เมื่อเดินก้าวผ่านไปเสียครึ่งทางแห่งเส้นทางเดินสายยาวของบึงโลหิต ฉินเทียนก็พลันสัมผัสถึงห้วงความรู้สึกคล้ายเลื่อนลอย หากแต่ด้วยจิตตานุภาพแห่งจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ทำให้ตัวมันฉินเทียนแยกแยะความจริงได้ในทันที
ณ ตอนนี้จิตวิญญาณของตัวมันและเหล่าวัยเยาว์ชาวอสูรทั้งหลายได้ถูกครอบงำด้วยพลังอันอัศจรรย์เสียแล้ว
หากแต่วัยเยาว์อสูรทุกตนก็หาได้รับรู้ไม่ จิตใจของพวกมันยังมิได้ขัดเกลาจนเหนือล้ำโลกาเช่นดังของฉินเทียน
ฉินเทียนหยุดนิ่งครู่หนึ่งแล้วพูดกล่าวเพื่อเตือนใจเหล่าอสูรวัยเยาว์ทั้งหลาย "เส้นทางสายนี้ดุจความฝัน ผู้ก้าวเข้ามาล้วนต้องมีจิตเจตนาที่มุ่งมั่น วัยเยาว์ทั้งหลายพวกเจ้าจงจำไว้ มีเพียงแค่ก้าวเดินต่อไป ต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นที่จะทำให้เจ้าหลุดออกจากความฝันของดินแดนนี้ได้"
วัยเยาว์ชาวอสูรทั้งหลายหันหน้ามองกัน ตอนแรกก็คล้ายจะไม่เข้าใจหากแต่เมื่อเวลาผ่านไป 1 วัน 2 วัน 3 วัน พวกมันก็ยังก้าวเดินอยู่ในเส้นทางแห่งบึงโลหิต มิอาจจะไปถึงจุดหมายเสียที ตอนนี้เหล่าอสูรวัยเยาว์คล้ายจะพอรับรู้สิ่งที่ท่านอาจารย์มหาบุรุษอสูรของมันพูดกล่าวแล้ว
ทุกๆ 3 ถึง 4 วัน ฉินเทียนมักถือโอกาสพูดกล่าวกับเหล่าวัยเยาว์เสียงหนึ่งถึงสองครั้ง เพื่อสร้างกำลังใจให้กับเหล่าวัยเยาว์อสูร เพราะแม้แต่ตัวมันก็มิรู้ว่าทางสายนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด และอะไรที่ใช้เพื่อออกจากดินแดนที่ราวกับความฝันนี้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่ฉินเทียนรับรู้อย่างแน่ชัดด้วยจิตวิญญาณอันเข้มแข็งของมัน
อำนาจอัศจรรย์ของดินแดนนี้มีขอบเขตจำกัด จิตวิญญาณแห่งตัวมันสามารถสัมผัสได้ทันที และเพราะแบบนั้นมันจึงบอกให้ทุกคนก้าวเดินอย่างไม่หยุด ไม่ช้าสักวันหนึ่งก็ถึงสุดเขตอำนาจของแดนอัศจรรย์
จากวันแรมเดือน ก็กลายเป็น 1 ปี
จาก 1 ปี ก็กลายเป็น 2 ปี 3 ปี ไม่ช้าก็มาถึง 10 ปี
ยามนี้เหล่าวัยเยาว์ก็ยังเดินก้าวไม่หยุดหากแต่ ไม่ช้าก็มีเสียงพูดกล่าวด้วยความอ่อนล้า ของหนึ่งในสตรีอสูรวัยเยาว์ผู้ติดตามของเปาเปา "ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ ข้าเดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ข้าเดินต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ" นางพูดไปก็ร้องไห้ไป นางเดินมา 10 ปีแล้ว ร่างกายอ่อนโทรมเหลือเกิน
ฉินเทียนหยุดก้าวเดินครู่หนึ่ง จากนั้นมันจึงพูดกล่าว
"เหล่าวัยเยาว์ศิษย์แห่งข้าทั้งหลาย เส้นทางสายนี้ก็ประดุจบุญวาสนาแห่งตัวข้าและพวกเจ้า ก้าวย่างที่เนิ่นนานที่เดินร่วมกัน ก็เหมือนวาสนาของตัวข้ากับพวกเจ้าทั้งหลายว่าจะมีวาสนาได้เป็นศิษย์อาจารย์กันหรือไม่ ภาระที่พวกเราต้องแบกรับมันช่างโหดร้าย สรรพชีวิตต้องการยอดบุรุษและยอดสตรีช่วยเหลือ เส้นทางสายนี้ยากยิ่งนัก ถนนสายนี้ก็เพียงแค่เส้นทางทดสอบ หากเจ้ายอมแพ้มัน ก็เท่ากับว่าเจ้ายอมรับที่โลกหล้ามหาจักรวาลจะดับสูญ ตกเป็นของหมู่มาร บิดามารดาญาติพี่น้องของเจ้าจะเป็นทาสวิญญาณแก่พวกมันนิจนิรันดร์ ข้าจะถามพวกเจ้าเพียงว่าเจ้ายอมรับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่... หรือเจ้าจะใช้หัวใจอันยิ่งใหญ่ก้าวเดินไปกับข้า จนสุดเส้นทางด้วยกัน"
"ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ... ข้า..." สตรีวัยเยาว์ชาวอสูรร้องไห้ นางเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน
ไม่ช้าฉินเทียนก็หายตัวและมายืนปรากฏตรงหน้าของนาง เคล็ดวิชา [เคลื่อนย้ายพริบตา] ถูกใช้ ฉินเทียนมันดึงร่างนางสตรีอสูรวัยเยาว์เข้าสวมกอด ให้ศีรษะของนางแอบอิงที่ตัวของมัน
"พิงพิง อาจารย์จะเดินนำ... เจ้าเพียงแค่เดินตาม เป็นเช่นนี้ดุจนิจนิรันดร์ อาจารย์ผู้นี้จะไม่มีวันทอดทิ้งพวกเจ้าทั้งหลาย จะแบกรับหินผาและบททดสอบนี้ไปร่วมกับพวกเจ้าจนสุดเส้นทางแห่งความฝัน เป็นแบบอย่างให้พวกเจ้าก้าวเดิน"
"!!!ท่านอาจารย์" ไม่เพียงแค่นางสตรีอสูรวัยเยาว์ที่พูดกล่าว หากแต่เหล่าวัยเยาวชาวอสูรโดยรอบก็ไม่ต่างกัน ต่างร้องเรียกมหาบุรุษอสูรผู้เป็นอาจารย์เป็นเสียงเดียวกัน
ก่อนที่ในไม่ช้าพวกมันทั้งหลายจะได้คิดและตรึกตรองจากคำพูดของท่านอาจารย์ของพวกมัน 'นิคงเป็นบททดสอบของภูเขาทมิฬซากอสูรสินะ ท่านอาจารย์ที่รู้แจ้งถึงทุกสิ่งของ ณ ที่แห่งนี้ ตัวท่านเดิมทีก็รู้แล้วว่ามีอะไรรออยู่ ท่านเป็นถึงเทวะอัศจรรย์หรืออาจจะเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่หรือเหนือกว่านั้น ท่านสามารถผ่านที่นี่ไปได้ง่ายดุจเดินอยู่ในสวนหลังบ้าน หากแต่ตัวท่านก็เหลือที่จะมาอยู่กับพวกเรา ก้าวเดินนำหน้า เป็นแบบอย่างในวิถีให้พวกเราได้เดินตามและเฝ้ามองแผ่นหลังของท่าน ท่านอาจารย์กำลังชี้นำพวกเราอยู่'
เหล่าอสูรวัยเยาว์ทั้งหลายต่างคิดกันไปเช่นนี้ ไม่ช้าพวกมันก็เดินตบไหล่ มองหน้าซึ่งกันและกัน พร้อมกับมีหัวใจอันกล้าแกร่งและปณิธานอันยิ่งใหญ่ปรากฏแก่หัวใจของพวกมันอีกครั้ง
ฉินเทียนที่เห็นภาพเช่นนี้ไม่ช้ามันก็ยิ้มก่อนที่ตัวมันจะกลับไปเดินนำ
ตัวมันรู้ว่าเส้นทางสายนี้ไม่ง่ายเลยสำหรับเหล่าวัยเยาว์
หากแต่สำหรับตัวมัน ก็เป็นเพียงแค่การย่างก้าวที่ยาวนานอีกครั้งเท่านั้น ตัวมันที่ผ่านนรกภูมิมาก่อนมีประสบการณ์เช่นนี้ดี สิ่งที่น่าหวาดหวั่นที่สุดของมิติอัศจรรย์เช่นนี้คือการรักษาจิตใจและจิตตานุภาพให้มั่นคง หากผู้ใดยอมแพ้การตกตายแท้จริงก็จะปรากฏ ฉินเทียนที่มีจิตจักรพรรดิมันสามารถสัมผัสถึงกฎเกณฑ์สิ่งเหล่านี้ได้ในทันที ที่ก้าวเดินเข้ามาในมิตินี้ และเพราะแบบนั้นมันจึงต้องกล่าวกระตุ้นวัยเยาว์ทั้งหลายเป็นระยะระยะ เมื่อเหล่าวัยเยาว์ตัวน้อยของมันจิตใจเริ่มสั่นคลอน
ไม่ช้าปีที่ 10 ก็ผ่านไป ปีที่ 11 12 13 ก็ปรากฏ พริบตาเดียวก็เป็น 100 ปี
1000 ปี 10000 ปี
1 แสนปี
.
.
.
ครืกกกกกกกกกกกก เสียงราวกับว่าแผ่นดินสั่นหวั่น ปฐพีกรีดร้อง มหาแดนดินอันกว้างใหญ่แห่งแดนอสูรคล้ายสั่นเครือไปทั่วห้วงดารา
เมฆาราวคลุ้มคลั่ง อัสนีก็กรีดร้องไปทั่วทุกแดน
เหล่าชาวอสูรผู้บำเพ็ญน้อยใหญ่ ตั้งแต่ระดับท่องนภา แสวงมรรค และเศษเสี้ยวเทวะ ต่างล่องลอยกายออกมาภายนอกเพื่อดูปรากฏการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ไม่ช้าท้องนภาก็ราวกับมีมังกรสวรรค์ที่เป็นร่างเงาวิญญาณขนาดหมื่นจั้งนับหมื่นบินวนทั่วดาราแห่งนี้ มันส่งเสียงกรีดร้องดังสนั่นเหล่าผู้บำเพ็ญทั้งน้อยใหญ่ต่างร่างทรุดลงถูกกดทับให้อยู่แต่ ณ พื้นดินถิ่นทวีป มิอาจจะโบยบินขึ้นมาได้ มันคืออำนาจที่สั่นสะเทือนชนชาวอสูรให้สั่นสะพรึง อำนาจเช่นนี้แม้แต่เทวะอัศจรรย์ก็ยังมิสามารถทำได้
พวกมันชนชาวอสูรทั้งหลายได้แต่พูดกล่าวกันว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
แม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับเศษเสี้ยวเทวะผู้ได้ครอบครองพลังอันอัศจรรย์ที่ท่องไปในมหาจักรวาลกว้างได้ พวกมันยังมิอาจจะขัดขืนซึ่งอำนาจแห่งจิตตานุภาพอันยิ่งใหญ่ของเหล่ามังกรยักษ์ร่างวิญญาณทั้งหลายที่ปรากฏตัวออกมานี้ได้เลย
ไม่ช้าร่างพวกมันก็ทรุดลงกับพื้นเช่นกัน
จากนั้นไม่ช้ามังกรนับหมื่นนั้นก็ร้องคำรามพร้อมกัน สรรพชีวิตทั่วหล้า นอกจากดาราแห่งนี้ ยังดังก้องไปอีก 1 ห้วงจักรวาล ล้วนถูกบังคับให้นั่งคุกเข่า ราวกับว่านี่คือพิธีกรรมอะไรบางอย่าง
หากแต่ก็ไม่มีใครรู้ว่านี่มันเรื่องอะไรกัน
และอยู่ๆ มังกรที่มีร่างกายโปร่งใสราวกับเป็นร่างวิญญาณนับหมื่นเหล่านี้มาจากไหน
ไม่มีใครรู้
.
.
.
ณ ภูเขาทมิฬซากอสูร ณ ตอนนี้ตัวฉินเทียนมันก็พบว่า ตอนนี้ตัวมันได้ก้าวเดินออกจากมิติอัศจรรย์นั้นได้สำเร็จแล้ว ตัวมันมิรู้ว่าวันเวลาแท้จริงนั้นผ่านไปนานกี่วัน กี่เดือน กี่ปีแล้ว หากแต่ช่างไม่น่าเชื่อ เพียงแค่การก้าวเดิน ก็ทำให้ระดับการบำเพ็ญของตัวมันสูงขึ้นได้ ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญของตัวมันจากระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม 1 จุดแต้ม ก็ได้เข้าสู่ ตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้ม 5 จุดแต้มแล้ว สิ่งนี้ช่างเป็นเรื่องที่มันไม่คาดคิดเหลือเกิน
ตอนนี้ตัวมันยิ้มเยาะในใจอย่างมีความสุข เพราะหากเทียบเป็นจำนวนแต้มบุญที่ใช้แล้วมันช่างมหาศาลนักที่จะยกระดับได้มาถึงตรงจุดนี้ อาจจะต้องใช้มากถึงระดับ 150 ล้านแต้มบุญเลยทีเดียว
หากแต่ฉินเทียนที่มีความสุขได้ครู่หนึ่ง ไม่ช้าเมื่อมันทอดสายตาและมองไปที่เหล่าวัยเยาว์อสูรตัวน้อยศิษย์นอกของตัวมัน
ที่ผ่านการก้าวเดินในแดนอัศจรรย์มากับตัวมัน ฉินเทียนก็คล้ายหางตากระตุกเต็มไปด้วยความอิจฉาในใจ
เพราะแต่ละคนเมื่อเดินก้าวย่างที่เนิ่นนานได้สำเร็จ แต่ละคนก็ต่างปรากฏตราสัญลักษณ์วิญญาณสีส้มไร้จุดแต้มบ้าง หนึ่งจุดแต้มบ้าง และคนที่ฉินเทียนตกตะลึงที่สุดก็คือ กัวเจ๋อรุ่ยและสหายของมัน ซีซวนและซีห่าว ที่ตอนนี้แต่ละคนต่างครอบครองตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดงแล้ว โดยเฉพาะ... ก้วเจ๋อรุ่ย... ที่ตอนนี้เป็นถึง...
แม้แต่เม่ยเม่ยองค์หญิงอสูรและเปาเปา แต่ละนางก็มีตราสัญลักษณ์วิญญาณสีแดงเช่นกัน อะไรมันจะรวดเร็วได้ถึงเพียงนี้
ฉินเทียนตกตะลึง หากแต่เมื่อตัวมันตรวจสอบข้อมูลของระบบศิษย์ศาลเทพสวรรค์มันก็คล้ายตกตะลึงหนักเข้าไปอีก
10 เส้นชีพจรวิญญาณ 12 เส้นชีพจรวิญญาณ เนี่ยมันเรื่องอะไรกัน
นอกจากนั้นแต่ละคนยังมีความสามารถทางสายโลหิตอีก ฉินเทียนตกตะลึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวมันมิได้ตรวจสอบข้อมูลตรงจุดนี้เลยตอนที่ตัวมันจะรับเหล่าวัยเยาว์พวกนี้มาเป็นศิษย์ของตัวมัน มันแค่ปรารถนาให้ภารกิจจบโดยเร็วก็แต่เพียงเท่านั้น หากแต่นี่มันเรื่องอะไรเนี่ย
[หลินเม่ยเม่ย : อายุ 15 ปี : ระดับพลังตราสัญญาลักษณ์วิญญาณแดง 5 จุดแต้ม สายโลหิตจ้าวจันทราสวรรค์ 12 เส้นชีพจรวิญญาณ]
[หลินเปาเปา : อายุ 15 ปี : ระดับพลังตราสัญญาลักษณ์วิญญาณแดง ไร้จุดแต้ม สายโลหิตปราชญ์วิญญาณ 10 เส้นชีพจรวิญญาณ]
[กัวเจ๋อรุ่ย : อายุ 16 ปี : ระดับพลังตราสัญญาลักษณ์วิญญาณโลหิต ไร้จุดแต้ม สายโลหิตราชันย์กิเลนสวรรค์ 12 เส้นชีพจรวิญญาณ]
[ซีซวน : อายุ 18 ปี : ระดับพลังตราสัญญาลักษณ์วิญญาณแดง 1 จุดแต้ม สายโลหิตราชันย์กิเลนอัสนี 10 เส้นชีพจรวิญญาณ]
[ซีห่าว : อายุ 18 ปี : ระดับพลังตราสัญญาลักษณ์วิญญาณแดง 1 จุดแต้ม สายโลหิตราชันย์กิเลนอัสนี 10 เส้นชีพจรวิญญาณ]
ไม่ช้าเปาเปา เม่ยเม่ย กัวเจ๋อรุ่ย ซีซวน ซีห่าวก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กกับตราสัญลักษณ์วิญญาณที่ปรากฏตรงกลางหน้าผากของตัวเอง มันใคร่รู้นักสิ่งนี้ได้มาได้อย่างไร ไม่ช้าเหล่าอสูรวัยเยาว์ทุกตนก็ต่างมองมาที่ฉินเทียนเป็นตาเดียวกัน
ฉินเทียนยืนนิ่ง มันก็มึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน
หากแต่ในฐานะของโจรต่ำช้า มิจฉาชีพที่หากินด้านนี้มานาน มันรับรู้ว่าตัวมันยามนี้ต้องกล่าวอะไรสร้างขวัญกำลังใจให้แก่เหล่าศิษย์วัยเยาว์ของมันสักเล็กน้อย มิเช่นนั้นในภายภาคหน้า เหล่าวัยเยาว์พวกนี้จะจับพิรุธในอาจารย์ผู้มีอาชีพเสริมเป็นนักต้มตุ๋นมิจฉาชีพที่มีดีแค่หลอกลวงเด็กๆ พูดแต่งเรื่องโกหกลวงผู้คนไปวันๆ ได้
ฉินเทียนกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง พยายามทำใบหน้านิ่งให้แลดูสูงส่ง พร้อมทั้งพยายามแสดงออกว่าเรื่องพวกนี้ข้ารู้มาแต่เก่าก่อนแล้ว มันเอามือข้างหนึ่งไพล่หลังจากนั้นจึงพูดกล่าว
"ยินดีด้วยเหล่าวัยเยาว์ทั้งหลาย ตอนนี้พวกเจ้านับว่าได้ผ่านพิธีรับเข้าเป็นศิษย์แห่งข้าสำเร็จแล้ว ระดับการบำเพ็ญที่เกิดขึ้นคือไอวิญญาณที่เกิดจากการสกัดแห่งแดนดิน ผ่านเลือดเนื้อและโลหิตของเหล่าผู้บำเพ็ญมากมาย สิ่งเหล่านี้พวกเจ้าได้ดูดซับมัน ผ่านวันเวลาที่พวกเราก้าวเดินไปด้วยกัน หากตอนนั้นพวกเจ้ายอมแพ้ ร่างของพวกเจ้าจะแหลกสลายกลายเป็นสายธารโลหิตที่ด้านหลังของพวกเจ้า เป็นเครื่องเซ่นไหว้ แก่ผู้ก้าวผ่านในภายหลัง หากแต่ตอนนี้ พวกเจ้าคือผู้ชนะ ผู้ก้าวผ่าน ผู้ที่พร้อมรับภารกิจอันหนักอึ้งร่วมกับข้าแล้ว"
ไม่ช้าเหล่าวัยเยาว์แม้จะผ่านเวลามาเนิ่นนานหากแต่ละคนก็ยังเป็นเด็กน้อย พวกมันร้องไห้เอามือบาดเช็ดใบหน้าคราบน้ำตาที่รินไหล ทั้งหมดนี้ที่พวกมันได้มาเป็นเพราะท่านอาจารย์ตรงหน้าของพวกมัน
ไม่ช้าก็มีแต่เสียงร้องเรียก พร้อมเสียงสะอึกสะอื้นดังระงม
"ท่านอาจารย์" ,"ทั้งหมดเพราะท่านอาจารย์เป็นแบบอย่างแก่พวกเรา" ,"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ร่วมเดินทางและสั่งสอนพวกเรามาตลอดขอรับ" ,"ท่านอาจารย์" ,"ขอบคุณท่านอาจารย์ ฮือๆๆ"
ฉินเทียนที่ยืนนิ่งสง่างาม ทำมือทำไม้ บอกว่าพอแล้วเด็กๆ หยุดร้องไห้กันได้แล้ว
จากนั้นในไม่ช้ามันก็เหลียวมองโดยรอบ ว่า ณ ตอนนี้ตัวมันอยู่ ณ ที่แห่งใด
มันพบว่าด้านหน้าของมันคือบึงโลหิต
ด้านหลังของมันคือประตูใหญ่ยักษ์สูงราวร้อยจั้งที่ช่างแลดูคุ้นเคย มันเหมือนประตูที่ตัวมันเคยพบเจอเมื่อครั้งอยู่กับนางมารลี่อิ่ง ประตูใหญ่ยักษ์สูงร้อยจั้ง
ไม่ช้าฉินเทียนก็พบว่าตอนนี้ตัวมันพบปัญหาใหม่แล้ว
นั่นคือ
.
.
.
เมื่อก้าวเดินเสร็จแล้ว ด้านหน้ามีประตู ด้านหลังมีบึงโลหิต
ประตูด้านหน้าข้ามิมีกุญแจ ส่วนบึงโลหิตด้านหลังหากเลือกก้าวเดินมิใช่ว่าต้องพบเส้นทางอัศจรรย์ที่เนิ่นนานนั้นอีกครั้งรึ
หากแต่ถ้าเดินกลับโง่ๆ เหล่าศิษย์ตัวน้อยชาวอสูรจะมองมันเช่นไร
ฉินเทียนได้แต่ขบคิดและถามใจตัวเอง ปัญหาใหม่ปรากฏแก่มันอีกครั้ง
.
.
.
----- ณ โลกแดนถือกำเนิด -----
1 ปีผ่านไป... ฟู่เฉิงได้พามารดาของตัวมันเดินทางมาถึงเมืองฟ้าอนันตร์ พร้อมด้วยบริวารติดตามรับใช้จำนวนหนึ่ง เส้นทางแม้มิเรียบง่ายหากแต่ในที่สุดมันก็มาถึง หากแต่เมื่อมาถึงมันก็พบเรื่องไม่คาดคิด
ฟู่เฉิงร้องตะโกนเสียงดัง "อะไรนะมิรับเหรียญทอง รับแต่ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาเป็นค่ารักษา ค่าตรวจโรค 10 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา ปรุ่งโอสถ 1 ลายเส้น 100 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา 2 ลายเส้น 1,000 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา 3 ลายเส้น 10,000 ดวงแก้วแห่งแรงศรัทธา และหนึ่งดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาเทียบเท่ากับ 100 เหรียญทอง"
ใบหน้าของฟู่เฉิงคล้ายเป็นคนยากจนในมหานครเมืองฟ้าอนันตร์ในทันที ทรัพย์สินแสนทองของตัวมัน เมื่อมาถึงที่เมืองนี้ทำได้เพียงแค่ซื้อโอสถ 1 ลายเส้นได้ 1 เม็ด
หากแต่ถ้ามันไม่ซื้อหาสิ่งนี้ชีวิตของมารดามันก็จะ...
ไม่ช้าฟู่เหยียนก็ส่ายหน้า พร้อมกำมือของบุตรชาย ตอนนี้ร่างกายของนางอ่อนแอเต็มที่ จ่ายค่ารักษาไป 1000 เหรียญทอง ท่านหมอก็ได้แต่บอกว่าจำต้องใช้โอสถ 2 ลายเส้นจึงจะพอรักษาชีวิตได้ 1 ลายเส้นเพียงยืดอายุขัยออกไปอีกหลายปี ส่วน 3 ลายเส้นจึงหายขาด
หากแต่ถ้าฟู่เหยียนนางเลือกจับจ่ายเงินทองไปกับโอสถนี้ ชีวิตต่อไปนี้ของบุตรชายตัวน้อยของนางที่เป็นเพียงคนธรรมดาคงต้องตกระกำลำบากเป็นแน่
และเพราะเช่นนี้นางจึงกล่าวปฏิเสธเสียงแข็งไม่รับโอสถ
"ท่านแม่ได้โปรด... ท่านแม่โปรดรับโอสถด้วยเถอะขอรับ" ฟู่เฉิงในวัย 13 ปีร้องไห้ไป พูดกล่าวไป พร้อมสวมกอดมารดาที่นั่งอยู่ ฟู่เหยียนนั่งนิ่งนางพยายามเข้มแข็ง หากแต่ในไม่ช้านางก็ไอออกมา มีโลหิตไหลซึมเล็กน้อยที่มุมปาก อาการนางย่ำแย่มากแล้ว
ฟันต้า ฟันจิน ฟันไท่ ที่เห็นภาพเช่นนี้ก็ได้แต่โศกเศร้า
เส้นทางชีวิตของผู้คนบางครั้งก็มีเรื่องยากที่จะตัดสินใจ
หากแต่ความเป็นมารดานั้นก็ช่างยิ่งใหญ่นัก
แม้รู้ว่าอีกไม่ช้าต้องดับสูญตกตาย
หากแต่ตัวนางก็ยังคิดถึงชีวิตของลูกน้อย ไม่ยอมใช้เงินทอง ทั้งหมดก็เพื่อเก็บไว้เป็นเบี้ยทุนรอนแค่ลูกน้อย เพื่อจะได้มีชีวิตสุขสบายในวันหน้า แม้จะไม่มีมารดาผู้นี้อยู่ดูแลอีกต่อไป