เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นราวกับเทพสังหารแม้ปากจะเรียกว่าป้า แต่ท่าทีกลับแข็งกร้าวและเริ่มเอ่ยปากไล่อย่างไม่ไว้หน้า
เสิ่นหงชุ่ยเห็นท่าทางเ็าปานพญายมของเขาก็รู้สึกขยาดหวาดกลัวจนตัวสั่น เ้าหนุ่มนี่เห็นอายุยังน้อยแต่ได้ยินมาว่าเวลาชกต่อยแต่ละทีนั้นสู้ยิบตาไม่กลัวตาย
คนหนุ่มในหมู่บ้านนับสิบคนยังไม่ใช่คู่ปรับของเขาเลยเธอจึงกลอกตาไปมาพลางดึงตัวเสิ่นหลิงเข้าหาตนเองแล้วผลักออกไปข้างหน้า“่นี้น้องสาวแกสุขภาพไม่ค่อยดีแกที่เป็พี่ชายก็ควรจะยื่นมือเข้าช่วยบ้างสิ?”
เธอคิดเอาเองว่าตอนนั้นเสิ่นเหยาเคยคิดจะแต่งงานกับลูกสาวเธออยู่แล้วเขาต้องเคยมีใจให้ลูกสาวเธออย่างแน่นอน
เสิ่นหลิงถลาไปข้างหน้าใบหน้าดำกร้านและอวบอัดแปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำทันทีเธอทอดสายตาเอียงอายมองเสิ่นเหยาพลางดัดเสียงให้แหลมเล็กเลียนแบบเจียงอิ๋งอิ๋ง“พี่เหยา...”
เสิ่นเหยาขมวดคิ้วแน่นก่อนจะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
แม้เขาจะรังเกียจเจียงอิ๋งอิ๋งแต่ในเมื่อทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันแล้วก็ถือว่าเป็สามีภรรยายามอยู่ข้างนอกเขาไม่มีทางยอมให้ตัวเองไปพัวพันกับผู้หญิงคนอื่นเด็ดขาด
ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กับเสิ่นหลิงคนนี้เลยแม้แต่น้อย
หลี่เสวี่ยเหลียนที่นิ่งเงียบมาตลอดในตอนนี้รู้สึกเสียใจจนใจแทบจะขาดรอนๆ ตอนนั้นเธอตาบอดหรืออย่างไรถึงอยากได้เสิ่นหลิงคนนี้มาเป็สะใภ้?
แล้วนี่ยังกล้าหน้าด้านมาเรียก‘พี่เหยา’ อะไรนั่นอีก?
เธอสาวเท้าขึ้นไปข้างหน้าเอ่ยปากด้วยใบหน้าเ็า “แม่หนูหลิงฉันน่ะให้กำเนิดลูกสาวมาแค่คนเดียวคือเสี่ยวอวิ๋น อย่ามาเรียกมั่วซั่วกลางค่ำกลางคืน เอ๊ย กลางวันแสกๆแบบนี้ใครมาได้ยินเข้ามันจะกลายเป็เื่ขบขันเอา! เสิ่นเหยาของฉันแต่งงานแล้วแต่เธอน่ะยังไม่ได้ออกเรือนนะ!”
แม้ทุกวันนี้จะมีการรณรงค์ให้ละทิ้งความเชื่อคร่ำครึแต่ชื่อเสียงเื่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของผู้หญิงนั้นไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ยังเป็เื่สำคัญยิ่ง!
ใบหน้าดำคล้ำของเสิ่นหลิงซีดเผือดลงทันตาไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังเป็สาวเทื้อ แม้ภายนอกจะดูดุดันแต่ยามนี้กลับอับอายจนหน้าทั้งดำทั้งแดงสลับกันไปหมด
เสิ่นหงชุ่ยคว้าตัวลูกสาวไว้พลางกัดฟันพูด“พูดจาอะไรอย่างนั้น? เด็กสองคนนี้โตมาด้วยกันก็ถือว่าเป็เพื่อนเล่นสมัยเด็กจะเรียกพี่สักคำมันจะเป็อะไรไป?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอเล็กน้อยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงกึ่งงอนกึ่งขัน “พี่เหยาคะ...ตกลงแล้วคุณมี ‘น้องสาว’ ที่แสนดีกี่คนกันแน่เนี่ย?”
เสิ่นเหยารู้สึกเหมือนมีลมหนาวพัดผ่านตัวจนขนลุกซู่เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเสิ่นหลิงใบหน้าของเขาดูเที่ยงธรรมยิ่งกว่าพระถังซัมจั๋งเสียอีก“จะไปทำงานแล้ว หลีกทางไปให้หมด!”
เสิ่นหลิงถูกเมินเฉยอย่างไร้เยื่อใยจนถึงที่สุดใบหน้าที่หนาด้านนั้นทานทนต่อไม่ไหวอีกต่อไป เธอกระทืบเท้าเร่าๆพลางวิ่งร้องไห้หนีไป...
เสิ่นหงชุ่ยสบถด่าลูกสาวว่าไร้ประโยชน์ก่อนจะแบกจอบเดินจากไปด้วยความโกรธจัด
ละครฉากใหญ่จบลงเพียงเท่านี้เจียงอิ๋งอิ๋งยังคงอุ้มกระต่ายไว้ในอ้อมอก ยืนเคียงข้างผืนนาอย่างแช่มช้อย
สายลมโชยมาอ่อนๆปอยผมตรงหน้าผากพัดปลิวไสว พวงแก้มสีชมพูระเรื่อ ดวงตาฉ่ำน้ำและริมฝีปากแดงอิ่ม...
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นมองจนเพลินตากว่าจะรู้สึกตัวก็ผ่านไปครู่ใหญ่เธอเหลือบมองพี่ชายรองที่นิ่งเงียบทว่าใบหูกลับแดงซ่าน แล้วแอบรำพึงในใจ
นี่มันนางฟ้าฉางเอ๋อจุติลงมาแท้ๆ!
ไม่อย่างนั้นจะมีกระต่ายะโออกมาหาดื้อๆได้อย่างไร! เธอโตมาจนป่านนี้ ทำงานอยู่ที่นี่ทุกวี่ทุกวัน อย่าว่าแต่กระต่ายเลยแม้แต่ไก่ป่าก็ยังไม่เคยเห็นสักตัว!
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอพลางยิ้มละไมหาที่สะอาดๆ นั่งลง “แม่คะหนูขอพักอยู่ที่นี่อีกสักพัก แล้วค่อยไปนะคะ”
ใน่ที่แดดร้อนระอุเช่นนี้ร่มไม้ใต้เชิงเขาก็เปรียบเสมือนเครื่องปรับอากาศตามธรรมชาติเธอไม่อยากรีบเร่งเดินทางกลับตอนนี้หรอก!
เหวินฉินกับเหวินชงก็นั่งลงตาม“คุณย่า ผมก็ยังไม่กลับครับ!”
หลี่เสวี่ยเหลียนจิบน้ำพลางมองเจียงอิ๋งอิ๋งที่อุ้มกระต่ายด้วยอารมณ์สุนทรีย์ก่อนจะตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ได้สิลูก! ลูกพักผ่อนเถอะเดี๋ยวแม่ไปทำงานเอง วันนี้เราจะได้รีบกลับบ้านกันเร็วหน่อย!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นไม่ถือสาเื่ที่เจียงอิ๋งอิ๋งไม่ยอมทำงานแล้วเธอแบกจอบเดินตามหลังหลี่เสวี่ยเหลียนลงนาไปเงียบๆ
เสิ่นเหยาชำเลืองมองเจียงอิ๋งอิ๋งแวบหนึ่งพบว่าเธอไม่ได้มองเขาเลยแม้แต่น้อย แต่กลับตั้งอกตั้งใจหยอกล้อกับกระต่ายในอ้อมแขน
ในใจเขารู้สึกอึดอัดพิกลแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเงยหน้าขึ้นดื่มน้ำจนหมดกา ก่อนจะสาวเท้าเดินลงไปในนา
แม้จะร้อนเพียงใดแต่ในทุ่งนาก็เต็มไปด้วยชาวไร่ชาวนาที่กำลังตรากตรำทำงานในยุคที่ไฟฟ้าเพิ่งเริ่มแพร่หลายครอบครัวไหนมีไฟฉายสักกระบอกก็ถือว่าเป็คนรวยแล้ว
ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเข้านอนเร็วและแทบไม่มีกิจกรรมใน่กลางคืนเลย
ทุกคนต่างเร่งทำงานในตอนกลางวันเพราะเกรงว่าหากฝนตกลงมาจะทำให้การเก็บเกี่ยวล่าช้าไป
สายลมพัดมาเอื่อยๆเจียงอิ๋งอิ๋งลูบขนกระต่ายพลางคุยเล่นกับเด็กน้อยเหวินฉินและเหวินชง
เธอพบว่าแม้เด็กสองคนนี้จะยังเล็กแต่กลับสามารถท่องคัมภีร์สามอักษรและบทกวีโบราณได้คล่องแคล่วซึ่งทั้งหมดนี้เสิ่นชิ่งหงเป็ผู้สอน
เหวินฉินเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ“อารองของผมก็เก่งมากนะครับ คุณปู่บอกว่าถ้าเขาได้เรียนต่ออีกหน่อยก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้สบายเลย!”
ปีนี้เป็ปีที่สองของการฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยและถือเป็การสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงครั้งแรกทั้งยังเป็ปีสุดท้ายที่ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ใครก็สามารถสมัครสอบได้
ตอนนี้เป็เดือนพฤษภาคมเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเศษก็จะถึงวันสอบแล้ว
เหล่านักเรียนที่มีความหวังต่างพากันแห่สมัครสอบอย่างล้นหลามนี่คือสาเหตุที่เฉิงเหวินเจี้ยนร้อนรนอยากสลัดเจียงอิ๋งอิ๋งคนเดิมทิ้งเพื่อจะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัยดีๆ และไปจากชนบทแห่งนี้
ทว่าปีนี้ก็เป็ปีที่หินที่สุดเช่นกันเพราะคนจำนวนมากที่สอบตกจากการสอบครั้งแรกเมื่อฤดูใบไม้ร่วงปีก่อนต่างพากันฮึดสู้เพื่อทุ่มสุดตัวในปีนี้
เจียงอิ๋งอิ๋งจำข้อมูลที่เคยอ่านเจอได้ว่าอัตราการรับเข้าเรียนในตอนนั้นมีเพียงร้อยละไม่กี่คนเท่านั้น
เรียกได้ว่าเป็การคัดเลือกหนึ่งในหมื่นอย่างแท้จริง
หัวใจของเธอเริ่มไหววูบสอบเข้ามหาวิทยาลัยงั้นหรือ! ในอนาคตใบปริญญาจะสำคัญเพียงใดใครจะรู้ดีไปกว่าเธอที่มาจากโลกอนาคตกันล่ะ?
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้คิดจะเข้าสอบในปีนี้
เหตุผลแรกคือเ้าของร่างเดิมแทบจะไม่รู้หนังสือหากอยู่ดีๆ ก็สอบติดมหาวิทยาลัยชั้นนำขึ้นมา คงเป็เื่ประหลาดเกินไป
เหตุผลที่สองคือตอนนี้เื่เงินสำคัญที่สุดเมื่อมีเงินแล้วเธอสามารถเข้าเรียนแทรกชั้นในโรงเรียนมัธยมปลายแล้วค่อยสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังไม่สาย
เสียงเล็กเจื้อยแจ้วของเหวินชงดังขึ้น“คุณอาสะใภ้ ท่องบทกวีเป็ไหมครับ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเคยเรียนมาบ้างแต่ความแตกต่างระหว่างเธอกับคนไม่รู้หนังสือก็แค่เธอรู้จักตัวอักษรไม่กี่ตัวหากให้ท่องบทกวีโบราณ เกรงว่าเธอคงสู้เหวินฉินกับเหวินชงไม่ได้
เธอยิ้มกว้าง“อาท่องไม่เป็หรอกจ้ะ พวกหนูสอนอาหน่อยได้ไหม?”
พวกเขาจะได้เป็ครูตัวน้อยงั้นหรือ?
ดวงตาของเหวินฉินและเหวินชงเป็ประกายแย่งกันพูดขึ้นมา “ผมจะสอนเองครับ! ผมสอนเอง!ผมรู้ตั้งหลายบทแน่ะ!”
ไม่นานนักเสียงใสๆ ของเด็กน้อยสลับกับเสียงหวานละมุนของผู้หญิงก็ดังแว่วไปทั่วท้องทุ่ง
“เหรินจือชู... ซิ่งเปิ่นซาน...” (มนุษย์เริ่มแรกเดิมแท้สันดานดี)
“เอ๋อ เอ๋อ เอ๋อ...” (ห่าน ห่าน ห่าน)
“ฉูเหอ ยื่อตังอู่...” (พรวนดินยามเที่ยงวัน)
เสิ่นเหยาที่ยืนหันหลังให้พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาเขาเช็ดเหงื่อพลางปล่อยใจลอยไปถึงการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึง
จากนั้นครู่ใหญ่เขาก็ยิ้มเยาะตัวเองนอกจากทางมหาวิทยาลัยจะไม่เก็บค่าเล่าเรียนแล้ว ยังมีเงินอุดหนุนให้อีกแต่ถ้าเขาจากไปแล้ว ที่นาเหล่านี้จะทำอย่างไร?
พ่อแม่และน้องสาวที่ถูกรังแกใครจะเป็คนปกป้อง?
ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังมีเจียงอิ๋งอิ๋งที่บอบบาง อ่อนแอ ทำงานหนักไม่เป็เพิ่มมาอีกคน!
เขาดึงสติกลับมาแล้วก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป
ในหนังสือบอกว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเพียงสายเดียวถึงเขาไม่สอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็สามารถสร้างเส้นทางที่ยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน
ในทุ่งนาเสิ่นหงชุ่ยที่ยังคงหงุดหงิดเื่กระต่ายเห็นเจียงอิ๋งอิ๋งนั่งสบายอารมณ์อยู่ใต้ต้นไม้ ก็แกล้งพูดเสียงดังกับเสิ่นหลิง“ลูกรัก จำไว้นะวันหน้าแต่งงานไปแล้วอย่าี้เีสันหลังยาวไม่ทำงานล่ะ!ให้เขาประคองขึ้นหิ้งไว้บูชาเป็เ้าคุณปู่เ้าคุณย่าแบบนั้นครอบครัวเขาก็คงไม่มีทางเจริญหรอก!”
หลี่เสวี่ยเหลียนแค่นยิ้มเย็นแกล้งส่งเสียงดังกลับไปบ้าง “โอ๊ยชีวิต่นี้มันช่างสำราญเหลือเกิน กลางวันได้กินหมู ตอนเย็นจะได้กินกระต่าย!ต่อให้ลงไปไถนาสามวันสามคืน ก็ยังหาไม่ได้เท่ากระต่ายตัวเดียวเล้ย!”
อิ๋งอิ๋งของเธอน่ะบอบบางน่าทนุถนอมไม่ทำงานแล้วจะทำไม? ถ้าฝืนทำจนป่วยไข้ขึ้นมาเธอจะเอาเงินที่ไหนพาลูกสะใภ้ไปหาหมอกันล่ะ?
อีกอย่างลูกสะใภ้สวยปานหยาดฟ้ามาสู่ดินขนาดนี้ เขามีไว้ให้เอามาใช้แรงงานกันที่ไหนเล่า?
เสิ่นหงชุ่ยเหลือบมองกระต่ายตัวนั้นด้วยความเจ็บใจทั้งแค้นทั้งเคือง เ้าสัตว์ตาถั่วนั่นเวลาจะวิ่งชนคนยังเลือกมองที่หนังหน้าอีกหรืออย่างไร?
จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำลงครึ่งฟ้าหลี่เสวี่ยเหลียน เสิ่นเหยาและเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นจึงค่อยพยุงร่างอันอ่อนล้าเดินขึ้นมาจากนา
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบเข้าไปประคองหลี่เสวี่ยเหลียน“แม่คะ เหนื่อยมากไหมคะ? เย็นนี้หนูทำกับข้าวเองแม่ไปพักผ่อนเถอะค่ะ!”
หลี่เสวี่ยเหลียนยิ้มพลางตบมือเธอเบาๆ“อิ๋งอิ๋งของแม่ช่างมีน้ำใจจริงๆ!”
เสิ่นเหยาไม่ได้พูดอะไรเขาจัดการรวบอุปกรณ์การเกษตรทั้งหมดขึ้นมาถือไว้คนเดียวแล้วหิ้วเถาปิ่นโตเดินนำหน้าไป “กลับบ้านกันเถอะ”