บทที่207 ตัวตนที่แท้จริงของบุรุษชุดแพรเงิน
ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาวูบไหวไร้ที่ติ รวดเร็วดั่งภูติพรายจนเห็นเป็นเงาเรือนรางเพียงพริบตาเดียวฮุ่ยจวินก็ไปถึงตำแหน่งที่เกิดการต่อสู้ ชายหนุ่มสามารถส่งดรรชนีสังหารสตรีในชุดคลุมดำที่ใช้กระบี่นางนั้นได้ทว่านางคือมู่ผิงเยว่ที่ในไม่ช้าจะมีชะตากรรมร่วมทุกข์ร่วมยากกับตนในหุบเหวลึก ประกอบกับนางก็พลันหยุดกระบี่อย่างกระทันหันไปแล้วเมื่อเห็นสภาวะของกระบี่ถูกรั้งกลับ ดรรชนีของมันจึงสลายลง คิดสิ่งหนึ่งขึ้นมาในหัวจึงเปลี่ยนไปเคลื่อนกายคว้าจับเอาคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราในมือของตนเองผู้อยู่ในอดีตทันที
เมื่อชิงคัมภีร์มาได้ ฮุ่ยจวินก็ยืนตระหง่านหันหลังให้แก่คนทั้งสามไม่หันกลับทว่าน้ำเสียงที่อิดโรยของเด็กหญิงกลับทำให้มันอยากหันไปมองนางอีกซักครั้ง
“พี่ฮุ่ยจวิน"
คำเรียกขานนี้ทำให้ฮุ่ยจวินคนปัจจุบันได้ฉุกใจคิดถึงเรื่องของตนในอดีตที่แท้เหตุการณ์นี้ที่เกิดในตอนนั้น บุรุษชุดแพรเงินที่ช่วยตนกับฮุ่ยไป๋ก็คือตนเองในอนาคตนั่นเองมิน่าเล่าฮุ่ยไป๋ในตอนนั้นที่เห็นเพียงเงาหลังตนจึงได้หลุดปากเรียกชื่อตนขึ้น มิน่าเล่าท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาที่ตนใช้ออกจึงได้มีเหมือนกันและเพราะตนในปัจจุบันมีพลังที่เหนือล้ำมาก ท่าเท้าจึงได้ดูเลิศภพจนทำให้ตนในอดีตเกิดความงุนงงสงสัยได้และที่สำคัญคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราเล่มนี้ก็หายไปจากปฐพีอย่างไร้ร่องรอยที่แท้มันถูกตนชิงไปภายใต้กฎเกณฑ์แห่งช่วงเวลา นี่จึงไม่มีใครหาพบ
ปริศนาของบุรุษชุดแพรเงินที่ตนสงสัยมาโดยตลอดในที่สุดก็ได้ข้อสรุปนี่กลับเป็นเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อจนเกินกว่าคำว่าปฏิหาริย์ไปไกล เพราะไม่ว่าจะเป็นตอนใดไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต ตัวตนของมันก็อาจมีขึ้นเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญอย่างฮุ่ยไป๋ทั้งสิ้น
ในยุคปัจจุบัน ความเข้าใจของฮุ่ยจวินคือฮุ่ยไป๋ได้ตายพร้อมกับท่านลุงไปแล้ววันนี้เมื่อได้มาใกล้ชิดนางอีกครั้ง ได้ฟังน้ำเสียงอิดโรยเพรียกหา ก็ทำให้จิตใจของฮุ่ยจวินต้องสั่นสะท้านจนคิดเปิดเผยตัวตนต่อนางทว่ามันจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อตัวมันในอดีตก็อยู่ที่นี่ กฎเกณฑ์แห่งอดีตก็กำลังดำเนินไปมันไม่อาจฝืนกฎเกณฑ์แห่งอดีตมากไปในที่นี้ ลำพังการฝืนชิงคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราก็ทำให้มันถูกกฎเกณฑ์แห่งอดีตเล่นงานจนแทบแตกดับสิ้นสติแล้วที่มันยังฝืนยืนอยู่ได้ ที่มันยังประคองสติอยู่ได้ ก็เพราะมันเตรียมตัวเตรียมใจที่จะสู้กับกฎเกณฑ์แห่งอดีตสุดท้าย
มันคิดฝืนอดีตเพื่อช่วยฮุ่ยไป๋และท่านลุงให้มีชีวิตรอด!
โดยไม่รู้ว่าแท้จริงคนร้ายที่สังหารท่านลุงกับฮุ่ยไป๋จะใช่อวิ๋นเซี่ยวซุนตามข่าวลือหรือไม่แต่มันต้องดำรงตัวตนอยู่ในอดีตจนกว่าจะถึงตอนที่ได้ปกป้องคนทั้งสอง คิดดังนี้ฮุ่ยจวินจึงนิ่งเงียบไม่หันกลับเป็นมู่ผิงเยว่ในชุดคลุมดำที่ตวาดเสียงดังลั่น
“หากไม่อยากตายก็ส่งคัมภีร์นั่นมา”
พอได้คำภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรามาในหัวของชายหนุ่มก็ได้นึกไปถึงไป๋เหิ่นซินด้วย นางเองก็อยู่ระหว่างความเป็นตายเพราะคัมภีร์เล่มนี้หากไม่ได้คัมภีร์ นางก็มีโอกาสที่จะถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้ทุกเมื่อ ความเป็นตายของนางขึ้นอยู่กับคัมภีร์นี้การมาของมันอีกจุดประสงค์ก็คือสิ่งนี้ เพื่อตอบแทนไป๋เหิ่นซินที่เสี่ยงชีวิตช่วยตนตนถึงได้เสี่ยงฝืนกฎเกณฑ์แห่งอดีตชิงเอาคัมภีร์นี้ด้วย
ไม่ว่าจะฮุ่ยไป๋หรือไป๋เหิ่นซิน คล้ายดั่งว่าโชคชะตาแห่งไป๋จะชักนำให้มันพัวพันกับคำว่าไป๋อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ขณะครุ่นคิด มู่ผิงเยว่ก็พลันลงมือหวังชิงคัมภีร์กระบี่ของนางปลดปล่อยมหาวิถีวจนะยุทธ์มิออมรั้ง ก่อเกิดประกายแสงสีเหลืองอ่อนพุ่งวาบเข้าใส่แผ่นหลังของฮุ่ยจวินวจนะยุทธ์ของมู่ผิงเยว่นี้ในอดีตนับว่าร้ายกาจเกินกว่ามันจะรับได้ ทว่าตัวมันในตอนนี้ก้าวข้ามอดีตมาไกลโขเพียงตวัดนิ้วเดียวโดยมิหันหลังก็ยังรับได้ ซึ่งจังหวะที่ดรรชนีชี้คืนกลับหลัง จังหวะนั้นฮุ่ยจวินพลันนึกถึงการเคลื่อนไหวลมปราณและชีพจรในกายของท่านลุงเสมอมามันคิดว่าท่านลุงเป็นคนธรรมดามาโดยตลอด แต่การที่มันได้รักษาท่านลุงในคืนวันที่ผ่านมานี้ทำให้มันรู้ว่าแท้จริงท่านลุงกลับเป็นผู้ฝึกญาณที่ซ่อนเร้นความลับผู้หนึ่งหากมิใช่ตัวมันในปัจจุบันศึกษาและฝึกปรือทำความเข้าใจในพลังญาณมามากก็คงจะไม่รู้ และประการสำคัญสิ่งที่มันสัมผัสได้ก็คล้ายกฎเกณฑ์ที่ไหลเวียนในสายเลือดของตนเองซึ่งกฎเกณฑ์นี้มิใช่กฎเกณฑ์ทางฝั่งบิดาอย่างแน่นอน เพราะทางฝั่งบิดาจะมีโลหิตที่ติดไฟแต่ความรู้สึกที่มันสัมผัสได้ตอนนี้แตกต่าง กฎเกณฑ์การไหลเวียนของลมปราณมิได้ลุกไหม้สิ่งนี้ต้องเป็นกฎเกณฑ์ของฝั่งทางมารดาแน่แท้
เมื่อเคลื่อนลมปราณตามความรู้สึก ภายใต้ท่วงท่าดรรชนีนี้มันก็สัมผัสได้ถึงพลังขุมหนึ่งที่เอ่อล้นและมหาศาลเป็นอย่างมากบริเวณนิ้วชี้ แล้วมันก็ได้ปลดปล่อยออกมาอย่างไม่นึกฝัน
ลำแสงสีทองเจิดจรัส สว่างวาบบนปลายนิ้วก่อนทอดตัวตัดอากาศเป็นแนวเส้นตรงลำแสงนี้ร้อนลวกทรงอานุภาพ แตกต่างจากเพลิงเทวะผลาญโลหิตอย่างชิ้นเชิง เป็นท่าดรรชนีใหม่ที่ร้ายกาจยากหาใดเปรียบปาน
ดรรชนีที่เพียงแค่ทดลองเดินลมปราณและขับเคลื่อนพลังญาณตามท่านลุงและตามสัณชาตญาณนี้สามารถทำลายปราณกระบี่ของมู่ผิงเยว่ได้ในพริบตา ทั้งยังซัดกระบี่ในมือของจอมยุทธ์ที่มีความแข็งแกร่งทางกายภาพให้ปลิวกระเด็นตกไปไกล
ฮุ่ยจวินมองดรรชนีดังกล่าวของตน ยิ่งได้เห็นเช่นนี้ยิ่งสงสัยตกลงมารดาของตนรวมถึงท่านลุงเป็นใครกันแน่ เคล็ดวิชาที่เลิศภพเช่นนี้มิน่าจะเกิดขึ้นจากปุถุชนคนทั่วไปอย่างแน่นอน
ด้านมู่ผิงเยว่เพียงได้เห็นดรรชนีที่เกิดจากพลังญาณนางก็นึกถึงเรื่องเล่าของตระกูลผู้ฝึกญาณตระกูลหนึ่งจากบิดาขึ้นมา ‘เอกดรรชนีผลาญสุริยัน!’ ก่อนนางจะตวาดเสียงดังลั่น
“เจ้าเป็นพวกผู้ฝึกพลังญาณ ฝึกพลังอันนอกรีตที่ทำลายกฎเกณฑ์ธรรมชาติของโลก!”
ฮุ่ยจวินไม่สนคำที่นางพร่ำวาจา เห็นว่าฮุ่ยไป๋กำลังประสบกับอาการพิษกำเริบจากการรักษารวมทั้งตัวของตนในอดีตก็ต้องการสมาธิในการรักษา มันจึงใช้ท่าเท้าเหยียบม่านเมฆาพุ่งออกไปหลอกล่อมู่ผิงเยว่ให้ติดตาม สร้างโอกาสที่ปลอดภัยให้แก่ตัวของตนในอดีตรวมถึงฮุ่ยไป๋มากที่สุดนำพามู่ผิงเยว่ไปให้ไกลจากที่นี่มากที่สุด
ด้วยท่าเท้าที่รวดเร็วจนเกินไป ทำให้เมื่อล่อหลอกมาถึงเขาเถาหมิงซานกลับกลายเป็นว่ามู่ผิงเยว่มิอาจตามทันฮุ่ยจวินคลาดกับนางไปไกลแล้ว เมื่อสลัดหลุดและขณะจะคิดหาแนวทางดำเนินการตามความตั้งใจอื่นต่อความเจ็บปวดรวดร้าวจากการถูกกฎเกณฑ์ที่ไร้ลักษณ์แห่งอดีตโจมตีซึ่งก่อนหน้ามันได้ฝืนสะกดไว้ก็พลันปะทุคนกระอักโลหิตคำใหญ่ ตาพร่าลายเห็นภาพวังวนอันดำมืดเกิดขึ้นอย่างเลือนราง ถึงตอนนี้มันพอจะคาดเดากฎแห่งอดีตได้บ้างแล้วถ้าเมื่อไหร่มันถูกวังวนนี้ดึงดูดไป หากไม่ดับขันธ์ก็คงถูกส่งออกจากอดีตแห่งนี้อย่างแน่นอน
เช่นนั้นชายหนุ่มจึงกัดฟันฝืนโคจรลมปราณดึงพลังจากดาราดวงที่สามออกมารักษาดาราเบ่งบานก็เกิดภาพบุปผาผุดขึ้นเต็มร่างกาย เคล็ดวิชาแฝงที่อยู่ในดาราดวงที่สามนี้ไม่ว่าบาดแผลใด หรือร่องรอยอาการบาดเจ็บจากมหาวิถีใดก็สามารถบรรเทาอาการได้ ทว่ามันกลับไม่มีผลในการรักษาอาการบาดเจ็บจากกฎเกณฑ์แห่งอดีตนี่แสดงให้เห็นว่ากาลเวลาเป็นสิ่งที่มิอาจรักษา
“พลังแห่งกาลเวลาร้ายกาจจริงๆ”
เพื่อไม่เป็นการฝืนต่อกฎเกณฑ์แห่งอดีตโดยไร้ความจำเป็นมันจึงเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิทำจิตใจให้สงบภายใต้ขุนเขาและป่าใหญ่ท่ามกลางเขาเถาหมิงซานแห่งนี้และมันก็ทุ่มสมาธิขัดเกลามหาวิถีเจ็ดดาราที่ทะลวงถึงหกดวงไปพลาง หาเส้นทางที่จะก้าวเดินไปสู่ดวงที่เจ็ดไปพลาง
เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วมันมิอาจทราบได้รู้สึกตัวอีกทีก็บังเกิดเสียงดังสนั่นขึ้นมิห่าง ชายหนุ่มจึงลืมตาขึ้นมองไปยังทิศทางของเสียงก่อนจะเคลื่อนกายออกไปอย่างแผ่วเบาฝีเท้าของมันเบาหวิวราวขนนกร่วงหล่นจึงยากที่จะมีใครสัมผัสได้ พอไปถึงจุดเกิดเหตุก็พบเข้ากับการต่อสู้ทันที
หนึ่งนั้นคือมู่ผิงเยว่ ส่วนอีกผู้อยู่ในชุดคลุมดำปกปิดเช่นเดียวกันผู้ที่อยู่ในชุดคลุมดำซัดฝ่ามือเล่นงานมู่ผิงเยว่จากทางด้านหลังทีเผลอ เป็นเหตุให้นางต้องร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึก!
ฮุ่ยจวินรู้ว่านางตกไปก็ยังไม่ตาย มันจึงไม่ได้แสดงตัวเพียงพินิจมองบุคคลในชุดคลุมดำผู้นั้น มองกระบี่ที่คนผู้นั้นถือซึ่งก็คือกระบี่ของมู่ผิงเยว่ที่ตนเคยซัดตกไปไกลเมื่อครั้งก่อนหน้าเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วคนผู้นี้จงใจที่จะสวมรอยเป็นมู่ผิงเยว่ และเมื่อฮุ่ยจวินหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่คนผู้นี้เองที่ไล่ล่าสังหารตนกับฮุ่ยไป๋ สร้างความเข้าใจผิดแก่ตนกับฮุ่ยไป๋ในอดีตว่าเป็นมู่ผิงเยว่
คนผู้นี้เป็นใคร ต้องการอะไรถึงทำเช่นนี้?
ฮุ่ยจวินบังเกิดความสงสัย มันจึงเก็บซ่อนประกายพลังและชีวิตปลดปล่อยตัวตนให้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ มันซ่อนตัวอยู่ที่บริเวณนี้เพื่อดูเหตุการณ์มันจดจำได้ว่าสถานที่แห่งนี้อีกไม่นานตัวมันในอดีตจะต้องประสบเหตุ
และเป็นไปตามที่คาด ไม่นานวันนักก็บังเกิดเสียงการไล่ล่าพุ่งผ่านมายังที่แห่งนี้เห็นฮุ่ยไป๋กำลังหลบซ่อนด้วยความสั่นกลัว เห็นสตรีตัวน้อยๆ กำลังร่ำไห้แทบขาดใจเมื่อตนที่อยู่ในอดีตถูกผู้ที่สวมรอยเป็นมู่ผิงเยว่ใช้หนึ่งกระบี่ทิ่มแทงจนร่วงหล่นลงสู่หุบเหวลึก
เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดผ่านตาและการรับรู้ของฮุ่ยจวินคนปัจจุบันจนสิ้นทั้งท่วงท่าการเคลื่อนไหวของบุคคลในชุดคลุมดำที่สวมรอยเป็นมู่ผิงเยว่นั้นก็ด้วย นางคือสตรีผู้หนึ่งรูปแบบการใช้พลังฝีมือแม้ปกปิดแต่ก็ไม่ทั้งหมด หากเป็นยอดฝีมือที่เจนการต่อสู้ย่อมมองออกอีกทั้งแนวทางการเคลื่อนไหวพื้นฐานของคนผู้นั้นฮุ่ยจวินก็เคยเห็นมาก่อน แม้นางจะปกปิดได้อย่างแนบเนียนแต่สุดท้ายก็ไม่พ้นสายตาของฮุ่ยจวิน โดยเฉพาะหลังจากนางจัดการตัวของตนในอดีตได้แล้วนางรู้ว่าฮุ่ยไป๋อยู่ที่ไหน นางกลับแสร้งทำเป็นไม่เห็นฮุ่ยไป๋ ทั้งยังปล่อยให้ฮุ่ยไป๋ได้เห็นภาพเหตุการณ์อันโหดร้ายทั้งหมดนี่เหมือนจงใจสร้างความแค้นและยังเป็นแรงจูงใจบางอย่างให้แก่ฮุ่ยไป๋ นางจงใจที่จะชักนำฮุ่ยไป๋เพื่อเหตุผลอะไรบางอย่าง
คิดมาถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินก็พลันเบิกตาโพลง ในหัวก็คิดสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ขึ้นมาทว่าข้อเท็จจริงนี้ก็ยากจะลบล้างจริงๆ
ครั้งหนึ่งในทุ่งร้าง เคยมีตัวตนระดับสูงแห่งนิกายเทวะวจนะมาบังเอิญฮุ่ยไป๋มีสิ่งที่ต้องใจตัวตนระดับสูงนั่น จนมันออกตัวคิดรับฮุ่ยไป๋เป็นศิษย์ทว่าฮุ่ยไป๋มิอาจทิ้งตนและท่านลุงไป นางจึงปฏิเสธ ตนก็คิดว่าเหตุการณ์นั้นจะยุติไปแล้วแต่ไม่เลย นั่นกลับเป็นชนวนแห่งความโศกเศร้าและความแค้น เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกลับเป็นแผนของ...
...ธรรมบาลมุทรา!
พอคิดถึงเรื่องนี้ ฮุ่ยจวินก็ดวงตาสั่นพร่ามองฮุ่ยไป๋ที่กำลังร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือดจากนั้นภาพใบหน้าอันเย็นชาไร้จิตใจก็ผุดขึ้นมาในหัว
“หรือว่า….”
ความรู้สึกที่มันสับสนมาโดยตลอดก็เริ่มกระจ่างปากของมันสั่นเครือกล่าวเสียงแผ่วเบา
“…แสงสังหารแห่งวจนะ ก็คือนาง"
เรื่องที่เหนือปาฏิหาริย์เกิดขึ้นมามากมายฮุ่ยจวินก็ประสบตั้งหลายหน ทว่าเรื่องนี้ยากจะทำใจเชื่ออย่างแท้จริง จนกระทั่งวันนั้นมันได้มองเห็นแววตาของฮุ่ยไป๋แปรเปลี่ยนไปใบหน้าที่เคยสดใสกลับกลายเป็นตายด้านดุดัน รอยยิ้มที่งดงามแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเด็กหญิงที่มันเคยรู้จักได้แปรเปลี่ยนไปสิ้นเชิง แม้ใบหน้าของนางตอนนี้จะเต็มไปด้วยความมอมแมมซูบตอบแต่แววตาคู่นั้นคือไป๋เหิ่นซินอย่างชัดเจน
ฮุ่ยไป๋กับไป๋เหิ่นซินคือคนๆ เดียวกัน
ฮุ่ยไป๋นางยังไม่ตาย!
เห็นฮุ่ยไป๋หยิบของสิ่งหนึ่งที่ธรรมบาลมุทราเคยมอบให้ขึ้นมาดูจากนั้นสายตาที่แน่วแน่ของนางก็มองไปทิศตะวันออก นางเดินทางสู่แดนตะวันออกไม่กลับบ้านเช่นนั้นเป็นที่ยืนยันแล้วว่านางไม่ได้ตายพร้อมกับท่านลุง พอนึกถึงท่านลุงของมันเป็นอะไรนึกถึงแผนของธรรมบาลมุทรา ฮุ่ยจวินก็มองไปที่ทางหมู่บ้านเถาซานทันที หากต้องการจะสร้างเครื่องสังหารหากจะทำให้นางไร้ใจอย่างแท้จริง จะต้องตัดทุกสิ่งไปจากชีวิตของนาง นี่ก็คงเป็นเหตุผลการตายของท่านลุงอวิ๋นเซี่ยวซุนก็เพียงเป็นแพะที่ถูกกล่าวหาเท่านั้น
“ธรรมบาลมุทรา ท่านช่างอำมหิตเกินมนุษย์"
ฮุ่ยไป๋ตัวตนในอดีตมุ่งสู่แดนตะวันออก ส่วนฮุ่ยจวินตัวตนในอนาคตมุ่งสู่หมู่บ้านเถาซานกฎเกณฑ์แห่งอดีตราวกับรู้วันมันกำลังจะฝืนอดีตครั้งใหญ่ ระหว่างทางจึงมีกฎเกณฑ์เล่นงานมันอย่างหนักหน่วงทุกฝีก้าวจึงหนักอึ้งราวแบกสวรรค์ หนทางจากที่นี่ไปหมู่บ้านเถาซานไม่ถือว่าไกลมาก แต่สำหรับชายหนุ่มกลับรู้สึกว่ามันอยู่ไกลนับแสนนับล้านลี้จะเดินทางไปอย่างไรก็ไปไม่ถึง ร่างกายบาดเจ็บแทบแตกดับ วังวนแห่งความมืดหมุนวนเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆกว่าจะไปถึงบ้านของท่านลุง มันก็เห็นว่าสตรีในชุดคลุมดำปกปิดกำลังจะเข้าไปสังหารคนในบ้านแล้ว
“ไม่!”
ฮุ่ยจวินทะยานกายซัดพลังแห่งมหาวิถีเจ็ดดาราอย่างคลุ้มคลั่งซึ่งจังหวะที่มันจะฝืนอดีตอย่างรุนแรงนี้ แสงอันเจิดจ้าก็ผุดจากธาตุอากาศอันว่างเปล่าจู่โจมร่างมันอย่างหนักหน่วง วังวนแห่งความมืดก็ดูดกลืนจนร่างมันจะแหลกสลาย มันมิอาจฝืนอดีตได้อีกต่อไปร่างหลุดเข้าสู่วังวนแห่งความมืด ทว่าความไม่ยินยอมส่งให้มันดิ้นรนทุกวิถีทาง มันจึงยังไม่ถูกส่งกลับยุคปัจจุบันในทางเดียวกันก็มิอาจคืนกลับสู่อดีตที่ต้องการ
มันกลับติดอยู่ในห้วงอดีตแห่งอนันตกาล!