บรรลุพลังอีกครั้ง!
แม้จะเป็นตัวเมิ่งฝานเองก็ยังนึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับตนเองดูคล้ายว่าเป็นเพราะพลังงานแห่งฟ้าดินรอบกายกระตุ้นร่างกายของเขา จึงทำให้แม้แต่พันธนาการของขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดก็ยังไม่อาจยับยั้งการบรรลุได้
โฮก!~~~
เมื่อเมิ่งฝานร้องคำรามเสียงต่ำคล้ายดั่งสัตว์ป่าร่างกายของเขาก็สั่นสะท้านพลังปราณภายในสมุทรปราณถาโถมเทียมฟ้า พุ่งทะยานตามพลังปราณในร่างกายไปทะลวงอุปสรรคกายาอย่างดุดัน
เดิมทีหลังจากที่บรรลุแล้วยังไม่อาจสัมผัสได้ถึงอุปสรรคกายาของระดับที่เจ็ดทว่าเวลานี้มันกลับเด่นชัดเป็นอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้เมื่อทำการทะลวงเมิ่งฝานก็รู้สึกคล้ายดั่งว่าเลือดของตนเองกำลังลุกไหม้ก่อนจะเข้าทะลวงอุปสรรคกายาที่ปิดกั้น
ตู้ม!
เมื่อทะลวงอุปสรรคกายาเสร็จสิ้นแม้ว่ากำแพงอุปสรรคกายาของพลังปราณที่เลิศล้ำจะยังไม่พังทลายแต่ก็มีรอยร้าวปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ พลังปราณภายในร่างกายของเมิ่งฝานเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะพุ่งทะลวงมันอย่างไม่ยอมจำนน
ตู้ม! ตู้ม!
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง...
ร่างกายของเมิ่งฝานมีกล้ามเนื้อปูดนูนแต่พลังปราณในร่างกายกลับสั่นสะท้านยิ่งกว่าและพุ่งทะลวงอุปสรรคกายาไปหลายครั้ง
พลังงานแห่งฟ้าดินข้างกายเขาเริ่มแตกซ่านไปทางฝั่งของรั่วสุ่ยอีก็หยุดการดูดกลืนพลังลงไปแล้วเส้นผมสวยที่ลอยสะบัดอยู่ในอากาศทำให้นางดูคล้ายเทพธิดา บริสุทธ์ดุจเซียนนัยน์ตาคู่นั้นมองมายังเมิ่งฝานก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มขึ้น “เจ้าหนูที่ดื้อรั้นไม่เคยคิดจะยอมแพ้ต่อสิ่งใด...”
แล้วในชั่วพริบตาที่รั่วสุ่ยอีพูดจบร่างกายของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านพลังอันยิ่งใหญ่มากมายแผ่ซ่าน ก่อนที่อุปสรรคกายาของขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดจะพังลงไป
บรรลุระดับพลังอีกครั้ง!
พลังงานแห่งฟ้าดินรอบกายถูกเมิ่งฝานดูดกลืนเข้าไปในร่างกายมากมายแล้วหลั่งไหลไปยังสมุทรปราณของเขาดุจดั่งสายธารที่หลั่งไหล การเลื่อนขึ้นถึงสองระดับในเวลาติดกันเช่นนี้ทำให้พลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นมาในจุดที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ
เมื่อรูขุมขนทุกส่วนบนร่างกายเปิดกว้างเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ว่าพลังงานแห่งฟ้าดินอันยิ่งใหญ่รอบกายนั้นได้หลั่งไหลเข้ามาในร่างกายของเขาพลังปราณเพิ่มขึ้นมาหนึ่งเท่าตัวเป็นอย่างต่ำ
หลอมปราณระดับเจ็ด!
เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิลงไปเพื่อทำให้สมุทรปราณของตนเองมั่นคงแข็งแรงหลังจากที่บรรลุระดับพลังติดกันสองครั้ง เมิ่งฝานก็รู้สึกคล้ายกับว่าไม่อาจควบคุมได้ซึ่งพลังปราณที่แตกตัวและแผ่ซ่านออกไปนั้นยังคิดที่จะกลับมาผสานตัวกันอีกครั้งแต่เมิ่งฝานสยบมันเอาไว้เสียก่อน
แม้ว่าเขาอาจจะสามารถบรรลุระดับพลังได้อีกเป็นครั้งที่สามแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่าหากทำเช่นนั้นย่อมส่งผลเสียต่อรากฐานแห่งพลังของตนเองเพราะการแข็งแกร่งแต่ไม่แสดงต่างหากถึงจะเป็นมรรคาแห่งการบำเพ็ญตนที่ถูกต้อง
หลังจากที่เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเมิ่งฝานจึงลืมตาขึ้นมาแล้วเลียริมฝีปากเล็กน้อย แม้ว่าการปฏิเสธการบรรลุระดับพลังจะไม่ค่อยดีเท่าใดนักแต่การที่ได้ก้าวหน้ามาถึงขั้นนี้เขาก็พอใจแล้ว
เมื่อขยับร่างกายเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่อยู่ในกล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้าหลังจากที่กวาดตามองไปรอบกายก็พบว่าเวลานี้ชั้นที่หกของหอโอสถแห่งนี้ต่างไปจากตอนที่เข้ามาอย่างลิบลับ
พลังงานแห่งฟ้าดินรอบกายแห้งขอดทั้งที่มันเคยมากมายจนผสานตัวกลายเป็นดั่งสายธารเพราะสั่งสมมานานหลายร้อยปี ทว่ายามนี้กลับถูกเมิ่งฝานและรั่วสุ่ยอีดูดกลืนไปจนหมดสิ้น
เมิ่งฝานกระตุกยิ้มก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย“พลังของท่านฟื้นตัวได้เท่าใดแล้วขอรับ?”
“ฟื้นตัวขึ้นมาบ้างเล็กน้อยแล้วกระมัง!”
รั่วสุ่ยอีที่อยู่ในอากาศเอ่ยเสียงเรียบก่อนที่ร่างวิญญาณของนางจะวาบไหวแล้วกลับเข้าไปหลบในไข่อสูรทมิฬทางฝั่งของเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามอย่างจนปัญญา “ดูดกลืนพลังงานเข้าไปเสียตั้งมากมายแต่กลับบอกว่าพลังฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยอย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ก็ใช่น่ะสิ กว่าข้าจะฟื้นตัวจนกลับมาอยู่ในขั้นพลังสูงสุดได้อีกครั้งคงยังอีกนานนอกเสียจากว่าเจ้าจะหาบุปผาเหวินเหรินมาให้ข้าได้ไม่อย่างนั้นการฟื้นฟูพลังของข้าก็จะยังต้องใช้เวลาอีกยาวนาน สงครามครานั้นทำให้ร่างกายของข้าแตกสลายดวงจิตยิ่งแทบไม่เหลือชิ้นดี...”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่รั่วสุ่ยอีเอ่ยมุมปากของเมิ่งฝานก็กระตุกเล็กน้อย นี่ต้องเป็นการบาดเจ็บที่มากมายเพียงใดกัน
หากเป็นผู้อื่นละก็แค่ดวงจิตได้รับบาดเจ็บก็คงไม่อาจฟื้นตัวได้อีกหรืออาจต้องตายในที่สุด แต่รั่วสุ่ยอีกลับยังคงรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ฉะนั้นแล้วขั้นพลังของรั่วสุ่ยอีในยามนั้นจะต้องยิ่งใหญ่นัก!
เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยถามว่า“ข้าต้องอธิบายกับชายชราพวกนั้นเช่นไรขอรับ?”
“นั่นมันก็เรื่องของเจ้าแล้วล่ะ!”
เมื่อสิ้นเสียงอันไพเราะดุจขลุ่ยสวรรค์ของนางรั่วสุ่ยอีก็ปัดไม้ปัดมือลาและไม่สนใจเมิ่งฝานอีกเลย
เด็กหนุ่มพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อยทั้งยังครุ่นคิดอยู่ในใจว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องตีสะโพกของรั่วสุ่ยอีให้หนักๆ!
จากนั้นเมิ่งฝานจึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปด้านนอกและคงทำได้เพียงเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นภายในไว้เป็นความลับ...
นอกหอโอสถ
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณ ไม่นานผู้อาวุโสของหอโอสถผู้หนึ่งก็เอ่ยเสียงเข้ม“ถึงเวลาปิดหอโอสถแล้ว จะทำอย่างไรดี?”
เมื่อสิ้นเสียงของเขาผู้อาวุโสอีกคนจึงเอ่ยขึ้นมา“กฎของหอโอสถจะถูกทำลายไม่ได้ หากผู้ที่อยู่ข้างในนั้นไม่ออกมาจริงๆก็คงต้องปล่อยให้เขาอยู่ในหอโอสถไปตลอดกาล!”
สีหน้าของเซี่ยหลัน หลินถัง และคนอื่นๆเปลี่ยนไปในทันใด พวกเขาต่างมองไปยังประตูของหอโอสถ แต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายพลังใดปรากฏขึ้นมา
“หึ คงจะตายไปแล้วล่ะ!”
เมิ่งซีกระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย นัยน์ตาของเขาแฝงไปด้วยความหยิ่งผยองการหายตัวไปอย่างลึกลับของเมิ่งฝานทำให้เขาเดือดดาลเป็นอย่างมาก แต่หากอีกฝ่ายตายไปในหอโอสถก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่งแล้ว
“ถูกต้อง กฎก็ต้องเป็นกฎ!”
ตงหลายต้าซือที่อยู่ไม่ไกลทำได้เพียงถอนหายใจเสียงเบาหอโอสถจะเปิดเพียงห้าชั่วยามเท่านั้น เมื่อหมดเวลาก็ต้องปิดลง
เขาวาดฝ่ามือแห้งเหี่ยวออกไปเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ“การที่เจ้าเด็กผู้นั้นไม่ออกมา...บางทีอาจจะถูกพลังงานแห่งฟ้าดินในชั้นที่หกสังหารไปแล้วก็เป็นได้หืม?”
ตงหลายต้าซือยังพูดไม่ทันจบพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูของหอโอสถเขาสวมชุดสีคราม ก้าวเดินออกมาจากหอโอสถอย่างมั่นคงและเงียบงัน
เพียงชั่วพริบตาเสียงฮือฮาพลันดังเซ็งแซ่ไปทั่วลานกว้างของหอโอสถสายตาทุกคู่ล้วนแต่จับจ้องไปยังเมิ่งฝาน ซึ่งแน่นอนว่านัยน์ตาของผู้คนเหล่านั้นล้วนแต่อัดแน่นไปด้วยความสงสัยและตกตะลึง
“เป็นเจ้าเด็กผู้นั้นจริงๆ ด้วย!”
สีหน้าของตงหลาต้าซือพลันเปลี่ยนไปดวงตาทั้งสองจ้องมองเมิ่งฝานไม่ยอมละสายตา เหล่าผู้อาวุโสแห่งสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราล้วนแต่ตกตะลึงไปตามๆกัน
“ในที่สุดก็ออกมาเสียทีเจ้าเด็กคนนี้!”
เซียหลันกระตุกยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้นนัยน์ตาของนางเวลานี้แสดงถึงความโล่งใจไม่น้อย ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ดีใจจนออกนอกหน้าเช่นกัน
หากไม่ได้เมิ่งฝานพวกเขาก็คงไม่มีโอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเองยิ่งไม่มีทางได้ระบายอารมณ์ต่อหน้าของศิษย์ของพรรควรยุทธ์เหล่านั้นฉะนั้นแล้วจึงรู้สึกดีต่อเมิ่งฝานไม่น้อย ถึงขั้นที่มีความเคารพศรัทธาเลยก็ว่าได้
แต่เมิ่งฝานหาได้สนใจสายตาของผู้อื่นไม่เขาเดินตรงไปยังตงหลายต้าซือก่อนจะประสานมือแล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดอย่างจริงใจ “ขออภัยด้วยขอรับตงหลายต้าซือข้าเข้าไปในชั้นที่หกของหอโอสถแล้วทำลายพลังงานแห่งฟ้าดินในนั้นเสียแล้ว!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยตงหลายต้าซือก็พยักหน้ารับ แล้วเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าหนู เจ้านับว่าเป็นผู้ที่วิเศษที่สุดตั้งแต่หอโอสถเปิดรับผู้คนแม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยมีผู้ใดทำได้เช่นเจ้าหรือไม่ แต่ในเมื่อหอโอสถเปิดประตูแสดงว่าพวกเจ้าย่อมมีโอกาสดูดกลืนพลังงานภายในได้ตามอำเภอใจฉะนั้นแล้วนอกจากเจ้าจะไม่มีความผิดแล้ว ข้าก็ยังจะนำข้อมูลของเจ้าส่งมอบให้แก่สมาคมปรมาจารย์ชั้นสูงด้วยหวังว่าในภายหน้าเจ้าจะสามารถเข้าร่วมในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงของสมาคมได้!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นเมิ่งฝานพลันยิ้มกว้างบดบังความเก้อเขินที่เคยเป็นอยู่
แม้ตงหลายต้าซือจะเอ่ยเช่นนั้น แต่หากรู้ว่าตนเองกับรั่วสุ่ยอีดูดกลืนพลังงานแห่งฟ้าดินภายในหอโอสถไปจนหมดก็ไม่รู้ว่าจะมีสีหน้าเช่นไร
ในเวลาต่อมาพลันมีเสียงทะลวงอากาศดังขึ้นระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านเมื่อเงาของหมัดขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เมิ่งฝาน ซึ่งแม้ว่ายามนี้พลังของเมิ่งฝานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่ก็ยังไม่กล้าประมาท
เมิ่งฝานยกแขนขึ้นกำบังไว้เบื้องหน้าก่อนที่เสียงการปะทะจะดังลั่นไปทั่วบริเวณ ร่างของเมิ่งฝานล่าถอยออกไปไกล มองไปด้วยนัยน์ตาอันเยือกเย็น
ก่อนจะพบว่าผู้ที่ลงมือนั่นคือ...เมิ่งซี!
นัยน์ตาคู่นั้นมองมาอย่างเยือกเย็นชุดที่สวมใส่ขยับตามการเคลื่อนไหวเมื่อเมิ่งซีก้าวเดินตรงมายังเมิ่งฝานในขณะเดียวกันพลังปราณภายในร่างกายของเขาก็ถาโถมจนทำให้ผู้คนที่อยู่รอบกายสัมผัสได้ถึงไอความเย็นที่แผ่ซ่าน
“เมิ่งฝานนึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ถึงแม้เจ้าจะรอดมาได้...ข้าก็จะลงมือสังหารเจ้าอยู่ดี!”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งซีลงมือเช่นนี้สีหน้าของผู้คนทั้งหลายก็เปลี่ยนไปจากนั้นผู้อาวุโสแห่งสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราจึงได้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“เจ้าเป็นใครกัน เหตุใดจึงกล้าลงมือในสมาคมแห่งนี้?”
“ตระกูลเมิ่งแห่งเมืองซ่างจิงเมิ่งซี!”
เพียงคำสั้นๆ ไม่กี่คำกลับทำให้ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณเวลานี้แม้แต่ผู้อาวุโสที่ต้องการสั่งสอนเมิ่งซีก็ยังต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าตระกูลเมิ่งนั้นมีอิทธิพลยิ่งใหญ่เพียงใดในอาณาจักรต้าก้านแห่งนี้เรียกได้ว่าสามารถปิดฟ้าด้วยมือข้างเดียวเลยก็ว่าได้ และแม้ว่าเมิ่งซีจะเป็นเพียงบุตรชายคนที่สี่ของเมิ่งเทียนเซิงแต่รอบกายกลับเต็มไปด้วยผู้ส่งสารมากมาย นัยน์ตาของผู้คนทั้งหลายจึงเต็มไปด้วยความยำเกรง
ฐานะเช่นนี้ภายในอาณาจักรต้าก้านมีผู้ที่กล้าต่อกรกับพวกเขาน้อยยิ่ง น้อยมากเกินไปจริงๆ!
“วันนี้ ข้าจะสังหารเมิ่งฝานที่นี่ ผู้ใดขวางข้าถือว่ามีความผิดเดียวกับเขา!”
เมิ่งซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นเขากวาดตามองไปทั่วบริเวณก่อนจะพบว่าแม้แต่ผู้อาวุโสแห่งสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตราก็ยังไม่กล้าสบตาตน
เมิ่งซีลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าพลังปราณมากมายพุ่งทะยานเข้าใส่เมิ่งฝานอย่างดุดัน
ขยับเพียงเล็กน้อยทั้งร่างก็คล้ายดั่งเงาซึ่งหากเทียบกันกับเมิ่งเหลยแล้วกลับรวดเร็วและน่าสะพรึงยิ่งกว่าเมื่อจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณระดับเซียนปลดปล่อยพลัง ระลอกคลื่นแห่งพลังพลันถาโถมดุจดั่งสายธารหลากถึงขั้นที่ยิ่งใหญ่ดุจดั่งสัตว์อสูรในร่างมนุษย์เลยก็ว่าได้
“ระวังตัวด้วย เมิ่งฝาน!”
เซี่ยหลันที่อยู่ไม่ไกลอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไปหากเมิ่งซีลงมือนางรู้ว่าต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายได้เวลานี้นัยน์ตาของนางมีความกังวลใจปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจน
แต่ในเวลาต่อมาเมิ่งฝานกลับกระตุกยิ้มเข้าก้าวไปเบื้องหน้าก่อนที่พลังอันแข็งแกร่งจะระเบิดออกจากร่างกาย แล้วชกออกไป
เงาร่างที่เลือนรางของทั้งสองปะทะกันกลางอากาศก่อนจะแยกย้ายจากกันในชั่วพริบตาพลังอันแข็งแกร่งแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ ทั้งสองต่างก็ล่าถอยไปคนละหนึ่งก้าว
เสมอกัน!
เพียงชั่วพริบตาผู้คนทั้งหลายต่างก็มองด้วยความตกตะลึงเพราะนึกไม่ถึงว่าแม้จะต้องเผชิญหน้ากับเมิ่งซี แต่เมิ่งฝานก็ยังต่อกรได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ!
มันเป็นไปได้อย่างไร!
สีหน้าของเมิ่งซีเปลี่ยนไปในทันใดเขามองเมิ่งฝานด้วยความประหลาดใจ เพราะสัมผัสได้ว่าการระเบิดพลังปราณของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งและมากมายเหนือกว่าที่เขาเคยคิดเอาไว้
ก่อนจะเข้าไปในหอโอสถอีกฝ่ายยังไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ดูคล้ายว่าจะต้องได้รับประโยชน์จากหอโอสถมาไม่น้อยเป็นแน่! เพียงชั่วพริบตาสีหน้าของเมิ่งซีพลันเคร่งขรึมลงไปเขามองเมิ่งฝานด้วยความเดือดดาลแต่ก็จนปัญญา
“คุณชายสี่ที่นี่คือสมาคมปรมาจารย์จิตศัสตรา ข้าว่าท่านควรจะไว้หน้าพวกเราบ้าง!” ตงหลายต้าซือที่อยู่ไม่ไกลเอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น เขามองไปยังเมิ่งซีอย่างไม่ละสายตา
แม้จะบอกว่าให้ไว้หน้าแต่ทุกคนในบริเวณนี้ต่างก็รู้กันดีว่าเมิ่งฝานในยามนี้มีศักยภาพที่ต่อให้เมิ่งซีคิดจะสังหารก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งซีพลันวาวโรจน์แต่หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วเอ่ยว่า “ได้ ในเมื่อตงหลายต้าซือเอ่ยเช่นนี้ ข้าก็จะยังไม่ฆ่าเขาแต่ว่า...เมิ่งฝาน เจ้ารีบไสหัวไปเสีย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยหลันจึงถอนหายใจออกมาและตัดสินใจว่าหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจในวันนี้จะต้องส่งเมิ่งฝานออกจากเมืองไท่หยางและไม่ให้กลับเข้ามาอีก
ทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานยังคงยืนอยู่กับที่เขามองเมิ่งซีด้วยนัยน์ตาที่ราบเรียบก่อนจะกระตุกยิ้มทว่ารอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นที่ยากจะอธิบาย “หืม?แม้ว่าเจ้าจะไม่ฆ่าข้า แต่ว่า...ข้าอยากจะฆ่าเจ้า!”