ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 เฟิ่งอู่หวงหลี (พญาวิหคร่ายรำและลาจาก)

            เพลงดาบของหลินหยางนั้นก่อให้เกิดภาพลวงตาของพญาวิหคเพลิงขึ้นอานุภาพของมันร้ายกาจสุดขีด พลังไฟที่ถูกปล่อยออกมานั้นร้อนแรงมากเสียจนหั่วเอ๋อร์สัตว์อสูรเทวะยังรู้สึกเหมือนจะถูกไฟเผาไหม้จนเกรียม

            ถึงแม้ว่าหั่วเอ๋อร์ในตอนนี้จะถูกลดทอนพลังลงมาแล้วหลายส่วนก็ตามแต่นี่ก็สามารถยืนยันได้ว่าเพลงดาบชุดนี้ของหลินหยางนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหน!

            “โว้ว!”

            หั่วเอ๋อร์ถูกเพลงดาบนั่นบีบจนต้องรีบถอยฉากออกมามันเกือบจะได้รับบาดเจ็บแล้ว

            “คุณชายหลิน”

            สวี่เหยาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติจึงส่งเสียงเรียกด้วยความตกใจ

            ส่วนหลินหยางนั้น ในจังหวะที่เขาเกือบจะแทงโดนหั่วเอ๋อร์นั้นเขาก็รู้สึกตัวทันก่อนพร้อมกับดึงพลังฟ้าดินทั้งหมดกลับเข้าไป

            แววตาของหลินหยางค่อยๆ กลับมาจนดูมีสติเหมือนเดิม

            ในจินตนาการของเขานั้น

            หยดน้ำตาของหญิงสาวผู้นั้นไหลร่วงลงสู่พื้นจนแตกกระจายภาพลวงตาของนางเองก็ค่อยๆหายไปในที่สุดเขาก็สามารถหลุดออกมาจากโลกแห่งจินตนาการนั่นได้เสียที

            เขารู้สึกเหมือนเพิ่งตื่นจากความฝันอันสวยงามแต่ก็เจ็บปวดไป

            หลังจากเรื่องทั้งหมดสูญสลายหายไปราวกับฟองอากาศหลินหยางยังคงพูดอะไรไม่ออก เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสาวน้อยคนนั้นเป็นใคร ส่วนหั่วเอ๋อร์ที่เกือบถูกฟันใส่นั้นก็รีบกระพือปีกบินเข้าหาหลินหยาง

            “ไอ้เวรเอ๊ย! เจ้าหลินอี้น้อยนี่เจ้าคิดจะเสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพลหรืออย่างไรกัน! ข้าอุตส่าห์ทนเหนื่อยแทบตายเพื่อช่วยเจ้าสร้างไอดาบผุๆ นี่ขึ้นมาแต่สุดท้ายข้าเกือบถูกเจ้าฟันทิ้งด้วยดาบเล่มนั้นเสียอย่างนั้น...ถ้าคราวนี้เจ้าไม่มีคำอธิบายดีๆ ให้ข้าละก็...”

            หลินหยางมองไปที่ขนบนหน้าอกของมันที่ถูกเผาไปแถบหนึ่งในใจเองก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง เขาจึงเรียกเอาอะไรบางอย่างที่มีลักษณะเป็นทรงกลมออกมา

            หั่วเอ๋อร์ที่กำลังร่ายยาวออกมาอย่างหัวเสียนั้นเมื่อเห็นของในมือหลินหยางก็ตาลุกวาวทันที “หัวของราชสีห์!”

            จากนั้นมันก็รีบพุ่งเข้าไปงาบหัวสิงโตนี่เอาไว้ทันทีจากนั้นก็บินจากไปพลาง บ่นพึมพำไปพลางว่า “รอข้ากินหมดก่อนเถอะ แล้วข้าจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้าทีหลัง”

            สวี่เหยานั้นเข้ามายืนอยู่ข้างหลินหยางนานแล้ว นางมองไปที่หลินหยางด้วยแววตาเป็นห่วงสุดแสน“คุณชายหลิน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ...”

            “ไม่เป็นไร...”

            หลินหยางมองไปที่สวี่เหยาที่มีใบหน้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกดีๆนั่น ทำให้เขาเริ่มนึกถึงสาวน้อยผู้งดงามในจินตนาการคนนั้นอีกครั้งสีหน้าของเขาจึงดูสับสนเล็กน้อย

            แต่เขาก็ยิ้มกลับไปให้สวี่เหยาแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ข้าทำให้เจ้าเป็นห่วงเสียแล้วสินะแต่ข้าไม่เป็นอะไรจริงๆ”

            ได้ยินอย่างนั้นแล้วสวี่เหยาจึงพยักหน้ารับอย่างวางใจจากนั้นก็เดินออกไปเตรียมน้ำแกงร้อนๆ  สำหรับบำรุงร่างกายเอาไว้ให้หลินหยางการฝึกฝนแบบไม่หยุดพักกว่ายี่สิบห้าวันนั้น บวกกับการฝึกดาบเมื่อครู่นี้ยิ่งทำให้สีหน้าของหลินหยางนั้นขาวซีดจนน่ากลัว

            หลินหยางกลับเข้าไปนั่งอยู่ในห้องการช่างของตัวเองอีกครั้งจากนั้นก็ถอนหายใจยาวๆออกมา

            พอกลับมาลองคิดดูดีๆ อีกครั้งแล้วเหตุการณ์เมื่อครู่นี้มันเสี่ยงอันตรายเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

            ทั้งหมดล้วนมีสาเหตุมาจากอาวุธระดับวิถีราชันในมือเขาเล่มนี้

            ตั้งแต่ตอนที่หลินหยางคิดจะสร้างอาวุธระดับวิถีราชันชิ้นนี้ขึ้นมาอยู่ๆ ภายในหัวของหลินหยางก็มีภาพของดาบเล่มนี้ปรากฏขึ้นมาพร้อมกับมีวิธีการสร้างดาบเล่มนี้แบบละเอียดอีกด้วย

            ความทรงจำขอจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วที่หลินหยางได้รับสืบทอดมานั้นเกือบทั้งหมดล้วนเป็นความรู้เกี่ยวกับด้านวรยุทธ์ทักษะการช่างและการหลอมยาทั้งนั้นแต่ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของจักรพรรดิฟ้านั้นเขาแทบไม่มีอยู่เลย

            ดูท่าทางดาบเล่มนี้จะต้องมีความหลังอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับตัวของจักรพรรดิฟ้าอย่างเหนียวแน่นแน่นอนตอนที่หลินหยางเพิ่งสร้างดาบเล่มนี้เสร็จใหม่ๆ นั้นก็เหมือนกับมีความทรงจำบางส่วนของจักรพรรดิฟ้าถูกปลดปล่อยออกมา

            สาวน้อยที่ชื่อว่า เฟิ่งอู่ ผู้นั้น

            และเพลงดาบสุดทรงพลังอันน่าเกรงขามนั่น

            เฟิ่งอู่หวงหลี (พญาวิหคร่ายรำและลาจาก)

            พลังของมันนั้นรุนแรงเสียจนหั่วเอ๋อร์ที่มีระดับอวิ้นหลิงขั้นต้นนั้นยังยากที่จะต้านรับไว้ได้แต่หลินหยางรู้ตัวดีว่าตัวเขาเองนั้นสามารถใช้ความสามารถของเพลงดาบนั้นออกมาได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ

            เพลงดาบพญาวิหคร่ายรำและลาจากที่แท้จริงนั้นคือ พญาวิหคเพลิงทะยานฟ้าพญาวิหคน้ำแข็งร่ายรำ พลังธาตุไฟและธาตุน้ำแข็งสอดประสานใช้ออกร่วมกันกลายเป็นกระบวนท่าอันแข็งแกร่งจนยากจะมีผู้ใดต้านทานได้

            มันเป็นสุดยอดเพลงดาบที่มีแค่สาวน้อยที่มีนามว่า “เฟิ่งอู่”เท่านั้นถึงจะปลดปล่อยความสามารถของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ แต่ตัวเขานั้น ทั้งที่เพิ่งได้ความทรงจำในอดีตและความสามารถของร่างสถิตภูตอัคคีแล้วยังใช้เพลงดาบนี้ได้เพียงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นคือกระบวนท่าส่วนของ “พญาวิหคเพลิง”

            แต่แค่นั้นก็แข็งแกร่งมากเกินพอแล้ว

            หลินหยางค่อยๆ ยกดาบยาวสีแดงเข้มขึ้นมาพร้อมกับพึมพำออกมาว่า “ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามดาบเล่มนี้ก็เป็นดาบที่ได้รับการสืบทอดมาจากสตรีผู้นั้นชื่อของดาบเล่มนี้ก็เอาเป็น ดาบเฟิ่งอู่ (พญาวิหคร่ายรำ) ก็แล้วกัน...”

            ดาบเฟิ่งอู่

            อาวุธระดับวิถีราชันชิ้นแรกของหลินหยาง

            ความสามารถของระดับวิถีราชันเมื่อเทียบกับระดับวิญญาณแล้วแตกต่างราวฟ้ากับเหวจุดสำคัญที่สุดคือระดับวิถีราชันนั้นจะมีชีพจรยุทธภัณฑ์อยู่บนตัวของยุทธภัณฑ์ด้วย

            มันคือส่วนที่ช่วยให้พลังฟ้าดินสามารถไหลเวียนไปทั่วทั้งยุทธภัณฑ์ได้อย่างน่าอัศจรรย์เป็นเทคนิคเฉพาะของอาวุธระดับวิถีราชันที่ทำให้ตัวอาวุธเหมือนมีวิญญาณสิงสถิตอยู่

            อาวุธที่มีชีพจรแบบนี้จะสามารถปลดปล่อยพลังพิเศษเฉพาะตัวของมันเองได้

             อย่างดาบเฟิ่งอู่เล่มนี้สามารถปลดปล่อยพลังอัคคีอันรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในผลึกไฟหลีหั่วออกมาได้เมื่อรวมกับพลังฟ้าดินธาตุไฟของตัวหลินหยางเองแล้วจะสามารถปล่อยพลังฟ้าดินอันมหาศาลจนเปลี่ยนให้เป็นรูปลักษณ์ขึ้นภายนอกร่างกายได้เหมือนความสามารถที่พวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงใช้ได้เลย

            ซึ่งตามแผนเดิมของหลินหยางแล้วเขาต้องการดาบเล่มนี้ก็เพื่อให้มีพลังโจมตีที่ทัดเทียมกับพวกยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงให้ได้เท่านั้นแต่เพลงดาบเฟิ่งอู่หวงหลีที่ได้มานั้นเป็นเพียงผลพลอยได้ที่อยู่นอกเหนือแผนการของเขาโดยสิ้นเชิง

            เพลงดาบชุดนี้หากสามารถใช้ออกได้อย่างสมบูรณ์ละก็ไม่อาจจะคาดเดาพลังของมันได้เลย ถึงตอนนี้จะใช้ได้เพียงครึ่งส่วนแต่แค่นั้นก็แข็งแกร่งเทียบเท่ากับเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงได้อย่างแน่นอน

            แข็งแกร่งยิ่งกว่าเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์กระบวนท่าพิฆาตทั้งหมดที่เขาเคยเห็นมาด้วยซ้ำ

            เมื่อรวมพลังทุกอย่างที่หลินหยางมี แล้วใช้ออกพร้อมกันแล้วละก็พลังโจมตีของหลินหยางจะสามารถพุ่งทะยานไปถึงระดับอวิ้นหลิงขั้นกลางเลยทีเดียว

            และแน่นอนว่าดาบเล่มนี้เป็นไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของเขาแล้วจะใช้งานมั่วๆ ไม่ได้เด็ดขาด

            ส่วนพลังป้องกันของเขานั้นยังคงหยุดอยู่ที่ระดับสูงสุดของเซียนเทียนอยู่ชุดเกราะวิญญาณเหล็กทมิฬนั้นไม่สามารถต้านทานการโจมตีสุดกำลังของยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงได้แน่

            หากคิดจะปะทะกับยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงจริงละก็หลินหยางยังต้องสร้างชุดเกราะราชันเหล็กขาวขึ้นมาให้ได้ก่อน เมื่อถึงตอนนั้นแล้ว ต่อให้เป็นไอ้หลินไป๋ชวนที่เคยมารังแกเขานั่นก็ไม่อาจทำตัวโอหังอวดดีต่อหน้าเขาได้อีกต่อไป

            ดังนั้นการประมูลระดับแผ่นดินที่กำลังจะจัดขึ้นนั้นมีความสำคัญกับหลินหยางเป็นอย่างมากเขาจะต้องหาเงินให้ได้มากที่สุดและต้องรวบรวมวัตถุดิบจำเป็นทั้งหมดมาให้ได้จากงานประมูลนั่นและจะพลาดไม่ได้เด็ดขาด

            หลังจากที่หลินหยางพักได้ครู่หนึ่งแล้วก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น

            สวี่เหยาต้มน้ำแกงร้อนๆ มาส่งให้เขาแล้ว

            หลินหยางไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของสวี่เหยา เขารับมาดื่มลงไปแต่ระหว่างนั้นก็มีไอ้อ้วนจ้าวรีบวิ่งมาหาเขาอย่างร้อนรน

            เหลือเวลาอีกแค่ห้าวันก็จะถึงวันจัดงานประมูลแล้วจ้าวเหวินชางนั้นได้จัดเตรียมทุกอย่างเสร็จหมดแล้วเรียบร้อยเหลือแค่รอให้หลินหยางตรวจสอบและยืนยันเท่านั้น

            “พี่หลิน ท่านดูการประมูลครั้งนี้มีสมบัติขั้นสุดยอดหลายชิ้นมาเปิดประมูลที่นี่ด้วยทำให้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทีเดียวนี่คือรายชื่อสินค้าที่เข้าร่วมการประมูลครั้งนี้ที่หอฟ้าสมุทรเป็นผู้จัดทำขึ้นท่านลองเอาไปดูก่อนสิ”

            หลินหยางรับมาดูก็พบว่าในรายการนี้มีวัตถุดิบขั้นสี่ทั้งห้าชนิดที่เขาต้องการอยู่จริงๆด้วย นอกจากนี้ยังมีอาวุธแบบต่างๆ ชุดเกราะ โอสถต่างๆ เป็นต้น มาร่วมประมูลด้วยแต่ละอย่างล้วนเป็นของที่หาพบได้ยากมากทั้งนั้น

            พอดูมาถึงส่วนสุดท้ายก็ปรากฏเป็นรายชื่อของสมบัติที่มูลค่ามหาศาลมากที่สุดสิบชนิดเขียนอยู่บนนั้นแต่ละชิ้นล้วนมีภาพประกอบและข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าเขียนไว้อย่างละเอียดแต่หลินหยางนั้นไม่ได้สนใจสิ่งของเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย

            ราวกับมันเป็นแค่ผักกาดขาวธรรมดาที่พบได้ตามตลาดอย่างไรอย่างนั้น

            แต่พอหลินหยางเปิดมาถึงหน้าของสมบัติชิ้นที่ห้าแล้วดวงตาของเขากระตุกอย่างชัดเจน

            แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรขึ้นมาจากนั้นก็เปิดต่อไปจนถึงหน้าสุดท้าย แต่สวี่เหยาที่สังเกตหลินหยางอย่างละเอียดอยู่ตลอดเวลานั้นสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นนี้

            นางจึงกวาดสายตาขึ้นไปมองชื่อของมันด้วยความสงสัยก็พบว่าชื่อของมันคือ “ค้อนสะเทือนขุนเขา”

            นั่นมันอะไรน่ะ?

            ทำไมถึงทำให้คุณชายหลินหวั่นไหวได้?

            สวี่เหยารู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่เห็นหลินหยางแสดงอาการอย่างอื่นออกมาอีกแต่เขากลับถามเรื่องอื่นขึ้นแทน

            “ขอข้าดูรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมงานหน่อย”

            เจ้าอ้วนจ้าวรีบยื่นใบรายชื่อแผ่นหนึ่งให้เขาทันที “นี่เลย ข้าเตรียมเอาไว้นานแล้วเชิญท่านรับไปดูก่อน”

            นี่คือสิ่งที่หลินหยางใช้ให้จ้าวเหวินชางไปสืบมาให้เขาซึ่งเหล่าชื่อของตระกูลต่างๆ ที่มาเข้าร่วมงานนี้นั้น หลินหยางไม่รู้จักเลยสักตระกูลมีอยู่แค่ตระกูลเดียวเท่านั้นที่หลินหยางรู้จักและเป็นกังวลมากที่สุด

            ตระกูลซ่างกวัน!

            ..................................

            บริเวณนอกเมืองฮุยยื่อ ณ เขตชานเมืองทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

            ที่แห่งนี้มีหุบเขาที่มีควันไฟลอยล่องอยู่ตลอดทั้งปีตั้งอยู่มีพื้นที่ขนาดสิบลี้ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับการช่างที่เหล่าคนของราชอาณาจักรโล่ยื่อไม่มีใครไม่รู้จัก...

            หุบเขาเผาฟ้า ที่ตั้งของตระกูลซ่างกวัน

            ภายในหุบเขาเผาฟ้าแห่งนี้มีโรงงงานช่างขนาดเล็กใหญ่หลักพันหลังตั้งอยู่มีนักการช่างนับหมื่นคนทำงานอยู่ในนี้ตลอดเวลา แต่ละวันจะมียุทธภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่สร้างขึ้นและส่งไปยังสถานที่ต่างๆทั่วราชอาณาจักรโล่ยื่อราวกับสายน้ำไหลก็ไม่ปาน

            ตระกูลซ่างกวันเป็นตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ในโลกของนักการช่างแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อ

            ประมุขตระกูลอย่างซ่างกวันหงก็เป็นหนึ่งในนักการช่างที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่ด้วยในขณะเดียวกันก็เป็นที่รู้จักในด้านฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมจนได้ฉายาว่า- อสูรอัคคี อีกด้วย

            เขาเป็นหนึ่งในนักการช่างระดับวิถีราชันที่มีอยู่เพียงไม่กี่คนในทวีปชี่อู่แห่งนี้ด้วยนั่นก็หมายความว่าเขามีความสามารถในการสร้างอาวุธระดับวิถีราชันขั้นกลางอยู่

            อาวุธระดับวิถีราชันนั้นน่าจะเป็นระดับสูงสุดของทักษะการช่างในทวีปชี่อู่แล้ว ดังนั้นซ่างกวันหงก็ถือว่าเป็นราชานักการช่างซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในจุดสูงสุดของอาชีพนักการช่างของโลกนี้แล้ว

            ตระกูลซ่างกวันก็ได้ชายผู้นี้ที่ทำให้ตระกูลของพวกเขากลายเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชอาณาจักรโล่ยื่อหรืออาจจะเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปชี่อู่แห่งนี้เลยก็เป็นได้แม้แต่ราชสำนักของราชอาณาจักรโล่ยื่อยังต้องเกรงใจพวกเขา

            ตระกูลซ่างกวันที่ครอบครองทั้งหุบเขานี้เอาไว้นั้นมีบรรยกาศที่ดูน่าเกรงขาม มีสิ่งก่อสร้างจำนวนมากถูกสร้างขึ้นภายในหุบเขา หุบเขาที่แต่เดิมควรจะคึกคักอักโขแห่งนี้นั้นตอนนี้กลับดูเงียบขรึมเยือกเย็น มีแต่เสียงเหล็กถูกตีดังตึงตังเท่านั้น

            ทั้งหมดเป็นเพราะการตายของคุณชายสองอย่างซ่างกวันเฟย

            ซ่างกวันเฟยนั้นเป็นชายหนุ่มผู้มากพรสวรรค์ของตระกูลซ่างกวันอย่างแท้จริงอายุแค่สิบหกปีก็สามารถเลื่อนระดับเป็นนักการช่างระดับวิญญาณขั้นสูงได้แล้วความสามารถของเขานั้นสูงยิ่งกว่าซ่างกวันหงผู้เป็นพ่อในวัยเดียวกันเสียอีก

            แต่อัจฉริยะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ของนักการช่างแบบนั้นกลับต้องจบชีวิตที่ต่างแดนเพียงเพราะทำตัวโอหังอวดดีเพียงชั่ววูบเท่านั้น

            ตอนที่ข่าวการตายของเขาส่งมาที่หุบเขาเผาฟ้าแห่งนี้นั้น ซ่างกวันหงที่กำลังเก็บตัวนานกว่าสองเดือนเพื่อสร้างอาวุธชิ้นสำคัญให้ทางราขสำนักแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่ออยู่นั้นได้ยินว่าเขากระอักเลือดถึงสามครั้งทันทีที่ได้ยินข่าวนี้จากนั้นเขาก็สาบานต่อสรวงสวรรค์ว่าเขาจะต้องเอาเลือดของพวกตระกูลเวินแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นมาชำระล้างหนี้แค้นของลูกชายให้ได้

            อีกไม่นานซ่างกวันหงก็จะเสร็จจากการเก็บตัวแล้วทั้งตระกูลซ่างกวันนั้นล้วนตกอยู่ในวังวนแห่งความแค้นพวกเขากำลังรอท่านประมุขเสร็จจากกิจธุระเพื่อมานำพวกเขาบุกไปถล่มอาณาจักรเล็กๆ นั่นเพื่อล้างแค้นให้นายน้อยของพวกเขา

            แต่ก่อนหน้านั้นยังมีอีกเรื่องที่สำคัญสำหรับพวกเขาตระกูลซ่างกวันอยู่นั่นก็คืองานประมูลระดับแผ่นดินที่กำลังจะจัดขึ้นในหอฟ้าสมุทรช่วงสิ้นเดือนที่จะถึงนี้