บ่ายวันนั้นมธุรดานั่งอ่านหนังสือกับอัลเบิร์ตจนอีกฝ่ายหลับไป เธอจึงออกมานั่งเล่นที่บริเวณสระน้ำของตัวบ้านอีกครั้ง.. อากาศเริ่มหนาวขึ้นเล็กน้อย ไม่ร้อนจนเกินไป ถือว่าเป็วันที่อากาศเหมาะกับการนั่งใจลอยเลยทีเดียว..
“ขนมครับ” เสียงทุ้มแหบที่ดังขึ้นดึงความสนใจของมธุรดาไป ั์ตากลมปราดมองไปยังลุงวอร์เด็นที่ปรากฏตัวขึ้น
“กลับมาแล้วเหรอคะ นึกว่าจะกลับเย็นกว่านี้ซะอีก” เธอกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม
มธุรดาลุกขึ้นจากสระเดินไปหาอีกฝ่าย
“คุณท่านเล่าเื่เมื่อวานให้ลุงฟัง ต้องรบกวนหนูเลย” เขากล่าว ขณะที่มธุรดาส่ายหน้าตอบ
“ไม่รบกวนเลยค่ะ หนูดีใจที่ได้ช่วย” เธอตอบ
“ลุงซื้อคุ้กกี้มาฝาก” วอร์เด็นกล่าวพร้อมกับยื่นถุงขนมให้เธอ
“เอกสารสัญญาเมื่อวานสำคัญมาก ถ้าไม่ได้หนู คุณหนูคงลำบากแน่” เขากล่าวต่อ มธุรดาได้แต่ฟังนิ่งๆ
“จะว่าไป.. คุณแซมเมอร์เธอรู้หรือยังครับ? ” วอร์เด็นถามอย่างคลุมเครือ
ั์ตากลมที่ตอบกลับด้วยเครื่องหมายคำถามทำให้คนถามได้คำตอบทันที วอร์เด็นหัวเราะน้อยๆ
“ยังไม่รู้สินะครับ” ชายสูงวัยยิ้ม
มธุรดายังคงไม่เข้าใจสิ่งที่เขาถาม ชายสูงวัยจึงต้องกล่าวอย่างชัดเจนเพื่ออธิบาย
“ว่าหนูเป็เพื่อนทางจดหมายของเธอตอนเด็ก ๆ ยังไงล่ะครับ”
คราวนี้ร่างบางจึงได้ถึงบางอ้อ.. เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ตอนเด็ก มธุรดาก็ยิ้มออกมาอย่างง่ายดาย.. ใน่แรกที่รู้จักกับอัลเบิร์ต เนื่องจากภาษาอังกฤษของเธอยังอ่อนหัด อัลเบิร์ตจึงส่งจดหมายเป็ภาษาไทยให้เธอ เธอแปลกใจ แต่ภายหลังก็เพิ่งมาพบที่หลังว่าคนที่เขียนจดหมายจริง ๆ คือแซมเมอร์.. ลูกชายคนเดียวของอัลเบิร์ต
เธอนึกถึงภาษาไทยปนอังกฤษผิด ๆ ถูก ๆ ที่แซมเมอร์เขียนส่งมาให้เธอ.. ใน่แรกเขาเพียงแต่เขียนจดหมายแทนพ่อเท่านั้น.. แต่เมื่อเริ่มรู้จักกันมากขึ้น แซมเมอร์มักจะเขียนเื่ของเขาปะปนมากับจดหมายของพ่อ.. ทำให้เธอได้คุยกับเขาและอัลเบิร์ตในเวลาเดียวกัน..
เธอยังจำความรู้สึกตอนที่เฝ้ารอจดหมายได้ราวกับว่ามันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน.. เธอคุยกับเขาแทบทุกเื่ที่เกิดขึ้นใน่หลายปีนั้น.. แต่เมื่อเข้าปลายมัธยมต้น ภาษาอังกฤษของเธอดีขึ้นมากทำให้เธอสามารถเขียนตอบกับอัลเบิร์ตได้โดยตรง แซมเมอร์จึงหยุดเขียนจดหมายไป.. เธอเคยคิดที่จะถามอัลเบิร์ตถึงอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถาม..
เธอและอัลเบิร์ตยังคงเขียนจดหมายหากัน แม้ว่าใน่สิบกว่าปีนี้เทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้ชีวิตง่ายมากยิ่งขึ้น มันเป็ความชอบส่วนตัวของอัลเบิร์ต ทั้งคู่จะส่งอีเมลหากันก็เมื่อมีเื่ด่วนเท่านั้น.. ส่วนแอปพลิเคชันสำหรับการสนทนานั้นแทบจะไม่ต้องพูดถึง.. ผู้มีประคุณของเธอแทบจะไม่แตะมันเลย..
“มันนานมากแล้ว.. เขาคงจำอะไรไม่ได้แล้วมั้งคะ” เสียงหวานตอบวอร์เด็น
ชายวัยกลางคนฟังเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ..
“ก็อาจจะเป็ไปได้” เขาพึมพำ
“โตขึ้นมา.. เขาดูไม่ค่อยเป็มิตรเลยนะคะ” เสียงหวานกล่าว กึ่งนินทากึ่งพูดเล่น และนั่นทำให้วอร์เด็นหัวเราะดังขึ้น เขาพยักหน้าน้อยๆ
“หนูรู้สึกเหมือนกับลุงเลย” ชายสูงวัยกล่าว ยังคงหัวเราะอยู่เล็กน้อย มธุรดายิ้มแห้ง
“แต่ทุกคนมักมีเหตุผลของตัวเอง.. คนเราไม่ได้อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปหรอกนะ” เขาพูดต่อ
มธุรดามองอีกฝ่ายอย่างตั้งใจฟัง
“่สิบกว่าปีก่อน คุณท่านค่อยๆ เปลี่ยนจากผู้จัดการโรงแรมธรรมดาๆ เป็การทำธุรกิจด้านการโรงแรมที่มากขึ้น ทำงานหนักขึ้น ใช้เงินเยอะขึ้น นอกจากความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ค่อยๆ เปลี่ยนไป.. สังคมและโลกของคุณหนูก็เปลี่ยนตามความก้าวหน้าของคุณท่านเช่นกัน เจอคนเยอะขึ้น ผู้หญิงมากขึ้น..” วอร์เด็นเว้นวรรค ยิ้มบางให้กับมธุรดา
“เคยมีคนตามรังควาน ถึงขั้นลามไปถึงคุณผู้หญิง.. คุณหนูโกรธแทบจะทำร้ายผู้หญิงคนนั้นเลย ยังดีที่ห้ามเอาไว้ทัน หลังจากนั้นพวกเราก็เลยย้ายบ้านมาที่นี่ครับ” ชายสูงวัยยกตัวอย่างให้เธอฟัง
“ลุงเองก็ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ไหนในหลายเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบมากที่สุด.. แต่คิดว่าก็คงสะสมกันมาละมั้ง.. ทำให้แซมเมอร์เองระมัดระวังเื่ผู้คน และความสัมพันธ์มากขึ้น” เขายิ้มให้มธุรดา เธอผงกศีรษะอย่างเข้าใจ
วอร์เด็นมองหญิงสาวที่ดูราวกับกำลังประมวลสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
“จริง ๆ แล้ว.. คุณหนูก็ไม่ใช่ว่าไม่เป็มิตรขนาดนั้นหรอกนะครับ.. เธอแค่ค่อนข้างระวังตัว.. จะว่าขี้ระแวงก็ได้” ชายสูงวัยพูดต่อ
มิน่า.. ระแวงเธอขนาดนั้น.. มธุรดาคิด..
“ถ้าเธอรู้ว่าหนูคือเพื่อนทางจดหมายคนนั้น ลุงว่าท่าทางของคุณหนูคงเปลี่ยนไปแน่นอน” เขากล่าวอย่างมั่นใจ
“ทำไมคุณลุงถึงคิดแบบนั้นล่ะคะ ?”
วอร์เด็นยิ้ม
“คนที่รู้จักกันโดยไม่มีผลประโยชน์อะไรเข้ามาเกี่ยวข้อง.. มันสบายใจที่จะพูดคุยมากกว่าใช่ไหมล่ะครับ” อีกฝ่ายตอบ มธุรดายิ้ม ๆ แต่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ั้แ่เจอเขายังไม่มีครั้งไหนที่ทั้งคู่จะพูดดี ๆ ด้วยกันเลยสักครั้ง แม้แต่เื่เมื่อวาน เธออุตส่าช่วยเขาแท้ ๆ ..
แถมยังมีเื่เมื่อเช้าเข้ามาอีก.. มธุรดาถอนหายใจเบาบาง
วอร์เด็นเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้วมองด้วยความสงสัย
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
มธุรดามองอีกฝ่ายอย่างช่างใจ.. ก่อนจะตัดสินใจเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าให้วอร์เด็นฟัง แต่เธอเพียงแค่บอกเขาว่า ‘พลั้งโทษแซมเมอร์เื่แล็ปท็อป’ ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดว่าเธอพูดอะไรบ้างเมื่อเล่าจบ..
ไม่กล้าบอก..
ชายวัยอมยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น พอเดาได้ว่าคุณชายของเขาคงอารมณ์เสียไม่น้อย.. นานแค่ไหนแล้วที่แซมเมอร์ไม่ได้ถูกคนอื่นนอกจากคุณท่านท้าทายสักเท่าไหร่..
“เื่แค่นี้ ไม่เป็ไรหรอกครับ คุณหนูไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้น แค่ขอโทษก็พอแล้ว” วอร์เด็นกล่าวบอกมธุรดา หญิงสาวรู้สึกโล่งใจขึ้นอีกนิดหนึ่ง
สองวันต่อมา..
แซมเมอร์ลดกระจกรถลง พร้อมกับถอดแว่นกันแดดจ้องมองร่างบางที่เดินออกจากห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กซึ่งห่างจากหมู่บ้านออกไปไม่ไกลนัก ในมือถือถุงผ้าสองถุงที่บรรจุแน่นไปด้วยผักสดเนื้อสด ั์ตาสีดำขลับหรี่ลงเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด
ยายนั่นจะทำอาหารเหรอ..
มือใหญ่ขยับกุญแจสตาร์ทรถอีกครั้ง เขาขับตามหญิงสาว..
ร่างบางเดินอย่างไม่เร่งรีบไปตามท้องถนนก่อนจะหยุดกลางคัน เด็กน้อยผมสีบลอนด์หยักศกเดินผ่านเธอไป มธุรดาหยุดยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าพร้อมกับหยิบแอปเปิลขึ้นมาผลหนึ่ง เด็กน้อยยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายศีรษะรัว ๆ เขาวิ่งผ่านเธอไป และหายลับเข้าไปในห้างสรรพสินค้า มธุรดาเบ้ปากเล็กน้อย พร้อมกับพึมพำบางอย่างที่แซมเมอร์ไม่ได้ยิน เขาส่ายหัวให้กับตัวเองเบา ๆ
เด็กที่นี่ส่วนใหญ่มักถูกสอนให้ไม่รับของจากคนแปลกหน้า.. ไม่ใช่เื่แปลกที่จะวิ่งหนีหายไป.. ยายนั่นคิดอะไรอยู่กันแน่..
มธุรดายังคงเดินต่อเรื่อย ๆ .. ภายใต้แว่นตากันแดดสีดำนั้น แซมเมอร์เห็นใบหน้าหวานที่เปื้อนรอยยิ้มอยู่เนือง ๆ เธอดูจะยิ้มให้กับทุกคนที่เดินผ่านเธอไป ขาเรียวเลี้ยวหายเข้าไปในซอยเล็กที่มีตลาดสดใน่เช้า
แซมเมอร์จอดรถก่อนจะรีบเดินตามเธอเข้าไป ชายหนุ่มเกือบคลาดสายตาจากเธอ.. ติดตรงที่เสียงฮัมเพลงในลำคอของมธุรดานั้นดังพอที่จะทำให้เขาหาเธอในที่สุด
อารมณ์ดีไปไหน.. วันก่อนยังร้องไห้อยู่เลย.. ร่างสูงคิด ขณะกึ่งเดินตาม กึ่งหลบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นเขา
“หวายยย” เสียงหวานอุทานก่อนจะล้มลงไปบนพื้น
หญิงสาวยกมือตบหน้าอกเบา ๆ ด้วยความโล่งใจที่ของที่เธอถือไว้ไม่ตกลงไปบนพื้นจนหมด ร่างบางรีบลุกขึ้นก่อนจะขอโทษขอโพยหญิงวัยกลางคนที่ชนเข้ากับเธอ เธอกึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะแห้ง ขณะที่อีกฝ่ายยกมือโบกพร้อมบอกปัดอย่างใจดี เป็อีกครั้งที่แซมเมอร์ยืนมองนิ่ง ๆ ส่ายศีรษะไปมา
มธุรดาเดินแวะเข้าร้านขายขนมปัง ต่อด้วยร้านผักสดอีกสองสามร้าน ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับออกมาจากตลาด แซมเมอร์ะโหลบเข้ามุมหนึ่งบริเวณนั้นเกือบจะโดดเธอเห็นเข้า ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าอกตัวเองเป็การปลอบใจตัวเอง ก่อนจะชะงัก..
ฉันทำอะไรอยู่วะเนี่ย? .. แซมเมอร์ก้มลงมองตัวเอง ถอนหายใจ ก่อนตัดสินใจพาตัวเองเดินกลับไปยังรถสปอร์ตของเขาที่จอดอยู่ไม่ไกลจากตลาด
มธุรดายังคงค่อย ๆ เดินกลับบ้านอย่างไม่รู้ตัวว่าโดนแซมเมอร์เดินตามมาเกือบทั้ง่เช้า.. ทันใดนั้นเธอก็หยุดอยู่หน้าคนไร้บ้านคนหนึ่งที่พึมพำขึ้นว่า
“ขออาหารหน่อยสิ มีขนมปังไหม”
ร่างบางชั่งใจอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปหยิบขนมปังในถุงผ้าที่เธอเพิ่งซื้อมาหนึ่งก้อน มธุรดากล้า ๆ กลัว ๆ ยื่นขนมปังไปให้เขา ชายไร้บ้านคนนั้นยื่นมือมารับขนมปังอย่างรวดเร็ว นั่นทำให้เด็กน้อยในกลุ่มคนไร้บ้านที่นั่งอยู่บริเวณข้างเคียงเริ่มกรูกันเข้ามาหาเธอ มธุรดาถอยหนีด้วยความใ
การกระทำนั้นตกอยู่ภายใต้สายตาของแซมเมอร์ที่กำลังจะเอี้ยวตัวกลับเข้าไปในรถ.. ร่างสูงตัดสินใจปิดประตูปัง! ก่อนจะวิ่งเข้าไปหามธุรดา
ััของมือที่จับบ่าเธอทำให้มธุรดาหันไปมอง.. ร่างสูงที่ปรากฏตัวขึ้นทำให้เธอใเล็กน้อย
“แซมเมอร์”
“คิดว่าตัวเองเป็แม่ชีเทเรซ่าหรือไง” เสียงทุ้มถามอย่างหงุดหงิด ก่อนจะจัดการลากเธอให้หนีห่างออกมาจากกลุ่มคนไร้บ้าน
“เดี๋ยวค่ะ” เธอหยุดเขาไว้เมื่อออกห่างมาเล็กน้อย ความกลัวเริ่มสร่างลง ใบหน้าหวานสบกับใบหน้าหล่อเหลา ก่อนจะปลดมือเขาออก เธอโยกย้ายขนมปังที่ซื้อมาใส่ในกระเป๋าใบเล็กต่างหาก ก่อนจะเดินกลับไปยังกลุ่มคนไร้บ้าน
แซมเมอร์ยืนกอดอกจ้องมองภาพนั้น
มธุรดายื่นถุงขนมปังนั้นให้กลุ่มเด็กน้อย พวกเขาพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปแบ่งขนมปังกัน
มธุรดาเดินกลับมาหาแซมเมอร์
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยเมื่อกี้” ร่างบางรีบกล่าวบอก
แซมเมอร์จ้องมองใบหน้าหวานราวกับเพิ่งรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป.. ั์ตาดำขลับจับจ้องใบหน้าเธออย่างตั้งใจ.. ผมเหยียดตรงดำสนิทปลิวล้อกับสายลมเบาบาง คิ้วดกหนารับกับใบหน้าเรียวสีแทน จมูกเชิดปลายเล็ก ั์ตาดำขลับกะพริบจ้องตอบกลับเขา..
เป็ครั้งแรกที่เขาจ้องเธอใกล้ขนาดนี้..
หลายวินาทีที่เขาตกอยู่ในภวังค์..
“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” เสียงหวานเอ่ยถามเรียกสติชายหนุ่มให้กลับมา มธุรดาละสายตาจากเขา
แซมเมอร์จ้องอีกฝ่ายที่ก้มหน้าก้มตาลง
“มาจับผิดเธอไง”
ประโยคที่ได้รับทำให้มธุรดาเหวอไปเล็กน้อย ใบหน้าหวานเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง
อย่างนี้ก็ได้เหรอ.. คนตัวเล็กคิด กะพริบตาปริบๆ แขนเล็กยกขึ้นเขาศีรษะอย่างสับสน เธอไม่รู้จะตอบเขาอย่างไร
“...”
“จะกลับได้หรือยัง” เสียงทุ้มถาม แซมเมอร์เองก็ดูกระอักกระอ่วนไม่น้อยไปกว่ากัน..
ผิดแผนจริงๆ .. เขาไม่ได้ตั้งใจจะโผล่มาหาเธอแบบนี้.. แต่เมื่อเห็นเธอเกือบล้มทั้งยืนร่างกายมันกลับวิ่งเข้าไปอย่างไม่ทันคิด.. บ้าชิบ.. ร่างสูงหงุดหงิดตัวเองภายในใจ
“เอ่อ.. ต้องกลับไปซื้อขนมปังค่ะ” มธุรดาตอบ หลบสายตาอีกฝ่าย.. ั์ตาดำขลับที่จ้องเธอเมื่อสักครู่ทำให้ร่างบางรู้สึกหวิว ๆ
แซมเมอร์กลอกสายตามองบน มธุรดาเห็นเช่นนั้นก็รั้งริมฝีปากเอาไว้ไม่อยู่
“ไม่ได้บอกให้รอสักหน่อย” เธอบ่นอุบอิบเป็ภาษาไทย แซมเมอร์มองลงมาที่เธออีกครั้ง
ั์ตากลมจ้องเขาอย่างไม่รู้ไม่ชี้ แกล้งทำเป็คิดว่าแซมเมอร์ไม่เข้าใจภาษาไทย ทั้ง ๆ ที่ภายในใจเดาได้อย่างชัดเจนว่าเขาคงเข้าใจที่เธอพูด
“จะซื้อก็รีบซื้อ” เสียงทุ้มเอ่ย
“คุณกลับก่อนเถอะค่ะ ฉันกลับเองได้”
“คิดว่าฉันอยากรอเธอนักหรือไง”
“ไม่อยากค่ะ”
“รู้ก็ดี”
“งั้นก็..”
“หุบปากแล้วก็รีบเดิน” เขาตัดบทเมื่อเห็นว่าเธอยังคงจะเถียงและไม่เดินไปไหน
มธุรดาอ้าปาก ก่อนจะหุบปากลง..
เป็อันว่าเธอจึงรีบเดินกลับไปยังร้านขนมปังโดยที่แซมเมอร์เดินตาม.. ร่างบางยังคงงุนงงเล็กน้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าเธอพยายามบอกเขาให้กลับไปครั้งแล้วครั้งเล่าระหว่างทาง แต่ชายหนุ่มยังคงยืนยันที่จะตามติดเธอ
“ฉันจะรู้ได้ไงว่าเธอจะไม่ทำอะไรแผลงๆ หรือใส่ยาอะไรให้พ่อฉันกิน” นั่นคือประโยคเดียวและประโยคสุดท้ายที่เขาพูด มธุรดาได้แต่เบ้ปากยักไหล่ให้เขาอย่างทำอะไรไม่ได้ เพียงไม่ถึงสิบห้านาทีเธอก็เดินตามเขากลับมาที่รถแล้ว..
ภายในรถ.. มธุรดานึกถึงเหตุการณ์เข้าใจผิดที่เกิดขึ้นล่าสุดทำให้เธอตัดสินใจเอ่ยปากขึ้น
“เื่กาแฟเมื่อวันก่อน.. นาโอมิบอกกับฉันแล้วว่า..” นาโอมิคือสาวน้อยแม่บ้านคนใหม่นั่นเอง..
“รู้ก็ดี” เสียงทุ้มแทรกสวนอย่างกวนประสาท ทำให้ความอยากขอโทษของมธุรดาหายวับไปในบัดดล ใบหน้าหวานเอียงมองออกไปนอกหน้าต่างเบ้หน้าโดยไม่ให้แซมเมอร์เห็น
แต่นั่นก็ไม่ได้พ้นสายตาเขาอยู่ดี..
“เหอะ” คนขับรถทำเสียงในลำคอ ทำให้มธุรดาต้องกลับไปมองเขาอีกครั้ง
“ทำคุณบูชาโทษแท้ ๆ ” เขากล่าวต่อ ร่างบางยกมือขึ้นกอดหน้าอก กัดริมฝีปากล่างจ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเงียบ
“...”
“จ้องอะไร ฉันหล่อมากสินะ” เสียงทุ้มที่กล่าวขึ้น พร้อมสีหน้านิ่ง ๆ บ่งบอกว่าเขาคิดเช่นนั้นจริง ๆ ไม่ได้พูดให้ฟังดูตลก และนั่นทำเอามธุรดาหลุดหัวเราะก๊าก แม้เธอพยายามจะกลั้นมันเอาไว้ แต่ก็ไม่สำเร็จ
“ห้ะ? ฮ่าๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ ”
แซมเมอร์ผละเล็กน้อย คราวนี้ใบหน้าหล่อเหลาแดงจัดขึ้น ั์ตาดำเหลือบมองอีกฝ่าย พลางเปลี่ยนความประหม่าเป็ความโกรธ เขาเหลือบมองหญิงสาวที่ยังคงขำไม่หลุด แม้ว่าจะหัวเราะเสียงเบาลงก็ตาม
“ขำอะไรของเธอ.. พอได้ละ” เขาเอ่ยปราม ขณะที่มธุรดาได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“ฮะ ๆ ๆ ฮ่าๆๆ โอ๊ยย ฮ่าๆๆ ” มธุรดายังคงจ้องรูปหน้าด้านข้างของอีกฝ่าย คนตัวเล็กหัวเราะเสียจนคนชมตัวเองเริ่มสูญเสียความมั่นใจ
“ฉันบอกว่าพอได้แล้วไง” เสียงทุ้มดังเข้มขึ้น ร่างบางตัดสินใจรีบเอามือกุมริมฝีปากเอาไว้ เป็เชิงบอกให้อีกฝ่ายรู้ว่าเธอพยายามแล้ว เสียงที่ดุดังขึ้นทำให้มธุรดารับรู้ถึงความจริงจังของอีกฝ่าย แม้ว่าเธอจะยังอดขำไม่ได้ก็ตาม
ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่ตลอดทางกลับบ้าน.. มธุรดาจ้องมองวิวทิวทัศน์รอบนอกไม่กล้าหันกลับไปมองชายหนุ่มที่ขับรถอยู่อีกเพราะกลัวตัวเองจะหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง.. ใบหน้านิ่งๆ ที่เอ่ยว่าตัวเอง ‘หล่อ’ นั้นยังโผล่เข้ามาในห้วงความคิดหลายต่อหลายครั้ง ใบหน้าหวานอมยิ้มกับตัวเองจนบางครั้งต้องยกมือปิดปากเพื่อไม่ให้เขาเห็น
คนอะไร ทำหน้าเก๊ก ละยังกล้าบอกว่าตัวเองหล่อ ตลกชะมัด..