เพลงดาบของหลินหยางนั้นก่อให้เกิดภาพลวงตาของพญาวิหคเพลิงขึ้นอานุภาพของมันร้ายกาจสุดขีด พลังไฟที่ถูกปล่อยออกมานั้นร้อนแรงมากเสียจนหั่วเอ๋อร์สัตว์อสูรเทวะยังรู้สึกเหมือนจะถูกไฟเผาไหม้จนเกรียม
ถึงแม้ว่าหั่วเอ๋อร์ในตอนนี้จะถูกลดทอนพลังลงมาแล้วหลายส่วนก็ตามแต่นี่ก็สามารถยืนยันได้ว่าเพลงดาบชุดนี้ของหลินหยางนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน!
“โว้ว!”
หั่วเอ๋อร์ถูกเพลงดาบนั่นบีบจนต้องรีบถอยฉากออกมามันเกือบจะได้รับบาดเจ็บแล้ว
“คุณชายหลิน”
สวี่เหยาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงส่งเสียงเรียกด้วยความตกใจ
ส่วนหลินหยางนั้น ในจังหวะที่เขาเกือบจะแทงโดนหั่วเอ๋อร์นั้นเขาก็รู้สึกตัวทันก่อนพร้อมกับดึงพลังฟ้าดินทั้งหมดกลับเข้าไป
แววตาของหลินหยางค่อยๆ กลับมาจนดูมีสติเหมือนเดิม
ในจินตนาการของเขานั้น
หยดน้ำตาของหญิงสาวผู้นั้นไหลร่วงลงสู่พื้นจนแตกกระจายภาพลวงตาของนางเองก็ค่อยๆหายไปในที่สุดเขาก็สามารถหลุดออกมาจากโลกแห่งจินตนาการนั่นได้เสียที
เขารู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝันอันสวยงามแต่ก็เจ็บปวดไป
หลังจากเรื่องทั้งหมดสูญสลายหายไปราวกับฟองอากาศหลินหยางยังคงพูดอะไรไม่ออก เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาวน้อยคนนั้นเป็นใคร ส่วนหั่วเอ๋อร์ที่เกือบถูกฟันใส่นั้นก็รีบกระพือปีกบินเข้าหาหลินหยาง
“ไอ้เวรเอ๊ย! เจ้าหลินอี้น้อยนี่เจ้าคิดจะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหรืออย่างไรกัน! ข้าอุตส่าห์ทนเหนื่อยแทบตายเพื่อช่วยเจ้าสร้างไอดาบผุๆ นี่ขึ้นมาแต่สุดท้ายข้าเกือบถูกเจ้าฟันทิ้งด้วยดาบเล่มนั้นเสียอย่างนั้น...ถ้าคราวนี้เจ้าไม่มีคำอธิบายดีๆ ให้ข้าละก็...”
หลินหยางมองไปที่ขนบนหน้าอกของมันที่ถูกเผาไปแถบหนึ่งในใจเองก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง เขาจึงเรียกเอาอะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นทรงกลมออกมา
หั่วเอ๋อร์ที่กำลังร่ายยาวออกมาอย่างหัวเสียนั้นเมื่อเห็นของในมือหลินหยางก็ตาลุกวาวทันที “หัวของราชสีห์!”
จากนั้นมันก็รีบพุ่งเข้าไปงาบหัวสิงโตนี่เอาไว้ทันทีจากนั้นก็บินจากไปพลาง บ่นพึมพำไปพลางว่า “รอข้ากินหมดก่อนเถอะ แล้วข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง”
สวี่เหยานั้นเข้ามายืนอยู่ข้างหลินหยางนานแล้ว นางมองไปที่หลินหยางด้วยแววตาเป็นห่วงสุดแสน“คุณชายหลิน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ...”
“ไม่เป็นไร...”
หลินหยางมองไปที่สวี่เหยาที่มีใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆนั่น ทำให้เขาเริ่มนึกถึงสาวน้อยผู้งดงามในจินตนาการคนนั้นอีกครั้งสีหน้าของเขาจึงดูสับสนเล็กน้อย
แต่เขาก็ยิ้มกลับไปให้สวี่เหยาแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าทำให้เจ้าเป็นห่วงเสียแล้วสินะแต่ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ”
ได้ยินอย่างนั้นแล้วสวี่เหยาจึงพยักหน้ารับอย่างวางใจจากนั้นก็เดินออกไปเตรียมน้ำแกงร้อนๆ สำหรับบำรุงร่างกายเอาไว้ให้หลินหยางการฝึกฝนแบบไม่หยุดพักกว่ายี่สิบห้าวันนั้น บวกกับการฝึกดาบเมื่อครู่นี้ยิ่งทำให้สีหน้าของหลินหยางนั้นขาวซีดจนน่ากลัว
หลินหยางกลับเข้าไปนั่งอยู่ในห้องการช่างของตัวเองอีกครั้งจากนั้นก็ถอนหายใจยาวๆออกมา
พอกลับมาลองคิดดูดีๆ อีกครั้งแล้วเหตุการณ์เมื่อครู่นี้มันเสี่ยงอันตรายเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากอาวุธระดับวิถีราชันในมือเขาเล่มนี้
ตั้งแต่ตอนที่หลินหยางคิดจะสร้างอาวุธระดับวิถีราชันชิ้นนี้ขึ้นมาอยู่ๆ ภายในหัวของหลินหยางก็มีภาพของดาบเล่มนี้ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับมีวิธีการสร้างดาบเล่มนี้แบบละเอียดอีกด้วย
ความทรงจำขอจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่หลินหยางได้รับสืบทอดมานั้นเกือบทั้งหมดล้วนเป็นความรู้เกี่ยวกับด้านวรยุทธ์ทักษะการช่างและการหลอมยาทั้งนั้นแต่ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของจักรพรรดิฟ้านั้นเขาแทบไม่มีอยู่เลย
ดูท่าทางดาบเล่มนี้จะต้องมีความหลังอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวของจักรพรรดิฟ้าอย่างเหนียวแน่นแน่นอนตอนที่หลินหยางเพิ่งสร้างดาบเล่มนี้เสร็จใหม่ๆ นั้นก็เหมือนกับมีความทรงจำบางส่วนของจักรพรรดิฟ้าถูกปลดปล่อยออกมา
สาวน้อยที่ชื่อว่า เฟิ่งอู่ ผู้นั้น
และเพลงดาบสุดทรงพลังอันน่าเกรงขามนั่น
เฟิ่งอู่หวงหลี (พญาวิหคร่ายรำและลาจาก)
พลังของมันนั้นรุนแรงเสียจนหั่วเอ๋อร์ที่มีระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นนั้นยังยากที่จะต้านรับไว้ได้แต่หลินหยางรู้ตัวดีว่าตัวเขาเองนั้นสามารถใช้ความสามารถของเพลงดาบนั้นออกมาได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ
เพลงดาบพญาวิหคร่ายรำและลาจากที่แท้จริงนั้นคือ พญาวิหคเพลิงทะยานฟ้าพญาวิหคน้ำแข็งร่ายรำ พลังธาตุไฟและธาตุน้ำแข็งสอดประสานใช้ออกร่วมกันกลายเป็นกระบวนท่าอันแข็งแกร่งจนยากจะมีผู้ใดต้านทานได้
มันเป็นสุดยอดเพลงดาบที่มีแค่สาวน้อยที่มีนามว่า “เฟิ่งอู่”เท่านั้นถึงจะปลดปล่อยความสามารถของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ตัวเขานั้น ทั้งที่เพิ่งได้ความทรงจำในอดีตและความสามารถของร่างสถิตภูตอัคคีแล้วยังใช้เพลงดาบนี้ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นคือกระบวนท่าส่วนของ “พญาวิหคเพลิง”
แต่แค่นั้นก็แข็งแกร่งมากเกินพอแล้ว
หลินหยางค่อยๆ ยกดาบยาวสีแดงเข้มขึ้นมาพร้อมกับพึมพำออกมาว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามดาบเล่มนี้ก็เป็นดาบที่ได้รับการสืบทอดมาจากสตรีผู้นั้นชื่อของดาบเล่มนี้ก็เอาเป็น ดาบเฟิ่งอู่ (พญาวิหคร่ายรำ) ก็แล้วกัน...”
ดาบเฟิ่งอู่
อาวุธระดับวิถีราชันชิ้นแรกของหลินหยาง
ความสามารถของระดับวิถีราชันเมื่อเทียบกับระดับวิญญาณแล้วแตกต่างราวฟ้ากับเหวจุดสำคัญที่สุดคือระดับวิถีราชันนั้นจะมีชีพจรยุทธภัณฑ์อยู่บนตัวของยุทธภัณฑ์ด้วย
มันคือส่วนที่ช่วยให้พลังฟ้าดินสามารถไหลเวียนไปทั่วทั้งยุทธภัณฑ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์เป็นเทคนิคเฉพาะของอาวุธระดับวิถีราชันที่ทำให้ตัวอาวุธเหมือนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่
อาวุธที่มีชีพจรแบบนี้จะสามารถปลดปล่อยพลังพิเศษเฉพาะตัวของมันเองได้
อย่างดาบเฟิ่งอู่เล่มนี้สามารถปลดปล่อยพลังอัคคีอันรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในผลึกไฟหลีหั่วออกมาได้เมื่อรวมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟของตัวหลินหยางเองแล้วจะสามารถปล่อยพลังฟ้าดินอันมหาศาลจนเปลี่ยนให้เป็นรูปลักษณ์ขึ้นภายนอกร่างกายได้เหมือนความสามารถที่พวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงใช้ได้เลย
ซึ่งตามแผนเดิมของหลินหยางแล้วเขาต้องการดาบเล่มนี้ก็เพื่อให้มีพลังโจมตีที่ทัดเทียมกับพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงให้ได้เท่านั้นแต่เพลงดาบเฟิ่งอู่หวงหลีที่ได้มานั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ที่อยู่นอกเหนือแผนการของเขาโดยสิ้นเชิง
เพลงดาบชุดนี้หากสามารถใช้ออกได้อย่างสมบูรณ์ละก็ไม่อาจจะคาดเดาพลังของมันได้เลย ถึงตอนนี้จะใช้ได้เพียงครึ่งส่วนแต่แค่นั้นก็แข็งแกร่งเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงได้อย่างแน่นอน
แข็งแกร่งยิ่งกว่าเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์กระบวนท่าพิฆาตทั้งหมดที่เขาเคยเห็นมาด้วยซ้ำ
เมื่อรวมพลังทุกอย่างที่หลินหยางมี แล้วใช้ออกพร้อมกันแล้วละก็พลังโจมตีของหลินหยางจะสามารถพุ่งทะยานไปถึงระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเลยทีเดียว
และแน่นอนว่าดาบเล่มนี้เป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาแล้วจะใช้งานมั่วๆ ไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนพลังป้องกันของเขานั้นยังคงหยุดอยู่ที่ระดับสูงสุดของเซียนเทียนอยู่ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนั้นไม่สามารถต้านทานการโจมตีสุดกำลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงได้แน่
หากคิดจะปะทะกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงจริงละก็หลินหยางยังต้องสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวขึ้นมาให้ได้ก่อน เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ต่อให้เป็นไอ้หลินไป๋ชวนที่เคยมารังแกเขานั่นก็ไม่อาจทำตัวโอหังอวดดีต่อหน้าเขาได้อีกต่อไป
ดังนั้นการประมูลระดับแผ่นดินที่กำลังจะจัดขึ้นนั้นมีความสำคัญกับหลินหยางเป็นอย่างมากเขาจะต้องหาเงินให้ได้มากที่สุดและต้องรวบรวมวัตถุดิบจำเป็นทั้งหมดมาให้ได้จากงานประมูลนั่นและจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด
หลังจากที่หลินหยางพักได้ครู่หนึ่งแล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
สวี่เหยาต้มน้ำแกงร้อนๆ มาส่งให้เขาแล้ว
หลินหยางไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของสวี่เหยา เขารับมาดื่มลงไปแต่ระหว่างนั้นก็มีไอ้อ้วนจ้าวรีบวิ่งมาหาเขาอย่างร้อนรน
เหลือเวลาอีกแค่ห้าวันก็จะถึงวันจัดงานประมูลแล้วจ้าวเหวินชางนั้นได้จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จหมดแล้วเรียบร้อยเหลือแค่รอให้หลินหยางตรวจสอบและยืนยันเท่านั้น
“พี่หลิน ท่านดูการประมูลครั้งนี้มีสมบัติขั้นสุดยอดหลายชิ้นมาเปิดประมูลที่นี่ด้วยทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทีเดียวนี่คือรายชื่อสินค้าที่เข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ที่หอฟ้าสมุทรเป็นผู้จัดทำขึ้นท่านลองเอาไปดูก่อนสิ”
หลินหยางรับมาดูก็พบว่าในรายการนี้มีวัตถุดิบขั้นสี่ทั้งห้าชนิดที่เขาต้องการอยู่จริงๆด้วย นอกจากนี้ยังมีอาวุธแบบต่างๆ ชุดเกราะ โอสถต่างๆ เป็นต้น มาร่วมประมูลด้วยแต่ละอย่างล้วนเป็นของที่หาพบได้ยากมากทั้งนั้น
พอดูมาถึงส่วนสุดท้ายก็ปรากฏเป็นรายชื่อของสมบัติที่มูลค่ามหาศาลมากที่สุดสิบชนิดเขียนอยู่บนนั้นแต่ละชิ้นล้วนมีภาพประกอบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเขียนไว้อย่างละเอียดแต่หลินหยางนั้นไม่ได้สนใจสิ่งของเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
ราวกับมันเป็นแค่ผักกาดขาวธรรมดาที่พบได้ตามตลาดอย่างไรอย่างนั้น
แต่พอหลินหยางเปิดมาถึงหน้าของสมบัติชิ้นที่ห้าแล้วดวงตาของเขากระตุกอย่างชัดเจน
แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาจากนั้นก็เปิดต่อไปจนถึงหน้าสุดท้าย แต่สวี่เหยาที่สังเกตหลินหยางอย่างละเอียดอยู่ตลอดเวลานั้นสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นนี้
นางจึงกวาดสายตาขึ้นไปมองชื่อของมันด้วยความสงสัยก็พบว่าชื่อของมันคือ “ค้อนสะเทือนขุนเขา”
นั่นมันอะไรน่ะ?
ทำไมถึงทำให้คุณชายหลินหวั่นไหวได้?
สวี่เหยารู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่เห็นหลินหยางแสดงอาการอย่างอื่นออกมาอีกแต่เขากลับถามเรื่องอื่นขึ้นแทน
“ขอข้าดูรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมงานหน่อย”
เจ้าอ้วนจ้าวรีบยื่นใบรายชื่อแผ่นหนึ่งให้เขาทันที “นี่เลย ข้าเตรียมเอาไว้นานแล้วเชิญท่านรับไปดูก่อน”
นี่คือสิ่งที่หลินหยางใช้ให้จ้าวเหวินชางไปสืบมาให้เขาซึ่งเหล่าชื่อของตระกูลต่างๆ ที่มาเข้าร่วมงานนี้นั้น หลินหยางไม่รู้จักเลยสักตระกูลมีอยู่แค่ตระกูลเดียวเท่านั้นที่หลินหยางรู้จักและเป็นกังวลมากที่สุด
ตระกูลซ่างกวัน!
..................................
บริเวณนอกเมืองฮุยยื่อ ณ เขตชานเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
ที่แห่งนี้มีหุบเขาที่มีควันไฟลอยล่องอยู่ตลอดทั้งปีตั้งอยู่มีพื้นที่ขนาดสิบลี้ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการช่างที่เหล่าคนของราชอาณาจักรโล่ยื่อไม่มีใครไม่รู้จัก...
หุบเขาเผาฟ้า ที่ตั้งของตระกูลซ่างกวัน
ภายในหุบเขาเผาฟ้าแห่งนี้มีโรงงงานช่างขนาดเล็กใหญ่หลักพันหลังตั้งอยู่มีนักการช่างนับหมื่นคนทำงานอยู่ในนี้ตลอดเวลา แต่ละวันจะมียุทธภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นและส่งไปยังสถานที่ต่างๆทั่วราชอาณาจักรโล่ยื่อราวกับสายน้ำไหลก็ไม่ปาน
ตระกูลซ่างกวันเป็นตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ในโลกของนักการช่างแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อ
ประมุขตระกูลอย่างซ่างกวันหงก็เป็นหนึ่งในนักการช่างที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่ด้วยในขณะเดียวกันก็เป็นที่รู้จักในด้านฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมจนได้ฉายาว่า- อสูรอัคคี อีกด้วย
เขาเป็นหนึ่งในนักการช่างระดับวิถีราชันที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนในทวีปชี่อู่แห่งนี้ด้วยนั่นก็หมายความว่าเขามีความสามารถในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางอยู่
อาวุธระดับวิถีราชันนั้นน่าจะเป็นระดับสูงสุดของทักษะการช่างในทวีปชี่อู่แล้ว ดังนั้นซ่างกวันหงก็ถือว่าเป็นราชานักการช่างซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพนักการช่างของโลกนี้แล้ว
ตระกูลซ่างกวันก็ได้ชายผู้นี้ที่ทำให้ตระกูลของพวกเขากลายเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อหรืออาจจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้เลยก็เป็นได้แม้แต่ราชสำนักของราชอาณาจักรโล่ยื่อยังต้องเกรงใจพวกเขา
ตระกูลซ่างกวันที่ครอบครองทั้งหุบเขานี้เอาไว้นั้นมีบรรยกาศที่ดูน่าเกรงขาม มีสิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกสร้างขึ้นภายในหุบเขา หุบเขาที่แต่เดิมควรจะคึกคักอักโขแห่งนี้นั้นตอนนี้กลับดูเงียบขรึมเยือกเย็น มีแต่เสียงเหล็กถูกตีดังตึงตังเท่านั้น
ทั้งหมดเป็นเพราะการตายของคุณชายสองอย่างซ่างกวันเฟย
ซ่างกวันเฟยนั้นเป็นชายหนุ่มผู้มากพรสวรรค์ของตระกูลซ่างกวันอย่างแท้จริงอายุแค่สิบหกปีก็สามารถเลื่อนระดับเป็นนักการช่างระดับวิญญาณขั้นสูงได้แล้วความสามารถของเขานั้นสูงยิ่งกว่าซ่างกวันหงผู้เป็นพ่อในวัยเดียวกันเสียอีก
แต่อัจฉริยะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ของนักการช่างแบบนั้นกลับต้องจบชีวิตที่ต่างแดนเพียงเพราะทำตัวโอหังอวดดีเพียงชั่ววูบเท่านั้น
ตอนที่ข่าวการตายของเขาส่งมาที่หุบเขาเผาฟ้าแห่งนี้นั้น ซ่างกวันหงที่กำลังเก็บตัวนานกว่าสองเดือนเพื่อสร้างอาวุธชิ้นสำคัญให้ทางราขสำนักแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่ออยู่นั้นได้ยินว่าเขากระอักเลือดถึงสามครั้งทันทีที่ได้ยินข่าวนี้จากนั้นเขาก็สาบานต่อสรวงสวรรค์ว่าเขาจะต้องเอาเลือดของพวกตระกูลเวินแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นมาชำระล้างหนี้แค้นของลูกชายให้ได้
อีกไม่นานซ่างกวันหงก็จะเสร็จจากการเก็บตัวแล้วทั้งตระกูลซ่างกวันนั้นล้วนตกอยู่ในวังวนแห่งความแค้นพวกเขากำลังรอท่านประมุขเสร็จจากกิจธุระเพื่อมานำพวกเขาบุกไปถล่มอาณาจักรเล็กๆ นั่นเพื่อล้างแค้นให้นายน้อยของพวกเขา
แต่ก่อนหน้านั้นยังมีอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับพวกเขาตระกูลซ่างกวันอยู่นั่นก็คืองานประมูลระดับแผ่นดินที่กำลังจะจัดขึ้นในหอฟ้าสมุทรช่วงสิ้นเดือนที่จะถึงนี้