“จินจูบุตรสาวข้าคนนี้ไม่เหมือนพี่สาวนางรักอิสระและไม่ทะเยอทะยานข้าจึงเห็นด้วยที่นางจะไปเข้าสำนักศึกษาแต่ก็อ่อนใจที่นางไม่รู้จักอดทนอดกลั้นไม่พอใจสิ่งใดก็โผงผางออกไปเลย ไม่รอจังหวะเหมาะสมจนทำบิดาขายหน้าบิดานางจึงโกรธนัก”
“...”
“ข้ารู้ว่าเจ้าแคลงใจในตัวนาง แต่เจ้าวางใจเถอะหากนางรับปากสิ่งใดแล้วนางก็จะทำตามอย่างแน่นอนนางเข้ามาก็บอกเพียงว่าพวกเจ้าเป็นสหายไม่ปริปากบอกอื่นใดแม้ข้าจะคาดคั้นเล่าเรื่องของพวกเจ้าอย่างตื่นเต้นดีใจ”
“...”
“จินจูไม่ค่อยมีสหายเพราะนางมีความคิดไม่เหมือนคนอื่นๆในสังคมเดียวกันครั้งนี้นางยืนกรานจะสอบเข้าสำนักศึกษาสวรรค์ให้ได้ข้าหวังเพียงว่านางจะมีสหายคอยช่วยเหลือสักคน”
ไห่ฮูหยินเอื้อมมาจับมือของซูเจินแล้วตบที่หลังมือเบาๆ“ถือว่าน้าขอร้องเถอะนะ”
ซูเจินมองมือที่ถูกกุมอยู่เล็กน้อยก่อนจะยกยิ้มให้อีกฝ่าย
“ท่านน้าอย่าห่วงเลย กับผู้ที่ข้าถือว่าเป็นสหายแล้วข้าก็จะจริงใจด้วยอย่างถึงที่สุด” นางตบหลังมือของไห่ฮูหยินคืนเบาๆให้คลายกังวล“แต่ต้องจริงใจกับข้าด้วยเช่นกัน”
ไห่ฮูหยินมองสาวน้อยตรงหน้านิ่ง
“หากนางทำได้อย่างที่รับปากข้าไว้ข้าเฉินซูซูผู้นี้ก็จะดีกับนางแน่นอน”
ไห่ฮูหยินพยายามค้นหาบางสิ่งในแววตาของเด็กสาวแล้วพยักหน้าเล็กน้อยยิ้มกว้างกลับมาสวมหน้ากากฮูหยินผู้แสนใจดีเช่นเดิม
“ดี ถือว่าเจ้ารับปากน้าแล้วเราไปที่เรือนหลักกันเถอะป่านนี้คงตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เชิญทุกคนเลยนะ”
คนอื่นๆลอบมองซูเจิน นางพยักหน้าอนุญาตเบาๆพวกเขาจึงตอบรับคำเชิญ ไห่ฮูหยินลอบสังเกตเงียบๆ ก่อนจะเดินนำไปยังเรือนหลัก
สกุลไห่มีธรรมเนียมที่ค่อนข้างแตกต่างจากจวนอื่นคือพวกเขาจะมาร่วมรับประทานอาหารอย่างพร้อมหน้าในตอนเย็นแทนที่จะเป็นตอนเช้าเพราะพวกเขามีกิจการใหญ่โตมากมายงานจึงค่อนข้างล้นมือในตอนเช้าจึงเป็นช่วงที่ทุกคนยุ่งมากที่สุด
แต่อย่างไรความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ไม่อาจละเลยจึงให้มีการรวมตัวกันในมื้ออาหารตอนเย็นแทน
นายท่านสกุลไห่เป็นพ่อค้าร่ำรวยจึงมากภรรยานอกจากภรรยาเอกแล้วก็ยังมีภรรยารองลงไปอีกสามคน อนุอีกสี่คนเรียกได้ว่าสามภรรยาสี่อนุมีครบทุกตำแหน่ง
แต่ว่านายท่านเป็นเขยที่แต่งเข้าแน่นอนว่าผู้ที่เป็นใหญ่ที่สุดก็คือฮูหยินใหญ่ แต่นางก็ไม่ก้าวก่ายข่มสามีอำนาจที่สามีควรมีนางก็ให้สิทธิ์อย่างเต็มที่
จะว่าไห่ฮูหยินใจกว้างก็พูดได้ไม่เต็มปากเพราะนอกจากนางแล้ว บุตรคนอื่นๆของสามีกับภรรยาคนอื่นล้วนเป็นสตรีทั้งสิ้นและยังอายุน้อยกว่าบุตรของนางทุกคนบุตรชายบุตรสาวของนางล้วนเป็นคุณชายใหญ่คุณชายรอง คุณหนูใหญ่คุณหนูรองยศศักดิ์มากกว่าบุตรของภรรยาคนอื่นทุกอย่าง
แต่ไห่ฮูหยินก็ไม่ได้ระรานบรรดาภรรยาน้อยของสามีเลยหากพวกนางอยู่ในที่ของพวกนาง ไห่ฮูหยินก็ให้ความดูแลอย่างดีและยุติธรรมนายท่านไห่จึงเกรงอกเกรงใจไห่ฮูหยินนัก
อาหารมื้อใหญ่ในตอนเย็นไห่ฮูหยินเองก็อนุญาตให้อนุทั้งสี่คนรวมทั้งบุตรสาวของพวกนางเข้าร่วมด้วยได้ทั้งที่ปกติแล้วจะไม่อนุญาตให้อนุและบุตรของอนุนั่งร่วมโต๊ะ
พอไห่ฮูหยินปรากฏตัวที่ห้องรับประทานอาหารเหล่าภรรยาน้อยและบุตรของพวกนางก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ย่อตัวเคารพนางอย่างพร้อมเพรียงตามมาด้วยเหล่าบุตรสาวของนางทั้งสองคน
ไห่ฮูหยินบอกให้ทุกคนลุกขึ้นแล้วนางจึงย่อตัวให้สามี นายท่านไห่รีบประคองนางลุกขึ้น แล้วหันมามองทางพวกซูเจิน
ซูเจินก็ยิ้มน้อยๆแล้วหลุบตาลงทำความเคารพอย่างว่าง่าย “คารวะนายท่านไห่ ข้าน้อยเฉินซูซู”
“อ่อ สหายที่เสี่ยวจูพูดถึง”นายท่านไห่พูดแค่นั้นแล้วพาภรรยาเอกของตนไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆตน
เพราะครอบครัวสกุลไห่เป็นครอบครัวใหญ่อีกทั้งคราวนี้มีแขกหลายคนจึงได้ต่อโต๊ะยาวเป็นสองแถว โดยปกติแล้วพวกเขาจะนั่งเป็นโต๊ะยาวเดียวกันทั้งครอบครัว
แต่ครั้งนี้มีแขก บรรดาภรรยารองอนุและบุตรของพวกนางจึงได้แยกไปนั่งโต๊ะอีกแถวปล่อยที่นั่งหลายตัวที่โต๊ะของนายท่านไห่เอาไว้สำหรับพวกนาง
“นั่งสิเสี่ยวซู” ไห่ฮูหยินผายมือให้นั่งแน่นอนว่านายท่านไห่ไม่พึงพอใจสหายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าที่จะร่วมสอบเข้าสำนักศึกษากับบุตรสาวคนรองแต่ก็ไม่อาจหักหน้าภรรยาตนเองได้เช่นกัน
“อ่อ เชิญนั่งๆ ข้าแก่แล้วก็เลอะเลือนอย่าถือสาคนแก่เลยนะ” นายท่านไห่ยังดูหนุ่มอยู่มากอายุเองก็คงน่าจะยังไม่ถึงห้าสิบ ร่างกายมีกล้ามเนื้อสมส่วนดีดูจะเป็นผู้ฝึกตนมีระดับขั้นผู้หนึ่ง
เหตุใดจึงกีดกันบุตรสาวเข้าร่วมสำนักเล่า?
“นายท่านล้อเล่นแล้วท่านยังหนุ่มแน่นอยู่เลยเจ้าค่ะ เป็นข้าน้อยที่เลอะเลือนเอง”ซูเจินเมินสายตาของสตรีหน้าตางดงามแต่น้อยกว่านางที่นั่งอยู่ข้างจินจูที่จ้องนางเขม็งอย่างเสียมารยาท
คงเป็นพี่สาวที่จินจูพูดถึงผู้นั้นกระมัง
นายท่านไห่เลิกคิ้ว แล้วมองอีกฝ่ายใหม่จากการพูดจาก็ดูท่าทางเฉลียวฉลาดดีก่อนหน้าที่เขาจะแต่งเข้าสกุลไห่ก็เคยฝึกตนมาก่อนแต่เพราะเกิดบาดเจ็บหนักในระหว่างประลองเขาจึงไม่ได้ฝึกฝนต่อประกอบกับตอนนั้นพบรักกับภรรยา จึงตัดสินใจสานต่อกิจการฝ่ายภรรยา
ตอนแรกไม่ได้ใส่ใจแขกที่บุตรสาวพามาแต่พอสังเกตดีๆแล้ว รุ่นเยาว์เหล่านี้มีแต่ผู้มีพรสวรรค์ทั้งนั้น! บุตรหลานสกุลใดกัน?
นายท่านไห่เหลือบมองภรรยาที่กำลังชวนสตรีที่มีใบหน้างดงามมากผู้นั้นพูดคุยไม่เคยเห็นภรรยาของตนให้ความสนอกสนใจกับผู้ใดมากเท่านี้มาก่อน
“แล้วพี่ใหญ่พี่รองของพวกเจ้าเล่า?”ไห่ฮูหยินถามหาบุตรชายทั้งสองคนกับผู้เป็นบุตรสาวพวกนางต่างส่ายหน้าไม่รู้เช่นกันว่าพวกพี่ชายหายไปไหน
“ช่วงนี้มีคนเข้าเมืองมากมายงานจึงเยอะนักพวกเขายังคงอยู่ที่ร้านนั่นแหละ” นายท่านไห่ตอบภรรยา
“ข้าก็กำชับแล้วกำชับอีกต่อให้มีงานมากแค่ไหนก็ต้องหาเวลามาทานข้าวกับครอบครัวให้ได้”ไห่ฮูหยินพูดด้วยความเสียดาย หมายใจจะแนะนำบุตรชายให้สหายของบุตรสาว
นายท่านไห่รู้ความคิดของภรรยาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อการทานอาหารจึงผ่านไปอย่างราบรื่น จากนั้นพวกนางก็ถูกเชิญไปยังห้องโถงรับรองที่มีการจัดโต๊ะและของทานเล่นเอาไว้ข้างหน้าโต๊ะแต่ละตัว
ซูเจินเดินมาหยุดตรงหน้านายท่านไห่พร้อมจือเหลียงที่ถือกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กตามไปด้วย
“ก่อนหน้านี้ข้าน้อยเห็นว่าเวลายังไม่เหมาะสมจึงเสียมารยาทแล้ว” ซูเจินพยักหน้าให้กับคนสนิท “ถือว่าเป็นของเล็กๆน้อยๆในการพบกันเจ้าค่ะ”
นายท่านไห่รับกล่องมาพยักหน้าให้แล้วเปิดดูอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะเบิกตากว้างมองสิ่งที่อยู่ในกล่องอีกครั้งชัดๆมองอยู่นานก่อนจะเงยหน้ามองสตรีน้อยนางนั้น
ไห่ฮูหยินสงสัยจึงชะโงกหน้าดูของในกล่องแล้วมองซูเจินอีกคน นายท่านไห่รีบปิดฝากล่องลง แล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ของขวัญมูลค่าไม่น้อยให้ของเช่นนี้เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?” นายท่านไห่ถามกลับแต่มือกลับถือกล่องเอาไว้ไม่ปล่อย
“มารบกวนจวนท่านกันเสียหลายคนอีกทั้งยังเป็นจวนของสหาย ของเช่นนี้นับว่าเหมาะสมแล้วเจ้าค่ะ”ซูเจินยังคงประดับรอยยิ้มบนใบหน้า
จริงอย่างที่จินจูว่า นายท่านไห่ผู้นี้ชื่นชอบของกำนัลและแน่นอนว่าจะต้องชื่นชอบของกำนัลที่นางมอบให้เป็นพิเศษ
“ดี! ฮูหยินเจ้าดูแลพวกนางให้ดีหากเจ้าขาดเหลือสิ่งใดก็ขอให้บอก แขกมาเยือนถึงจวนจะต้องดูแลให้ดีที่สุด”นายท่านไห่หันไปบอกฮูหยินของตนในประโยคแรก แล้วหันบอกพูดกับซูเจินในประโยคหลัง
“แน่นอนเจ้าค่ะมีสิ่งใดขาดเหลือก็ขอให้บอกน้าอย่าได้เกรงใจ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” นางรับคำแล้วกลับไปนั่งที่