จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 198 จบการประลองรอบแรก Re

        ภายในสนามประลอง  การฉายภาพสถานการณ์ของผู้เข้าแข่งขันกำลังดำเนินการอยู่

        “อ๊า”


        “อ๊าก”


        “อ็อก  ช่วยด้วย”


        “กรี๊ด”


        ภาพด้านหน้าของผู้ชมและเหล่าคนของสำนักต่าง ๆ คือการล้มตายของศิษย์และคนในสำนักที่เข้าร่วมการประลองรอบแรก หรือเรียกว่ารอบคัดคน


        คนที่ตายจะปรากฏขึ้นโดยไร้รอยแผลบนสนามประลอง  จะเหลือก็เพียงประสบการณ์และความเจ็บปวดที่ยังหลงเหลืออยู่  ทำให้พวกเขายังคงกรีดร้องออกมา


        “พวกเจ้าตกรอบแล้ว  เจ้าหน้าที่  พาพวกเขาไปสงบสติอารมณ์” ไป่ฉีกล่าว  เขาไม่แม้แต่จะมองคนพวกนี้ด้วยซ้ำ  สายตาของเขากำลังจับจ้องไปยังคน 5 คนที่เขาจงใจให้จอของทั้ง 5 อยู่ใกล้กัน


        “ตอนนี้ผู้เข้าประลองในรอบแรก  จากทั้งหมด 500 คน  ถูกคัดออกไปกว่า 400 คนแล้ว  ตอนนี้อีก 100 คนที่ยังคงรอดอยู่ในมิติจำลอง  กำลังสู้กันสุดความสามารถ  ทางเราขอย้ำว่า  หากผ่าน 30 นาที  รอดเท่าไหร่  ก็ให้ผ่านเข้ารอบ 2 เท่านั้น” ไป่ฉีกล่าว


        “โหดชะมัด” ผู้ชมคนหนึ่งกล่าว


        หลังผ่านไปจนเหลือ 5 นาทีสุดท้าย  คนที่ยังเหลือรอดนั้นมีคนจากสำนักใหญ่ 7 สำนัก คือ เส้าหลิน  บู๊ตึ๊ง  คุนลุ้น  ง๊อไบ้  กระยาจก  ห้าขุนเขากระบี่  ตระกูลถัง  อย่างละ 2 คน  คนจากตำหนักเทพทั้ง 5 อย่างละ 2 คนไม่รวมเหล่าประมุขน้องของตำหนักเทพ  ประมุขน้อยของตำหนักเทพอีก 5 คน และมีไป๋หู่  หลี่ซีหยาน และไป๋กุ้ยอิง  รวมได้ 32 คนพอดี


        “นี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว  ทุกครั้งการจัดแข่งขัน 3 วัน  วันแรกเป็นวันที่ใช้เวลามากที่สุด  แต่นี่แค่ครึ่งชั่วโมง  ก็แทบจะโดนคัดออกจนสามารถจัดรอบ 32 คนสุดท้ายได้แล้ว” หลงสุ่ยกล่าว


        “ประมุขน้อยเฟิงจินได้รับบาดเจ็บมาก  หวังว่าเขาจะทนได้จนจบนะ” ผู้ชมคนหนึ่งกล่าว


        “ดูท่าทางเขาคงหลับนอนกับพวกหญิงสาวจนไม่มีแรงจะสู้แล้วละมั้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผู้ชมอีกคนกล่าว


        “พูดอะไรระวังหน่อย  เกิดคนของตำหนักเทพวิหคสีชาดได้ยิน  นายได้เดือดร้อนแน่” ผู้ชมอีกคนเตือน


        สภาพตอนนี้ของเฟิงจิน  มีเลือดอาบทั่วตัว  บาดแผลมีปรากฏให้เห็นแทบทุกจุดบนร่างกาย  เขากำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก  เพราะที่ผ่านมาเขาพึ่งแต่พลังปราณและวิชาเพลิงในการกำจัดคนที่ขวางทางเขา


        ผิดกับอู่กุยเหวินป๋อที่ใช้กระบวนท่าได้อย่างลื่นไหล  การซัดแต่ละหมัด  ทำให้ร่างเงาที่พุ่งเข้าโจมตีเขาแตกสลายไปในทันที  จากการโจมตีเข้าจุดสำคัญที่ถ้าโดนเข้าไปไม่เจ็บสาหัสก็ถึงตาย  ซึ่งไม่ผิดจากที่ทุกคนคาดไว้


        ด้านหลงเทียนหมิงเองก็ใช้กระบวนท่าได้ดี  ท่วงท่าการต่อสู้ราวกับกำลังเต้นรำเสียมากกว่า  กระบวนท่าดู*พลิ้ว*ไหว  ต่อเนื่องงดงาม  ไม่เหมือนอู่กุยเหวินป๋อที่ต่อเนื่องแต่ดุดันทรงพลัง (ใช้ ล.ลิง ตาม พลิ้ว โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ จากหน้าเว็บของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้นะครับ)


        ส่วนหู่จิ้งสภาพดีกว่าเฟิงจินไม่มากนัก  เพราะวิชาของตำหนักเทพพยัคฆ์ขาวนั้นเน้นการโจมตีที่รุนแรงและรวดเร็ว  ดังนั้นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อเขาอย่างมาก


        “ท่านพ่อ  พี่จิ้งกำลังแย่แล้ว  การทดสอบนี้เราเสียเปรียบชัด ๆ” หู่เสี่ยวปิงที่โดนคัดออก  มานั่งข้างหู่หยุนผู้เป็นพ่อของเธอ


        “ดีเสียอีก  อย่างน้อยประสบการณ์คราวนี้ก็ทำให้หู่จิ้งได้เห็นจุดบกพร่อง  ในการต่อสู้จริง  หากต้องเจอกับคู่ต่อสู้จำนวนมากและสู้ยืดเยื้อ  ใครที่จัดสรรค์พลังของตนได้ดีกว่า  คนนั้นก็ชนะ  พ่อคิดว่าอวี้กงแฝงสิ่งนี้ไว้ในการทดสอบนี้ด้วย” หู่หยุนกล่าว


        “อย่างงี้นี่เอง  ความคิดของท่านอวี้กงช่างลึกล้ำยิ่งนัก” หู่เสี่ยวปิงยิ่งประทับใจอวี้กงมากขึ้นไปอีก


        ตอนนี้ผู้ชมต่างจับจ้อง 3 คนที่โดดเด่นและน่าสนใจ  หลี่ซีหยานที่ยังคงรอดอยู่  ตอนนี้แทบไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย  เขาสามารถต่อสู้กับร่างเงาที่เข้ามาโจมตีได้อย่างสบาย


        “นั่นรุ่นเยาว์ของตระกูลหลี่ยังรอดอีกเหรอ  ฝีมือไม่ธรรมดาเลย  ปีที่แล้วเขาตกรอบแรก ๆ ด้วยซ้ำ” ผู้ชายคนหนึ่งในกลุ่มผู้ชมกล่าว


        “น่าแปลกใจจริง ๆ หลี่ไป๋ที่ได้รับการยกย่องจากคนในตระกูลว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูลกลับตกรอบไปตอนเหลือเวลาอีก 15 นาที  ขณะที่หลี่ซีหยานกลับสามารถอยู่รอดจนถึง 5 นาทีสุดท้ายได้” ผู้ชายคนข้าง ๆ กล่าว


        “ช่างน่าเสียดาย  ตระกูลหลี่แม้เป็นตระกูลใหญ่  แต่ก็เป็นเพียงแค่ตระกูลชั้น 3 ไม่อาจเทียบกับตระกูลชั้น 1 ได้  ทั้งอำนาจในยุทธภพและอำนาจในโลกเบื้องหน้า” ผู้หญิงคนหนึ่งกล่าว


        “บุตรชายตระกูลไป๋ เองก็สุดยอดนะ เห็นรึเปล่า  เขาดูไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่  การเคลื่อนไหวยังคล่องตัวอยู่” ผู้ชมแถวนั้นชี้ให้ดูที่จอที่มีไป๋หู่กำลังสู้กับพวกร่างเงาอยู่


        “นี่แหละ  สมเป็นชายที่หญิงสาวอย่างพวกเราต่างหมายปอง  อำนาจในยุทธภพ  ตระกูลไป๋เกือบจะเทียบเท่า 7 เสาหลักแห่งยุทธภพเลยทีเดียว” หญิงสาวคนหนึ่งกล่าว


        “ไป๋หู่เป็นบุตรชายคนเดียวของผู้นำตระกูลไป๋  แสดงฝีมือได้โดดเด่นแบบนี้  หลังจากนี้คงมีตระกูลใหญ่หลายตระกูลเสนอบุตรสาวให้แต่งกับเขาไม่ขาดสายแน่  อาจจะได้แต่งหญิงสาวหลายคนซะด้วย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ชายแก่คนหนึ่งกล่าว


        “ประมุขน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน  เพิ่งจะลงแข่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก  ที่แท้ฝีมือเยี่ยมขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย  มิน่าล่ะเขาถึงสามารถสังหารจี๋หลินเส้าเทียนจนชิงตำแหน่งประมุขน้อยของตำหนักเทพกิเลนมาครองได้” ชายวัยกลางคนกล่าว


        “2 คนที่มาจากตำหนักเทพกิเลนก็ใช่ย่อย  พวกเขาแข็งแกร่งมาก  ยังแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลย” ชายอีกคนชี้ให้คนรอบ ๆ ดูที่ชายหนุ่ม 2 คนที่กำลังจัดการกับร่างเงาที่พุ่งเข้าโจมตีต่อเนื่องได้แบบสบาย ๆ


        “หือ ชื่อจี๋หลินไท่หยาง กับจี๋หลินเต๋อเทียนเหรอ” หญิงคนหนึ่งเพ่งมองชื่อที่ตัวอักษรค่อนข้างเล็กของชายหนุ่มทั้ง 2 จากตำหนักเทพกิเลน


        “ครบเวลาแล้ว  จำนวนผู้ผ่านรอบแรก 32 คน” ไป่ฉีประกาศจบการแข่งขันรอบแรก


        'พวกเบญจดาราดูเหมือนจะยุ่ง ๆ เรื่องก่อตั้งหน่วยตำรวจยุทธภพ  พวกเขาไม่มาเข้าร่วมการแข่งครั้งนี้' ไป่ฉีคิด  เพราะเขาลองมองหาจนทั่วกลับไม่เจอพวกเบญจดาราเลยสักคนเดียว


        “ท่านอวี้กง  พวกเราขอคัดค้านการคัดคนออกครั้งนี้” ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้ประลองที่ตกรอบกล่าว  มีอีกหลายคนที่แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการคัดคนเข้ารอบ 2 ในครั้งนี้


        “เหตุใดถึงได้คัดค้านผลการตัดสินนี้” ไป่ฉีถาม


        “มันไม่ยุติธรรมกับคนที่ใช้พลังปราณได้จนชำนาญอย่างพวกเรา  ทำไมท่านถึงตั้งกฎเพื่อเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกที่เก่งในด้านกระบวนท่าด้วย” ชายหนุ่มอธิบายเหตุผลที่ตนไม่สามารถยอมรับผลการตัดสินนี้ได้


        “ในบรรดาผู้ผ่านเข้ารอบทั้งหมด  หลี่ซีหยานกับเจ้ามีพลังปราณระดับใกล้เคียงกัน  เจ้ามีพลังปราณสูงกว่าหลี่ซีหยานหลายขั้น  งั้นเราจะพิสูจน์ว่าสิ่งที่เราตั้งกฎนั้นมีนัยสำคัญที่พวกเจ้ายังมองไม่เห็นอะไรบ้าง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับกวักมือเรียกหลี่ซีหยานมา


        “เพื่อทำให้กระจ่าง  เจ้ากับหลี่ซีหยานจะต้องประลองกัน  โดยมีพยานคือผู้ชมเหล่านี้ และเพื่อความยุติธรรม  หลังหลี่ซีหยานประลองเสร็จ  เราจะมอบโอสถฟื้นลมปราณให้เขา  สามารถใช้พลังปราณได้ตามปกติ” ไป่ฉีกล่าว


        “ได้สิ  ผมจะแสดงให้ดูว่าถ้าผมใช้ปราณได้  ผมจะแข็งแกร่งขนาดไหน” ชายหนุ่มก้าวขึ้นสนามประลองทันที


        “เอาแบบนั้นก็ได้” หลี่ซีหยานเดินขึ้นสนามประลองเช่นกัน


        “จากนี้จะเป็นการประลองพิเศษ  หากฝ่ายใดออกนอกสนามถือว่าแพ้  ไม่สามารถขยับตัวต่อได้หรือบาดเจ็บหนักถือว่าแพ้  ตกจากสนามประลองถือว่าแพ้  ฆ่าคนในการประลองถือว่าแพ้  จงใจทรมานคู่ต่อสู้ถือว่าแพ้  เมื่อทราบกฎแล้วขอให้ทั้ง 2 ปฏิบัติตาม  หากเราเห็นว่าอันตรายถึงชีวิต  เราจะเข้าไปหยุดการประลองทันที” ไป่ฉีอธิบายกฎการตัดสินให้ผู้เข้าร่วมการประลองฟัง


        “เตรียมตัวได้เลย  หลี่ซีหยาน  ตระกูลชั้น 3 ของนายไม่มีทางเทียบตระกูลชั้น 2 ของฉันได้อยู่แล้ว” ชายหนุ่มกล่าว


        “เริ่มการประลองได้” ไป่ฉีประกาศเริ่มการประลอง และถอยออกจากสนามประลองทันที


        หลี่ซีหยานโคจรพลังปราณไปที่เท้าข้างขวาก่อนจะออกแรงพุ่งไป  เพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวของชายหนุ่มที่เป็นคู่ต่อสู้  ก่อนจะเตะตัดขาให้เสียหลัก  ซ้ำด้วยหมัดที่หุ้มด้วยพลังปราณที่รวมไว้ปลายกำปั้นจุดเดียว


        ชายหนุ่มที่ปะทะกับหลี่ซีหยานเมื่อเห็นว่าหลี่ซีหยานกำลังจะชกเขา  เขาใช้แขนข้างหนึ่งขึ้นมากันเพราะเขามั่นใจว่าปราณคุ้มกายของเขา  ไม่มีทางที่หมัดของหลี่ซีหยานจะสร้างความเสียหายให้กับเขาได้  แต่ผลที่ได้คือกระดูกท่อนแขนของเขาหักลงราวกับกิ่งไม้แห้ง  ปราณคุ้มกายแตกสลายราวกระจกถูกค้อนตี  สร้างความเจ็บปวดให้เขาอย่างมาก  ซ้ำหลี่ซีหยานยังไม่ยอมหยุด  เพราะหมัดบนที่โดนท่อนแขนบล็อกเอาไว้ไม่ใช่หมัดที่ใช้แรงเต็มที่  แต่เป็นหมัดที่ชกจากด้านล่างที่เป็นมุมอับสายตาของคู่ต่อสู้ต่างหาก  หมัดล่างก่อเกิดปราณหุ้มขึ้นที่ปลายหมัดทันทีหลังจากที่หมัดบนทำลายแขนของอีกฝ่ายไปแล้ว


        ชายหนุ่มที่เพิ่งรับหมัดด้านบนของหลี่ซีหยานไป  ด้วยความตกใจ  ทำให้พลังปราณเกิดความแปรปรวนไม่มั่นคง  จึงถูกหมัดที่ชกจากด้านล่างของหลี่ซีหยานชกจนปราณคุ้มกายแตกและกระเด็นออกไปนอกสนามประลองแบบไม่ทันตั้งตัว


        เสียงผู้ชมเงียบกริบ  แม่เฒ่าหลี่โจวหม่าเบิกตากว้างจนตาแทบจะหลุดจากเบ้า  ฟันปลอมร่วงลงพื้น  ไม่มีใครคิดว่าหลี่ซีหยานที่เมื่อปีที่แล้วตกรอบแรกไปเพราะพลังปราณไม่สามารถสู้คนอื่นได้  มาวันนี้ถึงพลังปราณจะน้อยกว่า  แต่กลับเอาชนะคนที่มีพลังปราณมากกว่าได้ภายในพริบตาเท่านั้น


        “ปะ....เป็นไปไม่ได้” ชายหนุ่มที่ร่วงลงไปกองที่พื้นข้างลานประลองพูดออกมาอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งโดนเมื่อครู่  ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดตรงช่วงท้องที่โดนหมัดของหลี่ซีหยานต่อยเข้าไป


        “อย่างที่ทุกท่านได้เห็นไปแล้ว  กระบวนท่านั้นละเอียดอ่อน  ต้องใช้การปรับให้เข้ากับร่างกาย  ซึ่งหากสามารถทำสิ่งที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ได้  ก็จะสามารถใช้พลังปราณได้ละเอียดอ่อนเช่นเดียวกัน  เมื่อครู่นี้อาจมีหลายคนมองไม่เห็น  หลี่ซีหยานโคจรปราณไปยังเท้าข้างที่ใช้เป็นแรงส่งตัว  ผลคือการเคลื่อนที่รวดเร็วขึ้น  หมัดที่รวมปราณไว้จุด ๆ เดียวก็สามารถทำลายปราณคุ้มกายของอีกฝ่ายที่มีระดับพลังปราณเหนือกว่าได้  นี่คือสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความต่างชั้นของฝีมืออย่างแท้จริง  ด้วยเหตุนี้การเราจึงได้ใช้กฎการอยู่รอดด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียวในการคัดคนออก  หวังว่าทุกคนคงกระจ่างแล้วถึงสาเหตุที่เราตั้งกฎเช่นนี้” ไป่ฉีฉายภาพตอนที่หลี่ซีหยานโจมตีเมื่อครู่


        “หากสังเกตให้ดี  หมัดของหลี่ซีหยานเท่านั้นที่มีพลังปราณห่อหุ้มเอาไว้  เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงคงทราบดีว่าการรวมพลังปราณไว้ในจุด ๆ เดียวจะสามารถสร้างความเสียหายให้กับศัตรูที่ตั้งรับได้มากกว่าการใช้ปราณหุ้มไว้ทั้งตัว  ช่างน่าเศร้าที่ผู้เข้าร่วมการประลองหลายคนไร้ความสามารถในการควบคุมลมปราณรวมถึงร่างกายของตนเอง  ดังนั้นถ้าร่างกายของตนยังไม่สามารถใช้งานมันได้ดี  คนผู้นั้นสมควรเข้ารอบ 2 ของการประลองงั้นหรือ” ไป่ฉีกวาดสายตามองคนที่ไม่ยอมรับผลการตัดสิน


        “ไม่  ไม่ว่ายังไงก็ไม่สมควรผ่านเข้ารอบสอง” ชายคนหนึ่งกล่าว


        “ใช่แล้ว  เมื่อไม่รู้จักประมาณตนเอง  จะเอาชนะอีกฝ่ายได้ยังไง” เสียงของบางคนกล่าวสนับสนุนคำอธิบายของเทพกระบี่


        “เมื่อทุกท่านเห็นด้วย  เช่นนั้นเป็นอันว่าทุกคนยอมรับคำตัดสินของเรา  เราขอประกาศสิ้นสุดการประลองในวันนี้ลง  เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประลองมีเวลาพักฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้ากับพลังปราณ  แยกย้ายกันได้แล้ว” ไป่ฉีกล่าว


        ผู้ชมเริ่มลุกออกไปกันแล้ว  รวมถึงซือซือด้วย  เธอต้องรีบไปเตรียมตัวก่อน  ขณะเดียวกันชายหนุ่มที่โดนยาสั่งของซือซือ  ได้ขอให้ประมุขน้อยของเขาตามเขามาหน่อย  เพราะมีหญิงสาวที่เขาแอบชอบอยากพบประมุขน้อยมาก  ด้วยความที่ชายหนุ่มเป็นเพื่อนกับอู่กุยเหวินป๋อตั้งแต่เด็ก  ทำให้ทั้ง 2 คนสนิทกันมาก  เมื่อชายหนุ่มเอ่ยปากขอร้องมา  อู่กุยเหวินป๋อจึงตามเขาไปแต่โดยดี


        “นายนัดอะไรเนี่ย  ทำไมต้องนัดที่ห้องน้ำโซนนี้ด้วย  มันไม่ค่อยมีคน  แถมเป็นผู้หญิงด้วย  เธอจะเสียหายได้นะ” อู่กุยเหวินป๋อกล่าว


        “ถ้าคนเยอะ  เธอจะคุยกับประมุขน้อยได้เหรอครับ  เพราะส่วนใหญ่มีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังแย่งกันพูดเต็มไปหมด”  ชายหนุ่มกล่าว


        “ขอบคุณที่มานะคะ” ซือซือเมื่อเห็นเป้าหมายเดินมาแต่ไกลแล้วก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมกับกล่าวทักทาย

________________________________

+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน