มารสยบฟ้า

    บทที่ 62 : เรื่องราวที่น่าเศร้า

    การประลองในกลุ่มที่สมารถได้จบลงแล้ว เหล่าผู้ชมต่างก็เฝ้ารอให้ถึงการประลองของกลุ่มที่สี่ เพราะภายในกลุ่มนี้มีมู่ป๋ายที่เป็นตัวเต็งของการประลองรวมอยู่ในกลุ่มด้วย

     

    เมื่อมู่ป๋ายเดินขึ้นสู่สนาม เสียงตะโกนเชียได้ดังขึ้นมาไม่ขาดสาย พวกเขาล้วนแต่เป็นคนจากเมืองหยกม่วง ที่ล่วงหน้ามาเพื่อเป็นกองเชียให้กับมู่ป๋ายโดยเฉพาะ

     

    เหล่าตัวแทนคนอื่น ๆ ที่ต้องขึ้นประลองในกลุ่มเดียวกัน ต่างมองไปที่มู่ป๋ายด้วยความอิจฉาตาร้อน ความคิดของพวกเขารวมเป็นหนึ่งเดียวกันโดยที่มิต้องเอ่ยวาจาใด ๆ

     

    เมื่อเหล่าตัวแทนในกลุ่มที่สี่ขึ้นมากันครบแล้ว เสียงประกาศเริ่มต้นการประลองดังขึ้นทันที มันเป็นเวลาเดียวกับที่ตัวแทนทุกคนในกลุ่มต่างก็วิ่งกรูกันเข้ามาบุกโจมตีมู๋ป่าย

     

    เหล่าตัวแทนดาหน้ากันเข้ามา มู่ป๋ายยิ้มอย่างมีความสุข นำดวงจิตของราชสีกรงเล็บทองเข้ามาสถิตร่าง

     

    ราชสีกรงเล็บทองของมู๋ป๋ายนั้น ก่อนตายที่จะตาย มันเป็นถึงสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่แปด แม้ความแข็งแกร่งจะไม่อาจเทียบเท่ากับสัตว์อสูรประเภทมังกรของตงห่าว แต่ก็เป็นรองเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

     

    ด้วยความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรที่นำมาสถิตร่าง ความแข็งแกร่งของมู่ป๋ายจึงเพิ่มขึ้นมาหลาเท่า ยิ่งมู่ป๋ายมีระดับพลังที่เหนือกว่าตัวแทนคนอื่น ๆ ด้วยแล้ว เขาจึงสามารถรับมือกับหลาย ๆ คนได้ในเวลาเดียวกัน

     

    กรงเล็บราชสีทองคำ!

     

    ลูกเตะจ้าวราชัน!

    การต่อสู้ของมู่ป๋ายทำเอาผู้ชมต่างก็รู้สึกได้ถึงความตื่นเต้น “ดวงจิตของราชสีกรงเล็บทองช่างทรงพลังจริง ๆ สามารถรับมือกับผู้คนจำนวนขนาดนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว!”

     

    แม้เหล่าตัวแทนจะช่วยกันรุม แต่ก็ไม่อาจสยบมู่ป๋ายลงได้ กลับเป็นพวกเขาเสียเอง ที่เป็นฝ่ายถูกมู่ป๋ายจัดการไปทีละคน

     

    มู่ป๋ายไล่กำจัดตัวแทนไปคนแล้วคนเล่า แต่ตัวเขาก็ได้สูญเสียตัวแทนร่วมสถานไปเช่นกัน และตอนนี้ บนสนามประลองก็เหลือกันอยู่เพียงแค่สามคนเท่านั้น ซึ่งก็คือตัวของมู่ป๋ายเอง ลู่หานและฮัวเจี่ย

     

    มู่ป๋ายได้ถามทั้งสองคนว่า “เหลือพวกเจ้าเพียงแค่สองคนแล้ว ใครจะเป็นฝ่ายเข้ามาตัดกันลังข้า หรืออยากจะเข้ามาพร้อม ๆ กันเลย?”

     

    ฮัวเจี่ยรู้ดีว่าถึงแม้จะเข้าไปพร้อมกันทั้งสองคน ยังไงก็ไม่อาจเอาชนะอีกฝ่ายได้ และเขาก็ไม่อยากจะสูญเสียพลังลมปราณไปกับการประลองในรอบนี้ เขาจึงเดินเข้าไปกระซิบบางอย่างกับลู่หาน ก่อนจะเดินออกไปยืนกอดอกอยู่บริเวณริมขอบของสนามประลอง

     

    หลังจากฮัวเจี่ยเดินมากระซิบบางอย่าง ลู่หานกัดฟันด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง ภายในใจรู้สึกอัดอั้นไปด้วยความเจ็บปวด

     

    กร๊อดดด!

     

    ลู่หานโคจรพลังลมปราณในร่าง ทุ่มเทพลังทั้งหมดเปิดฉากพุ่งเข้าใส่มู่ป๋ายในฉับพลัน

     

    ก้าวย่างไร้ราตรี!

     

    จ้าวเฉินที่ยืนดูอยู่นอกสนามประลองถึงกับต้องสับสน ไม่เข้าใจว่าทำไมลู่หานถึงพุ่งเข้าใส่มู่ป๋ายเช่นนั้น

     

    ปิงหยุนที่เข้าใจสาเหตุทุกอย่าง ได้แต่มองดูลู่หานด้วยความรู้สึกเจ็บปวดไม่ด้อยไปกว่ากัน

     

    “ก่อนที่สัตว์อสูรจะบุกเข้ามาที่เมืองเมืองตะวันดับ  ตระกูลเฟิงได้สั่งซื้อสินค้าหลายอย่างเป็นจำนวนมหาศาลจากร้านค้าหลายแห่งที่เปิดกิจการอยู่ภายในเมืองตะวันดับ ถึงขนาดยอมจ่ายเงินเต็มจำนวนล่วงหน้าเพื่อให้ได้สินค้าเหล่านั้นมา”

     

    “ช่วงเวลานั้น..เหล่าพ่อค้าแม่ค้าทุกคนต่างก็ดีใจกันมาก ใช้เงินที่ได้รับมา สั่งสินค้าจากนอกเมืองเข้ามากักตุนเอาไว้ เตรียมตัวจะส่งมอบให้กับตระกูลเฟิงตามกำหนดการนัดหมาย ทว่า..”

     

    ขณะที่เล่าทุกอย่างให้จ้าวเฉินฟัง สีหน้าของปิงหยุนเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกสงสาร “ก่อนที่พวกเขาจะได้ส่งมอบ สัตว์อสูรก็ได้บุกเข้ามาเสียก่อน ทุกคนจึงลี้ภัยไปหลบอยู่ที่สถาบันใบไม้เขียว เพื่อรอให้ทุกอย่างกลับสู่สถานการณ์ปกติ”

     

    “แต่หลังจากที่สามารถขับไล่สัตว์อสูรออกไปจากเมืองตะวันดับได้สำเร็จ ตระกูลเฟิงก็ได้ทวงสินค้าที่พวกเขาได้สั่งซื้อเอาไว้ ผลปรากฏว่า...สินค้าที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้าได้จัดเตรียมไว้เพื่อรอวันที่จะส่งมอบ กลับถูกสัตว์อสูรที่บุกเข้ามาทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี และเมื่อพวกเขาไม่มีของส่งมอบให้กับตระกูลเฟิง เรื่องราวจึงบานปลายใหญ่โต ถึงขนาดที่ตระกูลเฉียนถึงกับต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ”

    “แต่ถึงตระกูลเฉียนจะยื่นมือเข้ามาช่วย แต่มูลค่าของสินค้าที่ถูกทำลายลงไปนั้น สูงกว่าห้าหมื่นเหรียญทอง”

     

    “หากเป็นในยามปกติ จำนวนเงินห้าหมื่นเหรียญทองนั้น ตระกูลเฉียนย่อมสามารถใช้ทุนทรัพย์ที่ตนมี แก้ไขปัญหาในครั้งนี้ได้ไม่ยาก แต่เวลานั้น...พวกเขาได้ใช้ทุนทรัพย์ของตน เพื่อสนับสนุนเมืองตะวันดับในการขับไล่สัตว์อสูรไปไม่ใช่น้อย ๆ เลย ตอนนั้นพวกเขาจึงช่วยเหลืออะไรไม่ได้มามาก ทำได้แค่เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย”

     

    “ตระกูลเฟิงได้เรียกหาหลักประกันจากพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีเงินจ่ายคืน ในส่วนของท่านลุงเจิ้งนั้น ตระกูลเฟิงเก็บตัวลู่ลู่ ผู้เป็นน้องสาวของลู่หานไว้เป็นหลักประกัน หานทางเดียวที่จะปลดปล่อยลู่ลู่ให้เป็นอิสระ ลู่หานจึงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อชดใช้หนี้ให้กับตระกูลเฟิง ฮัวเจี่ยที่รู้เรื่องนี้ จึงสั่งให้ลู่หานตัดทอนกำลังของมู่ป๋ายเป็นแน่”

     

    “ท่านลุงเจิ้งติดหนี้พวกนั้นอยู่เท่าไหร่?”

     

    ปิงหยุนยิ่งรู้สึกเศร้าใจ ที่ตนเองนั้นไม่อาจช่วยเหลืออะไรลู่หานได้เลย  “เมื่อรวมดอกเบี้ยแล้ว น่าจะราว ๆ ห้าพันเหรียญทอง!”

     

    จ้าวเฉินเข้าใจความรู้สึกของปิงหยุน เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้น ตระกูลปิงเองก็หน้าจะได้รับความเสียหายมาไม่น้อยเช่นกัน ยิ่งต้องใช้เงินมารักษามารดาของตนด้วยแล้ว ย่อมไม่มีเงินมากพอที่จะไปช่วยเหลือใครได้

     

    เมื่อทบทวนดูแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างในช่วงเวลานั้น ดูจะประจวบเหมาะจนเกินไป ทั้งการสั่งซื้อสินค้า และการบุกเข้ามาของสัตว์อสูร จ้าวเฉินจึงคาดเดาว่า มันน่าจะเป็นแผนการของตระกูลเฟิงและลัทธิหัตปีศาจอย่างแน่นอน

     

    จ้าวเฉินมองไปที่ฮัวเจี่ยซึ่งกำลังยืนกอดอกอย่างสบายใจ “ข้าจะไม่ปล่อยตระกูลเฟิงเอาไว้แน่!”

     

    กลับมาที่สนามประลอง ร่างกายของลู่หานวูบไหว เคลื่อนตัวไปทางซ้ายที ขวาที เร็วสลับช้า ดูเหมือนจะสะเปะสะปะ แต่กลับจับทางได้ยากมาก

     

    “น่าสนุก!” มู๋ปายไม่เคยเจอการเคลื่อนไหวที่ดูผิดแปลกเช่นนี้มาก่อน มันทำให้เขารู้สึกสนุกมากยิ่งขึ้น

     

    กรงเล็บราชสีทองคำ!

     

    กรงเล็บของมู่ป๋ายพุ่งเข้าหาร่างที่วูบไหวของลู่หาน ก่อนจะทะลวงผ่านไป สัมผัสได้แต่ความว่างเปล่า

     

    ลู่หานที่หายตัวไปจากสายตาของมู่ป๋าย ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง พร้อมกับใช้ลวดสลายลมปราณของตน ตรึงร่างของอีกฝ่ายไม่ให้ขยับไปไหน

     

    กรึกก!

     

    มู่ป๋ายที่ถูกตรึงเอาไว้ด้วยเส้นลวด ไม่อาจขยับร่างกายของตนได้อย่างอิสระ แต่ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น คือเส้นลวดพวกนี้ ได้สลายพลังลมปราณที่ห่อหุ้มร่างกายของเขาไว้ ทำให้เขาไม่อาจใช้พละกำลังของราชสีกรงเล็บทองได้เต็มร้อย

     

    “ฮึ่ม!” มู่ป๋ายเห็นท่าไม่ดี เกร็งกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ทำให้เส้นลวดที่พันธนการร่างของตนเริ่มขาดออกทีละเส้น

     

    เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

     

    “ไม่พอ! ต้องมากกว่านี้” ลู่หานคาดการเอาไว้ก่อนแล้ว ว่าเส้นลวดเพียงแค่ไม่กี่เส้น อีกฝ่ายย่อมใช้พละกำลังฉีกได้ เขาจึงได้เรียกเส้นลวดออกมาเพิ่มไว้อยู่ก่อนแล้ว

     

    เส้นลวดที่ลู่หานเรียกออกมากำลังจะเข้าพันธนการร่างของมู่ป๋าย แต่ทว่า...มู่ป๋ายที่กำลังจะหลุดจากพันธนาการ ไม่อาจรับรู้ได้ถึงเส้นลวดจำนวนมากที่พุ่งเสริมเข้ามา กลับใช้สัญชาตญาณดิบของตน ย่อตัวลงกับพื้น หลบเส้นลวดไปได้อย่างหน้าประหลาด

     

    มู่ป๋ายที่ย่อตัวอยู่กับพื้น ใช้เรี่ยวแรงของตนฉีกลวดเส้นที่พันธนาการอยู่จนขาดออกที่ละเส้น ทั้งยังพุ่งทะยานร่างเข้าหาลู่หานอย่างดุดัน

     

    ขณะที่มู่ป๋ายกำลังจะถึงตัวของลู่ห่าน ร่างของอีกฝ่ายได้วูบไหวไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกับครั้งก่อน เพราะมู่ป๋ายสามารถดูออก

     

    เปรี๊ยะ!

     

    ลวดที่ใช้พันธนาการร่างของมู่ป๋ายเส้นสุดท้ายถูกทำลายลง หมุนตัวเตะไปทางด้านขวา “จะไปไหน!”

     

    ลูกเตะของมู่ป๋ายลอยเข้ามาดักยังจุดที่ร่างของลู่หานกำลังเคลื่อนไป ทำเอาลู่หานที่กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเชื่องช้านั้น มิอาจหลบลูกเตะได้พ้น

     

    ปึก!

     

    ลู่หานถูกลูกเตะของมู่ป๋ายจนลอยกระเด็นออกไปนอกสนามประลอง ต้องตกรอบไปอีกหนึ่งคน

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ไรท์ขอตัวไปพักผ่อนก่อนน้า ทำธุระมาเพลียจัด รีดทุกคนก็พักผ่อนกันล่ะ แล้วมาติดตามพี่โม่กันต่อ

    (ฝันดีคร๊าบบบบทุกคน)

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ