พอสิ้นเสียงสั่งการทหาร เมือเปิดประตูห้องออกทริสตันก็เหลือบเห็นอาร์วินยืนรออยู่หน้าห้อง เขาจึงรีบเรียกอีกฝ่ายเข้ามาด้านในทันที ชายหนุ่มหันไปสบตากับเบียทริซพลางเอ่ยปากบอกว่ามีราชการทหารด่วนที่ต้องหารือ หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างเข้าใจโดยไม่ซักไซ้ ก่อนจะขอตัวหลบฉากออกไปเพื่อให้ชายหนุ่มทั้งสองได้คุยงานกันเป็นส่วนตัว
พอประตูห้องปิดลงเหลือเพียงพวกเขาสองคน ทริสตันรีบเปิดฉากสนทนาทันที “อาร์วิน เจ้ามาก็ดีแล้ว เรากำลังจะส่งคนไปตามอยู่พอดี มีเรื่องสำคัญสินะ? งั้นรายงานมาได้เลย”
อีกฝ่ายน้อมคำนับอย่างนอบน้อม น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมและหนักแน่น “ผู้น้อยมีเรื่องสำคัญต้องรายงานครับ... เมื่อวานนี้สายตรวจในเมืองรวบตัวบุคคลต้องสงสัยมาได้สามคน แต่ในระหว่างการสอบสวน มีคนหนึ่งสบโอกาสใช้หัวกระแทกกำแพงเพื่อฆ่าตัวตายปิดปากตัวเอง ส่วนอีกสองคนที่เหลือ ผู้น้อยสั่งให้คุมกันอย่างแน่นหนาและเค้นสอบทุกวิถีทางแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกมันปากแข็งเกินไป ไม่ยอมปริปากเลยแม้แต่คำเดียวครับ”
ชายหนุ่มได้ฟังก็ถามวิธีที่อีกฝ่ายทำกับผู้ต้องสงสัยว่ามีอะไรบ้าง เมื่อได้ฟังรายละเอียดทุกขั้นตอนจากปากอาร์วิน ทริสตันก็จมลงสู่ความเงียบ ใบหน้าคมคายฉายแววครุ่นคิด สายตาของเขาเหม่อมองออกไปอย่างไร้จุดหมาย ทว่าในหัวกำลังขุดค้นความทรงจำจากโลกก่อน... ภาพจากหน้าหนังสือ ภาพยนตร์ และสารคดีเกี่ยวกับ ศาสตร์แห่งการทรมานในยุคโบราณ ที่เคยผ่านตา ค่อยๆ ผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ
เขาหยิบปากกาขนนกขึ้นมา จรดปลายหมึกลงบนกระดาษ ถ่ายทอดวิธีรีดความจริงอันโหดเหี้ยมและแยบยลที่โลกนี้ไม่เคยพบเจอลงไปทีละข้อ ก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้อีกฝ่าย
“นี่คือวิธีทรมานรูปแบบใหม่ที่เราเรียบเรียงขึ้นมา เจ้าลองเลือกดูว่าวิธีไหนจะง้างปากพวกมันได้เร็วที่สุด เรามั่นใจว่าไม่มีใครหน้าไหนทนการทรมานแบบนี้ได้นานหรอก... แต่อาร์วิน การทรมานนี้เราจะเรียกว่า ‘การเค้นข้อมูลระดับสูง’ และมันจะถูกตราเป็นกฎเหล็ก... หากไม่ได้รับอนุญาตจากเราโดยตรง ห้ามใครหน้าไหนนำวิธีพวกนี้ไปใช้กับนักโทษเด็ดขาด” ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเรียบเฉย พูดเสียงนิ่ง
อาร์วินรับกระดาษแผ่นนั้นมา ทว่าเพียงแค่กวาดสายตาอ่านไปได้ไม่กี่บรรทัด นัยน์ตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าเริ่มถอดสีจนขาวซีด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดซึมตามไรผม กระดาษในมือของอาร์วินเริ่มสั่นระริก เขาเหลือบสายตาขึ้นมองนายเหนือหัวผู้เยาว์วัยด้วยความรู้สึกขลาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อาร์วินกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอที่แห้งผาก ก่อนจะเค้นเสียงที่สั่นพร่าเอ่ยออกมา
“ผะ...ผู้น้อยจะปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดครับ และจะใช้วิธีการเหล่านี้...กับผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากท่านเท่านั้น”
ทริสตันพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ โดยไม่คิดจะใส่ใจสีหน้าหวาดวิตกของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็นไปสู่เรื่องสำคัญถัดไปทันทีด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “จริงสิ... แล้วเรื่องกลุ่มโจรในดินแดนของเราล่ะ ตอนนี้ขยายพื้นที่กวาดล้างไปถึงไหนแล้ว”
อาร์วินปรับเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว เขายืดอกขึ้น น้ำเสียงกลับมาฉะฉานและจริงจังอีกครั้ง “ในรัศมีห้าสิบกิโลเมตรรอบเมือง... ตอนนี้เคลียร์พื้นที่เรียบร้อยแล้วครับ ก่อนหน้านี้มีกลุ่มโจรหลายกลุ่มไหวตัวทัน พวกมันยอมจับมือรวมตัวกันเพื่อจะย้อนมาเล่นงานฝั่งเรา ทว่าก็ถูกทหารของเราตลบหลังกวาดล้างจนราบคาบ ตอนนี้พวกที่เหลือรอดกระจายตัวหนีเตลิดไปหมดแล้วครับ”
ทริสตันพยักหน้ารับ รอยยิ้มพึงพอใจจุดประกายขึ้นบนใบหน้า ทว่าแววตากลับเย็นเยียบขึ้นมาถนัดตา “ทำได้ดีมากอาร์วิน... แต่สำหรับพวกที่เหลือรอด จงสั่งการลงไปให้ตามล่าพวกมันต่อไป อย่าให้มีชีวิตรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ในเขตแดนของเรา... จะต้องไม่มีที่ยืนให้พวกโจรเหล่านี้”
อาร์วินนิ่งงันไปด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก แววตาของเขาไหววูบราวกับกำลังชั่งใจอย่างหนักว่าควรจะพูดสิ่งที่คิดออกไปดีหรือไม่ ท่าทางพิรุธนั้นทำให้ทริสตันต้องหรี่ตาลงอย่างนึกฉงน ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น
“มีอะไรอยากจะพูดงั้นหรืออาร์วิน? ว่ามาเถอะ เราไม่ใช่คนใจแคบที่ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของใครหรอกนะ”
อาร์วินสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะเอ่ยปาก “ในการกวาดล้างใหญ่ครั้งนี้... มีหัวหน้ากลุ่มโจรคนหนึ่งที่สะดุดตาผู้น้อยมากครับ ดูเหมือนเขาจะเพิ่งก้าวขึ้นมานำกลุ่มได้ไม่นาน มีกำลังพลในมือเพียงแค่สิบห้าคนเท่านั้น ทว่ากลับสามารถวางกลยุทธ์รับมือและลากดึงกองทหารที่มีกำลังถึงสองร้อยนายของเราให้หัวหมุนได้อย่างน่าทึ่งครับ”
ทริสตันเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก ความสนใจถูกดึงดูดเข้าหาเรื่องนี้อย่างจัง ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางยกยิ้มจางๆ “หืม... ฟังดูไม่เลวเลยนี่ ไหนลองเล่ารายละเอียดมาหน่อยสิ เราอยากรู้เหมือนกันว่าด้วยกำลังคนแค่นั้น เขาใช้กลอุบายอะไรมางัดกับทหารสองร้อยนายของเรา”
อาร์วินเอ่ยเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงแฝงแววชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “ในช่วงที่ปะทะกันในป่าทึบ พอตกดึกหมอนั่นก็สั่งให้คนสร้างหุ่นฟางขึ้นมากลุ่มหนึ่ง จุดคบเพลิงลวงตาจนพวกทหารของเราหลงกล คิดว่าเป็นค่ายพักของพวกมันจึงนำกำลังบุกจู่โจม ทว่าจุดนั้นกลับเป็นกับดักหลุมหนามครับ... ทหารกองหน้าตกลงไประเนระนาด ส่วนพวกที่เหลือที่ยังตื่นตระหนกก็ถูกพวกมันที่ซุ่มอยู่ระดมยิงฝนธนูเข้าใส่ พอสร้างความเสียหายได้ระดับหนึ่ง หมอนั่นก็สั่งถอนกำลังกระจายตัวหนีไปกับความมืดอย่างรวดเร็ว ขนาดกองหนุนของเราไปถึงยังตามรอยไม่เจอเลยครับ... เหตุการณ์ครั้งนี้ทำเราสูญเสียทหารไปไม่น้อยเลย”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ทริสตันก็ยกมือขึ้นลูบคางเบา ๆ นัยน์ตาคมคายฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง บรรยากาศในห้องเงียบลงไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เขาจะเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลงสงสัย “กลยุทธ์ไม่เลวเลย... แล้วผลลัพธ์สุดท้ายล่ะ อาร์วิน? ฝ่ายเราสามารถจัดการกับกองกำลังกลุ่มนี้ได้หรือเปล่า”
อาร์วินลดเสียงลงเล็กน้อยพลางเอ่ยตอบด้วยความโล่งอก “นับเป็นความโชคดีของฝ่ายเราครับ... ในระหว่างที่กองทหารออกลาดตระเวนในป่าทึบ เราบังเอิญจับกุมผู้ต้องสงสัยมาได้สองคน พอเค้นสอบจึงรู้ว่าพวกมันเป็นสมุนของหัวหน้าโจรคนนั้น และประจวบเหมาะเหลือเกินที่ทั้งคู่ไม่ได้ภักดีต่อหัวหน้าใหม่คนนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พวกมันจึงยอมแว้งกัดเพื่อเอาตัวรอด... ผู้น้อยเลยตลบหลังด้วยการใช้แผนซ้อนแผน ล่อหมอนั่นออกมาติดกับจนสามารถจับกุมตัวได้ในที่สุดครับ”
ทริสตันได้ฟังก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างระอาใจ ชายหนุ่มลอบถอนหายใจยาว “เฮ้อ... อุตส่าห์มีพรสวรรค์ด้านกลยุทธ์แท้ ๆ แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพียงเพราะควบคุมคนของตัวเองไม่ได้ น่าเสียดายจริง ๆ”
อาร์วินพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะลองหยั่งเชิงเสนอแนะ “จริงอย่างที่ท่านผู้ปกครองกล่าวครับ... ทว่า แม้หมอนั่นจะพลาดท่าในเรื่องการคุมคน แต่พรสวรรค์ด้านกลยุทธ์และการวางแผนรบของเขาก็เป็นของจริง หากเราสามารถดึงตัวคนแบบนี้มาใช้งาน ผู้น้อยคิดว่ามันจะสร้างประโยชน์ให้ดินแดนของเราได้มหาศาล... ดีกว่าฆ่าทิ้งไปเฉย ๆ อย่างน่าเสียดายครับ”
ผู้ปกครองหนุ่มเคาะนิ้วลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง ก๊อก ก๊อก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ใบหน้าคมคายฉายแววครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“หากดึงตัวมาใช้งานได้จริงก็นับว่าเป็นเรื่องดี... แต่คนที่มีความทะเยอทะยานและสติปัญญาขนาดนั้น จะยอมสวามิภักดิ์ต่อเราด้วยความสัตย์จริงหรือ?” ชายหนุ่มนิ่งไปคล้ายยังชั่งใจ ก่อนจะตวัดสายตาคมปลาบขึ้นมองคู่สนทนา “อย่างไรเสีย... ลองเบิกตัวหมอนั่นมาคุยกับเราก่อนก็แล้วกัน หากพูดคุยกันรู้เรื่องและพร้อมจะก้มหัวให้ เราก็ยินดีจะใช้งาน... แต่ถ้าไม่! ก็ต้องกำจัดทิ้งเสีย ไม่อาจปล่อยให้คนแบบนี้รอดไปเป็นภัยต่อเราในอนาคต”
อาร์วินน้อมรับบัญชาด้วยความยำเกรง “ผู้น้อยรับทราบแล้วครับ... เรื่องด่วนที่จะมารายงานก็มีเพียงเท่านี้ แล้วเรื่องที่ท่านผู้ปกครองกำลังจะให้คนไปตามผู้น้อยมาพบเมื่อครู่... คือเรื่องใดหรือครับ?”
สิ้นคำถามของอาร์วิน ใบหน้าของทริสตันพลันเคร่งขรึมตึงเครียดขึ้นมาทันที แววตาจริงจังจนน่ากลัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มต่ำ
“เราเพิ่งได้รับรายงานด่วนที่สุดจากหน่วยสอดแนม... ‘สำนักศาสนาไรล่า’ ส่งคนของพวกมันมาที่นี่อีกแล้ว แย่กว่านั้นคือครั้งนี้พวกมันไม่ได้มามือเปล่า แต่ยกกองกำลังติดอาวุธพร้อมรบมาถึงห้าร้อยนาย ตอนนี้พวกมันตั้งค่ายพักแรมอยู่ห่างจากซิลเวอร์เรสไปราวสามร้อยกิโลเมตร”
คำประกาศนั้นเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาด อาร์วินถึงกับหน้าถอดสี ความวิตกกังวลแล่นพล่านขึ้นมาบนใบหน้าจนปิดไม่มิด
อาร์วินเอ่ยด้วยสีหน้าเครียดทะมึน “ทหารห้าร้อยนายพร้อมรบ... ดูท่าคราวนี้พวกมันกุมบังเหียนมาเพื่อบดขยี้ทุกสิ่งที่จะขวางหน้าแน่ครับ” น้ำเสียงของอาร์วินเต็มไปด้วยความหนักใจ “หากเราคิดจะเปิดฉากโจมตีพวกมันตรง ๆ คงเป็นศึกที่รากเลือดทารุณไม่น้อยเลย... ท่านผู้ปกครองต้องการสั่งการอย่างไรครับ ผู้น้อยพร้อมน้อมรับบัญชา”
“ในมุมมองของเจ้า... หากเราคิดจะเปิดฉากซุ่มโจมตีพวกมันอีกครั้ง คิดว่าต้องใช้กำลังพลเท่าไหร่ถึงจะเอาอยู่?” ทริสตันถามหยั่งเชิง น้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลังก่อนจะย้ำเตือนเด็ดขาด “เจ้าต้องเข้าใจสถานการณ์นะอาร์วิน... เราจะไม่ยอมให้คนของพวกสำนักศาสนาก้าวเท้าเข้ามาเหยียบย่ำดินแดนของเราเด็ดขาด”
พูดจบ ทริสตันหรี่ตามองคู่สนทนา สีหน้าของเขาเย็นชาไร้ความรู้สึก ทว่าแววตากลับกดดันบีบคั้นจนคู่สนทนารู้สึกหายใจลำบาก
อาร์วินก้มหน้าลง สายตาจับจ้องที่พื้นขณะจมดิ่งสู่การคำนวณในใจอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคู่คมของผู้ปกครองหนุ่ม ขยับปากพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเคร่งขรึม
“ผู้น้อยประเมินว่า... อย่างต่ำที่สุดเราต้องใช้กำลังพลไม่น้อยกว่าหนึ่งพันนายครับท่าน และการซุ่มโจมตีหนนี้ต้องรัดกุมระวังขั้นสูงสุด เพราะไม่ว่าอย่างไร ศัตรูในคราวนี้ก็กรีฑาทัพมาเพื่อทำสงครามเต็มรูปแบบอยู่แล้ว”
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจใหญ่ ก่อนที่ทริสตันจะพยักหน้าอนุญาตเสียงเรียบ “งั้นก็จงเคลื่อนพลตามนั้น... และจงจำไว้ว่าหลังจากเปิดฉากถล่มพวกมันในครั้งนี้ ต่อให้พวกสำนักศาสนาจะโง่เง่าดักดานขนาดไหน พวกมันก็คงตระหนักได้แล้วว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งหมด”
พูดจบ ผู้นำหนุ่มก็ส่ายหน้าช้า ๆ พลางหลับตาลง ขยับพ่นลมหายใจยาวออกมาด้วยความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด... เขารู้ซึ้งแก่ใจดีเลยว่า นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ช่วงเวลาแห่งความสงบสุขกำลังจะสิ้นสุดลง... ปีนี้อาจเป็นปีสุดท้ายที่ดินแดนของเขาได้อยู่อย่างสงบ เพราะปีหน้าฟ้าใหม่ ทะเลเพลิงแห่งสงครามคงได้มาเยือนถึงหน้าประตูบ้านแน่
“ผู้น้อยรับคำบัญชาครับ” อาร์วินก้มศีรษะลงรับคำเสียงหนักแน่น
ทว่าท่าทางหลังจากนั้นของเขากลับดูอึกอัก สีหน้าเคร่งเครียดคล้ายมีเรื่องหนักอกที่ยังไม่ได้พูด สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาอีกครั้ง “ท่านผู้ปกครอง... แต่อันที่จริงแล้ว ผู้น้อยยังมีอีกหนึ่งข้อเสนอแนะที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับเราในศึกครั้งนี้ครับ”