BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    57 : ปัญหาที่ไม่อาจแก้ไข



    57 : ปัญหาที่ไม่อาจแก้ไข

     

            รถเมล์มาจอดตรงป้ายใกล้ๆ กับซอยหนึ่ง  ที่เนนพาพวกเธอเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล  ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าใด  เนียร์ก็ยิ่งรู้สึกใจไม่ดีกับการที่ต้องไปเจอหน้าวาล  สีหน้ากลุ้มใจของเนียร์แสดงออกมาชัดมากซะจนฟิวส์สังเกตเห็นได้  แล้วพลอยกังวลตาม

            “ถ้าห่วง  ก็เข้าไปปลอบสิคะ”  เกลกระซิบ  ทำตาแบบคนรู้ทันแบบที่ตอนปกติฟิวส์คงเถียงกลับไปแล้ว  แต่ตอนนี้เขากลับทำแค่ก้มหน้ามองพื้น

            “ไม่ได้หรอก  ฉัน...ยังติดค้างคำขอโทษยัยนั่นอยู่  และตอนนี้ก็ยังไม่กล้าพอที่จะเข้าไปพูดด้วย”  ฟิวส์บอก  ดูผิดไปจากคนเดิม  แล้วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองติดค้างอีกฝ่ายอยู่เหมือนกัน  “อ้อ  เมื่อวานนี้...ที่พูดไปตอนนั้น  ฉันขอโทษนะ”

            เกลอึ้งไป  ไม่ได้คิดว่าจะได้รับคำขอโทษ

            “ไม่หรอกค่ะ”  เกลพูดเสียงแผ่ว  “เพราะสิ่งที่คุณพูดไปเป็นความจริงทุกอย่าง  ฉันตั้งใจปล่อยให้พวกคุณตายไปจริงๆ”  เกลเตรียมรับคำด่าทอกลับมา  เพราะหากไม่ได้พูดไป  เธอคงรู้สึกผิดไปตลอดแน่

            แต่ฟิวส์ไม่ได้ด่า  เพียงแค่ทำท่าหงุดหงิดขึ้นมาแทน  “เพราะคำสั่งบ้าๆ ของผู้นำเผ่านั่นใช่มั้ยล่ะ  เมื่อเช้านี้เห็นก็พอจะรู้  ถ้าไม่ใช่เพราะผู้นำเผ่าตัวเองสั่ง  เธอกับพี่ของเธอก็คงไม่ทำแบบนั้นหรอก...ตัวเองผิดก็บอกว่าผิด  แต่นี่ไม่ใช่ความผิดของตัวเองด้วยซ้ำ  จะมารับผิดแทนทำไม  ให้ตาย...ผู้หญิงนี่มันยังไงกันนะ”  เขาบ่น 

            แม้จะไม่ชอบใจนักกับการที่ฟิวส์ด่าผู้นำเผ่าของตน  แต่ด้วยคำพูดนั้น  ทำให้ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเริ่มมองอีกฝ่ายเปลี่ยนไป  เข้าไปจับมือของฟิวส์อย่างถือสิทธิ์ 

            “ฟิวส์  คุณก็เป็นคนดีเหมือนกันนะคะนี่”

            ฟิวส์ถึงกับขนลุกเมื่อเด็กสาวทำแบบนี้  ขณะที่ผู้หญิงสามคนข้างหน้าหันกลับมามองด้วยสายตาแปลกๆ  แต่เนียร์ส่ายหน้าช้าๆ เหมือนกำลังคิดอยู่ว่า ‘เอาอีกแล้ว’

            เนียร์เข้ามาตบบ่าเขาใกล้ๆ  ทำเอาหนุ่มหัวส้มใจเต้นสะดุดไปกึกหนึ่ง  ก่อนประโยคถัดมาของสาวเจ้าจะทำเอาเขาช็อกค้าง

            “เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ  โชคดีนะ”

             


     

            บ้านที่อยู่ลึกสุดของซอย  มีอาณาเขตกว้างมาก  รั้วกำแพงทอดยาวกั้นเป็นเขตส่วนบุคคลไม่ให้ใครรุกล้ำเข้าไป  บ้านหลังใหญ่เกินกว่าจะอยู่กันแค่ป้าหลานเพียงสองคน  โรงจอดรถข้างๆ ปิดสนิท  ไม่รู้ว่าทำไม  แต่เนียร์รู้สึกว่าบ้านหลังนี้ใหอารมณ์วังเวงแบบแปลกๆ  ทั้งที่มีต้นไม้ดูร่มรื่น  แต่แทบไม่มีสัตว์เลย

            “บ้านใหญ่ชะมัด”  ฟิวส์ว่า

            เนนเข้าไปกดออดอยู่สองสามรอบ  ถึงค่อยมีหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินออกมาดู  สายตาที่มองเด็กๆ ผ่านช่องรั้วนั้นดูไม่ค่อยไว้วางใจ

            พวกเด็กๆ ยกมือขึ้นไหว้  ขณะที่อีกฝ่ายก็รับไหว้แบบงงๆ

            “คุณป้าคะ  พวกหนูเป็นเพื่อนของวาลน่ะค่ะ”  เนนบอก  “วาลอยู่มั้ยคะ”

            พอได้ยินว่าเป็นเพื่อนกับหลาน  เนียร์นึกว่าอีกฝ่ายจะมีท่าทีเป็นกันเองมากขึ้น  แต่ก็เปล่า  ทางนั้นคงสงสัยยิ่งกว่าเดิมที่หลายตัวเองจะมีเพื่อนเป็นกับเขาด้วย  แต่กระนั้นเธอก็ยังต้อนรับเด็กๆ เข้ามา

            ภายในบ้าน  หากจะให้บรรยายแล้วล่ะก็  อารมณ์เดียวกับบ้านแบบญี่ปุ่น  ที่แต่ล่ะห้องจะมีประตูเลื่อนที่เป็นแผ่นกระดาษ  และข้าวของที่ตกแต่งอยู่นั้นก็ออกสไตล์ญี่ปุ่นล้วนๆ  แบบที่หากเห็นวาลใส่ชุดกิโมโนมาหาพวกเธอล่ะก็  คงไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด

            ป้าของวาลพาพวกเธอมาที่ห้องรับแขก  มีชุดโซฟาสองตัวหันหน้าชนกัน  โดยมีโต๊ะเตี้ยแต่ยาวคั่นกลางอยู่

            ยังไม่ทันที่แต่ล่ะคนจะได้นั่งลง  ผู้หญิงอีกคนของบ้านนี้ก็โผล่มาที่ประตู  แถมยังจ้องมาที่แขกอย่างไม่มีความเป็นมิตรเลยแม้แต่น้อย

            “พวกเธอมานี่ทำไม”  วาลถามเสียงเย็น  ก่อนเลื่อนสายตาไปที่ป้าของตน  “แล้วคุณเอาพวกเขาเข้ามาในบ้านทำไม”

            คนเป็นป้าที่เห็นได้ชัดว่าเกรงหลานสาวตัวเองอยู่  “คือ...เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของหนูน่ะ”

            “หนูจำได้นะว่าไม่เคยบอกว่ามีเพื่อนสักคน”  วาลบอก  แค่นั้นก็ทำให้สาวสูงวัยแทบจะเป็นลมได้อยู่แล้ว  แต่แล้ววาลก็หลับตาลง  ถอนหายใจ

            “ช่างเถอะ  ก็ถือเป็นคนรู้จัก...แล้วตกลงพวกเธอมาที่นี่ทำไม”  ทันทีที่เห็นวาลพุ่งเป้าไปที่พวกเนียร์แทน  คุณป้าก็รีบถือโอกาสนี้ถอยออกไปจากห้องนี้

            “คุณควรจะให้เกียรติผู้ที่สูงวัยกว่าให้มากกว่านี้นะคะ”  เกลพูด  สายตาบ่งบอกว่าไม่พอใจกับท่าทีที่วาลแสดงต่อป้าตัวเอง  “ต่อให้เกลียดหรืออะไรยังไง  ผู้น้อยก็ควรนอบน้อมต่อผู้มากวัยกว่า  พ่อแม่ของคุณไม่เคยสอนหรือคะ?”

            ทั้งที่วาลไม่ได้ขยับตัว  แต่เกลกลับรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ  เบี่ยงตัวไปด้านข้างแล้วคว้าก้านดอกไม้จากแจกันที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของห้องได้อย่างแม่นยำ  จนคนที่ร้องด้วยความตกใจกลายเป็นเอลแทน  ขณะที่คนอื่นยังตั้งตัวไม่ทัน  แม้แต่ผู้ใช้ไม้ด้วยกันอย่างเนน

            เกลมองวาลด้วยสายตาเย็นชาอย่างที่เนียร์ไม่เคยเห็นมาก่อน  แล้วพบว่ามันทำให้เธอดูคล้ายพี่ชายฝาแฝดขึ้นมาทันที  “...คุณคงไม่ใช่คนดี”

            บรรยากาศที่ชวนฆ่ากันตายกลางบ้าน  ทำให้แต่ล่ะคนเริ่มหวั่นๆ  จนเอลต้องรีบสงบศึก

            “วาล  อย่าถือสาเกลเลยนะ...เกล  เธอก็อย่าพูดแบบนั้นด้วยเหมือนกัน”  เอลบอกทั้งคู่  เธอเพิ่งจะได้ฟังเรื่องพ่อแม่ของวาลมาหยกๆ  ถึงได้รู้ว่าที่เกลพูดไปเมื่อกี้นี้  ทำให้วาลโกรธมากขนาดไหน  แต่เกลไม่ได้รู้เรื่องนี้  แต่บางที...ถึงรู้  ก็อาจจะยังเลือกที่จะพูดต่อก็ได้

            วาลยอมสงบศึก  ทำให้ดอกไม้ในแจกันกลับไปเป็นเหมือนเดิม  แต่คนที่ทำให้เกลยอมสงบได้จริงๆ กลับเป็นเนียร์  ที่ส่งสายตาขอร้องมาให้  เกลถึได้ยอมเงียบ  แต่ก็ยังตีหน้าบึ้งอยู่ดี

            เอลเห็นทุกอย่างเข้าที่แล้ว  จึงบอกวาลถึงสาเหตุที่พวกเธอต้องมาถึงที่แบบนี้

            “พวกเธอรออยู่ที่นี่แหละ”  วาลบอก  หลังจากรู้ว่าต้องหาข้อมูลบริษัทของตนัย  “เดี๋ยวฉันไปหามาให้  จะได้รีบๆ ออกไปจากนี่กันสักที”

            “แหม  รู้สึกเป็นที่ต้อนรับมากเลยนะเนี่ย”  ฟิวส์ประชด  หลังจากที่วาลออกไปแล้ว  ก่อนลงนั่งบนโซฟา

            เนียร์เดินไปตรงประตูเลื่อนกระจกที่สามารถเปิดไปชมสวนข้างนอกได้  แน่นอนว่าสวนก็ออกแนวญี่ปุ่น  มีสระน้ำเล็กๆ ทอดยาวอยู่ริมรั้ว  มีน้ำไหลออกมาจากปากรูปปั้นปลา ผสานกับต้นไผ่ที่เกิดเสียงทุกครั้งที่ล้มพัดลู่มา  ตรงพื้นมีหินแบนกลมวางอยู่เป็นทางให้เยียบไป

            ถือวิสาสะเดินลงไปที่สวน  ต้องขอบอกว่าพ่อแม่ของวาลคงจะชอบประเทศญี่ปุ่นมากทีเดียว  ถึงได้จัดบ้านให้เป็นแบบนี้

            “คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงได้ไปทำงานที่ญี่ปุ่นบ่อยน่ะค่ะ”

            เนียร์สะดุ้ง  หันไป  เห็นว่าคุณป้ามายืนอยู่ที่ประตูเลื่อน  ก้มลงมองมาที่สวนนี้  ในมือถือถาดกลมไว้ด้วย  ระหว่างที่เนียร์ออกมา  เธอคงจะเอาน้ำมาเสิร์ฟให้

            “ขอโทษนะคะ  ที่ลงมาโดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน”

            “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ  ดีเสียอีก  ที่สวนนี้มีคนออกมาชื่นชมอีก  หลังจากที่...”  แล้วป้าก็เงียบไปเหมือนไม่ต้องการพูดต่อ

            เนนออกมาชื่นชมด้วยคน  “เมื่อกี้นี้  คุณเรียกพ่อแม่ของวาลว่า คุณผู้ชายกับคุณผู้หญิง เหรอคะ”

            “ป้าไม่ใช่ป้าแท้ๆ ของวาลหรอกค่ะ  แต่ก็ดูแลรับใช้คนของบ้านนี้มานานแล้ว”

            เนียร์เดินไปก็ฟังสองคนนั้นไป  แล้วสายตาก็พลันสังเกตผนังบ้านด้านนอกของห้องที่อยู่ไกลจากห้องที่พวกเธอไปอีก  มันเป็นสีขาวกว่าที่อื่น  บ่งบอกว่าเพิ่งถูกฉาบใหม่  รอยนั้นคงจะถูกอะไรสักอย่างถล่มมาเป็นรูกว้าง  เนียร์มองมันด้วยความสนใจ  ก่อนหันมามองสระน้ำที่ทอดยาวมาถึงตรงนี้ด้วย  ก้มลงมอง...มันเป็นสระตื้นๆ อีกทั้งน้ำยังใสจนเห็นพื้นดินชัดเจน...มีอยู่ตรงจุดหนึ่งของพื้นสระนั้นที่เป็นรอยบุ๋มลึกจมลงไป

            ถ้าให้เนียร์ไม่ได้จินตนาการไปเองล่ะก็  เธอว่ามันมีรูปร่างคล้ายรอยเท้าสัตว์สักตัวที่ตัวใหญ่มาก...มากเสียจนชวนสะกิดใจอะไรบางอย่าง

            “ขอโทษนะคะ”  เนียร์คั่นบทสนทนาของคุณป้ากับเนน 

            หญิงสูงวัยหันมาราวกับจะถามว่ามีอะไร  เนียร์ชี้นิ้วไปที่รอยปูนฉาบใหม่ตรงผนัง  ก่อนจะถาม  “ไม่ทราบว่าห้องนี้เป็นห้องอะไรเหรอคะ  แล้วมันไปโดนอะไรมา”

            ปฏิกิริยาคนถูกถามเป็นตามที่เนียร์คาดไว้ไม่มีผิด  เมื่ออีกฝ่ายทำหน้าเหมือนกำลังได้ยินคนกล่าวหาว่าไปฆ่าใครมา  ทำให้เนียร์มั่นใจขึ้นแล้วรุกหนักเข้าไปอีก

            “ถ้าให้เดาเอานะคะ  วันที่พ่อแม่ของวาลตาย  พวกเขาอยู่ที่ห้องนี้  แล้วก็เป็นช่วงประมาณปลายเดือนตุลาฯ ด้วยใช่มั้ยคะ”

            คุณป้ามีท่าทีอึ้งประหลาดใจเป็นอย่างมาก  “นะ..หนูรู้ได้ไงน่ะ”

            พวกเอลที่อยู่ในห้องเริ่มสนใจ  แล้วมายืนฟังใกล้ๆ

            “เนียร์”  เอลงุนงง  “ทำไมเหรอ”

            เนนที่อยู่ใกล้ตัวคุณป้ามากที่สุดเอื้อไปจับมือสาวสูงวัยเอาไว้  ดวงตาหลังเลนส์แว่นสบกับดวงตาของอีกฝ่ายมีแวววอนขออยู่ 

            “ช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้มั้ยคะ  ว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น”

            เพราะถูกกดดันอยู่กลายๆ หรืออาจเพราะมันเป็นเรื่องที่อึดอัดมากเสียจนต้องการระบายมันออกมาไม่อาจทราบ  สุดท้ายคุณป้าก็ยอมเล่าให้เด็กๆ ฟัง

            วันนั้น...อาจเรียกได้ว่าเป็นวันที่ไม่ได้มีอะไรต่างไปจากเดิม  ในห้องที่เนียร์ถามนั้นคือห้องที่วาลมักจะถูกพ่อกับแม่รุมทำร้ายอยู่เสมอ  คืนวันนั้นก็เช่นกัน...หลังจากที่สองสามีภรรยากลับมาจากที่ทำงาน  ก็จะมาระบายอารมณ์หงุดหงิดกับลูกสาวของตัวเอง  เพียงแต่...

             


     

            เสียงตบตีและเสียงด่าทอต่างๆ นาๆ ดังมาจากห้องข้างๆ ให้คุณป้าที่กำลังนั่งรออยู่ได้ยิน  แม้จะรู้สึกสงสารเด็กสาว  แต่ก็ไม่อาจเข้าไปช่วยอะไรได้นอกจากทนนั่งรออยู่ตรงนี้

            ทว่า...จู่ๆ พ่อแม่ของวาลก็หวีดร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด  จนป้านึกสงสัยว่าวาลคิดลุกขึ้นสู้กับผู้ให้กำเนิดตัวเองแล้วหรือไร  แต่เสียงตะโกนของทั้งคู่กลับไม่บอกว่าเป็นอย่างที่คิดไว้

            “นี่มันตัวบ้านอะไรกัน!”  พ่อของวาลร้อง  “แก...แกเป็นคนเรียกมันมาใช่มั้ย!”

            “ออกไป! ออกไปให้พ้นจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ”  แม่วาลกรีดร้องเหมือนคนสติแตก  “แกเป็นคนทำใช่มั้ยไอ้เด็กเวร! แกคิดจะเอามันมาทำให้พวกฉันกลัวใช่มั้ย”

            “ไม่..ไม่ใช่นะ”  เสียงของวาลยังแฝงไปด้วยความตื่นตระหนก  แล้วใครสักคนหนึ่งคงคิดจะเข้าไปทำร้ายเธอ  ทำให้วาลร้องออกมา  “อย่านะ!!”

            แล้วเสียงคำรามของสัตว์ใหญ่ก็ดังระเบิดจนคุณป้าถึงกับสะดุ้งสุดตัว  เสียงโครมครามจากข้างห้องดังสนั่น  ผสานไปด้วยเสียงกรีดร้องของสามีภรรยาทั้งคู่  เป็นเสียงที่คุณป้าอยากจะเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น  แต่ความกลัวกลับตรึงร่างทั้งร่างไม่ให้ขยับไปไหน

            “อย่า..อย่านะ  อ๊ากกกกกก!!!”

            ทั้งคู่ร้องราวร่างถูกฉีก  แล้วอึดใจเดียวต่อมา  คือเสียงอะไรบางอย่างชนกับกำแพงแรงมากจนทะลุออกไปข้างนอกได้  ตามด้วยเสียงน้ำแตกกระจายเหมือนใครเอาหินยักษ์ไปโยนลงน้ำ...แล้วทุกอย่างก็เงียบไป...

            คุณป้าพยายามทำใจ  รีบลุกไปห้องข้างๆ ทันที  แต่แล้วเธอก็หยุดชะงักเมื่อเห็นรอยเงาเลือดตรงประตูเลื่อนที่เป็นกระดาษ เป็นทางยาวสาดกระเซ็นมา  ยกมือทาบอกอย่างใจหาย  ก่อนค่อยๆ สูดลมหายใจก่อนเลื่อนประตูเปิดเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

            “คุณพระช่วย”  เธอเอามือปิดปาก  ทรุดลงแล้วขยับถอยหลังจนชิดติดกับกำแพง

            มันเป็นภาพที่คนสูงวัย...ไม่สิ  ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นต้องหัวใจแทบวาย...รอยเลือดเป็นกลุ่มกองขนาดใหญ่  ทั้งสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งรอบห้อง  ข้าวของกระจัดกระจาย  โต๊ะเตี้ยถูกล้มคว่ำ  บนโต๊ะนั่นเอง  ที่ร่างของพ่อแม่ของวาลถูกทับกันบนนั้น  แต่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์

            คุณผู้หญิงของบ้านนี้นอนหงาย  ที่คอเหมือนถูกของมีคมบั่น  แต่ก็ยังไม่ขาดออกจากกัน  ทำให้หัวยังติดค้างอยู่บนนั้นครึ่งหนึ่ง  ขณะที่อึกครึ่งเปิดกว้างปล่อยเลือดไหลทะลักออกมา

            ส่วนคุณผู้ชาย  ที่กลางหลังถูกกรงเล็บของสัตว์ลากเป็นทางยาว  แผลเหวอะหวะแหวกออกจนเห็นภายใน  ขณะแขนข้างหนึ่งตกอยู่ข้างโต๊ะไม่ไกลจากที่เขานอนอยู่

            เด็กสาวเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่  นั่งขดอยู่ตรงมุมห้อง  ดวงตาจดจ้องไปยังร่างของพ่อแม่ตัวเอง  แล้วทำในสิ่งที่คุณป้าไม่คิดว่าเธอจะทำ...วาลกำลังหัวเราะ  หัวเราะทั้งที่น้ำตาไหลรินไม่มีหยุดราวกับคนเสียสติไปแล้ว

            “ตาย...พวกมันตายหมดแล้ว  ฮ่าๆๆ  จะไม่มีใครทำอะไรฉันได้อีกแล้ว”  วาลยังไม่หยุดหัวเราะ  ถึงแม้สีหน้าจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวดอยู่อย่างนั้น...นานแสนนาน

             


     

            ทันทีที่เล่าจบ  คุณป้าก็รีบบอกอย่างร้อนใจ

            “แต่ว่าวาลไม่ได้เป็นคนทำหรอกนะ  พวกหนูอย่าเข้าใจผิดนะ”

            “พวกหนูเชื่อค่ะว่าวาลไม่ได้เป็นคนทำ”  เอลให้คำมั่น  แม้สีหน้าจะเหมือนไม่แน่ใจเท่าไหร่นัก  กับสิ่งที่พูดออกไป

            แต่เกลกลับตั้งท่าครุ่นคิด  “ตัวที่ฆ่า  ฟังดูเหมือนกับตัว...”

            “ขอดูห้องที่เกิดเรื่องหน่อยได้มั้ยคะ”  เนียร์โพล่งเสียงดังกลบคำพูดเกล  แล้วรีบเดินไปที่ห้องนั้นก่อนได้รับคำอนุญาตเสียอีก  เพราะจากที่ฟังมา  คุณป้าคงไม่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับพลังจากธรรมชาตินี้แน่

            ห้องเสื่อทามามิขนาด 8 เสื่อ  เป็นห้องโล่งๆ ที่ไม่มีอะไรเลยราวกับถูกย้ายของไปหมดแล้ว  ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่หรอก  หลังจากเกิดเรื่องซะขนาดนั้น  คงไม่มีใครอยากมานั่งรำลึกเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรอก  ถึงกระนั้น  ก็ยังคงมีรอยคล้ำบนเสื่อ  รอยคราบเลือดที่เช็ดไม่ออกเป็นแหล่งเตือนใจ

            คุณป้าไม่ได้ตามมาด้วยเพราะไม่อยากนึกถึงภาพในคืนนั้นอีก  พวกเนียร์เลยคุยกันได้สะดวก

            “นั่นคงเป็นคืนที่พลังถูกเปิดผนึกพอดีสินะ”  เอลพูด  แต่เนนกลับเงียบกริบ  ราวกับไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไรดี

            “เพื่อนของพวกคุณคนนี้นี่”  เกลพูด  สีหน้าสำนึกผิด  “จะว่าน่าสงสารก็น่าสงสาร  จะว่าน่ากลัว  ก็น่ากลัวมากเลยนะคะ”

            “แหงล่ะ”  ฟิวส์กอดอก  “พ่อแม่ตายแล้ว  ยังหัวเราะออกมาได้หน้าตาเฉยอีก”

            “แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่วาลจะคุมได้ไม่ใช่รึไง”  เนียร์แย้ง  “ขนาดของฉัน...บ๊อกยังออกไปอาละวาดในเมืองเลย”

            “แต่ครอบครัวของคุณก็ไม่เป็นไรไม่ใช่เหรอคะ”  เกลพูด  แล้วเริ่มอธิบาย  “สัตว์เลี้ยงของแต่ล่ะคน  มันจะไม่ทำร้ายเจ้าของ  หรือคนที่เจ้าของให้ความสำคัญหรอกค่ะ  พวกมันรู้ดี  แต่ที่สัตว์เลี้ยงของเธอคนนั้นกล้าขนาดฆ่าพ่อแม่ของตนได้  ก็แสดงว่าเธอคงปรารถนาให้มันเป็นเช่นนั้น”

            เนียร์นิ่งงัน  ไม่อาจยอมรับสิ่งที่เกลว่ามาได้

            “ก็เท่ากับว่ายัยนั่นเป็นคนฆ่าพ่อแม่ตัวเองเลยนี่”  ฟิวส์สรุปเอาจากเท่าที่ฟังมาแบบไม่ได้คิดอะไร  แต่เสียงเรียบเย็นก็ดังขึ้นจากข้างหลัง

            “นั่นน่ะสินะ”

            ทุกคนสะดุ้งเฮือก  หันไปเจอกับวาลอยู่ตรงประตู  ในมือถือกระดาษอยู่ 4-5 แผ่น  แล้วตอนนี้มันก็กำลังถูกกำแน่นจนยับ

            เนนมีท่าทีตื่นตระหนกและหน้าถอดสี  แสดงความหวาดกลัวออกมามากกว่าใคร  อาจเพราะรู้ดีว่าวาลไม่ชอบให้ใครมารู้เรื่องตัวเองมากแค่ไหน  และเธอก็ไม่อยากทำให้วาลผิดหวังด้วย

            “พวกเธอมาที่นี่เพื่อสอดรู้เรื่องคนอื่นรึไง”  วาลตวาด ดูโกรธเคืองมาก  มากขนาดที่หากบีดียังอยู่  อาจจะคลั่งไปแล้ว  “แล้วพอใจรึยัง  รู้ว่าฉันเป็นคนฆ่าพ่อแม่ของตัวเองแล้วพอใจกันรึยัง”

            “ฉันไม่ได้คิดว่าเธอเป็นคนทำนะ”  เนียร์เถียง 

            วาลแค่นยิ้ม  “แต่ฉันก็อยากให้บีดีฆ่าสองคนนั่น”  เธอบอกเสียงเย็น  แววตาเย็นชาไร้จิตใจ  “บีดีฆ่าพ่อแม่ฉัน  นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันต้องการ  พวกคนที่ไม่เคยต้องการ  ไม่เคยรักฉันแบบนั้นน่ะ  มันสมควรตายที่สุดแล้ว!”

            “โกหก”  เนียร์กำมือแน่น  เห็นวาลเป็นตัวเองในตอนที่คิดถึงแต่เรื่องแก้แค้น  “เธอไม่ได้อยากให้พวกเขาตาย  เธออยากให้พวกเขามีชีวิตอยู่  เพื่อที่สักวันหนึ่งจะมีวันที่พวกเขาหันมารักเธอบ้าง”

            ในที่สุดเนียร์ก็เข้าใจแล้ว  เหตุผลที่วาลตบเธอในวันนั้น  นั่นเป็นเพราะวาลเสียใจ  เสียใจว่าจะไม่มีวัน...ไม่มีแม้แต่ความหวังที่จะได้รับความรักจากพ่อแม่ของตัวเองอีกแล้ว

            “ไม่!”  วาลประกาศแข็งกร้าว  “ฉันอยากให้พวกมันตาย  และพวกเธอ...ไม่ต้องมาทำเป็นเข้าใจฉันดีหน่อยเลย  พวกเธอมันก็เป็นเหมือนคนพวกนั้นนั่นแหละ  ไม่ต่างกันเลยสักนิด  หวังแต่ผลประโยชน์จากฉัน  ทั้งๆ ที่ไม่ได้รักฉันเลยสักนิด  พวกเห็นแก่ตัว...พวกเธอมันก็เป็นแค่ศัตรูเท่านั้น”  และเสียงที่สั่นสะท้านกับถ้อยประโยคถัดมา  ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าต้องการจะบอกใคร  ระหว่างพวกเธอที่อยู่ตรงหน้า  หรือใครบางคนที่ไม่อาจได้พออีกแล้วกันแน่  “เกลียด...เกลียดที่สุด”

            จากประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้  เนียร์เรียนรุ้ได้อย่างหนึ่ง  นั่นคือหากคุณพูดอะไรออกมาด้วยความโกรธและแฝงไปด้วยความเจ็บปวดล่ะก็  ส่วนใหญ่แล้วมักมีความหมายตรงกันข้ามกับที่ว่าไว้  ซึ่งเธอก็หวังว่าวาลจะเป็นเหมือนเธอ

            “วาล...”  เนียร์พยายามจะพูด  แต่วาลไม่สนใจ  เธอชี้นิ้วไปที่ทางออก

            “ออกไป  ออกไปจากบ้านของฉัน  แล้วอย่าได้เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีกล่ะ” 

            ไม่มีใครขยับตัว  จนวาลกรีดร้องออกมาจนทุกผู้ที่ได้เห็นถึงกับหวาดผวา

            “ออกไปซะ  ออกไป!!!”

            ไม่จำเป็นต้องสั่งอีกเป็นหนที่สาม  พวกเนียร์ก็รีบออกไปจากบ้านหลังนี้ก่อนที่จะเห็นวาลเริ่มทึ้งผมตัวเอง

            ทันทีที่ทั้งหมดก้าวพ้นประตูรั้ว  วาลก็ปากระดาษที่พริ้นท์มาใส่พวกเนียร์จนมันปลิวกระจาย  แล้วหันไปล็อกประตูรั้ว  เดินกลับหายเข้าไปในบ้านอย่างไม่คิดสนใจอีกเลย

            “น่า..น่ากลัว”  เกลหน้าซีด  ส่วนเนนถึงกับช็อกไปแล้ว

            คงไม่ใช่เรื่องแปลก  เวลาคนที่ปกติจะเงียบขรึมมาโกรธจนแทบคลั่งแบบนี้  จะดูน่ากลัวเป็นพิเศษ

            “ถ้าให้ฉันแปลความหมาย ‘อย่าได้เสนอหน้ามาให้ฉันเห็นอีก’ ของยัยนั่นไม่ผิด  หมายความว่าต่อจากนี้ไป  ยัยนั่นจะไม่มายุ่งเกี่ยวอะไรกับพวกเราอีกแล้วใช่มั้ย”  ฟิวส์พูด  แต่ไม่มีใครกล้ายืนยันคำพูดของเขาเลยสักคน

             




     

            ถึงห้องจะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  แต่การที่มีคนมาอยู่รวมกันถึงสิบกว่าคน  นี่ก็ทำให้อึดอัดได้ง่ายๆ เหมือนกัน  สำหรับเนียร์แล้ว  ไม่ได้อึดอัดแค่จำนวน  แต่มันยังรวมไปถึงความรู้สึก  เมื่อรู้ว่าเกลคงจะเอาเรื่องวาลไปบอกกับเดสิตแล้วแน่ๆ  แล้วคุณผู้นำเผ่าคนนั้นก็คงจะมีข้ออ้างจะฆ่าพวกเธอเพิ่มขึ้นมาอีก

            แล้วหัวข้อเรื่องของวาล  ก็ดูจะเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกคนสนใจกันมากกว่าเรื่องโลกในตอนนี้ซะอีก  จนกระทั่งพวกเล็ทกลับไปแล้ว  ก็ยังไม่ได้เรื่องอะไรขึ้นมาเลย

            ข้อมูลที่วาลให้มา  ทำให้รู้เพิ่มขึ้นว่า  บริษัทมีชื่อว่า นิวเวิลด์ คอมพานี  มีทั้งหมด 5 สาขา  แยกออกไปอยู่ทั้งเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก และตรงกลาง...ส่วนสาขาที่เพิ่งปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้  อยู่ในส่วนของตะวันออก  ส่วนทางใต้ที่ว่านี้  ไม่ได้หมายความว่าอยู่ภาคใต้หรอก  หากดูรูปประเทศไทย  ทั้งหมดนั้นก็ยังอยู่ในส่วนของหัวขวาน  ที่เรียงไปตามทิศต่างๆ เท่านั้นเอง

            เดสิตเข้ามาเสริมนิดหน่อยว่ามันเป็นการเรียงตามทิศของธาตุทั้งห้า  ซึ่งจะคอยเกื้อหนุนกันและกันอยู่  ก็ไม่ได้ช่วยให้รู้อะไรเพิ่มขึ้นมาสักนิด  นอกจากจะทำให้รู้ว่าลูกชายของเขาสนใจเรื่องโหงวเฮ้งกับเขาเหมือนกัน

            ส่วนจุดที่พวกเธอคิดว่าพวกตนัยจะไป  แน่นอนว่าต้องเป็นสาขาภาคกลางที่อยู่ตรงเมืองหลวงพอดี  ถือเป็นจุดสำคัญสำหรับเรื่องใหญ่ๆ ดี...โอเค  ตอนนี้ที่อยู่ตัวร้ายก็รู้แล้ว  เป้าหมายรู้แล้ว  ขาดอยู่อย่างเดียว...คนไม่พร้อม

            หากวาลคิดไม่ช่วยแล้วจริงๆ  นั่นอาจจะยังไม่ใช่ปัญหาหลัก  แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่หากทางตนัยรู้เรื่องนี้เข้า  เขาจะใช้ปัญหาตรงจุดนี้หันมาเล่นงานพวกเธออีกรึเปล่า  อย่างเข้าไปกล่อมให้วาลเป็นพวกด้วย...ทินก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรมันดีขึ้นเลยสักนิด

            เขาเอ่ยขัดขึ้นมา  หลังจากได้ยินเนียร์คุยเรื่องนี้กับเอล โมและเพียว  ซึ่งทำให้เนียร์รู้สึกประหลาดใจมาก  ที่เห็นพี่ชายตัวเองออกความเห็นอะไรกับเขาด้วย  เพราะทุกทีเห็นเอาแต่ปั้นหน้ายิ้ม  มองดูพวกเธอกระเสือกระสนหาทางกันเอาเองได้หน้าตาเฉย

            หนุ่มผมสองสีบอกว่า  “คนแบบนั้นไม่ยอมทำตามคำสั่งของใครหรอก  ถ้าโชคดีก็อาจจะเก็บตัวอยู่เฉยๆ  ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ลุกขึ้นอาละวาด  เล่นงานคนไม่เลือก  อืม...ก็ไม่แน่นะ  หลังจากถูกพวกเธอไปยั่วโมโหมาแบบนั้น”

            เลวร้าย...แต่จริง 

            แค่วาลไม่ใช้ไม้เล่นงานพวกเธอเสียตั้งแต่ตอนนั้นก็นับว่าโชคดีขนาดไหนแล้ว  รับรองเลยว่าหากวาลทำจริง  พวกเธอแพ้แน่นอน  นอกจากไม่กล้าทำร้ายวาลกลับแล้ว  ยังมีเนนที่หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่มีวันยอมให้ใครมาทำร้ายวาลเด็ดขาด

            แต่ถ้าจะให้ใครมาช่วยเรื่องวาลแล้วนั้น  คงจะมีแต่เนนเท่านั้นที่ช่วยได้  ไม่ใช่ในฐานะที่รู้จักกันมานาน  แต่เนนเน่าจะเป็นคนที่ต้องการเป็นเพื่อนกับวาลมากที่สุด  พยายามจะเข้าใจวาลมากที่สุด  ถ้าจะให้ใครเจาะลึกเข้าไปในใจวาลได้แล้วนั้น  ก็มีแค่เนนนี่ล่ะ

            เนียร์ถอนหายใจยาว...การเดินทางจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้แล้ว  แต่ปัญหาของทางนี้กลับยังไม่จบ  แล้วปัญหาที่รอคอยอยู่ข้างหน้า  พวกเธอจะจัดการกับมันได้อย่างไร




     

    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน