วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 54.1 : หุบเขารอยแยกมรณะ (1)

    บทที่ 54 : หุบเขารอยแยกมรณะ ( 1 )


    บรรยากาศภายในหอสุรากลืนวิญญาณแห่งนครเถ้ากระดูก ตกอยู่ในความเงียบงันประดุจป่าช้า ไร้ซึ่งผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่การขยับลมหายใจ สายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปยังแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีดำ ผู้มีใบหน้าซีดเซียวและนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่กำลังเดินทอดน่องออกจากประตูไปอย่างสง่าผ่าเผย โดยมีสตรีภายใต้ผ้าคลุมสีทมิฬเดินตามติดประดุจเงาบนพื้นหอสุรา ซากศพของลูกสมุนสำนักกระดูกขาวนอนเกลื่อนกลาด ส่วน 'กุยซา' นายน้อยผู้เคยเย่อหยิ่ง บัดนี้นอนน้ำลายฟูมปาก ดวงตาเหลือกค้าง กลายเป็นเพียงคนวิกลจริตที่ถูกทำลายจิตวิญญาณไปจนหมดสิ้นเมื่อเงาร่างของสองนายบ่าวลับสายตาไปจากถนน เสียงสูดลมหายใจด้วยความหวาดผวาจึงค่อยๆ ดังระงมขึ้น"สวรรค์... บุรุษผู้นั้นเป็นใครกันแน่! เพียงแค่นั่งอยู่กับที่ก็สามารถบดขยี้วิญญาณก่อกำเนิดขั้นปลายได้! ซ้ำยังกล้าลงมือกับนายน้อยของสำนักกระดูกขาวกลางเมืองเช่นนี้!""สำนักกระดูกขาวต้องไม่ยอมอยู่เฉยแน่! ผู้อาวุโสของพวกมันต้องพลิกแผ่นดินล่าตัวชายผู้นั้น! นครเถ้ากระดูกจะต้องลุกเป็นไฟ!"ผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารต่างซุบซิบนินทา ทว่าความโกลาหลเหล่านั้น หาได้อยู่ในความสนใจของมัจจุราชหนุ่มผู้เป็นต้นเหตุไม่...ภายนอกกำแพงนครเถ้ากระดูกซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีทะยานร่างมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตกตามแผนที่ที่สกัดได้จากความทรงจำของกุยซา ภูมิประเทศของมหาทวีปประจิมวิญญาณเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง ต้นไม้สีดำทมิฬที่เหี่ยวเฉาไร้ใบ บิดเบี้ยวประดุจกรงเล็บปีศาจที่ชูชันขึ้นสู่ท้องฟ้าสีเลือด"การกระทำของเจ้าเมื่อครู่ ช่างเอิกเกริกนัก" หลิงอวี้ซีในคราบทาสเงา ส่งกระแสจิตกล่าวตักเตือนขณะที่พุ่งทะยานอยู่เคียงข้าง "การทำลายทารกวิญญาณของนายน้อยสำนักใหญ่ ย่อมดึงดูดยอดฝีมือระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ให้ตามล่าพวกเรา เร็วเกินไปหรือไม่ที่จะเปิดศึกรอบด้านเยี่ยงนี้?""หากข้าปล่อยมันไป มันก็ต้องพาพรรคพวกมาระรานข้าอยู่ดี สู้ตัดรากถอนโคนเสียตั้งแต่ต้นย่อมประเสริฐกว่า"ซูหลงอวิ๋นแค่นเสียงหัวเราะ นัยน์ตาสีเขียวจำแลงสาดประกายเจ้าเล่ห์ "อีกอย่าง... การดึงความสนใจของพวกตาแก่ในสำนักกระดูกขาวให้วุ่นวายอยู่กับการสืบหาตัวฆาตกรในเมือง ย่อมทำให้การป้องกันที่ 'สุสานบรรพชนหมื่นภูต' หละหลวมลง ข้าจงใจทิ้งร่องรอยปราณมารที่แตกต่างจากวิชาของข้าเอาไว้ เพื่อหลอกล่อให้พวกมันสับสน... นี่คือกลยุทธ์ 'ส่งเสียงบูรพา ตีประจิม' อย่างไรเล่า"สตรีศักดิ์สิทธิ์ลอบถอนหายใจ นางจำต้องยอมรับว่าบุรุษผู้นี้มิใช่มีดีแค่พละกำลัง ทว่ามันสมองของเขายังลึกล้ำและเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมที่ไม่อาจหยั่งถึง สมกับที่เป็นผู้สืบทอดวิถีแห่งจักรพรรดิเทพยุทธ์"จากความทรงจำของสวะผู้นั้น... สุสานบรรพชนหมื่นภูต ตั้งอยู่ที่ 'หุบเขารอยแยกมรณะ' ห่างจากนครเถ้ากระดูกไปราวเจ็ดพันลี้" ซูหลงอวิ๋นอธิบายข้อมูลที่ได้มา "สุสานแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามชั้น... ชั้นนอกคือ 'ค่ายกลเขาวงกตมรณะ' ชั้นกลางคือ 'ทะเลเถ้ากระดูก' และชั้นในสุดคือ 'แก่นวิญญาณบรรพชน' ซึ่งเป็นสถานที่ซุกซ่อน 'ผลึกวิญญาณบรรพกาล' สมบัติที่ข้าต้องการ""เจ็ดพันลี้... หากเดินทางด้วยความเร็วของพวกเรา ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็ถึง" หลิงอวี้ซีคำนวณ "ทว่าเจ้าบอกว่ามีขุมกำลังใหญ่ปิดล้อมทางเข้าอยู่มิใช่รึ?""ถูกต้อง สำนักกระดูกขาว และ นิกายเงาโลหิต ได้ส่งยอดฝีมือขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ไปเฝ้าหน้าประตูสุสานชั้นนอก เพื่อผูกขาดสมบัติไว้เพียงสองสำนัก... ทว่า กุยซามีความลับอย่างหนึ่งที่ปิดบังแม้กระทั่งบิดาของมัน"ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มชั่วร้าย "มันเคยบังเอิญค้นพบ 'รอยแยกมิติ' เก่าแก่ที่อยู่หลังหุบเขา รอยแยกนั้นเชื่อมต่อทะลุค่ายกลชั้นนอก เข้าสู่ 'ชั้นกลาง' ของสุสานโดยตรง! มันตั้งใจจะใช้เส้นทางนี้ลอบเข้าไปขโมยสมบัติเพียงลำพัง ทว่ากลับต้องมาตายด้วยน้ำมือข้าเสียก่อน... สวรรค์ช่างเข้าข้างพวกเรานัก บัดนี้เส้นทางลับนั้นตกเป็นของพวกเราแล้ว!"ทั้งสองเร่งความเร็วพุ่งทะยานฝ่าม่านหมอกสีเลือดไปอย่างรวดเร็ว...ครึ่งวันต่อมาเบื้องหน้าของพวกเขาก็ปรากฏ 'หุบเขารอยแยกมรณะ' ขนาดยักษ์! มันเป็นหุบเขาที่ถูกผ่าครึ่งด้วยพลังอำนาจบางอย่างในยุคดึกดำบรรพ์ รอยแยกกว้างนับร้อยจั้งและลึกจนมองไม่เห็นก้นบึ้ง ปราณวิญญาณและกลิ่นอายคาวเลือดพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแยกนั้นอย่างดุเดือดซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีซ่อนตัวอยู่บนยอดเขาที่ห่างไกล อาศัยสัมผัสวิญญาณตรวจสอบสถานการณ์เบื้องล่างบริเวณปากรอยแยก ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของสุสาน บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารในชุดคลุมสีขาวและสีแดงนับหมื่นชีวิต! ธงรบของ 'สำนักกระดูกขาว' และ 'นิกายเงาโลหิต' ปลิวไสวไปตามสายลม กองทัพของทั้งสองสำนักตั้งค่ายล้อมรอบประตูศิลาขนาดยักษ์ที่ฝังอยู่ในหน้าผา"กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากกระโจมบัญชาการนั่น..." หลิงอวี้ซีหรี่ตาลง "มีขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง' (ขอบเขตที่ 6 ขั้นกลาง) อย่างน้อยสามคน และ 'ขั้นต้น' (ขอบเขตที่ 6 ขั้นต้น) อีกกว่าห้าคน... พวกมหาอำนาจของทวีปประจิมวิญญาณ ขนกำลังหลักมาไว้ที่นี่แทบจะหมดสิ้น"ขณะที่กำลังสังเกตการณ์ พวกเขาก็ได้เห็นความโหดเหี้ยมของวิถีมารผู้ฝึกยุทธ์อิสระนับร้อยคนที่ถูกจับตัวมา ถูกทหารมารผลักไสให้เดินเข้าไปในรัศมีของค่ายกลชั้นนอกหน้าประตูศิลา ทันทีที่เท้าของพวกมันแตะลงบนพื้น อักขระสีเลือดก็สว่างวาบ ร่างของพวกมันถูกบดขยี้และสูบกลืนเลือดเนื้อไปในพริบตา เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วหุบเขา!"พวกมันกำลังใช้ชีวิตของผู้ฝึกยุทธ์อิสระเป็น 'เครื่องสังเวย' เพื่อปลดสลักค่ายกลบรรพกาล... ช่างอำมหิตนัก" หลิงอวี้ซีกำหมัดแน่น แม้นางจะเย็นชา ทว่าการกระทำเช่นนี้ก็เกินกว่าวิถีแห่งเต๋าที่นางยึดถือ"ในนรกย่อมไม่มีที่ว่างสำหรับความเมตตา" ซูหลงอวิ๋นถอนสายตาออกมา เขามิได้รู้สึกรู้สากับการตายของมดปลวกเหล่านั้น "ปล่อยให้พวกมันสังเวยกันไปเถิด กว่าประตูชั้นนอกจะเปิดออก คงต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วยาม... พวกเราไปที่เส้นทางลับกัน"ชายหนุ่มในคราบคุณชายมารพลิ้วกายดิ่งลงไปตามไหล่เขาด้านหลัง โดยมีทาสเงาในชุดทมิฬติดตามไปอย่างเงียบเชียบพวกเขาอ้อมหลบการลาดตระเวนของกองทัพมาร ลัดเลาะไปตามซอกหินที่สลับซับซ้อน จนกระทั่งมาถึงถ้ำลึกลับแห่งหนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์พิษสีดำสนิท"ที่นี่แหละ..." ซูหลงอวิ๋นสะบัดมือ ปลดปล่อยปราณเหมันต์ปรโลกแช่แข็งเถาวัลย์พิษเหล่านั้นจนแตกสลาย เผยให้เห็นรอยแยกมิติขนาดเล็กที่สั่นไหวและเปล่งแสงสีเงินจางๆ อยู่ภายในถ้ำ"รอยแยกนี้ไม่เสถียรนัก หากผู้ที่มีพลังปราณรุนแรงเกินไปก้าวเข้าไป มันอาจจะถล่มและฉีกร่างผู้ล่วงล้ำเป็นชิ้นๆ กุยซาที่มีพลังวิญญาณก่อกำเนิดจึงมั่นใจว่าสามารถใช้มันได้"ซูหลงอวิ๋นวิเคราะห์ "ทว่า สำหรับเจ้า อวี้ซี... เจ้ามีพลังถึงราชันย์ยุทธ์ มิตินี้ไม่อาจรองรับกลิ่นอายของเจ้าได้""แล้วจะทำเยี่ยงไร? ข้าต้องอยู่ข้างนอกรึ?" หลิงอวี้ซีขมวดคิ้ว"ย่อมไม่ใช่... ข้ามีวิธีที่แนบเนียนกว่านั้น"ซูหลงอวิ๋นยกยิ้ม เขายื่นมือออกไป "ปลดปล่อยการป้องกันของเจ้าเสีย ข้าจะใช้ 'เคล็ดวิชาซ่อนสวรรค์' ดึงร่างของเจ้าเข้าไปหลบซ่อนอยู่ใน 'ทะเลวิญญาณ' ของข้าชั่วคราว ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะของข้า มีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะเก็บซ่อนตัวตนของราชันย์ยุทธ์ได้โดยไม่ให้มิติภายนอกรับรู้"ข้อเสนอนี้ทำให้สตรีศักดิ์สิทธิ์ต้องชะงัก การเข้าไปอยู่ในทะเลวิญญาณของบุรุษผู้นี้ หมายความว่านางต้องมอบชีวิตและจิตวิญญาณทั้งหมดให้อยู่ในกำมือของเขา หากเขาคิดร้าย เพียงแค่บดขยี้ทะเลวิญญาณ นางก็ไม่อาจหลบหนีได้!ทว่า เมื่อสบตากับดวงตาสีเขียวมรกตที่แฝงความมั่นใจและลึกล้ำของเขา หลิงอวี้ซีก็ถอนหายใจแผ่วเบา นางพบว่าตนเองไม่อาจปฏิเสธความเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบได้"หากเจ้ากล้าทำมิดีมิร้ายกับวิญญาณของข้า ข้าจะสาปแช่งเจ้าไปทุกภพทุกชาติ" นางขู่เสียงเข้ม ทว่าก็ยอมวางมือลงบนฝ่ามือของเขา"ข้าไม่สนใจวิญญาณที่แข็งกระด้างของเจ้าหรอก"ซูหลงอวิ๋นหัวเราะเบาๆ เขาประทับอินด้วยมือเดียว พลังปราณหยินหยางแผ่ซ่านออกมากระจายตัวห่อหุ้มร่างของหลิงอวี้ซี ก่อนจะดึงดูดนางให้กลายเป็นลำแสงสีขาว พุ่งทะลวงเข้าสู่หว่างคิ้วของเขา!ภายในจุดตันเถียนของซูหลงอวิ๋น ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะกางอาณาเขตพลังงานออก โอบอุ้มจิตวิญญาณของราชันย์ยุทธ์หญิงเอาไว้อย่างนุ่มนวลและมิดชิด! ร่างกายเนื้อของนางถูกผนึกไว้ในมิติเอกเทศของคัมภีร์เทพยุทธ์อย่างสมบูรณ์แบบเมื่อจัดการซ่อนเร้นสหายร่วมรบเสร็จสิ้น ซูหลงอวิ๋นก็สูดลมหายใจลึก เขาปรับกลิ่นอายให้กลายเป็นคุณชายมารขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้นอย่างแนบเนียน ก่อนจะก้าวเท้ากระโจนเข้าสู่รอยแยกมิติเบื้องหน้า!วูบ!ความรู้สึกวิงเวียนและบิดเบี้ยวของมิติเข้าจู่โจมชั่วขณะ ก่อนที่ปลายเท้าของเขาจะแตะลงบนพื้นแข็งทันทีที่ลืมตาขึ้น ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้แม้แต่มัจจุราชอย่างเขายังต้องลอบหรี่ตาลงเบื้องหน้าของเขา มิใช่สุสานที่เงียบสงบ ทว่ามันคือ 'ทะเลเถ้ากระดูก'!พื้นที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ถูกปูลาดด้วยกระดูกและหัวกะโหลกของมนุษย์และสัตว์อสูรที่ทับถมกันเป็นภูเขาเลากา ทะเลสาบสีเลือดขุ่นคลั่กไหลเวียนตัดผ่านกองกระดูกเหล่านั้น กลิ่นอายความตายและคำสาปแช่งพวยพุ่งขึ้นมาเป็นหมอกควันสีเขียวคล้ำที่หนาทึบที่นี่คือ 'ชั้นกลาง' ของสุสานบรรพชนหมื่นภูต!ซูหลงอวิ๋นหันกลับไปมองเบื้องหลัง รอยแยกมิติที่เขาเพิ่งก้าวผ่านมาได้หดตัวและปิดลงอย่างรวดเร็ว บัดนี้ เขาอยู่ใจกลางสุสานโดยสมบูรณ์ และรอดพ้นจากค่ายกลชั้นนอกที่กองทัพมารกำลังพยายามพังทลายเข้ามาได้อย่างหมดจด"ที่นี่ปราณความตายหนาแน่นยิ่งนัก มันคือสรวงสวรรค์ของเพลิงปรโลกของข้าเลยทีเดียว"ชายหนุ่มสูดดมกลิ่นคาวเลือดประดุจกำลังดมกลิ่นหอมของบุปผา เขาตวัดมือ ปลดปล่อยหลิงอวี้ซีออกมาจากมิติเอกเทศร่างอรชรในชุดคลุมสีทมิฬปรากฏขึ้นเคียงข้างเขา นางกวาดสายตามองทะเลกระดูกเบื้องหน้าด้วยความสะอิดสะเอียน "กลิ่นอายมารเข้มข้นจนแทบจะกลืนกินสติสัมปชัญญะ สุสานของจ้าววิถีมารช่างโสมมยิ่งนัก... สัมผัสวิญญาณของข้าถูกหมอกสีเขียวนี่จำกัดให้รับรู้ได้เพียงรัศมีสิบจั้งเท่านั้น""ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาและค่ายกลเช่นนี้ การใช้ดวงตาเนื้อย่อมดีกว่าจิตสัมผัส" ซูหลงอวิ๋นกล่าวเสียงเรียบ "พวกเรารีบเคลื่อนตัวกันเถิด มุ่งหน้าเข้าสู่แก่นกลางของทะเลกระดูกนี้ ที่นั่นคือประตูสู่ชั้นในสุด"ทั้งสองเร่งฝีเท้า ก้าวเดินอย่างแผ่วเบาไปบนพื้นกระดูกที่ส่งเสียงกรอบแกรบทุกครั้งที่ย่ำลงไปทว่า เดินไปได้เพียงครึ่งก้านธูป...กึก... กึก...เสียงกระดูกกระทบกันดังระงมขึ้นจากทุกทิศทาง! หมอกควันสีเขียวคล้ำรอบด้านเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง!กองภูเขากระดูกที่ไร้ชีวิต พลันสั่นสะเทือน! หัวกะโหลกนับพันนับหมื่นหัวสาดประกายแสงสีแดงฉานในเบ้าตา โครงกระดูกมนุษย์และสัตว์อสูรค่อยๆ ประกอบร่างกันขึ้นมาใหม่ กลายเป็น 'กองทัพนักรบโครงกระดูก' นับหมื่นตน! พวกมันชักดาบที่ผุพังและหอกที่เปื้อนเลือด หันหน้ามาทางผู้บุกรุกทั้งสองอย่างพร้อมเพรียง!"กลไกป้องกันของชั้นกลางถูกกระตุ้นแล้ว!" หลิงอวี้ซีชักกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมาทันที กลิ่นอายขอบเขตตัดวิญญาณขั้นต้น (ที่แสร้งทำ) ปะทุขึ้น"นักรบกระดูกเหล่านี้... พลังของพวกมันอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานและแก่นแท้ทองคำ ทว่าจำนวนของพวกมันมหาศาลเกินไป ซ้ำยังไม่มีวันตายตราบที่หมอกความตายยังหล่อเลี้ยงอยู่!" นางประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว"มดปลวกไร้วิญญาณ... ต่อให้มีนับล้านตัว ก็ยังเป็นแค่มดปลวก"ซูหลงอวิ๋นมิได้แสดงความหวาดกลัว เขาเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าสตรีศักดิ์สิทธิ์ นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่จำแลงมา สาดประกายความตายที่เยียบเย็นยิ่งกว่าสุสานแห่งนี้!"อวี้ซี เก็บกระบี่ของเจ้าไปเสีย... การใช้ปราณเหมันต์อันบริสุทธิ์ของเจ้าฟาดฟันกับของโสมมพวกนี้ รังแต่จะทำให้เสียอารมณ์""เจ้าจะจัดการพวกมันเองทั้งหมดรึ?" นางขมวดคิ้วซูหลงอวิ๋นยกยิ้มชั่วร้าย เขายกมือขวาขึ้น ปลายนิ้วรวบชิดกัน"ข้าคือจักรพรรดิเทพยุทธ์ ผู้ปกครองสัจธรรมทั้งปวง... แม้แต่นรกและปรโลก ก็ต้องก้มหัวให้แก่ข้า!""เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... วิถีเทวะกลืนวิญญาณ... แผดเผาปรโลก!"ฟู่!!!!!เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ที่แฝงไปด้วยเจตจำนงแห่งความตายอันเป็นนิรันดร์ ระเบิดออกจากร่างของซูหลงอวิ๋นประดุจพายุเฮอริเคน! ทว่าคราวนี้ เขามิได้ใช้มันเพื่อทำลายล้างโดยตรง ทว่าเขาใช้ 'คุณสมบัติของสายหยินขั้นสูงสุด' ในการ 'กดข่ม' กฎเกณฑ์ของสุสาน!คลื่นเพลิงสีขาวกวาดล้างออกไปในรัศมีพันจั้ง!เมื่อกองทัพโครงกระดูกนับหมื่นตนสัมผัสกับกลิ่นอายของ 'เพลิงปรโลก' พวกมันมิได้พุ่งเข้าโจมตี ทว่ากลับชะงักงัน แสงสีแดงในเบ้าตาของพวกมันวูบไหวด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด! สัญชาตญาณของวิญญาณระดับล่าง เมื่อเผชิญหน้ากับ 'เพลิงสวรรค์' ที่เป็นดั่งราชาแห่งวิญญาณ ล้วนต้องสยบยอมโดยไม่อาจขัดขืน!แกรก! แกรก!ภาพที่น่าเหลือเชื่อปรากฏขึ้นแก่สายตาของหลิงอวี้ซี! กองทัพโครงกระดูกนับหมื่นตน พร้อมใจกันทิ้งอาวุธในมือ และ 'คุกเข่า' ลงกับพื้นทะเลกระดูก โขกศีรษะลงคำนับให้แก่บุรุษหนุ่มชุดดำผู้ถูกห่อหุ้มด้วยเพลิงสีขาวบริสุทธิ์!ประดุจขุนพลมารที่กำลังถวายบังคมต่อจ้าวแห่งขุมนรก!"นี่มัน..." หลิงอวี้ซีเบิกตากว้าง นางไม่เคยเห็นวิชาใดที่สามารถควบคุมค่ายกลของสุสานโบราณได้อย่างเบ็ดเสร็จเยี่ยงนี้มาก่อน"ข้าบอกแล้ว ว่าในโลกของวิญญาณ... ข้าคือผู้ตั้งกฎ" ซูหลงอวิ๋นสะบัดแขนเสื้ออย่างเย่อหยิ่ง ทะเลกระดูกที่เคยกีดขวาง บัดนี้เปิดทางออกเป็นถนนกว้างใหญ่ให้เขาก้าวเดินไปอย่างสะดวกสบาย ไร้ซึ่งการโจมตีใดๆ อีกต่อไปทั้งสองก้าวเดินผ่านกองทัพโครงกระดูกที่คุกเข่าหมอบกราบ มุ่งหน้าสู่แก่นกลางของทะเลกระดูกอย่างราบรื่นทว่า ความราบรื่นมักอยู่ได้ไม่นาน...
    (จบบทที่ 54.1)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน