน้ำที่อยู่ในสวน ไม่นานพี่เอิร์ธก็กลับมา ผมไม่ได้ถามว่าเขาไปทำอะไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ลืมคือ

     

    “ไหนว่าจะเสกเหล้าให้กินไง” ผมทวงทันทีที่พี่เอิร์ธเข้ามาใกล้

     

    “เอาสิ งั้นจัดปาร์ตี้ซีฟูดด้วยเลยละกัน” 

     

    พี่เอิร์ธพูดจบผมที่กำลังสงสัยว่าจะเอาของมาจากไหน ก็เห็นอีกฝ่าย มองหามุมพื้นที่วางของ เพียงโบกมือเบา ๆ เตาย่าง หม้อนึ่ง โต๊ะปิดนิคที่บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารทะเลที่ผมคุ้นหน้าคุ้นตา ตามปกติแล้วของพวกนี้มันไม่ค่อยจะมีในคีตาด้วยซ้ำ เพราะหลาย ๆ เดือนมานี้ผมแทบไม่พบเจอพวกมัน พี่เอิร์ธหันมาถามพวกผมอีกรอบว่า

     

    “อยากทำเองหรือเอาแบบพร้อมกิน”

     

    “ทำเองพี่ มันสนุกกว่า" ผมรีบตอบทันที

     

    ถึงผมรู้ว่าพี่เอิร์ธกับพี่ซันเป็นดังพระเจ้าของโลกนี้ แต่พอเห็นอะไรที่เรียกออกมาได้แบบไม่คิดอะไรก็อดไม่ได้ที่จะร้องว๊าวในใจ ไม่นานผมกับพี่เอิร์ธก็โชว์ฝีมือการทำอาหารสไตล์ไทยซีฟูตให้อีก 2 หนุ่มได้กิน ทำให้พวกนั้นซี๊ดซ๊าดไปตามระเบียบ เครื่องดื่มมึนเมาก็ถูกจัดออกมาไม่ขาดสาย แต่ถึงแบบนั้นผมกับโอ๊สพอกินไปได้ไม่กี่แก้วก็พากันเมาหลับนอนกองบนพื้นแถวนั้น ไป ๆ มา ๆ ก็เหลือแค่ 2 หนุ่มรุ่นพี่ดวนเหล้านั่งเม้ามอยไปตามภาษาชายโสด


    เช้าวันถัดมาพวกผมพากันตื่นสาย ตอนแรกก็คิดว่าจะออกไปตามสืบความกันต่อ แต่พอเห็นวิวทะเลและน้ำที่ใสสีครามก็อดไม่ได้ที่อยากจะไปนั่งชิลล์ริมทะเล เล่นน้ำ เตะบอล แต่ถึงแบบนั้นทะเลคีตามันไม่ได้น่าเล่นแบบโลกของพวกเรา มันมีสัตว์อสูรมากมายที่ถ้าลงทะเลไปโดยไม่มีอาวุธก็อาจตายได้เลย ผมที่กำลังถอดใจอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนชวนเล่นน้ำ

     

    "ไปเล่นน้ำทะเลกัน ไหน ๆ ก็มาถึงทะเลกันแล้ว" เป็นพี่เอิร์ธที่ชวนพวกเรา

     

    “แต่ว่า” ผมที่กำลังจะบอกเหตุผล อีกฝ่ายก็พูดออกมาว่า

     

    “ไม่ต้องกลัว เมื่อวานพี่ไปวางทุ่นกันสัตว์อสูรไว้หมดแล้ว ไม่เช่นนั้นบ้านพวกเราคงโดนคราเคนขึ้นมาถล่มเละไปแล้วละ”

     

    พอผมได้ฟังก็เชื่อในคำพูดของพี่เอิร์ธโดยไม่คิดให้มากความ ถ้าพี่ชายบอกแบบนั้นผมก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ผมรีบชวนโอ๊สไปเล่นน้ำทะเลทันที โดยปล่อยให้พี่อ๊อสนอนแฮงค์อยู่แบบนั้น พอไปถึงทะเลก็มองเห็นทุ่นลอยเป็นวงล้อมกินรัศมีหลายร้อยเมตร ถึงมันจะกันสัตว์อสูรที่เป็นอันตรายแต่มันไม่ได้กันพวก สัตว์ทะเลตัวเล็กตัวน้อย ทำให้เห็นปูทะเล ปลาดาว ลูกปลาสีสันสดใส และหอยแปลกๆ อยู่ในน้ำเต็มไปหมด บางส่วนยังมีปะการังน้ำตื่นอีกให้เห็น พอถอดเสื้อเหลือแต่กางเกงว่ายน้ำ ผมกับโอ๊สเองก็หุ่นดีเหมือนกันนะเนี้ย ส่วนพี่เอิร์ธนี่แบบนายแบบยังชิดซ้ายตกเวทีตายไปเลย พอยิ่งใส่แว่นตาดำกันแดด บอกเลยว่าผมยังอยากกรี๊ด คือคนอะไรทำไมดูดีไปหมด ถ้าผมโตขึ้นอายุเท่าพี่เขาผมจะหล่อแบบนี้ไหมเนี้ย คิดแล้วก็ขำตัวเองก่อนจะพากันเล่นน้ำแบบเด็ก ๆ กับโอ๊สแฝดต่างโลกของผม


    ไม่นานพี่ชายตัวดีก็ตื่นขึ้นมาโวยวายว่าไม่มีคนปลุกไม่มีคนชวน ทิ้งให้นอนเฝ้าบ้านอยู่คนเดียว แต่เผลอแป๊บเดียวก็เห็นนั่งหลบแดดบนเก้าอี้ชายหาดมีร่มใหญ่ ๆ พร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอลเย็น ๆ จิบกินกับพี่ชายอีกคนโดยไม่สนใจน้องนุ่งอีกเลย ไม่นานพวกเราก็พากันเล่นวอลเล่บอลชายหาดแบ่งทีมได้ ผมกับพี่อ๊อส โอ๊สกับพี่เอิร์ธ ตอนเล่นแรก ๆ ก็เล่นปกติตบโต้ รีซีฟสวนกันไปมา พอนานเข้าก็เริ่มมีคนโกงแอบใช้พลังเสริมโจมตีอีกฝ่าย ไม่นานก็กลายเป็นการเล่นบอลของเหล่ายอดมนุษย์ สุดท้ายบอลระเบิด เลยเปลี่ยนไปเล่นขุดทรายฝังตัวกัน แป๊บ ๆ ก็เย็น เลยฉลองปาร์ตี้ริมทะเลด้วยซีฟูดตามเคย


    กลายเป็นว่า 2 วันถัดมาพวกผมก็ยังคงเล่นทะเลกันอยู่ แต่มีพัฒนาการขึ้น เริ่มมีสปีดโบท เริ่มมีพาราไกลเดอร์ บันนาน่าโบทก็มา สุดท้ายทุ่นที่เคยวางไว้รอบไม่กี่ร้อยเมตรมันก็ขยายกว้างออกไปเป็นหลักกิโลเมตร เหล่าสัตว์อสูรที่ต้องหาทางขึ้นมาอาบแสงจันทร์ เลยพานลำบากไม่มีีชายหาดให้พวกมันได้ใช้ พอตกเย็นเข้าบ้านก็พากันเล่นเกมคอนโซน แบ่งทีมแข่งกัน ไป ๆ มา ๆ เหมือนพวกผมลืมจุดหมายที่จะมาเมืองท่าเรือแห่งนี้ไปแล้ว


    วันที่ 5 หลังพวกผมมาถึงเมืองนี้ พวกผมกลับไปร้านเหล้าริมทะเลฮาเวสอีกครั้ง แน่นอนว่าพวกผมยังคงสืบเรื่องของพ่อแม่พี่อ๊อสอยู่ ถึงจะเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่เงินเหล่านี้ยังนับว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนที่พวกผมมี ถ้านี่เป็นโลกเกมออนไลน์ แค่ผมกับพี่เอิร์ธก็สามารถทำให้เงินในคีตาเฟ้อได้แล้ว ถึงวันนี้จะยังไม่ได้อะไร แต่พวกเราเชื่อว่าจะต้องมีสักคนที่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแม่ของพี่อ๊อส นอกจากจะสืบหาตามร้านเหล้าแล้วพวกเรายังสืบจากผู้คนทั่วไปอีกด้วย เมืองท่าแห่งนี้เองก็มีโบสถ์ของคีตา นักบวชที่นี่คลาส 3 เท่านั้น แต่พวกเราก็เลือกไม่ไปรบกวนทางโบสถ์มากเกินไป แต่ถึงแบบนั้นพวกเราก็ได้ยินข่าวจากทางโบสถ์ ว่าเมืองเวสท์เชียดอร์ได้รวบรวมกำลังทหารเป็นจำนวนมาก มีลอร์ดมัสแตงเป็นคนนำทัพ แต่ถึงแบบนั้นกลับไม่มีข่าวว่าพวกเขาจะยกทัพไปที่ใด จริงอยู่ตอนที่พวกเราอยู่เมืองนั้นและสืบข่าวได้ว่าดยุกอัลเกอร์จะก่อกบฏ แต่ถึงแบบนั้นทางเมืองหลวงเองก็ต้องจัดเตรียมทัพไว้ตั้งรับแล้วเช่นกันเพราะข่าวถูกส่งไปแทบจะทันทีที่พวกผมหนีออกมาจากเมืองนั้น ถึงการกลับไปช่วยเมืองหลวงจะสำคัญแต่พวกเราเองก็ต้องสืบข่าวพ่อแม่พี่อ๊อสต่อไป เพราะถ้าจะกลับไปเมืองหลวงจริง วันเดียวพวกเราก็กลับไปทัน แต่ในระหว่างที่พวกผมจะกลับไปที่พักตากอากาศริมทะเลอยู่ ๆ ก็มีคนมาหาเรื่องสะอย่างนั้น

     

    “เฮ่ ได้ข่าวว่าชอบเลี้ยงเหล้าไปทั่ว รวยมากนักเหรอ ถ้าคิดจะอยู่เมืองนี้ รีบส่งเงินพวกแกมาสะดี ๆ” เสียงชายคนหนึ่งในกลุ่มที่เหมือนตัวประกอบในซีรีส์ยอดมนุษย์ 5 สี กล่าวออกมาด้วยสำเนียงกวน ๆ

     

    “อย่าหาเรื่องกันดีกว่าพวกนายจะเจ็บตัวเปล่า ๆ” พี่อ๊อสพูดกับกลุ่มชายเหล่านั้น ด้วยน้ำเสียงประโยคบอกเล่า

     

    “ชิ ทำเป็นเท่ พวกแก 4 คนจะมาสู้กับพวกข้าเจ้าถิ่นเมืองนี้ได้ไง เฮ้ยพวกออกมาโชว์ของดิ๊” ชายกีกี๊พูดจบก็มีกลุ่มคนถือมีด ถือไม้ ถือขวดแตก ออกมาจากมุมต่าง ๆ ของพื้นที่ นับรวม ๆ แล้วไม่ต่ำกว่า 30 คน

     

    “ใครเป็นหัวหน้ากลุ่มนี้หรือ” พี่อ๊อสถาม

     

    “จะใครอีกล่ะ มันก็ต้องข้าอยู่แล้วหล่อเก๋าสุดในกลุ่ม” ชายกีกี๊คนเดิมพูดออกมา

     

    “จริงรึ” พี่อ๊อสหันไปถามคนอื่น ๆ ที่กำลังล้อมพวกเราอยู่ พอพวกนั้นพยักหน้ารับว่าใช่ ร่างของพี่อ๊อสก็พุ่งไปถึงตัวชายกีกี๊ทันทีโดยที่อีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน เผลอแป๊บเดียววงแขนพี่อ๊อสก็รัดคออีกฝ่ายพร้อมปลดอาวุธที่เขาถือในมือออกไปแล้ว

     

    “ เห้ย! ฟัง! ถ้าไม่อยากให้ลูกพี่แกเจ็บตัวก็วางของโง่ ๆ พวกนั้นลงพื้นแล้วเดินมานั่งเป็นแถวให้เรียบร้อย” พี่อ๊อสหันไปสั่งเสียงดุดันจนหลายคนตกใจ แต่ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ยังมองหน้ากันไปมาอย่างสับสน พี่อ๊อสรัดวงแขนแน่นขึ้นร่างของชายกีกี๊กระตุกไม่นานก็แน่นิ่งไป

     

    “เห้ย!เร็ว! มันใกล้จะตายแล้วนะ หรือพวกแกไม่รักลูกพี่กาก ๆ แกคนนี้” ไม่นานกลุ่มวัยรุ่นอันธพาลก็พากันทิ้งอาวุธมานั่งเป็นแถวตามคำสั่งพี่อ๊อส พี่อ๊อสคายวงแขนที่คอก่อนจะเปลี่ยนมาจับคอเสื้อชายกีกี้ถือชูเหมือชายคนนี้เป็นเพียงหุ่นฝางที่น้ำหนักบางเบา

     

    “ในเมื่อพวกแกคิดจะมาปล้นคนอื่น พวกแกก็ต้องเตรียมถูกปล้นคืนไว้ด้วย เอาละ จงถอดเสื้อถอดกางเกงแก้ผ้าออกมาให้หมด เร็ว ๆ ดิ หรืออยากให้ลูกพี่แกตาย” เสียงเข้มพี่อ๊อสนั้นดุดันน่ากลัวอย่างมาก

     

    “เร็ว! ถอดแล้วกองรวมกันไว้” พวกนั้นเหมือนจะสับสนแต่ก็กลัวว่าลูกพี่ของพวกมันจะถูกพี่อ๊อสฆ่าทิ้ง เพราะเจตนาฆ่าของพี่อ๊อสนั้นชัดเจนมาก ไม่นานกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 30 คนก็เหลือเพียงร่ายกายเปลือยเปล่า พี่อ๊อสหันไปส่งซิกกับพี่เอิร์ธ พริบตาเดียวไฟก็ถูกจุดขึ้นจากกองเสื้อผ้าเหล่านี้ เสียงพวกนั้นตกใจอย่างมาก เพราะพวกมันไม่คิดว่าเสื้อที่ถอดจะถูกเผา พวกมันเพียงคิดว่าถ้าทำตามจนพี่อ๊อสพอใจแล้วก็อาจถูกปล่อยตัว แต่มันไม่เป็นแบบนั้น

     

    “เอาละ ตะโกนเสียงดัง ๆ ว่า จะไม่ปล้นคนอื่นอีกแล้ว เอาเร็วตะโกนสะสิ”


    พี่อ๊อสพูดพร้อมรอยยิ้มเหี้ยมโหด ผมที่มองหน้าพี่อ๊อสเวลานี้ ทำให้นึกถึงผู้ร้ายโรคจิตฆ่าไม่เลือกอย่างมาก มันเป็นใบหน้าที่แตกต่างจากหนุ่มบ้านไร่ที่เอาแต่ยิ้ม แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่มีใครยอมพูดออกมา พริบตาเดียวดาบเล่มยักษ์ก็ถูกถือเจ่อที่ลำคอของชายกี่กี้ที่สลบออยู่ ความคมของมันเฉือนเบา ๆ ก็มีรอยเลือดไหลซึมออกมา เหล่าลูกน้องที่เห็นแบบนั้นก็รีบร้องตะโกนด้วยความกลัวว่าหัวหน้าของพวกเขาจะตายจากพี่อ๊อส ถึงเสียงร้อง จะไม่ปล้นคนอื่นอีกแล้ว จะไม่ดังมาก แต่กระนั้นก็ถูกพี่เอิร์ธใช้พลังของตนขยายเสียงออกไป โดยที่พวกชายฉกรรจ์ทั้ง 30 คนไม่รู้ตัวด้วยเลย พริบตาเดียวชาวบ้านแถวนั้นก็พากันออกมาดูชมเรื่องประหลาดนี้ พอพี่อ๊อสเห็นว่าน่าจะพอแล้วก็ส่งสัญญาณให้พี่เอิร์ธรักษาแผลที่คอชายกี่กี้และทำให้ตื่นจากสลบเพื่อให้เขาดูลูกน้องของตัวเอง

     

    “แกมีลูกน้องที่ดีนะ ยอมขายขี้หน้าต่อคนทั้งเมือง เพื่อที่จะช่วยแกไว้ แกเป็นถึงหัวหน้าพวกมัน ทำไมต้องเลือกทำอะไรที่ทำให้พวกนี้เดือดร้อนด้วย ลองคิดดูสิ ถ้าข้าเอาจริงแกคิดหรือว่าชีวิตแกชีวิตเดียวจะเพียงพอ ต่อให้พวกแกมีอีก 70 คน ข้าก็สามารถฆ่าพวกมันได้ในพริบตา หากครั้งหน้าข้ายังเห็นพวกแกทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้อีกละก็ มันจะไม่จบแค่หัวหลุดจากคอ…” พี่อ๊อสกระซิบข้างหูของชายกีกี้ด้วยเจนตาสังหารออกมาชัดเจน ชายกี่กี้ถึงกลับฉี่แตกออกมา พี่อ๊อสโยนร่างนั้นคืนให้พวกชีเปลือย แล้วตะโกนออกไปว่า

     

    “ครั้งหน้าถ้ายังเห็นพวกแกทำชั่วในเมืองนี้อีกละก็ มันจะไม่จบแค่นี้ แต่จะเป็นหัวของพวกแกทุกคน…” แล้วพี่อ๊อสก็ทำที โค้งคำนับผมแล้วผายมือเชิญผมให้เดินนำหน้าออกไป จากเหตุการนี้ก็เกิดเรื่องซุบซิบขึ้นในเมืองท่าอินเมียวว่า พวกอันธพาลได้มาหาเรื่องบุตรขุนนาง แล้วก็โดนอัศวินผู้ติดตามคลาสสูงสั่งสอน พวกนั้นโชคดีแล้วที่จบลงแค่เรื่องหน้าอาย 

     

    พวกผมที่กลับถึงที่พักก็ถามพี่อ๊อสทันทีว่า ทำไมถึงหน้ากลัวแบบนี้ แล้วพี่อ๊อสก็หันมายิ้มแล้วพูดกับพวกผมว่า

     

    “พี่จะโหดร้ายกับทุกคนที่คิดไม่ดีกับครอบครัวของพี่…” 

     

    นี่แค่พวกนั้นจะปล้นเงินธรรมดา ยังโดนขนาดนี้ ถ้ามีพวกเข้ามาทำร้ายหรือมาคิดลอบสังหาร ไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้นซากจะไม่เหลือเลยหรือ

     

    คล้ายกับเรื่องสี่หนุ่มตะลุยโลกดนตรี : [Another God !? : Melodies ~♪] ที่คุณอ่าน