มุมฟ้าปรากฏแสงส้มแดงฉาบทาเมฆเคลื่อนคล้อยลับหาย
ผ่านพ้นวันลี่ชิว[๑]มาไม่นาน แต่อากาศเริ่มเย็นตัวลงแล้วภายในเรือนแต่ละหลังจึงมีกระถางอุ่นแจกจ่าย ทั้งยังมีหินอัคคีมอบไว้ให้เรือนละ ๑๐ก้อน หินอัคคีเพียงนำไว้วางไว้บนเปลวไฟ ๑ เค่อเมื่อนำไปวางในกระถางอุ่นก็สามารถปลดปล่อยความร้อนออกมาได้ถึง ๖ ชั่วยาม
แม้เป็หินปราณระดับต้นแต่ก็มีราคาถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองต่อก้อน เป็ของฟุ่มเฟือยที่มีแต่ตระกูลขุนนางและเศรษฐีเท่านั้นที่มีใช้กัน
หากสกุลหนานกงเป็คหบดีฐานะร่ำรวยแม้แต่เรือนบ่าวรับใช้ยังมีกระถางอุ่นและหินอัคคีแจกจ่าย
บรรดาบ่าวจึงจงรักภักดีต่อเ้านายอย่างมาก
ภายในจวนของฮูหยินผู้เฒ่าสวี่ซื่อ บัดนี้ยังคงครึกครื้นเนื่องจากเป็เวลารับประทานอาหารเย็นของครอบครัวคนสามรุ่นต่างมาร่วมรับประทานอาหารที่โถงหลักของเรือน
ซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกันเป็ประจำทุกวัน
โต๊ะกลมใหญ่เรียงลำดับการนั่งจากาุโไปยังรุ่นเยาว์ซ้ายขวาของฮูหยินผู้เฒ่าจึงเป็บุตรชายคนโตและบุตรชายคนที่สามขณะที่ไป๋ซื่อนั่งติดกับสามี ถัดมาก็เป็คุณชายรอง คุณชายสาม คุณหนูสี่ คุณหนูห้าคุณหนูหก และคุณหนูเจ็ด ส่วนอนุของนายท่านใหญ่ทั้งสองรับประทานอาหารที่เรือนของตน
นายท่านใหญ่หนานกงจวิ้นฉือ ปีนี้อายุ ๔๐ ปี เขามีบุตรชายและบุตรสาวทั้งหมด ๖ คน
คุณชายใหญ่คุณชายรอง คุณหนูสี่ และคุณหนูเจ็ด เกิดแต่ไป๋ซื่อผู้เป็ฮูหยิน
ส่วนคุณชายสามและคุณหนูห้าเกิดจากอนุ
แต่คุณชายใหญ่ก็เสียชีวิตไปั้แ่เล็กเนื่องจากพิษไข้คุณชายรองจึงกลายเป็พี่ใหญ่คอยดูแลน้อง ๆ นับแต่ตอนนั้นเป็ต้นมา
บรรดารุ่นเยาว์มีวัยใกล้เคียงกันจึงรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างมากแม้แต่ฝูอวี้ฉยงที่เพิ่งเข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวก็ยังรับรู้ได้ถึงความเป็อันหนึ่งอันเดียวกันของคนในบ้านนางอายุ ๑๐ ขวบ จึงเข้ามาเป็ลำดับหกของรุ่นเยาว์ ขณะที่คุณหนูเจ็ดปีนี้เพิ่งอายุ๗ ขวบเท่านั้น
หนึ่งปีที่ผ่านมาเป็่เวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเด็กหญิงเลยก็ว่าได้
“เดินทางอีกสามวันข้างหน้าจัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วรึ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามพลางวางช้อนตักของหวานในมือลง ดวงตามองไปยังบุตรชายคนเล็กอย่างเป็กังวล
“เรียบร้อยดีแล้วขอรับท่านแม่ลูกจัดเตรียมรถม้าไว้แล้วสองคัน แล้วได้ว่าจ้างองครักษ์จากสำนักคุ้มภัยพยัคฆ์หมอบมาถึงยี่สิบคนรวมกับองครักษ์ของเจียหย่งอีกยี่สิบคน น่าจะไม่มีอะไรให้ต้องกังวล”
“ตระเตรียมไว้พร้อมสรรพก็ดีแล้วต่อให้เ้ากับจิ้งหวางเป็สหายกัน แต่อย่างไรเสียธุระของเสี่ยวฉยงก็เป็เื่ของบ้านเราเ้าเองก็ไม่ควรพึ่งพาหวางเหยให้มากเกินไป”สุ้มเสียงของผู้เป็มารดาคล้ายกำลังตักเตือนให้บุตรชายของตนคล้อยตาม
หากไม่เพราะสิ่งที่นางได้ยินมาจากบุตรชายคนโตเมื่อ่เย็นที่ผ่านมานางคงไม่หนักใจและเป็กังวลถึงเพียงนี้ถ้าหากบุตรชายคนเล็กได้รับรู้เื่ราวที่เกิดคงไม่ชอบใจ
“โธ่ ท่านแม่ ! อย่ากังวลไปเลยขอรับ ลูกกับเจียหย่งรู้จักสนิทสนมกันมาเป็สิบๆ ปี เื่เล็กน้อยเพียงนี้หวางเหยผู้นั้นไม่ถือเป็เื่ยุ่งยากหรอกขอรับ”หนานกงฉางเซินรีบบอกโดยไม่รู้เลยว่าคำของมารดาที่พูดออกมามีนัยบางอย่างซ่อนเอาไว้ใจของเขากำลังพะวงอยู่กับเื่อื่นทำให้ไม่ได้ใส่ใจกับความนัยที่ซ่อนมา
“เดินทางครั้งนี้เ้าต้องรักษาตัวให้ดีรู้ใช่ไหมว่ายายห่วงเ้านัก ครานี้ปรมาจารย์เจิ้งสามารถเชิญราชันแพทย์โอสถมาได้ถือเป็โชคดีของบ้านเรา ยามอยู่ต่อหน้าผู้าุโเ้าต้องสำรวมกิริยาและท่าทีให้มาก”ฮูหยินผู้เฒ่าเลิกสนใจบุตรชายคนเล็ก หันไปพูดกับหลานสาววัย ๑๐ ขวบที่นั่งถัดจากนางทางขวาไปสามตำแหน่ง
“เ้าค่ะ” ฝูอวี้ฉยงรับคำด้วยเสียงสดใส
“ดีแล้วกลับถึงเรือนแล้วก็รีบพักผ่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าส่งยิ้มเอ็นดูให้หลานสาวแล้วหันไปพูดคุยกับหลานคนอื่น ๆ ที่กำลังนั่งจิบน้ำชาล้างปากหลังรับประทานอาหารเสร็จ
จนเวลาผ่านไปอีก ๑ เค่อท่านผู้เฒ่าก็ออกปากให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามเรือนของตนเอง
-------------------------------------
หนานกงฉางเซินเข็นรถที่ฝูอวี้ฉยงนั่งไปตามระเบียงหินเขียวข้างกายของเขาคือหลานสาวลำดับสี่และห้าด้วยวัยที่ไล่เลี่ยกันจึงทำให้พวกนางและฝูอวี้ฉยงสนิทกันอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากคุณหนูเจ็ดยังเล็กเกินไปจึงตอบโต้อะไรพวกนางไม่ได้มากพูดจาก็เหมือนคนละภาษา การมาของฝูอวี้ฉยงเมื่อหนึ่งปีก่อนจึงทำให้บ้านหนานกงครึกครื้นขึ้นกว่าเก่าวันนี้คุณหนูทั้งสองกลับเรือนของตนทันทีที่มาส่งฝูอวี้ฉยงเนื่องจากไม่กล้าขัดคำสั่งของท่านย่า ส่วนน้าชายเมื่อมาถึงเรือนก็อุ้มร่างของเด็กน้อยเข้าไปภายในห้องนอน
“วันนี้เข้านอนเร็วหน่อย ลมหนาวมาเร็วกว่าที่คาดไว้เ้าต้องรักษาตัวให้ดี เข้าใจหรือไม่” มือข้างหนึ่งของผู้เป็น้าวางลงบนศีรษะเล็กๆ ของเด็กน้อย สุ้มเสียงที่พูดมีความห่วงใยอย่างมาก มากจนฝูอวี้ฉยงจับสังเกตบางอย่างได้
“เ้าค่ะ”
“น้าไปก่อน” ชายหนุ่มเอ่ยลาพร้อมหมุนกายเดินออกไปเด็กน้อยเหม่อมองตามร่างนั้นด้วยความสังหรณ์ใจประหลาด
“มีอะไรหรือเ้าคะ” แม่นมซูถามขึ้นเพราะเห็นว่าคุณหนูน้อยมองนายท่านสามจนเขาลับตาไปแล้วแต่คุณหนูก็ยังไม่เลิกมอง
“ท่านน้ามีเื่บางอย่างกวนใจเขาข้าเห็นั้แ่ตอนอยู่เรือนท่านยายแล้ว ...” ฝูอวี้ฉยงไม่ได้พูดต่อว่าแท้จริงแล้วนอกจากน้าชายก็ยังมีท่านยายที่ผิดปกติไปเดิมทีนางไม่คิดใส่ใจเพราะเชื่อว่าเื่ของผู้ใหญ่ควรให้ผู้ใหญ่ลงมือจัดการแต่สิ่งที่นางจับพิรุธได้เมื่อครู่ คือดวงตาของหนานกงฉางเซินมันเต็มไปด้วยความสงสาร ...
ความสงสารที่มีต่อนาง
“ช่างเถอะ ร้านตีเหล็กส่งของมาแล้วหรือยัง”คุณหนูน้อยเปลี่ยนเื่พูด เพราะกังวลไปก็ไม่อาจหาคำตอบเลยต้องเลิกคิดชั่วคราว
“ส่งมาแล้วเ้าค่ะ”มิใช่เสียงของผู้เป็แม่นม หากเป็เสียงเจื้อยแจ้วของจิงเว่ยซึ่งกำลังเดินถือกล่องไม้สีดำเข้ามาพร้อมกับเสี่ยวชิงสาวใช้คนใหม่ที่ฮูหยินผู้เฒ่าส่งมารับใช้ดูแลคุณหนูหกั้แ่เมื่อปีก่อนเสี่ยวชิงอายุมากกว่าจิงเว่ยหนึ่งปี แต่เป็คนพูดน้อย จิตใจอ่อนโยน เลยไม่ได้กล้าพูดเท่ากับอีกคน
ไม่นานจึงกลายเป็ลูกไล่ของคนช่างเจรจา
“นังเด็กคนนี้ พูดจาเอะอะช่างเสียมารยาทนัก”
ต่อให้พวกนางจะเปลี่ยนมาอยู่ที่ใหม่แต่สองป้าหลานก็ยังปะทะคารมกันเป็ประจำทุกวันฝูอวี้ฉยงกับเสี่ยวชิงได้แต่เผลอยิ้มทุกคราที่สองป้าหลานเริ่มเถียงกัน
“คนของร้านตีเหล็กส่งมาให้ตอนเย็นเ้าค่ะบ่าวกับจิงเว่ยเพิ่งไปรับมาจากพ่อบ้าน” เสี่ยวชิงวางกล่องไม้ที่ตนถือมาลงบนโต๊ะแล้วเปิดฝาออกเพื่อให้ผู้เป็นายได้ตรวจดูของที่สั่งไปว่าตรงตามแบบหรือไม่
ภายในกล่องไม้ยาว ๓ ฉื่อ มีมีดบินขนาดเล็กสูง๘ ชุ่นกว้าง ๑ ชุ่นเรียงรายกันอยู่นับร้อยเล่ม
“ดีจริง น้ำหนักไม่มากไม่น้อยด้ามก็จับได้ถนัดมือ ใบมีดบางเฉียบราวปีกแมลงปอ”ฝูอวี้ฉยงหยิบมีดบินสองเล่มขึ้นมาถือไว้ พลางพลิกมองจนรอบก็พบว่าร้านตีเหล็กทำมันออกมาได้ตามที่นาง้า
คุณหนูน้อยทดลองกะน้ำหนักอยู่สี่ห้าครั้งเมื่อชินมือนางก็พลิกฝ่ามือที่ถือมีดบินสองเล่มลง ดวงตาจ้องมองไปยังปลายทางที่ห่างออกไปยี่สิบก้าวอย่างมาดมั่นฝ่ามือข้างขวาขยับเข้าหาตัวก่อนจะเคลื่อนออกอย่างรวดเร็ว
ฉับ ฉับ
สองมีดบินพุ่งออกจากฝ่ามือเด็กน้อยดุจลูกธนูแล่นล่องมันปักอยู่บนกรอบประตูที่ห่างออกไปยี่สิบก้าวไม่พลาดเป้า
แม่นมซูที่กำลังเถียงกับหลานสาวชะงักไปเล็กน้อยเสียงแหวกอากาศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นางก็มองตามได้ทันท่วงทีเมื่อเห็นว่าที่กรอบประตูทางเข้ามีมีดบินสองเล่มปักอยู่ นางจึงเดินไปถอดมีดบินออกมาบนใบหน้าของหญิงวัยกลางคนเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ใบมีดยาว๕ ชุ่นจมหายเข้าไปในเนื้อไม้ถึง ๓ ชุ่น ทั้งที่คุณหนูใช้เพียงกำลังข้อมือซัดมีดทั้งสองออกไปเท่านั้นซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นว่าการเคี่ยวกรำตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาได้ผลดีเช่นไร
ั้แ่ฝูอวี้ฉยงฟื้นขึ้นมา เหตุการณ์กลางป่าร้อยลี้ยังคงหลอกหลอนนางอยู่ตลอดแม้นางจดจำเื่ราวหลังจากที่นางปักมีดลงบนดวงตาหมาป่าขนเงินไม่ได้ แต่เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นย่อมสลักอยู่ในใจไม่มีวันมลาย
ฝูอวี้ฉยงรู้ดีว่าตนเป็เพียงดรุณีน้อยอ่อนแอที่ไม่อาจป้องกันตัวเองได้
เมื่อร่างกายของนางแข็งแรงมากขึ้นนางจึงคิดให้แม่นมซูสอนวิชาความรู้ในการเอาตัวรอดพื้นฐาน เมื่อนางไร้ปราณขับเคลื่อนพลังมีแต่ต้องเสริมพละกำลังทางกายเข้าสู้
การดึงรอกที่ด้านหนึ่งถ่วงถุงทรายน้ำหนัก๑ จิน[๒] ไว้คือหนึ่งในการเสริมพละกำลังเมื่อแขนแต่ละข้างสามารถดึงถุงทราย ๑ จินขึ้นได้โดยไม่ต้องออกแรงทั้งสิบส่วน น้ำหนักก็จะถูกเพิ่มเข้าไป๑ เท่าตัว ฝึกเช่นนี้เป็เวลาสองเค่อมาตลอด ๑ ปี จนน้ำหนักล่าสุดของถุงทรายที่ใช้คือขนาด๘ จิน ซึ่งถือว่าหนักมากสำหรับเด็กวัย ๑๐ ขวบที่ไม่มีพลังปราณติดกาย
นอกจากการดึงรอกแล้ว ก็ยังมีการผูกแท่งตะกั่วที่ข้อมือทั้งสองข้างเริ่มต้นด้วยน้ำหนัก ๔ ตำลึง[๓]ไม่ว่ายามอ่านหนังสือ รับประทานอาหาร หรือนั่งเล่นก็ล้วนผูกไว้จนกลายเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายเมื่อคุ้นเคยจนข้อมือมีกำลังมากขึ้นก็เพิ่มเป็ ๘ ตำลึง และ ๑๖ ตำลึงในที่สุด
เมื่อข้อมือแข็งแรงขึ้นและมีกำลังมากขึ้นแม่นมซูจึงสอนให้นางรู้จักการใช้มีดสั้น เป็การฝึกยุทธ์โดยใช้กำลังของร่างกายเพียงอย่างเดียวท่วงท่าจึงค่อนข้างหนักหน่วงว่องไวและเรียบง่าย รูปแบบมีเพียง ๕ กระบวนคือ ยก แทง จ้วง ปาด และตวัด
๕ กระบวนพลิกแพลงสอดประสานเป็ร้อยวิถี
อย่างน้อยก็เป็วิชาติดตัวในยามจำเป็
หากเด็กน้อยก็คงไม่คิดว่านางจะได้ใช้มันในเวลาไม่กี่วันต่อมา
----------
ภายในเรือนของนายท่านสามสกุลหนานกง
ผู้เป็เ้าเรือนทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ไม้มากว่า๑ ชั่วยาม
ตอนสายที่ผ่านมาเขาเพิ่งได้รับจดหมายจากเหอวั่งที่ส่งมาจากมณฑลใต้แคว้นเหลียนซึ่งการส่งจดหมายระหว่างเมืองหวยและมณฑลใต้ใช้ระยะเวลาราว ๆ ๑๕ วัน แต่ละเดือนหลานสาวกับคู่หมั้นจึงเขียนจดหมายโต้ตอบกันคนละ๑ ฉบับ เมื่อรับมาเขาก็รีบสั่งให้เสี่ยวเหวินบ่าวรับใช้นำไปมอบแก่สาวใช้ของหลานสาวเพราะเขารู้ดีว่าจดหมายจากมณฑลใต้คือกำลังใจสำคัญที่ทำให้อาการของหลานตัวน้อยดีวันดีคืน
ทว่าจดหมายที่เขาได้รับหลังจากฉบับของเหอวั่ง๑ ชั่วยาม กลับทำให้โลกของชายหนุ่มถึงกับหยุดนิ่งลงในพริบตา จดหมายฉบับนี้เขาได้รับต่อมาจากสหายรักอย่างจิ้งหวางมันถูกส่งมาจากชายแดนแคว้นเหลียนผ่านพิราบเวท จึงใช้เวลาเดินทางไม่เกิน ๑วันเท่านั้น เนื้อความในจดหมายเกี่ยวข้องกับบุรุษผู้เป็คู่หมั้นของหลานสาว และคนในครอบครัวของเขา
ตราครั่งสีแดงเข้มที่ประทับบนซองด้านหน้าคือการตอกย้ำว่ามันคือความจริงที่ยากหลีกเลี่ยง กระดาษที่ใช้ก็ประทับลายดุนรูปเดียวกับครั่งซึ่งใช้กันเฉพาะในกองทัพฉินเท่านั้น
แต่เพราะเนื้อความที่เขียนมาเป็เื่ร้ายแรงถึงชีวิต หนานกงฉางเซินจึงไม่ปักใจเชื่อในทันทีเขาขอให้จิ้งหวางช่วยสืบข้อมูลยืนยันอีกครั้ง
ไม่นานจิ้งหวางก็ได้รับรายงานยืนยันอีกสามฉบับจากสามหน่วย เนื้อความต่างรายงานถึงเหตุร้ายที่
เกิดขึ้นกับคนวังเว่ยหยางเหมือนกันทุกประการหลังกลับจากเรือนของฝูอวี้ฉยงเมื่อ ๑ ชั่วยามก่อนคนของจิ้งหวางก็นำรายงานทั้งสามฉบับมาส่งมอบให้กับเขา
ทันทีที่เปิดอ่านเขาก็รู้สึกหมดเรี่ยวแรงด้วยเพราะเกิดความเวทนาต่อชะตากรรมหลานสาวตัวน้อย โลกช่างเล่นตลกกับชีวิตของเด็กน้อยผู้นั้นยิ่งนัก
ชายหนุ่มตัดสินใจเก็บรายงานทั้งสามพร้อมจดหมายลงในกล่อง
เลือกจะปิดบังความจริงนี้ไปสักระยะหนึ่งอย่างน้อยที่สุดก็รอให้ราชันแพทย์โอสถถอนพิษในร่างของนางเสียก่อน
ทว่าหนานกงฉางเซินก็ประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไป
หน่วยเสื้อทองของเหลียนต้าหวางบัดนี้ได้แทรกซึมเข้ามาเป็หนึ่งในบ่าวรับใช้ของสกุลหนานกงแม้แต่วังจิ้งหวาง หรือวังหลวงก็ล้วนแต่มีหน่วยเสื้อทองปะปนเข้าไป
อันว่าทวนเปิดเผยหลบหลีกง่าย แต่เกาทัณฑ์ลับยากระวัง
หลุมพรางถูกก่อขึ้นอย่างมั่นคงด้วยแผนการระดับภูษาฟ้าไร้ตะเข็บ[๔]ทุกขั้นตอนถูกวางไว้อย่างไร้ช่องโหว่จดหมายจากชายแดนไม่ต่างจากลมบูรพา เมื่อมันพัดมาเปลวเพลิงก็โหมลุกแผดเผา
-----------------
แสงอรุณจับขอบฟ้า
ปักษาออกบินหาอาหาร
เรือนของฝูอวี้ฉยงยามนี้
แม่นมซูกำลังขมักเขม้นกับการขัดถูเนื้อตัวให้ผู้เป็เ้านายหลังจากปล่อยให้คุณหนูแช่กายในน้ำสมุนไพรมา ๒ เค่อก็ต้องขัดถูคราบไคลที่ลอกออกมาให้หมดสิ้นแม้ร่างกายของคุณหนูจะฟื้นตัวจนแข็งแรงขึ้นมากแต่แม่นมซูก็ไม่เคยละเลยเื่ที่นายหญิงได้สั่งความเอาไว้
วันนี้ครบรอบเวลาในการแช่สมุนไพรเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตซูเฉี่ยนจึงตื่นขึ้นมาเตรียมของั้แ่เช้าตรู่ ขณะที่จิงเว่ยไปยังโรงครัวเพื่อทำน้ำแกงบำรุงกำลังทั้งยังรอรับอาหารจากคนครัวเพื่อนำมาให้คุณหนูรับประทานในมื้อเช้า
หลังทาน้ำมันเมล็ดฉา[๕]ตามผิวกายและเรือนผมจนเสร็จแม่นมก็หยิบเสื้อผ้าที่เตรียมไว้มาสวมให้ผู้เป็นายก่อนจะอุ้มร่างเล็กกลับไปยังเตียงนอนที่อยู่อีกห้องหนึ่ง
“ข้าอยากดื่มชาลูกพลับในเรือนยังมีลูกพลับตากแห้งเหลืออยู่หรือไม่” ร่างเล็กถามขึ้น ขณะมือของนางก็หวีผมที่ลงน้ำมันอย่างเบามือ
“น่าจะหมดแล้วนะเ้าคะแต่เดี๋ยวบ่าวจะบอกเสี่ยวชิงที่อยู่ด้านนอกให้ไปเอามาจากห้องครัว คุณหนูรอบ่าวสักครู่เดียว”ซูเฉี่ยนพูดจบก็เดินออกจากเรือนมาเล็กน้อย เพื่อสั่งความกับเสี่ยวชิงที่กำลังตัดแต่งต้นไม้ดัดอยู่ที่ลานหน้าเรือน
ขณะเดียวกันฝูอวี้ฉยงซึ่งนั่งรออยู่ก็เหลือบเห็นซองจดหมายวางอยู่บนโต๊ะข้างหัวเตียง พลันเกิดความสงสัยเพราะก่อนที่แม่นมซูจะพานางไปอาบน้ำที่ห้องด้านข้างยังไม่มีจดหมายฉบับนี้วางอยู่
เด็กน้อยเอื้อมคว้ามาถือก็เห็นว่าครั่งที่ประทับปิดผนึกจดหมายมีรอยแยกบ่งบอกว่าจดหมายฉบับนี้ถูกเปิดอ่านแล้ว ตราอาชาเหยียบศิลานางย่อมรู้จักดีเพราะเคยเห็นรูปวาดในหนังสือบันทึกพงศาวดารต้าฉินทั้งกลางจตุรัสเมืองหวยก็ยังมีรูปปั้นอาชาเหยียบศิลาอยู่ใต้ต้นหวยพันปีเป็สัญลักษณ์ประจำเมืองหลวงมายาวนานนับั้แ่ก่อตั้งราชวงศ์ฉิน
ในบันทึกพงศาวดารมีบทหนึ่งพูดถึงตราอาชาเหยียบศิลาว่าเป็ตราที่ใช้กันเฉพาะในกองทัพฉิน
รู้เช่นนี้นางจึงยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่เพราะจดหมายฉบับนี้ไม่ควรมาปรากฏภายในห้องของนาง เด็กน้อยรีบแกะซองออกแล้วดึงกระดาษด้านในออกมาเปิดอ่าน
‘ขบวนเสด็จของเซียวเหยาหวางแคว้นเหลียนถูกลอบสังหารเซียวเหยาหวาง พระชายาไป๋หลี่ บุตรชายเหอวั่ง รวมทั้งองครักษ์สามสิบคนทั้งหมดเสียชีวิต’
ดวงตาคู่กลมไล่อ่านประโยคที่เขียนบนกระดาษอีกครั้ง
ในอกรู้สึกอึดอัดอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
นางอ่านข้อความเดิมจนครบสิบครั้งถึงได้พบว่าน้ำตาตนเองไหลอาบสองข้างแก้มความเ็ปอย่างชนิดที่นางไม่คาดฝันได้จู่โจมเข้ามากลางใจ ไม่ต่างจากค้อนเหล็กที่ทุบมาที่อกซ้ำๆ อย่างไร้ปรานี ความเ็ปคล้ายเพลิงที่ถูกพัดกระพือจนโหมกระหน่ำ
ความร้อนครอบคลุมแผดเผาิัภายนอกดุจเพลิงผลาญปฐี
แต่เืลมภายในกายกลับเย็นเฉียบราวถูกแช่อยู่ในธารน้ำแข็งา
ร้อนเย็นพลิกผัน วิปริตผิดกระบวน
นางมิอาจหยุดความคิดที่กระเจิงออกไปได้แม้แต่น้อยภาพของเด็กหนุ่มร่างสูงที่มีท่าทีอบอุ่นและจริงใจยังคงเด่นชัดในความทรงจำ ทุกตัวอักษรในจดหมายที่เขาเขียนมาเล่าความเป็ไปในชีวิตผูกบุรุษผู้นั้นให้เข้ามาเป็ส่วนหนึ่งของลมหายใจ
ั้แ่รู้ว่าราชันแพทย์ยอมรักษาพิษให้นางความฝันที่จะเติบโตขึ้นมาเป็สตรีที่คู่ควรกับบุรุษผู้นั้นก็เข้ามาวนเวียนในความคิดของนางอยู่ซ้ำๆ ทว่าวันนี้ข้อความเพียงไม่กี่ประโยคในจดหมายได้ทำลายทุกสิ่งที่นางปรารถนา
ตอนที่แม่นมซูเดินกลับเข้ามาในเรือนก็เห็นคุณหนูล้มพับไปกับเตียงใบหน้าจิ้มลิ้มเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา เพียงััหมายจะปลุกผู้เป็นายขึ้นมานางก็ถึงกับต้องรีบดึงมือออกอย่างทันควัน เนื่องจากร่างของผู้เป็นายร้อนดุจเปลวไฟ
เงาร่างของนางเคลื่อนไหวออกไปด้านนอกราวหมอกควันแล้วรีบสั่งการให้บ่าวรับใช้ที่อยู่เรือนใกล้เคียงไปตามนายท่านสามและตามหมอมาให้เร็วที่สุดชั่วไม่กี่ลมหายใจถัดมาแม่นมซูก็กลับมาภายในห้องนางรีบหยิบโอสถวิเศษที่ปรมาจารย์เจิ้งมอบให้คุณหนูออกมาแล้วป้อนโอสถคืนปราณและโอสถบำรุงจิตให้อย่างละ ๑ เม็ด
สองมือของนางผนึกปราณในกายของตนแล้วส่งเข้าไปผ่านแผ่นหลังของนายน้อย ร่างของแม่นมซูนั่งขัดสมาธิซ้อนอยู่ด้านหลัง ปราณก็แผ่เข้าไปกระตุ้นโอสถเพื่อขจัดเภทภัยที่คุกคามดรุณีน้อยให้หมดสิ้น
ขณะที่นางกำลังช่วยเหลือผู้เป็นายอยู่นั้นดวงตาก็เหลือบไปเห็นจดหมายที่ตกอยู่ด้านข้าง ความสงสัยที่เกิดในใจว่าสิ่งใดคือสาเหตุทำให้คุณหนูอาการทรุดลงในชั่วพริบตาก็ถูกไขจนกระจ่าง
‘ขบวนเสด็จของเซียวเหยาหวางแคว้นเหลียนถูกลอบสังหารเซียวเหยาหวาง พระชายาไป๋หลี่ บุตรชายเหอวั่ง รวมทั้งองครักษ์สามสิบคนทั้งหมดเสียชีวิต’
***************************
บทนี้ค่อนข้างยาวสักหน่อย
ขอต้อนรับเข้าสู่การผจญภัยบทใหม่ของเสี่ยวฉยง
ขอบคุณทุกคนที่เข้าอ่านขอบคุณทุกกำลังและทุกความเห็น
ZHMX
[๑] ลี่ชิวตามปฏิทินหนงลี่ คือ่เวลาเริ่มฤดูใบไม้ร่วง
[๒] จินหรือ ชั่ง เท่ากับประมาณ ๕๐๐ กรัม
[๓] ตำลึงหรือ เหลี่ยง เป็หน่วยวัดน้ำหนักของจีน ๑๖ ตำลึงเท่ากับ ๑ จิน (๕๐๐กรัม) น้ำหนัก ๔ ตำลึงจึงเท่ากับ ๑๒๕ กรัม
[๔] แผนการรัดกุมรอบคอบจนไร้ช่องโหว่
[๕] น้ำมันเมล็ดฉาหรือ น้ำมันดอกคามิเลีย ได้จากการหีบน้ำมันจากเมล็ดของต้นฉา น้ำมันที่ได้จะไม่มีกลิ่นใช้การบำรุงเส้นผม ิั นอกจากนี้ยังใช้ประกอบอาหารได้ด้วย