ภายในสนามประลอง การฉายภาพสถานการณ์ของผู้เข้าแข่งขันกำลังดำเนินการอยู่
“อ๊า”
“อ๊าก”
“อ็อก ช่วยด้วย”
“กรี๊ด”
ภาพด้านหน้าของผู้ชมและเหล่าคนของสำนักต่าง ๆ คือการล้มตายของศิษย์และคนในสำนักที่เข้าร่วมการประลองรอบแรก หรือเรียกว่ารอบคัดคน
คนที่ตายจะปรากฏขึ้นโดยไร้รอยแผลบนสนามประลอง จะเหลือก็เพียงประสบการณ์และความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้พวกเขายังคงกรีดร้องออกมา
“พวกเจ้าตกรอบแล้ว เจ้าหน้าที่ พาพวกเขาไปสงบสติอารมณ์” ไป่ฉีกล่าว เขาไม่แม้แต่จะมองคนพวกนี้ด้วยซ้ำ สายตาของเขากำลังจับจ้องไปยังคน 5 คนที่เขาจงใจให้จอของทั้ง 5 อยู่ใกล้กัน
“ตอนนี้ผู้เข้าประลองในรอบแรก จากทั้งหมด 500 คน ถูกคัดออกไปกว่า 400 คนแล้ว ตอนนี้อีก 100 คนที่ยังคงรอดอยู่ในมิติจำลอง กำลังสู้กันสุดความสามารถ ทางเราขอย้ำว่า หากผ่าน 30 นาที รอดเท่าไหร่ ก็ให้ผ่านเข้ารอบ 2 เท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว
“โหดชะมัด” ผู้ชมคนหนึ่งกล่าว
หลังผ่านไปจนเหลือ 5 นาทีสุดท้าย คนที่ยังเหลือรอดนั้นมีคนจากสำนักใหญ่ 7 สำนัก คือ เส้าหลิน บู๊ตึ๊ง คุนลุ้น ง๊อไบ้ กระยาจก ห้าขุนเขากระบี่ ตระกูลถัง อย่างละ 2 คน คนจากตำหนักเทพทั้ง 5 อย่างละ 2 คนไม่รวมเหล่าประมุขน้องของตำหนักเทพ ประมุขน้อยของตำหนักเทพอีก 5 คน และมีไป๋หู่ หลี่ซีหยาน และไป๋กุ้ยอิง รวมได้ 32 คนพอดี
“นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว ทุกครั้งการจัดแข่งขัน 3 วัน วันแรกเป็นวันที่ใช้เวลามากที่สุด แต่นี่แค่ครึ่งชั่วโมง ก็แทบจะโดนคัดออกจนสามารถจัดรอบ 32 คนสุดท้ายได้แล้ว” หลงสุ่ยกล่าว
“ประมุขน้อยเฟิงจินได้รับบาดเจ็บมาก หวังว่าเขาจะทนได้จนจบนะ” ผู้ชมคนหนึ่งกล่าว
“ดูท่าทางเขาคงหลับนอนกับพวกหญิงสาวจนไม่มีแรงจะสู้แล้วละมั้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผู้ชมอีกคนกล่าว
“พูดอะไรระวังหน่อย เกิดคนของตำหนักเทพวิหคสีชาดได้ยิน นายได้เดือดร้อนแน่” ผู้ชมอีกคนเตือน
สภาพตอนนี้ของเฟิงจิน มีเลือดอาบทั่วตัว บาดแผลมีปรากฏให้เห็นแทบทุกจุดบนร่างกาย เขากำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก เพราะที่ผ่านมาเขาพึ่งแต่พลังปราณและวิชาเพลิงในการกำจัดคนที่ขวางทางเขา
ผิดกับอู่กุยเหวินป๋อที่ใช้กระบวนท่าได้อย่างลื่นไหล การซัดแต่ละหมัด ทำให้ร่างเงาที่พุ่งเข้าโจมตีเขาแตกสลายไปในทันที จากการโจมตีเข้าจุดสำคัญที่ถ้าโดนเข้าไปไม่เจ็บสาหัสก็ถึงตาย ซึ่งไม่ผิดจากที่ทุกคนคาดไว้
ด้านหลงเทียนหมิงเองก็ใช้กระบวนท่าได้ดี ท่วงท่าการต่อสู้ราวกับกำลังเต้นรำเสียมากกว่า กระบวนท่าดู*พลิ้ว*ไหว ต่อเนื่องงดงาม ไม่เหมือนอู่กุยเหวินป๋อที่ต่อเนื่องแต่ดุดันทรงพลัง (ใช้ ล.ลิง ตาม พลิ้ว โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ จากหน้าเว็บของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ)
ส่วนหู่จิ้งสภาพดีกว่าเฟิงจินไม่มากนัก เพราะวิชาของตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวนั้นเน้นการโจมตีที่รุนแรงและรวดเร็ว ดังนั้นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อเขาอย่างมาก
“ท่านพ่อ พี่จิ้งกำลังแย่แล้ว การทดสอบนี้เราเสียเปรียบชัด ๆ” หู่เสี่ยวปิงที่โดนคัดออก มานั่งข้างหู่หยุนผู้เป็นพ่อของเธอ
“ดีเสียอีก อย่างน้อยประสบการณ์คราวนี้ก็ทำให้หู่จิ้งได้เห็นจุดบกพร่อง ในการต่อสู้จริง หากต้องเจอกับคู่ต่อสู้จำนวนมากและสู้ยืดเยื้อ ใครที่จัดสรรค์พลังของตนได้ดีกว่า คนนั้นก็ชนะ พ่อคิดว่าอวี้กงแฝงสิ่งนี้ไว้ในการทดสอบนี้ด้วย” หู่หยุนกล่าว
“อย่างงี้นี่เอง ความคิดของท่านอวี้กงช่างลึกล้ำยิ่งนัก” หู่เสี่ยวปิงยิ่งประทับใจอวี้กงมากขึ้นไปอีก
ตอนนี้ผู้ชมต่างจับจ้อง 3 คนที่โดดเด่นและน่าสนใจ หลี่ซีหยานที่ยังคงรอดอยู่ ตอนนี้แทบไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย เขาสามารถต่อสู้กับร่างเงาที่เข้ามาโจมตีได้อย่างสบาย
“นั่นรุ่นเยาว์ของตระกูลหลี่ยังรอดอีกเหรอ ฝีมือไม่ธรรมดาเลย ปีที่แล้วเขาตกรอบแรก ๆ ด้วยซ้ำ” ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชมกล่าว
“น่าแปลกใจจริง ๆ หลี่ไป๋ที่ได้รับการยกย่องจากคนในตระกูลว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลกลับตกรอบไปตอนเหลือเวลาอีก 15 นาที ขณะที่หลี่ซีหยานกลับสามารถอยู่รอดจนถึง 5 นาทีสุดท้ายได้” ผู้ชายคนข้าง ๆ กล่าว
“ช่างน่าเสียดาย ตระกูลหลี่แม้เป็นตระกูลใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงแค่ตระกูลชั้น 3 ไม่อาจเทียบกับตระกูลชั้น 1 ได้ ทั้งอำนาจในยุทธภพและอำนาจในโลกเบื้องหน้า” ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าว
“บุตรชายตระกูลไป๋ เองก็สุดยอดนะ เห็นรึเปล่า เขาดูไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ การเคลื่อนไหวยังคล่องตัวอยู่” ผู้ชมแถวนั้นชี้ให้ดูที่จอที่มีไป๋หู่กำลังสู้กับพวกร่างเงาอยู่
“นี่แหละ สมเป็นชายที่หญิงสาวอย่างพวกเราต่างหมายปอง อำนาจในยุทธภพ ตระกูลไป๋เกือบจะเทียบเท่า 7 เสาหลักแห่งยุทธภพเลยทีเดียว” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าว
“ไป๋หู่เป็นบุตรชายคนเดียวของผู้นำตระกูลไป๋ แสดงฝีมือได้โดดเด่นแบบนี้ หลังจากนี้คงมีตระกูลใหญ่หลายตระกูลเสนอบุตรสาวให้แต่งกับเขาไม่ขาดสายแน่ อาจจะได้แต่งหญิงสาวหลายคนซะด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ชายแก่คนหนึ่งกล่าว
“ประมุขน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน เพิ่งจะลงแข่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่แท้ฝีมือเยี่ยมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย มิน่าล่ะเขาถึงสามารถสังหารจี๋หลินเส้าเทียนจนชิงตำแหน่งประมุขน้อยของตำหนักเทพกิเลนมาครองได้” ชายวัยกลางคนกล่าว
“2 คนที่มาจากตำหนักเทพกิเลนก็ใช่ย่อย พวกเขาแข็งแกร่งมาก ยังแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลย” ชายอีกคนชี้ให้คนรอบ ๆ ดูที่ชายหนุ่ม 2 คนที่กำลังจัดการกับร่างเงาที่พุ่งเข้าโจมตีต่อเนื่องได้แบบสบาย ๆ
“หือ ชื่อจี๋หลินไท่หยาง กับจี๋หลินเต๋อเทียนเหรอ” หญิงคนหนึ่งเพ่งมองชื่อที่ตัวอักษรค่อนข้างเล็กของชายหนุ่มทั้ง 2 จากตำหนักเทพกิเลน
“ครบเวลาแล้ว จำนวนผู้ผ่านรอบแรก 32 คน” ไป่ฉีประกาศจบการแข่งขันรอบแรก
'พวกเบญจดาราดูเหมือนจะยุ่ง ๆ เรื่องก่อตั้งหน่วยตำรวจยุทธภพ พวกเขาไม่มาเข้าร่วมการแข่งครั้งนี้' ไป่ฉีคิด เพราะเขาลองมองหาจนทั่วกลับไม่เจอพวกเบญจดาราเลยสักคนเดียว
“ท่านอวี้กง พวกเราขอคัดค้านการคัดคนออกครั้งนี้” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ประลองที่ตกรอบกล่าว มีอีกหลายคนที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการคัดคนเข้ารอบ 2 ในครั้งนี้
“เหตุใดถึงได้คัดค้านผลการตัดสินนี้” ไป่ฉีถาม
“มันไม่ยุติธรรมกับคนที่ใช้พลังปราณได้จนชำนาญอย่างพวกเรา ทำไมท่านถึงตั้งกฎเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกที่เก่งในด้านกระบวนท่าด้วย” ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลที่ตนไม่สามารถยอมรับผลการตัดสินนี้ได้
“ในบรรดาผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด หลี่ซีหยานกับเจ้ามีพลังปราณระดับใกล้เคียงกัน เจ้ามีพลังปราณสูงกว่าหลี่ซีหยานหลายขั้น งั้นเราจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราตั้งกฎนั้นมีนัยสำคัญที่พวกเจ้ายังมองไม่เห็นอะไรบ้าง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับกวักมือเรียกหลี่ซีหยานมา
“เพื่อทำให้กระจ่าง เจ้ากับหลี่ซีหยานจะต้องประลองกัน โดยมีพยานคือผู้ชมเหล่านี้ และเพื่อความยุติธรรม หลังหลี่ซีหยานประลองเสร็จ เราจะมอบโอสถฟื้นลมปราณให้เขา สามารถใช้พลังปราณได้ตามปกติ” ไป่ฉีกล่าว
“ได้สิ ผมจะแสดงให้ดูว่าถ้าผมใช้ปราณได้ ผมจะแข็งแกร่งขนาดไหน” ชายหนุ่มก้าวขึ้นสนามประลองทันที
“เอาแบบนั้นก็ได้” หลี่ซีหยานเดินขึ้นสนามประลองเช่นกัน
“จากนี้จะเป็นการประลองพิเศษ หากฝ่ายใดออกนอกสนามถือว่าแพ้ ไม่สามารถขยับตัวต่อได้หรือบาดเจ็บหนักถือว่าแพ้ ตกจากสนามประลองถือว่าแพ้ ฆ่าคนในการประลองถือว่าแพ้ จงใจทรมานคู่ต่อสู้ถือว่าแพ้ เมื่อทราบกฎแล้วขอให้ทั้ง 2 ปฏิบัติตาม หากเราเห็นว่าอันตรายถึงชีวิต เราจะเข้าไปหยุดการประลองทันที” ไป่ฉีอธิบายกฎการตัดสินให้ผู้เข้าร่วมการประลองฟัง
“เตรียมตัวได้เลย หลี่ซีหยาน ตระกูลชั้น 3 ของนายไม่มีทางเทียบตระกูลชั้น 2 ของฉันได้อยู่แล้ว” ชายหนุ่มกล่าว
“เริ่มการประลองได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มการประลอง และถอยออกจากสนามประลองทันที
หลี่ซีหยานโคจรพลังปราณไปที่เท้าข้างขวาก่อนจะออกแรงพุ่งไป เพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวของชายหนุ่มที่เป็นคู่ต่อสู้ ก่อนจะเตะตัดขาให้เสียหลัก ซ้ำด้วยหมัดที่หุ้มด้วยพลังปราณที่รวมไว้ปลายกำปั้นจุดเดียว
ชายหนุ่มที่ปะทะกับหลี่ซีหยานเมื่อเห็นว่าหลี่ซีหยานกำลังจะชกเขา เขาใช้แขนข้างหนึ่งขึ้นมากันเพราะเขามั่นใจว่าปราณคุ้มกายของเขา ไม่มีทางที่หมัดของหลี่ซีหยานจะสร้างความเสียหายให้กับเขาได้ แต่ผลที่ได้คือกระดูกท่อนแขนของเขาหักลงราวกับกิ่งไม้แห้ง ปราณคุ้มกายแตกสลายราวกระจกถูกค้อนตี สร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างมาก ซ้ำหลี่ซีหยานยังไม่ยอมหยุด เพราะหมัดบนที่โดนท่อนแขนบล็อกเอาไว้ไม่ใช่หมัดที่ใช้แรงเต็มที่ แต่เป็นหมัดที่ชกจากด้านล่างที่เป็นมุมอับสายตาของคู่ต่อสู้ต่างหาก หมัดล่างก่อเกิดปราณหุ้มขึ้นที่ปลายหมัดทันทีหลังจากที่หมัดบนทำลายแขนของอีกฝ่ายไปแล้ว
ชายหนุ่มที่เพิ่งรับหมัดด้านบนของหลี่ซีหยานไป ด้วยความตกใจ ทำให้พลังปราณเกิดความแปรปรวนไม่มั่นคง จึงถูกหมัดที่ชกจากด้านล่างของหลี่ซีหยานชกจนปราณคุ้มกายแตกและกระเด็นออกไปนอกสนามประลองแบบไม่ทันตั้งตัว
เสียงผู้ชมเงียบกริบ แม่เฒ่าหลี่โจวหม่าเบิกตากว้างจนตาแทบจะหลุดจากเบ้า ฟันปลอมร่วงลงพื้น ไม่มีใครคิดว่าหลี่ซีหยานที่เมื่อปีที่แล้วตกรอบแรกไปเพราะพลังปราณไม่สามารถสู้คนอื่นได้ มาวันนี้ถึงพลังปราณจะน้อยกว่า แต่กลับเอาชนะคนที่มีพลังปราณมากกว่าได้ภายในพริบตาเท่านั้น
“ปะ....เป็นไปไม่ได้” ชายหนุ่มที่ร่วงลงไปกองที่พื้นข้างลานประลองพูดออกมาอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งโดนเมื่อครู่ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดตรงช่วงท้องที่โดนหมัดของหลี่ซีหยานต่อยเข้าไป
“อย่างที่ทุกท่านได้เห็นไปแล้ว กระบวนท่านั้นละเอียดอ่อน ต้องใช้การปรับให้เข้ากับร่างกาย ซึ่งหากสามารถทำสิ่งที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ได้ ก็จะสามารถใช้พลังปราณได้ละเอียดอ่อนเช่นเดียวกัน เมื่อครู่นี้อาจมีหลายคนมองไม่เห็น หลี่ซีหยานโคจรปราณไปยังเท้าข้างที่ใช้เป็นแรงส่งตัว ผลคือการเคลื่อนที่รวดเร็วขึ้น หมัดที่รวมปราณไว้จุด ๆ เดียวก็สามารถทำลายปราณคุ้มกายของอีกฝ่ายที่มีระดับพลังปราณเหนือกว่าได้ นี่คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความต่างชั้นของฝีมืออย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้การเราจึงได้ใช้กฎการอยู่รอดด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียวในการคัดคนออก หวังว่าทุกคนคงกระจ่างแล้วถึงสาเหตุที่เราตั้งกฎเช่นนี้” ไป่ฉีฉายภาพตอนที่หลี่ซีหยานโจมตีเมื่อครู่
“หากสังเกตให้ดี หมัดของหลี่ซีหยานเท่านั้นที่มีพลังปราณห่อหุ้มเอาไว้ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงคงทราบดีว่าการรวมพลังปราณไว้ในจุด ๆ เดียวจะสามารถสร้างความเสียหายให้กับศัตรูที่ตั้งรับได้มากกว่าการใช้ปราณหุ้มไว้ทั้งตัว ช่างน่าเศร้าที่ผู้เข้าร่วมการประลองหลายคนไร้ความสามารถในการควบคุมลมปราณรวมถึงร่างกายของตนเอง ดังนั้นถ้าร่างกายของตนยังไม่สามารถใช้งานมันได้ดี คนผู้นั้นสมควรเข้ารอบ 2 ของการประลองงั้นหรือ” ไป่ฉีกวาดสายตามองคนที่ไม่ยอมรับผลการตัดสิน
“ไม่ ไม่ว่ายังไงก็ไม่สมควรผ่านเข้ารอบสอง” ชายคนหนึ่งกล่าว
“ใช่แล้ว เมื่อไม่รู้จักประมาณตนเอง จะเอาชนะอีกฝ่ายได้ยังไง” เสียงของบางคนกล่าวสนับสนุนคำอธิบายของเทพกระบี่
“เมื่อทุกท่านเห็นด้วย เช่นนั้นเป็นอันว่าทุกคนยอมรับคำตัดสินของเรา เราขอประกาศสิ้นสุดการประลองในวันนี้ลง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประลองมีเวลาพักฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้ากับพลังปราณ แยกย้ายกันได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว
ผู้ชมเริ่มลุกออกไปกันแล้ว รวมถึงซือซือด้วย เธอต้องรีบไปเตรียมตัวก่อน ขณะเดียวกันชายหนุ่มที่โดนยาสั่งของซือซือ ได้ขอให้ประมุขน้อยของเขาตามเขามาหน่อย เพราะมีหญิงสาวที่เขาแอบชอบอยากพบประมุขน้อยมาก ด้วยความที่ชายหนุ่มเป็นเพื่อนกับอู่กุยเหวินป๋อตั้งแต่เด็ก ทำให้ทั้ง 2 คนสนิทกันมาก เมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอร้องมา อู่กุยเหวินป๋อจึงตามเขาไปแต่โดยดี
“นายนัดอะไรเนี่ย ทำไมต้องนัดที่ห้องน้ำโซนนี้ด้วย มันไม่ค่อยมีคน แถมเป็นผู้หญิงด้วย เธอจะเสียหายได้นะ” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว
“ถ้าคนเยอะ เธอจะคุยกับประมุขน้อยได้เหรอครับ เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังแย่งกันพูดเต็มไปหมด” ชายหนุ่มกล่าว
“ขอบคุณที่มานะคะ” ซือซือเมื่อเห็นเป้าหมายเดินมาแต่ไกลแล้วก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าวทักทาย
________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
