ตอนที่ 101 ร่างใหม่
นกยักษ์ 8ปีกลงจอดที่ท่าแห่งหนึ่งติดชายทะเล รอบข้างของนกยักษ์ 8ปีกเต็มไปด้วยเรือโดยสารและเรือใบขนาดใหญ่มากมาย หากมองออกไปจะเห็นเมืองท่าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับท่า ผู้คนมากมายสัญจรบนถนนหินและกรวด สถาปัตยกรรมในเมืองนี้มีไม้น้อยยิ่งกว่าเมืองอื่น ๆ มาก อาจจะเป็นเพราะความชื้นจากลมทะเลทำให้ไม้ไม่ใช่วัสดุที่เหมาะสมนัก
การแต่งกายของผู้คนที่นี่ค่อนข้างเปิดเผยกว่าที่นครรัตนะมากนัก พวกเขาล้วนแต่งกายด้วยชุดที่เปิดไหล่หรือคอรับกับลมทะเลร้อนอบอ้าว ในหมู่คนมากมายนิทานพบเห็นโจรสลัดได้ทั่วไป พวกเขาล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อหยาบกร้านและหนวดเครารุงรัง หลายคนใต้ตาแดงก่ำจากฤทธิ์สุราที่ดื่มเป็นประจำ
แม้จะอยู่ในอาณาจักรไฟกัลป์เช่นเดียวกันหากเมืองนี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง สมควรเป็นเพราะภูมิประเทศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงและความเป็นเมืองท่าที่ผู้คนหลากเผ่าพันธุ์มาแวะเวียนเป็นประจำ คนพื้นที่จึงรับวัฒนธรรมของพวกเขามาผสานเป็นรูปแบบของตัวเอง
นิทานในร่างของหญิงสาวกำยำบึกบึนและคีตาในร่างของพยัคฆ์ตัวใหญ่มุ่งหน้าตามถนนเข้าสู่เขตตัวเมืองอย่างไม่รีบร้อน เขาเดินดูบรรยากาศอย่างสบายอกสบายใจ สูดอากาศที่มีกลิ่นเค็มของเมืองติดทะเล แม้อากาศจะค่อนข้างร้อนชื้นต่างกับความร้อนอบอ้าวแผดเผาของนครรัตนะ แต่เพราะร่มปกปักหทัยที่เขาเดินกางเป็นนิสัยนั้นทำให้เขาสามารถรักษาความเย็นสบายรอบ ๆ ตัวไว้ได้
เขาไม่ได้รีบหาที่พักอะไรนัก เขาต่างจากตอนเข้านครรัตนะใหม่ ๆ ในตอนนั้นเงินเก็บของเขาทำให้เขาคิดมากเรื่องการหาที่พักระดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันนี้เขาไม่จำเป็นต้องคิดมากขนาดนั้นแล้ว
แม้เขาจะไม่ถึงขั้นรวยขนาดที่สามารถเดินเข้าร้านสมบัติวิเศษได้สบาย ๆ แต่ก็มากพอให้เขาไม่ต้องคิดมากเรื่องค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตแบบเหมือนที่แล้วมา
เขาสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวพลางพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว ระหว่างทางก็แวะซื้ออาหารทะเลมากมายแถบนี้ เขาไม่มั่นใจว่าคีตาสามารถทานอาหารทะเลได้มั้ย แต่ดูจากการที่มันได้รับการพัฒนาร่างกายจากการพยายามปลุกพลังทางสายเลือดแล้ว อาหารที่เป็นพิษต่อสุนัขสมควรไม่ส่งผลอะไรต่อมันมากมายแล้ว
แถมมันยังมองเขาด้วยสายตาออดอ้อนเมื่อเห็นปลาหมึกย่างสีทองในมือของเขา นิทานจึงค่อย ๆ ฉีกให้มันชิมชิ้นน้อย ๆ เมื่อมั่นใจว่าไม่เป็นอะไรจึงมอบให้มันทั้งตัว
คีตาที่แม้จะอยู่ในร่างพยัคฆ์สีส้มตัวใหญ่แต่มันกลับนั่งกินปลาหมึกย่างอย่างสบายอารมณ์ นิทานมองภาพนั้นแล้วจึงขำน้อย ๆ
พยัคฆ์สีส้มตัวนี้ฉันอ้างอิงมาจากพยัคฆ์สนธยาเลยนะ ทำไมมันออกมาเหมือนแมว นิทานหัวเราะ
“โฮ่ง!”
นิทานก็แปลงเป็นผู้หญิงเหมือนไปไหน! เดินกางร่มน่ารักเชียว!
คีตาที่ได้ยินผ่านการเชื่อมจิตไม่พอใจ มันจึงโต้กลับด้วยการล้อตัวเลือกของนิทานเสียเลย
อะไร! ก็แปลงเป็นผู้หญิงคนจะได้เดาไม่ออกไง! นิทานตอบกลับ
เขาคิดนานมากว่าตนสมควรปลอมร่างยังไงดี ยิ่งเขาคิดว่าตนสมควรถูกจับตาดูมากขึ้นด้วยหลังจากที่เขาไปแสดงความสามารถต่อหน้ากลุ่มการค้าอิสึกะ เสริมด้วยการที่เขาต้องการทำให้ตนใช้ร่มปกปักหทัยให้คล่องมือเร็วที่สุด เขาจึงพยายามถือมันติดตัวตลอดเวลา
สมบัติระดับสูงนั้นยากที่จะเปลี่ยนแปลงรูปร่างของมันหากไม่ได้ใช้สมบัติระดับสูงด้วยกัน หากใช้สมบัติที่ต่ำชั้นกว่าพยายามปลอมแปลง จะเพียงปลอมแปลงรูปร่างได้เล็กน้อย
นิทานจึงตัดสินใจที่จะปลอมร่างเป็นผู้หญิงไปเลย คนส่วนใหญ่น่าจะนึกไม่ถึงขนาดนั้น เขาเสริมด้วยการเลือกผู้หญิงบึกบึนให้ต่างกับเขาที่โครงร่างเล็ก ร่มปกปักหทัยถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงจาง มีรอยสลักรูปเลือดดุดัน จึงดูเข้ากันกับผู้ใช้ผู้หญิงที่ดูเหมือนนักผจญภัยพอดี
ทั้งคู่ยืนเถียงกันเล็กน้อย เรียกสายตาของคนรอบข้างให้หันมามอง โดยเฉพาะเหล่าโจรสลัดที่จับจ้องไปที่พวกเขาด้วยสายตาดุดัน เป็นธรรมชาติของโจรสลัดที่มีแต่ศัตรูรายล้อม พวกเขามักจะเพ่งเล็งคนที่ตนไม่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่เสมอ
นิทานเห็นดังนั้นจึงจ้องมองกลับไป คีตาที่รู้สึกได้ก็แอ่นหลังขึ้นในท่าทางจู่โจม นิทานอาศัยการพลิกแพลงเล็กน้อย เปิดใช้ประจุพลังไฟฟ้าจากร่มปกปักหทัย แล้วจึงก่อประจุไฟฟ้าขึ้นมาบนฝ่ามือตนเอง ก่อนมาครั้งนี้เขาได้อัดพลังสายฟ้าลงในตัวร่มจนเต็มแน่นเรียบร้อยแล้ว
โจรสลัดเหล่านั้นเห็นดังนั้นจึงหันหน้ากลับไป พวกเขามีสีหน้าหวาดหวั่นน้อย ๆ หันกลับไปคุยกันต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นิทานลบล้างไฟฟ้าแล้วจึงออกเดินต่อไป หากสายตาก็ยังคงสอดส่องรอบตัวอย่างระแวงมากขึ้น พลังอาณาเขตของคีตาถูกใช้งานอย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม
นี่คือหนึ่งสิ่งที่นิทานศึกษามาก่อนออกเดินทาง เหล่าโจรสลัดมักยึดถือพลังเป็นสำคัญ หากเขาแสดงท่าทีอ่อนแอหรือเหมือนหลบหนีมากจนเกินไปอาจโดนเพ่งเล็งเป็นเหยื่อได้
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่นิทานเลือกร่างที่ดูเหมือนนักผจญภัยหญิงที่โชกโชนไปด้วยประสบการณ์ หากเขาเริ่มโจมตีโดยไม่พูดจา อย่างน้อย ๆ ก็ดูเข้ากับบทบาทนักผจญภัยของเขา นักผจญภัยแบบนี้ดูตรงกันข้ามกันกับ นิทาน วงจันทราที่รักการลอบโจมตีและเก็บอาการ
ยากเหมือนกันแฮะ ปลอมตัวเนี่ย นิทานบ่นกับตัวเอง พอได้ลองมาทำจริง ๆ ถึงได้รู้ว่าการปลอมเป็นคนอื่นนั้นยากเพียงไหน ตอนแรกเขาคิดว่าตนนั้นค่อนข้างปลอมสีหน้าเวลาคุยกับคนเก่งระดับหนึ่งแล้ว แต่การต้องมาใส่ใจทุกรายละเอียดน้อย ๆ ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายนั้นทำให้เขาไม่ชินเอาเสียเลย
พวกเขาเดินตัดผ่านเมืองใหญ่ มุ่งหน้าเข้าสู่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ขณะนี้เริ่มเป็นเวลาค่ำแล้ว ร้านอาหารนี้จึงดูจะกลายเป็นร้านเหล้าเสียมากกว่า เหล่านักผจญภัยและโจรสลัดมากหน้าหลายตาต่างนั่งดื่มเหล้ากันอย่างเฮฮาภายในร้าน เสียงเพลงบรรเลงดังก้องจากนักแสดงบนเวที
ร้านนี้ตกแต่งอย่างชาวเลโดยแท้ ขวดเหล้าระเกะระกะตามโต๊ะต่าง ๆ บนผนังรายล้อมไปด้วยใบค่าหัวของโจรสลัดมากหน้าหลายตา โจรสลัดบางคนถึงกับนั่งภายใต้ใบค่าหัวของตนเอง เหมือนพวกเขามองว่าการกระทำเช่นนี้เป็นเกียรติในฐานะโจรสลัด
นักผจญภัยหลายคนแม้จะดูหัวเราะสรวลเส หากนิทานกลับเห็นสายตาของหลาย ๆ คนที่ลอบจับจ้องรอบตัวอย่างเงียบเชียบ แม้แต่เหล่าโจรสลัดเหล่านั้นก็เช่นเดียวกัน สัตว์คู่หูของหลาย ๆ คนในร้านต่างนั่ง ๆ นอน ๆ รอบตัวอย่างสบายใจ แต่เขามั่นใจว่าสัตว์พวกนี้พร้อมเข้าจู่โจมทันทีหากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
เมื่อพยายามมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นผ่านพลังอาณาเขต นิทานจึงสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ผ่านตาไปได้ง่าย อย่างการที่นักผจญภัยกับโจรสลัดหลาย ๆ กลุ่มดูจะแบ่งอาณาเขตของตัวเองกันอย่างชัดเจน
บางคนแม้จะถือขวดเหล้าหรือแก้วน้ำ แต่จากท่าทางที่ดูไม่เป็นธรรมชาติเหล่านั้นทำให้นิทานสงสัยว่าพวกเขาจะใช้มือข้างที่ไม่ถนัดถือเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเตรียมตัวตอบโต้เมื่อถูกจู่โจมอย่างไม่คาดฝัน
เจ้าของร้านที่ยืนเช็ดแก้วอยู่ที่โต๊ะชิดผนังก็ดูจะไม่ธรรมดาเช่นกัน นิทานพยายามสังเกตสตรีร่างใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของร้านคนนั้น แต่เขากลับสัมผัสไม่ได้ถึงพลังเลย
สำหรับร้านที่มีโจรสลัดมานั่งกันเป็นพรวนเช่นนี้ การที่เจ้าของร้านอ่อนแอย่อมเป็นไปไม่ได้เลย
อริยะ? ไม่น่านะ? อาจจะเป็นสมบัติบางอย่างมากกว่า นิทานคิดในใจ เขาและคีตาเดินอาด ๆ เข้าไปในร้าน เขาเลือกนั่งที่โต๊ะแถวยาวใกล้กับเจ้าของร้านอย่างสบายใจ
“รัมแล้วก็ไส้กรอกจานใหญ่” นิทานกล่าวสบาย ๆ พลางดีดเหรียญทองไกอาให้เจ้าของร้าน เธอคว้าเหรียญทองนั้นโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย เธอเพียงยื่นแก้วรัมขนาดใหญ่และไส้กรอกจานใหญ่ให้
นิทานนั่งจิบแก้วรัมสบาย ๆ หันหน้าไปมองบนเวทีที่มีนักแสดงกำลังเต้นรำไปมา คีตาก็ทำหน้าที่ของตนเป็นอย่างดี มันนอนลงแทะไส้กรอกเฉกเช่นสัตว์คู่หูตัวอื่น
เขาจิบรัมด้วยรอยยิ้ม มือหนึ่งเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ ปากฮัมเพลงตามทำนอง ร่มปกปักหทัยถูกกางไว้เหนือหัวแม้จะอยู่ในที่ร่ม เรียกสายตาให้หันมามองเล็กน้อย แต่เมื่อคนเหล่านั้นเห็นสายตาของนิทาน พวกเขาก็หันกลับไปทำธุระของตนเช่นเดิม
เมื่อมองจากภายนอก ภาพลักษณ์ของสตรีร่างกำยำผู้เพลิดเพลินกับอาหารและดนตรีตอนนี้ย่อมไม่มีอะไรที่เหมือนกับนิทานแม้แต่น้อย ยิ่งท่าทีโอหังสบายใจ มั่นใจในพลังของตนเองยิ่งตรงกันข้ามกับนิทานเป็นไหน ๆ
แม้ท่าทีจะเป็นเช่นนั้นแต่จริง ๆ แล้วเป้าหมายหลักของนิทานคือการรวบรวมข่าวสาร คีตาที่นอนกินไส้กรอกอยู่ในขณะนี้จริง ๆ แล้วกำลังใช้พลังอาณาเขตอย่างเต็มกำลัง รับฟังทุกถ้อยคำของคนรอบตัว
ส่วนหน้าที่หลักของนิทานคือการทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครสนใจเขาเกินความจำเป็นและขู่ขวัญพวกกระจอกให้ถอยออกไป
โจรสลัดเหล่านี้ครึ่งต่อครึ่งล้วนมีค่าหัว พลังที่เขาตั้งให้ร่างของเขาปล่อยออกมาคือผู้เรียนรู้ระดับสูง ไม่อ่อนแอกว่านักสลักที่มีคำน้อย ๆ นัก ดังนั้นหากมีโจรสลัดบ้าเลือดคนไหนที่ไม่ประมาณฝีมือโผล่มาโจมตีเขา นิทานก็ไม่คิดมากหากตนจะได้เงินทุนมาเพิ่ม
“ท่าเรือทางตะวันตกพึ่งเปิดใหม่ แหล่งข่าวบอกว่าโจรสลัดตัวเป้งพากันไป 'เยี่ยมชม' ไม่หยุดเลยว่ะ”
“ฮ่า ฮ่า แกได้ยินข่าวลือเรื่องเกาะมายานั่นปรากฏขึ้นรึยังวะ กัปตันข้าว่าจะไปอยู่”
“อยากหาเรื่องตายรึไง แกคิดว่ากัปตันของแกมีปัญญาแก่งแย่งกับกัปตันคนอื่นหรือไง”
“นักผจญภัยหน้าใหม่คนหนึ่งพึ่งเลื่อนขั้นขึ้นเป็นระดับบุษราคัม เห็นว่ามันออกล่าโจรสลัดมีค่าตัวไม่เว้นแต่ละวัน มาร์คัสก็เสร็จไปแล้วคนหนึ่ง”
“ไอ้มาร์คัสน่ะนะ สมน้ำหน้ามันแล้ว! ชั่วบริสุทธิ์แบบนั้นสมควรตายแล้ว! ทีรานมีตาอย่างแท้จริง!”
เสียงของเหล่าผู้คนมากหน้าหลายตาดังขึ้นในห้วงจิตของนิทาน เขานั่งฟังรายงานจากคีตาอย่างเงียบ ๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป
ผ่านไปชั่วโมงกว่า นิทานลืมตาขึ้น มุมปากปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ในที่สุดเขาก็ได้รับข่าวดี ๆ ที่เขาเฝ้ารอ