ณ เช้าวันที่ 14 ภายในเมืองเหยียนจิ้ง ฉินหยางและเสวี่ยอวี๋กำลังยืนเคียงข้างกันอยู่ที่ริมหน้าต่างภายในห้องพักที่ตนอาศัยอยู่ จ้องมองไปยังภาพผู้คนเบื้องล่างที่หลั่งไหลเข้ามาภายในเมืองกันอย่างคับคั่งเพื่อเข้าร่วมงานประลองที่จะมีขึ้นในวันนี้
ทั้งสองยืนมองภาพเบื้องล่างอยู่สักพัก ก่อนร่างของเสวี่ยอวี๋จะเรืองแสงสว่างวาบหายกลับเข้าไปภายในไข่มุกจิตวิญญาณ ฉินหยางเองก็หันกายเดินออกจากห้องพักลงไปชั้นล่างเพื่อจะไปยังลานใจกลางเมืองซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการจัดงานประลองขึ้นในครั้งนี้
แต่ระหว่างทางที่เขากำลังจะเดินทางลงไปยังชั้นล่างของโรงเตี๊ยมได้พบกับคุณชายซูทั้งสองเข้าโดยบังเอิญ พวกเขาจึงได้ร่วมเดินทางไปยังลานประลองกลางเมืองพร้อม ๆ กัน
บรรยากาศภายในเมืองเหยียนจิ้งในตอนนี้ดูครึกครื้นและมีชีวิตชีวาเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะมีคนเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมงานประลองแล้วยังมีคนบางกลุ่มเช่นกลุ่มของพ่อค้าที่นำสิ่งของต่าง ๆ ทั้งสมุนไพร อาวุธวิเศษหรือแม้กระทั้งยาโอสถต่าง ๆ วางขายเรียงรายให้เห็นตลอดสองข้างทางราวกับเป็นงานเทศกาลก็ไม่ปาน
ทั้งสามเดินไปตามถนนเส้นหลักภายในเมืองมุ่งหน้าไปยังลานประลองท่ามกลางคลื่นมนุษย์ที่เดินขวักไขว่ไปมาซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้วิเศษด้วยกันทั้งสิ้น
ฉินหยางและคุณชายซูทั้งสองเดินเบียดเสียดกับฝูงชนไปตามทางอยู่ราวครึ่งก้านธูปพวกเขาก็มาถึงบริเวณที่พื้นถูกปูด้วยวัสดุคล้ายหินอ่อนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพอดิบพอดี
ซึ่งบริเวณแห่งนี้เป็นสถานที่โล่งกว้างทรงกลมขนาดใหญ่ พื้นถูกปูด้วยวัสดุคล้ายหินอ่อนทั่วบริเวณ ใจกลางของพื้นที่กว้างทรงกลมมีเวทีประลองที่ทำมาจากหินรูปทรงสี่เหลี่ยมซึ่งแต่ละด้านกว้างราว ๆ 20 จั้ง ตั้งอยู่
ผ่านไปไม่นานหลังจากที่ทั้งสามมาถึงบริเวณดังกล่าว ผู้คนจำนวนมากก็เริ่มทยอยหลั่งไหลเข้ามาและจับจองพื้นที่รอบเวทีประลองจนทำให้พื้นที่ที่ดูกว้างขวางแห่งนี้แคบลงไปถนัดตา
ปัจจุบันฉินหยางและคุณชายซูทั้งสองยืนอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเวทีประลองและกำลังสนทนาบางสิ่งบางอย่างอยู่ แต่ในขณะนั้นเยื้องไปทางด้านขวามือห่างจากที่พวกเขาทั้งสามยืนอยู่ไม่ไกล มีเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนดังขึ้นมาเป็นระยะ ก่อนจะปรากฏร่างของมู่เฉินและหลินลู่เฟยพร้อมทั้งคนติดตามอีกคนหนึ่งซึ่งก็คือจินเยว่กำลังเดินเข้ามายังบริเวณลานกว้างด้วยท่าทีหยิ่งยโส
"เจ้ามู่เฉินกับหลินลู่เฟยเองก็จะลงประลองด้วยงั้นสินะ น้องชายฉินหยางเจ้าต้องระวังตัวให้ดีล่ะ ข้าคิดว่าเจ้าพวกนี้มันต้องวางแผนล้างแค้นเรื่องที่เกิดขึ้นวันนั้นเป็นแน่..!!"
ซูหมิงที่เห็นการปรากฏตัวของมู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็หันหน้ากลับไปมองทางฝั่งฉินหยางและกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
ฉินหยางปรายตาเล็กน้อยมองไปยังกลุ่มของมู่เฉินที่เดินเข้ามาก่อนจะหันกลับมาและทำหน้าตาสงบดังเดิมราวกับไม่รู้สึกกังวลใด ๆ พลางตอบกลับซูหมิงว่า
"ขอบคุณพี่ซูที่เป็นห่วง เรื่องนั้นข้าทราบดีท่านไม่ต้องกังวล"
ฉินหยางตอบกลับเสียงเรียบ เขาในตอนนี้ไม่รู้สึกกังวลสิ่งใดเลยแม้แต่น้อยจริง ๆ นั้นก็เพราะระดับพลังของเขาในตอนนี้แม้จะไม่สามารถระบุได้แน่ชัดแต่จากที่เขาสัมผัสถึงพลังปราณภายในตัวของเขาในตอนนี้นั้น ต่อให้เขาต้องต่อสู้กับผู้วิเศษระดับผู้ใช้ปราณแท้จริงขั้นที่ 1 ตัวต่อตัวก็ไม่แน่ว่าใครจะเป็นผ่ายแพ้ฝ่ายชนะ
แต่อย่างไรก็ตามเขาก็รู้สึกซาบซึ้งในความหวังดีของซูหมิงเพราะเขาสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ใจจากชายหนุ่มตรงหน้า ตนจึงได้เปลี่ยนสรรพนามที่เคยเรียกว่า "คุณชายซูหมิง" เป็น " พี่ซูหมิง" นั่นเป็นการบ่งบอกว่าเขาได้ยอมรับคุณชายซูคนนี้เพิ่มขึ้นมากว่าเดิมเล็กน้อย
"งั้นรึ? เช่นนั้นข้าก็วางใจ แต่เจ้าก็อย่าพึ่งประมาทเจ้าพวกนั้นไป มันอาจจะกำลังวางแผนทำอะไรสกปรก ๆ อยู่ก็เป็นได้"
แม้จะรู้ว่าฉินหยางนั้นแข็งแกร่งแต่เขาเองก็รู้จักมู่เฉินและหลินลู่เฟยเป็นอย่างดีจึงเอ่ยเตือนกับฉินหยางอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง
"ขอบคุณพี่ชายซูหมิงที่เป็นห่วง เช่นนั้นข้าจะระวังตัว"
"จริงสิจะว่าไปข้าเหมือนจะสัมผัสได้ว่าพลังของน้องชายแตกต่างไปจากเดิมที่เราเคยเจอกันก่อนหน้านี้อยู่มากทีเดียว เจ้าทะลวงขั้นพลังแล้วสินะ"
ซูหมิงกล่าวถามขึ้นอีกครั้งเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณของฉินหยางแต่เขาไม่รู้เลยว่าฉินหยางไม่ได้แค่ทะลวงขั้นพลังแต่เป็นการทะลวงข้ามระดับพลังต่างหาก แต่ที่ซูหมิงและคนอื่น ๆ จะมองไม่ออกก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเพราะฉินหยางจงใจปิดซ่อนพลังของตัวเองเอาไว้
"ข้าแค่โชคดีบังเอิญทะลวงได้เท่านั้น พี่ชายซูหมิงกับน้องซูฉินเองก็ทะลวงระดับได้เช่นกันไม่ใช่รึ?"
ฉินหยางกล่าวเบี่ยงหัวข้อสนทนาไปยังคุณชายซูทั้งสองพร้อมยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยพลางใช้สายตากวาดสำรวจทั้งสองอย่างแนบเนียน
"เรื่องนั้นพวกเราต้องขอขอบคุณพี่ชายฉินหยางที่มอบแก่นผลึกปราณของสัตว์วิเศษให้ จึงทำให้พวกเราทะลวงระดับกันได้ราบลื่นเช่นนี้"
ซูฉินที่ยืนฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่นานกล่าวขึ้น
ในระหว่างที่ทั้งสามพูดคุยสนทนากันอยู่หลินลู่เฟยที่เดอนทางมาถึงบริเวณข้างเวทีประลองก็สังเกตเห็นฉินหยางยืนอยู่ห่างไปไม่ไกลก็รู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมาในทันทีก่อนจะกัดฟันพูดออกมาด้วยน่ำเสียงเคียดแค้นว่า
"ไอ้เด็กเวรเมื่อตอนนั้น...มันมาเข้าร่วมงานประลองจริงด้วย!!"
หลินลู่เฟยกำหมัดแน่นเขาแทบจะอดใจไม่ไหวอยากพุ่งตัวไปทุบตีฉินหยางให้จมดินเสียตอนนี้โทษฐานที่ทำให้เขาต้องอับอายขอยหน้าต่อหน้าผู้คน
"เจ้าใจเย็นลงก่อน"
มู่เฉินที่เห็นท่าทีของหลินลู่เฟยจึงเอ่ยปรามขึ้น
"เอาไว้จัดการมันตอนอยู่บนลานประลองก็ยังไม่สาย อย่างไรเสียวันนี้มันจะได้รับผลที่มันกระทำไว้กับพวกเราสองคนอย่างแน่นอน"
มู่เฉินหันมองไปยังที่ที่ฉินหยางยืนอยู่ และกล่าวขึ้นกับหลินลู่เฟยพร้อมแสยะยิ้มราวกับมีแผนการณ์ชั่วร้ายบางอย่าง
"หึหึ!! นั่นสินะ ข้าชักจะอดใจรอเห็นภาพที่น่าอนาถของมันไม่ไหวแล้วสิ!! คราวนี้ล่ะข้าจะทำให้มันได้สำนึกกับสิ่งที่มันทำกับข้าให้ได้"
หลินลู่เฟยกล่าวพร้อมกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้น
ปัจจุบันเป็นเวลายามเฉิน (07:00-08:59) ผู้คนจากทั่วสารทิศได้มารวมตัวกันอยู่ที่ใจกลางเมืองแห่งนี้จนหมด เนื่องจากวันนี้เป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ที่สำนักอัคคีสวรรค์จะเปิดรับศิษย์จากดินแดนที่แร้งแค้นแห่งนี้
ไม่นานก็มีคนผู้หนึ่งอายุราว ๆ 45-50 ปี สวมชุดสีดำและสวมผ้าคลุมหลังกำลังก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนเวทีประลองอย่างไม่รีบร้อน บุคลิกท่าทางของเขาดูน่าเกรงขามพลังปราณที่ตัวเขาปลดปล่อยออกมาเองก็ไม่ธรรมดา ซึ่งเขามีพลังอยู่ในระดับผู้ใช้ปราณแท้จริงขั้นที่ 9 อีกแค่ก้าวเดียวก็จะข้ามเข้าสู่ระดับถัดไปได้ในไม่ช้า
คนผู้นี้ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองเหยียนจิ้งแห่งนี้นามว่า "มู่หลงเสวี่ยน" บิดาของมู่เฉินและเป็นผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ แม้จะบอกว่าเป้นบิดาของมู่เฉิน แต่บุคลิกท่าทางไม่มีความคล้ายคลึงกันเลยแม้แต่น้อย
ผู้คนโดยรอบเมื่อเห็นมู่หลงเสวี่ยนปรากฏตัวขึ้นบนเวทีก็มีท่าทีเคารพยำเกรงและพาเงียบเสียงลงในทันที ในบรรดาเจ้าเมืองที่อยู่ในระแวกนี้มู่หลงเสวี่ยนนับว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงไม่น้อย
"ยินดีต้อนรับทุก ๆ ท่านที่มาในวันนี้ อย่างที่ทราบกันดีว่าวันนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สำนักอัคคีสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่จะเปิดโอกาสให้มีการประลองแข่งขันเพื่อหาผู้ที่มีความสามารถคู่ควรที่จะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสำนัก ข้าหวังว่าทุกท่านจะแสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่ ท่านอาจจะเป็นคนที่ทางสำนักเลือกก็เป็นได้และนั่นจะเป็นโชคชะตาที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกท่านไปตลอดการก็เป็นได้"
มู่หลงเสวี่ยนพูดขึ้นมาด้วยเสียงดังก้องน้ำเสียงของเขายังคงดังสะท้อนไปมาในบริเวณดังกล่าวก่อนจะเงียบไปสักพักและพูดต่อว่า
"เอาหล่ะขอทุกท่านโปรดรออย่างสงบ สำนักอัคคีสวรรค์จะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้"
สิ้นเสียงของมู่หลงเสวี่ยนลง เสียงของเสวี่ยอวี๋ก็ดังขึ้นมาในโสตประสาทของฉินหยางในเวลาต่อมาทันที
"มีบางอย่างกำลังมา..เร็วมาก..!!"
เสวี่ยอวี๋กล่าวขึ้นมาพร้อม ๆ กับที่ฉินหยางเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้ายังทิศทางหนึ่งซึ่งเขาเองก็สำผัสได้ถึงการมาถึงของบางสิ่งเช่นเดียวกัน
ซูหมิงกับซูฉินที่เห็นว่าฉินหยางเงยหน้ามองอากาศว่างเปล่าตรงหน้าก็เกิดความสงสัยและกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงลมพัดหวีดหวิวอย่างรุนแรงและมีเสียงกรีดผ่านอากาศราวกับมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนที่บนอากาศด้วยความรวดเร็ว
หลายชั่วลมหายใจต่อมามู่หลงเสวี่ยนเองก็เริ่มมีปฏิกิริยาราวกับเขาเองก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่งได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่มู่เฉิน หลินลู่เฟยและผู้คนโดยรอบจะเริ่มมีปฏิกิริยาและเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในทิศทางเดียวกัน
ไม่นานก็เริ่มปรากฏเงาเลือนลางของบางสิ่งพุ่งมายังเมืองแห่งนี่ด้วยความเร็วสูงจนเกิดเป็นเส้นแสงสีส้มลากยาวพาดผ่านท้องฟ้า ก่อนจะมีเรือสำเภาสีดำขนาดใหญ่โตราวกับภูเขาลูกย่อม ๆ ปรากฏขึ้น
ใช้เวลาเพียงราวสามลมหายใจเรือสำเภาลำดังกล่าวก็พุ่งเข้ามาใกล้เมืองเหยียนจิ้งก่อนจะหยุดจอดอยู่กลางอากาศเหนือน่านฟ้าของตัวเมืองซึ่งตรงกับตำแหน่งที่เป็นเวทีประลองพอดิบพอดี
ฉินหยางยืนมองภาพสำเภอลำยักษ์ตรงหน้าด้วยสายตานิ่งเรียบแต่กลับยกยิ้มมุมปากขึ้นมาจาง ๆ ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่...
หลังจากที่สำเภาลำยักษ์หยุดจอดอยู่กลางอากาศก็ปรากฏคนสี่คนกระโดดลงจากสำเภายักษ์บนฟ้าและร่อนลงบนเวทีประลองได้ราวกับไร้น้ำหนัก
คนแรกที่ร่อนลงบนเวทีประลองคือชายชราผมขาว สวมชุดคลุมยาวสีขาวดวงตาปิดสนิทยืนเอามือไขว้หลังด้วยท่าทีสงบบรรยากาศรอบตัวชายชราบิดเบี้ยวไปมาเพราะพลังปราณที่เขาปลดปล่อยออกมานั่นแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก จนแม่แต่มู่หลงเสวี่ยนก็ดูราวกับเด็กทารกเมื่ออยู่ต่อหน้าชายชราคนนี้ ชายชราคนดังกล่าวมีนามว่า"เฉินเทียน" เป็นผู้อายุที่ 4 ของสำนักอัคคีสวรรค์และเป็นผู้นำหลุ่มคณะที่เดินทางมาในครั้งนี้
ส่วนอีกคนเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา อายุราว ๆ 18-19 ปี สวมชุดสีแดงเพลิงที่ปักตัวอักษรไว้ว่า"สำนักอัคคีสวรรค์" ไว้ตรงกลางอก ชายหนุ่มคนนี้มีนามว่า "เจียงเฉิน" ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิษย์นอกอันดับหนึ่งของสำนัก แม้จะอายุเพียงแค่ 18-19 ปีแต่พลังปราณของเขานั้นแข็งแกร่งมาก ดขามีพลังอยุ่ในระดับผู้ใช้ปราณแท้จริงขั้นที่ 4 ซึ่งนับว่าเป็นผู้ที่มีพรสวรรค์คนหนึ่ง
หลังจากร่อนลงจนถึงพื้นแล้วนั้นเขายืนเชิดหน้ามองตรงเอามือไขว้หลังราวกับตนเป็นราชาและไม่เห็นคนรอบเวทีประลองอยู่ในสายตา
ส่วนอีกสองคนที่เหลือเป็นชายวัยกลางคนที่เป็นผู้อวุโสผู้ช่วยในสำนักที่ติดตามมาเพื่อช่วยในการจัดการประลองในครั้งนี้
"เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เริ่มการประลองคัดเลือกศิษย์ขึ้นได้นะบัดนี้"
ชายชราเปิดเปลือกตาขึ้นมาช้า ๆ ก่อนจะกล่าวเริ่มการประลองขึ้นโดยไม่คิดกล่าวพรรณาสิ่งใดให้มากความ.....