หลี่เฉิงเฟิงมองไปที่อู่สวี่อย่างไม่เชื่อสายตา
อู่สวี่ที่ถูกหลี่เฉิงเฟิงจับจ้อง รีบหลับตาลงทันที ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ
หลี่เฉิงเฟิงตระหนักได้ว่าตนเองทำไม่เหมาะสม จึงละสายตาจากนางอย่างรวดเร็ว
“อะแฮ่ม ทุกท่านอย่ามัวยืนอยู่เลย นั่งลงเถอะ!”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยองค์ชายแปดสำหรับที่นั่ง!”
ฉินหวายอี้ เฉิงจุนกับอู่สวี่ ทั้งสามคนนั่งลงตรงข้ามกับหลี่เฉิงเฟิง
“องค์ชายแปด ได้ยินมาว่าวันนี้จะมีการประลองปัญหาเชาว์ระหว่างท่านกับอาจารย์ตู้หรูฮุ่ยใช่หรือไม่?”
ฉินหวายอวี้มองไปที่หลี่เฉิงเฟิงด้วยความสนใจ
ทว่าสายตาของอู่สวี่จับจ้องไปยังพัดลมที่อยู่ทางซ้ายมือของหลี่เฉิงเฟิงอยู่เสมอ
นางสงสัยมากว่าของสิ่งนี้คืออะไร เหตุใดจึงหมุนเองได้ มิหนำซ้ำยังปล่อยลมออกมาเป็นระลอกได้ด้วย?
หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยว่า “ใช่ เสด็จพ่อหลี่ซื่อหมินจะให้ข้าไปเรียนที่สำนักอักษร แต่ข้าไม่ยอมไป ทำให้เสด็จพ่อทรงกริ้ว จึงให้ตู้หรูฮุ่ยประลองปัญหาเชาว์กับข้า เสด็จพ่อตรัสว่าหากข้าแพ้ต้องไปเรียนที่สำนักอักษร”
“เอ่อ คือ…องค์ชายแปดไม่ชอบเรียนหนังสืองั้นหรือ? แต่ท่านพ่อบอกข้าว่า คนเราต้องเรียนรู้ หนังสือต้องเปิดอ่าน!”
“ถึงอย่างนั้นความรู้ที่ข้าอยากเรียนรู้ ตู้หรูฮุ่ยไม่สามารถสอนข้าได้! แทนที่จะเสียเวลาอยู่ในชั้นเรียน มิสู้ข้าคิดค้นสิ่งประดิษฐ์อยู่ในจวนที่ทั้งผ่อนคลายทั้งเย็นสบายจะดีกว่า!”
หลี่เฉิงเฟิงสัมผัสใบหน้าเล็กของเขาเบา ๆ
ในเวลานี้อู่สวี่ถามด้วยความฉงนใจว่า “องค์ชายแปดเพคะ สิ่งของที่เป่าลมได้นี้คืออะไรหรือ? เหตุใดแผ่นไม้เพียงไม่กี่ชิ้นจึงพัดลมออกมาได้ล่ะเพคะ?”
“สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่าพัดลม! สำหรับหลักการของมันนั้น เกรงว่าพวกเจ้าคงไม่เข้าใจที่ข้าบอกหรอก!”
“ว้าว หม่อมฉันก็อยากได้พัดลมไปไว้ที่จวนบ้างเพคะ! เมื่อมีสิ่งนี้ในฤดูร้อนคงบรรเทาความร้อนได้มากทีเดียว!”
ในสายตาของอู่สวี่มีร่องรอยของความอิจฉา
ในเวลานี้ฉินหวายอวี้ป้องมือพลางเอ่ยต่อว่า “องค์ชายแปด กระหม่อมชื่นชมในความปราดเปรื่องขององค์ชายแปดยิ่งนัก พระองค์สามารถคิดโครงการใหญ่ ‘ผันน้ำจากใต้สู่เหนือ’ เพื่อแก้ปัญหาภัยธรรมชาติของเหล่าราษฎรได้!”
“อื้ม แท้จริงแล้วมันง่ายมาก! ทางใต้เป็นถิ่นน้ำทำประมง เมื่อทางเหนือประสบภัยแล้ง ก็แค่ขนส่งน้ำจากทางใต้ขึ้นเหนือก็เพียงพอ! ความคิดนี้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคือวิธีการขนส่งน้ำ!”
อันที่จริงหลี่เฉิงเฟิงยังกังวลว่าผู้คนอาจไม่รอดจากฤดูร้อนนี้ได้
ท้ายที่สุดฤดูร้อนครั้งนี้ร้อนเกินไป คนทั่วไปไม่มีหนทางคลายร้อน ไม่มีรายได้ค่าอาหาร ด้วยเหตุนี้พวกเขามีแต่จะเสียชีวิตจากความร้อนและความอดอยาก!
……
ไม่นานทั้งสามคนก็โบกมืออำลาหลี่เฉิงเฟิง แล้วออกจากจวนเจิ้นอ๋อง
ทว่าในชั่วพริบตา หลี่ซื่อหมินก็พาตู้หรูฮุ่ยกลับมาอีกครั้ง
เมื่อหลี่ซื่อหมินเห็นหลี่เฉิงเฟิง เขาก็หัวเราะเสียงดังพลางเอ่ยว่า “เฟิงเอ๋อร์ เจ้าเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เฉิงเฟิงตอบกลับอย่างเรียบง่าย
หลี่ซื่อหมินกล่าวต่อว่า “ฮ่า ๆ เฟิงเอ๋อร์ การแข่งขันระหว่างเจ้ากับไหลกว๋อกงในครั้งนี้ เราได้เรียกขุนนางผู้บุกเบิกหลายสิบคนกับขุนนางคนสำคัญอีกหลายสิบคนมาเป็นผู้ตัดสิน หากเจ้าพ่ายแพ้ก็อย่าได้ร้องไห้เชียวล่ะ!”
“หึ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะแพ้? หากข้าแพ้ก็เป็นการเสียหน้นท่านแล้ว อย่างไรท่านก็เป็นพระบิดาของข้าจริงหรือไม่?”
“ไม่เลย ๆ แม้ว่าเจ้าจะเป็นที่รู้จักในฐานะเด็กอัจฉริยะ แต่การแพ้ให้กับไหลกว๋อกงไม่ได้ทำให้พ่อรู้สึกอับอายแต่อย่างใด! ทว่าหลังจากนั้น เจ้าจะต้องเชื่อฟังคำพูดของพ่อ!”
“แน่นอน! กลับกันหากข้าชนะ ในอนาคตเสด็จพ่อห้ามมายุ่งกับเสรีภาพของข้าอีก”
“ย่อมได้ พ่อพูดจริงทำจริงอยู่แล้ว!”
ในสายตาของหลี่ซื่อหมิน ตู้หรูฮุ่ยเตรียมตัวมาอย่างดี จึงมั่นใจในชัยชนะ
ไม่ว่าหลี่เฉิงเฟิงจะเก่งเพียงไหน เขาในวัยหกขวบก็ไม่สามารถอ่าน ‘สี่ตำราห้าคัมภีร์’ ซึ่งต้องศึกษาตลอดชีวิตได้ทั้งหมด
“เอาล่ะ เฟิงเอ๋อร์ ตอนนี้ขุนนางในราชสำนักหลายสิบคนมารวมตัวที่จวนเจิ้นอ๋องแล้ว! ถึงเวลาที่เจ้าต้องออกไปทักทายพวกเขาแล้ว!”
หลังจากนั้นหลี่ซื่อหมินก็พาหลี่เฉิงเฟิงออกจากห้องโถงไปยังลานกว้าง
ลานของจวนเจิ้นอ๋องในเวลานี้มีเก้าอี้วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ขุนนางหลายสิบคนในชุดทางการยืนอยู่ในลานอย่างเรียบร้อย
หลี่ซื่อหมินพาหลี่เฉิงเฟิงมายังใจกลางลาน แล้วเอ่ยว่า “ท่านทั้งหลาย! วันนี้เป็นวันแห่งการประลองปัญหาเชาว์ระหว่างองค์ชายแปดกับตู้หรูฮุ่ย! เราเชิญท่านทั้งหลายมายังจวนเจิ้นอ๋องเพื่อหวังว่าทุกท่านจะได้รับชมการแข่งขันนี้!”
“โอ้…เป็นการประลองปัญหาเชาว์ระหว่างองค์ชายแปดกับตู้หรูฮุ่ยจริงหรือนี่?”
“ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยได้ยิน แต่ไม่คิดว่ามันจะเป็นความจริง”
ในจวนเจิ้นอ๋อง เหล่าขุนนางเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ ใบหน้าของพวกเขาฉายแววตกตะลึง!
“ข้าคิดว่าฝ่าบาทแค่ทรงล้อเล่นเสียอีก คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะให้องค์ชายแปดกับไหลกว๋อกงประลองปัญหาเชาว์กันจริง ๆ”
“องค์ชายแปดเป็นเด็กอัจฉริยะของต้าถัง ส่วนไหลกว๋อกงก็เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีของต้าถัง พวกเจ้าคิดว่าการประลองปัญหาเชาว์ในครั้งนี้ใครจะเป็นผู้ชนะ?”
“เอ่อ ข้าคิดว่าน่าจะเป็นไหลกว๋อกง? แม้ว่าองค์ชายแปดจะชาญฉลาดมากพรสวรรค์ แต่ฝ่ายตรงข้ามก็เป็นถึงไหลกว๋อกงเชียวนะ?”
“อื้ม นั่นก็จริง!”
เหล่าขุนนางใหญ่ที่อยู่ด้านข้างต่างหารือกัน หลี่ซื่อหมินตระเตรียมสิ่งนี้ไว้สำหรับการประลองปัญหาเชาว์ของหลี่เฉิงเฟิงกับตู้หรูฮุ่ย
หลี่ซื่อหมินตั้งใจจะใช้โอกาสนี้หักล้างความฮึกเหิมของหลี่เฉิงเฟิง
ดูสิว่าภายภาคหน้าเจ้ายังจะกล้าดื้อรั้นอีกหรือไม่?
หลี่ซื่อหมินเอ่ยว่า “ท่านทั้งหลาย เราเชิญพวกท่านมาในวันนี้ แท้จริงแล้วต้องการให้ทุกท่านเป็นผู้ตัดสิน! ร่วมเป็นสักขีพยานของการกำเนิดของราชาประลองปัญหาเชาว์!”
“อนึ่งกฎของการประลองปัญหาเชาว์ระหว่างองค์ชายแปดกับไหลกว๋อกงในวันนี้ก็คือ ทั้งสองฝ่ายตั้งคำถามสามข้อ คนที่ตอบได้มากกว่าหรือตอบได้ทั้งหมดจะเป็นผู้ชนะ!”
“แน่นอน เพื่อความยุติธรรม ขุนนางทุกท่านโปรดเลือกผู้ชนะจากฝ่ายที่ให้คำตอบอย่างสมเหตุสมผล! อย่าจงใจลำเอียงเพราะตัวบุคคลเป็นอันขาด!”
“เอาล่ะ เที่ยงวันแล้ว เริ่มการประลองปัญหาเชาว์ได้ ณ บัดนี้!”
……
เมื่อหลี่ซื่อหมินตะโกนขึ้น เหล่าขุนนางใหญ่ทั้งหมดก็มองไปที่หลี่เฉิงเฟิงกับตู้หรูฮุ่ยที่อยู่ใจกลางลานด้วยความสนอกสนใจ
หลี่เฉิงเฟิงก้าวออกมาข้างหน้า มองตู้หรูฮุ่ยอย่างมั่นใจแล้วเอ่ยว่า “ไหลกว๋อกง อย่าตำหนิว่าข้ารังแกท่านด้วยสถานะราชวงศ์ เชิญท่านถามก่อน ข้าจะเป็นคนตอบเอง!”
“พ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นล่วงเกินแล้ว องค์ชายแปด!”
นัยน์ตาของตู้หรูฮุ่ยเผยลำแสงสว่างลึกล้ำ
แม้การประลองปัญหาเชาว์กับการประลองยุทธ์จะมีการแข่งขันที่แตกต่างกัน แต่ลักษณะก็ยังคงคล้ายคลึงกัน
การประลองปัญหาเชาว์ก็คือการแข่งโต้วาที การประลองยุทธ์ก็คือการแข่งต่อสู้
ในแง่ของการรับชม การประลองยุทธ์น่าตื่นเต้นกว่า ในขณะที่การประลองปัญหาเชาว์ให้ความรู้สึกคาดหวังมากกว่า
ในสายตาของทุกคน การแข่งขันนี้องค์ชายแปดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย องค์ชายแปดจะเป็นคู่ต่อสู้ของไหวกว๋อกงได้อย่างไร?
จากนั้นจึงได้ยินตู้หรูฮุ่ยกล่าวว่า “องค์ชายแปด กระหม่อมมีคำถามแล้ว! ขอถาม ‘คัมภีร์หลุนอวี่’ ที่เขียนโดยซินแสข่งซวนมีทั้งหมดกี่บท! นักปราชญ์ทั้งแปดแห่งราชวงศ์โจวใน ‘บทเวยจื่อ’ นักปราชญ์ทั้งแปดมีใครบ้าง? ในบทการเมือง ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า : ข้าวัยสิบห้าตั้งมั่นหมั่นศึกษา ขอถามว่าซินแสข่งซวนเรียนรู้อย่างไร? นอกจากนี้…”