แสงจันทร์ไม่อาจเล็ดลอดลงมาในป่าลึกจึงมืดมิดเสียจนมองไม่เห็นเส้นทาง แค่เดินไปได้เพียงสองสามก้าว หนีเจียเอ๋อร์ก็เสียหลักรู้สึกเหมือนก้าวไปบนอากาศ ทำให้ร่างซวนเซ ประหนึ่งจะตกลงไปเบื้องล่าง
พอคิดเช่นนั้น นางก็รีบปล่อยมือโจวชิงหวาทันทีด้วยไม่อยากให้เขาต้องมาเจ็บตัวไปมากกว่านี้
แต่ชายหนุ่มกลับเหยียดแขนออกมาคว้าเอวอีกฝ่ายเอาไว้ทำให้ทั้งสองกลิ้งตกลงไปด้วยกัน
ก้อนหินอันแหลมคมบนเนินเขาทิ่มซ้ำไปยังบาดแผล แต่โจวชิงหวาก็ไม่คิดจะปล่อยมือแม้เสี้ยววินาที ขณะที่กลิ้งตกลงไปนั้นชายหนุ่มก็ยังพยายามรักษาตำแหน่ง ใช้ตัวเองเป็นเกราะป้องกันนางอย่างเต็มที่
“คนล่ะ? จะหายไปได้อย่างไร!” เสียงของชายชุดดำดังมาจากเบื้องบน
“หนีไปไหนได้ไม่ไกลหรอกเพราะโจวชิงหวาบาดเจ็บอยู่” ชายคนหนึ่งพูดทันที
เสียงฝีเท้าขวักไขว่และเสียงใบไม้ถูกปัดป่ายค่อยๆ ห่างออกไป ป่ากลับมาเงียบงันอีกครั้ง
หนีเจียเอ๋อร์ผละออกจากอ้อมแขนของโจวชิงหวาอย่างระมัดระวังจากนั้นก็เขย่าไหล่ชายหนุ่มเบาๆ แต่ไร้การตอบสนอง
หญิงสาวใจสั่น ยื่นมือไปตรวจชีพจรอีกฝ่ายเมื่อสัมผัสถึงการเต้นเป็นจังหวะ ก็พอจะใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง
นางลุกขึ้น คว้าสองมือของเขาพยายามจะยกตัวพยุง
แต่ร่างกายของโจวชิงหวาสูงใหญ่เกินไปทั้งยังผ่านการต่อสู้เคี่ยวกรำมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการพยุงเขาขึ้นมา จึงไม่ต่างจากแบกภูเขาด้วยบ่าเล็กๆของนาง หนีเจียเอ๋อร์พยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเล
หญิงสาวไม่รู้ว่าตนล้มลงไปกี่ครั้งแต่ก็จำต้องกัดฟันลุกขึ้น และก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
นางกัดฟันพูด “ชิงหวา... ชิงหวา ไม่ต้องห่วงข้าจะหาทางรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าเอง แต่เจ้าต้องแข็งใจเอาไว้นะ”
ไม่รู้ว่าเดินอยู่นานเพียงใดพอเห็นถ้ำตรงหน้า หนีเจียเอ๋อร์ก็มุ่งตรงไปด้วยความยินดี
เมื่อมาถึงถ้ำ หญิงสาวก็ประคองโจวชิงหวาให้นอนลงแล้วย้อนไปลบรอยเท้าและร่องรอยจากการเดินทาง ก่อนกลับไปที่ถ้ำหากิ่งไม้แห้งมากมายมาปิดทางเข้าเอาไว้ จากนั้นก็หยิบเอาไข่มุกราตรีลูกเล็ก ที่ลอบไปนำมาจากห้องของโจวชิงหวาหลังเผาห้องครัวเสร็จขึ้นมาวางไว้ข้างๆ แทนแสงสว่าง
พอรักษาบาดแผลที่หลังของอีกฝ่ายแล้วก็มีเสียงฝีเท้าวุ่นวายอยู่ภายนอก สักพักจึงได้ยินเสียงรายงานว่าการค้นหาล้มเหลว
หนีเจียเอ๋อร์รีบกำไข่มุกราตรีเอาไว้พลางกลั้นหายใจ จนกระทั่งการเคลื่อนไหวภายนอกหายไปแล้ว จึงกล้าที่จะหายใจอีกครั้ง แล้วค่อยหันมาสนใจบาดแผลอื่นๆบนร่างของโจวชิงหวา
...
ค่ำคืนล่วงเลยไป จวบจนแสงแรกของเช้าวันใหม่ส่องสว่างเข้ามา
โจวชิงหวาพ้นขีดอันตรายแล้วหนีเจียเอ๋อร์จึงนั่งพิงผนังถ้ำ ก่อนหลับไปด้วยความอ่อนล้า
เนื่องจากหาพวกเขาไม่เจอเหล่าชายชุดดำจึงมารวมตัวกันที่เรือนบนภูเขา ที่บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่าน
หลังจากเงียบไปนาน ผู้เป็นหัวหน้าจึงออกคำสั่ง“ข้าจะกลับไปรายงานนายท่านส่วนพวกเจ้าแยกย้ายไปค้นหาต่อ”
พูดจบหัวหน้ากลุ่มก็ปลดผ้าคลุมหน้าออก เปลี่ยนชุด แล้วทะยานลงจากภูเขา มุ่งหน้าไปยังจวนแม่ทัพ
พอมาถึง ก็กวาดตามองรอบๆก่อนเดินไปที่หน้าประตูใหญ่
ทหารยามกล่าวทักทายด้วยความนอบน้อมก่อนเปิดประตูให้เขาเข้าไป
...
หนีเจียเอ๋อร์ตื่นขึ้นมาด้วยความหิววางแผนที่จะดูอาการบาดเจ็บของโจวชิงหวาอีกครั้ง แล้วค่อยออกไปหาอาหาร แต่อาการของชายหนุ่มกลับทำให้นางหน้าถอดสี
โจวชิงหวาไข้ขึ้นสูงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ได้แต่ยามนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำเพราะพิษไข้
ด้วยสภาพที่ไม่มียาในมือหากพาคนเจ็บลงเขาไป ย่อมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย และอาจสายเกินไปกว่าจะถึงมือหมอ
นางหวาดวิตก จนต้องเดินไปเดินมาในถ้ำและเมื่อเหลียวไปเห็นว่ามีทางเดินที่ด้านขวา จึงรีบลองเดินเข้าไปดูข้างใน
ไม่คิดว่าจะมีโพรงอยู่ตรงนี้ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีหินซึ่งถูกสกัดจนดูคล้ายโต๊ะกับเก้าอี้ ซ้ำยังมีเตียงและฟูกที่เปื่อยยุ่ยอีกด้วยคาดว่าคงจะมีใครบางคนเคยอาศัยอยู่ที่นี่เมื่อนานมาแล้ว
แต่สิ่งที่ทำให้หนีเจียเอ๋อร์รู้สึกดีใจยิ่งนักก็คือสระน้ำเล็กๆ ตรงกลางถ้ำ ซึ่งเป็นน้ำที่เชื่อมมาจากลำธารภายนอก ดังนั้นน้ำในสระจึงเย็นสบายและใสสะอาดมาก
หญิงสาวรีบวิ่งกลับมาพาโจวชิงหวาไปที่ขอบสระและตบหน้าเขาเบาๆ “ชิงหวาตื่นสิ ชิงหวา ตื่น!”
โจวชิงหวาลืมตาขึ้นมาด้วยความงุนงงเขากะพริบตาอยู่ครู่หนึ่ง แต่สติยังคงพร่ามัวจนไม่อาจส่งเสียงได้
หนีเจียเอ๋อร์กัดริมฝีปากล่างก่อนลงมือถอดเสื้อผ้าของเขาอย่างยากลำบาก
แม้มิได้สัมผัสผิวอีกฝ่ายโดยตรงแต่ก็ยังรับรู้ได้ว่าร่างของเขาร้อนราวกับไฟ
ภาพกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งและลมหายใจของเขาทำให้แก้มของนางผ่าวร้อน
หนีเจียเอ๋อร์สั่นศีรษะอย่างแรงสูดหายใจลึกสองครั้ง แม้ว่าใบหน้ายังคงแดงก่ำ แต่นางก็ยังต้องถอดเสื้อคลุมมาชุบน้ำเพื่อเช็ดตัวเขาให้เย็นลง
ตกบ่าย ไข้ของโจวชิงหวาก็ลดลงจากนั้นนางก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสูง ที่จะสวมเสื้อผ้ากลับคืนให้เขาอีกครั้ง
หญิงสาวรู้สึกเหนื่อยจนต้องทรุดตัวลงนอนข้างๆอีกฝ่าย โดยไม่อยากขยับเขยื้อนไปไหน
“น้ำ...น้ำ...”
จนกระทั่งได้ยินเสียงของโจวชิงหวาที่เพิ่งฟื้นคืนสติ
หนีเจียเอ๋อร์ผุดลุกขึ้นมองไปตามขอบผนังถ้ำ แล้วใช้มือรองรับน้ำที่ซึมลงมาป้อนให้ชายหนุ่ม
แต่สติของโจวชิงหวายังคงสับสนวุ่นวายจึงไม่อาจอ้าปากเพื่อดื่มน้ำได้ น้ำที่ป้อนให้เลยไหลไปตามลำคอและเส้นผม
หญิงสาวสิ้นหวัง ต้องคิดหาวิธีให้เขากลืนน้ำลงไป
คงเหลือเพียงวิธีนี้เท่านั้น...
หนีเจียเอ๋อร์กรอกน้ำเข้าปากตัวเองก่อนจรดลงบนริมฝีปากอันแห้งผากของชายหนุ่ม เพื่อป้อนน้ำให้กับเขา
ดูเหมือนว่าน้ำเพียงอึกเดียวที่ถูกป้อนเข้ามาในปากยังไม่พอปลายลิ้นของเขาจึงละเลียดเลียที่ริมฝีปากล่างของตนด้วยความกระหาย
...
หญิงสาวนั่งยองๆ ที่ริมสระน้ำก่อนวักน้ำขึ้นมาราดรดใบหน้าตัวเอง เพื่อบรรเทาอาการเห่อร้อน นางสาดน้ำใส่หน้าของตนรัวๆเพื่อลดความเคอะเขิน
ด้วยจำมิได้แล้ว ว่านางได้กระทำเรื่องน่าอายเช่นนั้นไปกี่ครั้ง...
ยามเย็น โจวชิงหวาตื่นขึ้นมาอีกครั้งและพูดเหมือนละเมอ “ข้าฝันว่าเจ้าป้อนน้ำให้ข้าด้วยปากหึๆ... ริมฝีปากของเจ้าทั้งหอมและนุ่มยิ่งนัก!”
กล่าวจบ ก็นอนพักอย่างสบายใจ
หนีเจียเอ๋อร์ตบไปบนอกแกร่งขณะมองอีกฝ่ายตาขวาง ราวกับจะข่มขู่มิให้พูดถึงเรื่องนี้อีก
...
วันต่อมา โจวชิงหวาก็ได้สติเต็มที่เขาลุกขึ้นมาถามวิธีการป้อนน้ำและอาหารของนาง หนีเจียเอ๋อร์จึงยืนกรานเสียงแข็งว่าตนใช้มือป้อนพลางบ่ายเบี่ยงด้วยการแสร้งตำหนิ ห้ามเขาพูดจาไร้สาระ จนโจวชิงหวาต้องยกมือยอมแพ้
สำหรับเขาแล้ว มันเหมือนความฝันที่ไม่อาจเอื้อมถึง
หลังนั่งไปสักพัก หนีเจียเอ๋อร์ก็ลุกขึ้น“หิวจะตายอยู่แล้ว! ข้าจะออกไปหาอาหาร ส่วนเจ้าก็รออยู่ที่นี่ดีๆ ล่ะ”
“ระวังตัวด้วย!”โจวชิงหวาพูดอย่างจำใจ
“เข้าใจแล้ว” หนีเจียเอ๋อร์ตอบโดยไม่หันกลับมามองนางดึงกิ่งไม้ที่ปิดทางเข้าถ้ำ แล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็ว