Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 107 ชีวิตที่อยู่เพื่อความงามของเธอ

            เมื่อเห็นท่าทางของซ่งโชงหนิงเป้าก็ขมวดคิ้วขึ้น


     

            “ซูฮ่าวที่คุณพูดถึงนั้นเป็นใครกัน?”

            “เขาคืออัจฉริยะวัยยี่สิบกว่าๆเขาเชี่ยวชาญในขอบเขตฟ้าคนรวมเป็นหนึ่งของศาสตร์ฮวงจุ้ย อีกทั้งเขายังสามารถสร้างกฎเพียงคำพูดแค่คิดก็กลายเป็นค่ายกล เป็นวิชาที่มหัศจรรย์มาก” ซ่งโชงไม่กล้าปิดบังจึงพูดออกมาตามตรง 

            “ตอนที่ศิษย์น้องของคุณหนิงเป้าชำระบุญคุณความแค้นกับหวางเฉิงเทียนที่วัดจวินอี้ซูฮ่าวก็อยู่ที่นั่นด้วย”

            “สร้างกฎเพียงพูดแค่คิดก็กลายเป็นค่ายกลก็ปรากฏ?” หนิงเป้าตกใจ ในที่สุดใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีไป 

            “หากสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงถ้าอย่างนั้นซูฮ่าวคนนี้ก็น่าจะอยู่ในยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลาง”

            เกาชิวเซินที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เผยความประหลาดใจ “เด็กอายุยี่สิบกว่าอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางเป็นไปไม่ได้ละมั้ง?”

            “กบในกะลา!” หนิงเป้ากวาดสายตามองเขา แล้วแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา

            “หลายปีที่ผ่านมานี้ฉันเคยเห็นอัจฉริยะมามากมายบางคนอายุยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์แต่ก็อยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นสูงสุดแล้วเมื่ออายุยี่สิบปีและอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

            “เมิ่งฉิงเหลียงที่เอาชนะอาจารย์ของฉันในตอนนั้นมีพรสวรรค์ที่น่าตกใจเป็นอย่างมากเขาอายุยังไม่ถึงสามสิบปีก็อยู่ในระดับสูงสุดของปรมาจารย์ฮั่วจิ้งแล้ว อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง”

            “เป็นคนแซ่เกาที่มีความรู้จำกัด” รูม่านตาของเกาชิวเซินหดเล็กลง ใบหน้าของเขาแดงก่ำท่าทางเก้อกระดากอย่างมาก 

            ซ่งโชงกลอกตาขึ้นแล้วพูดประจบว่า “เซียนเทียนระดับกลางแล้วอย่างไรคุณหนิงเป้าเป็นเซียนเทียนระดับปลาย การสังหารซูฮ่าวก็เหมือนกับการเชือดไก่เท่านั้น”

            “แน่นอนอยู่แล้วเมื่อกล้าฆ่าศิษย์น้องของฉัน เขาก็มีราคาที่จะต้องจ่าย!” แววตาของหนิงเป้าเย็นชา ร่างกายของเขามีจิตสังหารที่มองไม่เห็นแผ่ออกมา 

            ในใจของทุกคนรู้สึกสั่นสะท้าน ขนลุกชูชัน

            ซ่งโชงชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ตอนนี้พวกเราจะจัดเตรียมรถเพื่อให้คุณไปแก้แค้นซูฮ่าวที่ฉวนโจว” 

            ความทรงจำที่เขาถูกซูฮ่าวตบในสวนดอกไม้หมื่นดอกอย่างคงชัดเจนอยู่ภายในใจหากพูดกันตามความจริงแล้ว เขาอยากจะให้หนิงเป้าเด็ดหัวของซูฮ่าวออกไป

            “ไม่ต้อง!” หนิงเป้าโบกมือ ในแววตาของเขามีประกายสว่างวาบ “งานประลองอาทิตย์หน้า หวางเฉิงเทียนเป็นบอสใหญ่แห่งฉวนโจวเขาจะต้องเข้าร่วมแน่นอน เพื่อตำแหน่งผู้นำแล้วเขาจะต้องเรียกซูฮ่าวคนนั้นมาร่วมประลองด้วยแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้นค่อยสังหารอีกฝ่ายก็ยังไม่สาย” 

            “หลังจากเรื่องนี้สิ้นสุดฉันจะช่วยให้คุณได้เป็นบอสของเมืองไห่เป่ย แต่คุณต้องช่วยฉันจัดการงานต่างๆอีกทั้งผลประโยชน์ก็ขาดไม่ได้”

            “ไม่มีปัญหาได้จัดการงานต่างๆ ของคุณหนิงเป้าถือว่าเป็นเกียรติของฉันแล้ว!” ซ่งโชงดีใจอย่างมากแล้วรีบพยักหน้า 

            ในตอนนี้ความทะเยอทะยานของเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนว่าเขาอยากจะปีนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆหากสามารถเป็นอันดับหนึ่งของเมืองไห่เป่ยได้อำนาจและผลประโยชน์ก็จะแตกต่างไปจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง 

            คำสั่งของเขาใครจะกล้าฝ่าฝืน?

            เมื่อเห็นซ่งโชงเข้าใจเขาเป็นอย่างดีหนิงเป้าก็หัวเราะออกมาอย่างพอใจ “ไปกันเถอะ พาฉันไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ตอนที่ฉันใช้วิชาต้นอ้อข้ามแม่น้ำต้องสูญเสียพละกำลังไปมากทีเดียว”

            “ได้ครับคุณหนิงเป้าเชิญขึ้นรถ” ซ่งโชงผายมือให้อีกฝ่ายขึ้นรถด้วยความเคารพในแววตามีประกายชั่วร้าย 

            ซูฮ่าวอย่างนั้นหรือ?

            อาจารย์ฮวงจุ้ยแล้วอย่างไรยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วอย่างไร ครั้งนี้คุณหนิงเป้าออกโรงเองเราจะต้องได้เห็นดีกัน!

            ………………..

            อีกด้านหนึ่งบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น

            ภายในห้องนอนรอง ซูฮ่าวมองไปยังใบหน้าที่หายดีแล้วของเย่จื่ออี๋จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยากออกมา

            “คุณเย่ยินดีด้วยเธอหายดีแล้ว!” 

            “คุณซูทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณมากนะคะถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้ใบหน้าของฉันไม่มีทางหายดีได้ชาตินี้ฉันได้ติดหนี้บุญคุณของคุณแล้วคุณบอกมาได้เลยค่ะว่าจะให้ฉันตอบแทนบุญคุณของคุณอย่างไร!” เย่จื่ออี๋ลูบใบหน้าของตนเองที่เกลี้ยงเกลาเหมือนดั่งตอนแรกหยาดน้ำตาของเธอก็ไหลลงมา 

            หลังจากเธอถูกทำให้ใบหน้าเสียโฉมเธอก็ฝันมาตลอดว่าตนเองจะมีใบหน้าที่งดงามดังเดิม แต่ความฝันมันก็เป็นเพียงแค่ความฝันหลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อเธอส่องกระจกใบหน้าก็ยังคงอัปลักษณ์เช่นเดิม 

            เธอคิดว่าจะต้องใช้ใบหน้าที่เหมือนกับผีร้ายไปตลอดชีวิตแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเทวดาจากฟ้าจะลงมาอยู่ข้างกายเธอ

            อีกฝ่ายไม่เพียงให้ชีวิตใหม่กับเธอเท่านั้นแต่ยังให้ใบหน้าใหม่กับเธอด้วย ทั้งยังมอบความหวังทำให้อนาคตที่มืดมนของเธอมีแสงสว่าง 

            เธอรอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้ว 

            แต่เมื่อวันนี้มาถึงจริงๆเธอก็รู้สึกเหมือนว่าฝันไป 

            ซูฮ่าวยื่นทิชชูให้เย่จื่ออี๋ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดูแลเฉียวเฉี่ยวให้ดีนะนี่คือสิ่งที่เธอสามารถตอบแทนฉันได้”

            ชาติที่แล้วเย่จื่ออี๋มีบุญคุณกับเขา 

            ชาตินี้เขาได้ตอบแทนบุญคุณให้เย่จื่ออี๋

            ในตอนนี้ไม่มีใครติดหนี้ใครอีกแล้ว 

            “ฉันสัญญา!” เย่จื่ออี๋รับทิชชูมาแล้วเช็ดน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง พร้อมกับพยักหน้าอย่างแรง

            เธอหันไปมองเย่เฉียวเฉี่ยวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงแววตาเต็มไปด้วยความหนักแน่น

            “เอาล่ะเธอไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะไปเตรียมสมุนไพรสำหรับขายแล้ววันนี้ฉันทำการโปรโมตไปบ้างแล้ว ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะมีคนเริ่มมาซื้อแล้วก็ได้” ซูฮ่าวลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไป 

            เหมือนกับเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงหันกลับมาแล้วพูดว่า “จริงสิ เรื่องโรงเรียนของเฉียวเฉี่ยว ฉันให้คนจัดการแล้ว อยู่แถวๆ นี้เองเดี๋ยวรอให้เฉียวเฉี่ยวตื่น ฉันค่อยพาพวกเธอไปดูโรงเรียนก็แล้วกัน”

            “ได้ค่ะลำบากคุณซูแล้วนะคะ” เย่จื่ออี๋ยิ้มออกมาอย่างยินดีใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง 

            เมื่อใบหน้าของเธอหายดีชีวิตก็กลับมาสงบสุข ความคิดเดียวในตอนนี้คือเธอต้องส่งน้องสาวของตนเองกลับไปเรียน

            เมื่อเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้นลงเธอก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก 

            ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินออกไปจากห้องนอน 

            ลูกน้องของหวางเฉิงเทียนส่งสมุนไพรหลายสิบลังมาไว้ในโกดังต่อให้อยู่ในกล่องที่ปิดสนิท แต่ก็สามารถได้กลิ่นของสมุนไพรที่อยู่ภายในได้

            เขามีความคิดที่อยากจะเปิดร้านขายยามานานมากแล้วแต่เหตุผลหลักที่เขาต้องการจะขายสมุนไพรเหล่านี้ก็คือ เขาอยากได้เตาหลอมอัตโนมัติเดิมทีแล้วการหลอมโอสถนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยสามารถใช้แรงน้อยที่สุดแต่ได้ผลกำไรมากที่สุด

            แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

            เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือเพื่อสร้างความมั่งคั่งของตนเองในขณะเดียวกันเขาจะได้มีโอกาสต่อต้านกับครอบครัวของเธอด้วย

            ตระกูลของเธอนั้นอยู่ในเมืองหลวงเยี่ยนจิงตระกูลของเธอนั้นเป็นความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงเป็นหนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง อำนาจหรือความแข็งแกร่งในการต่อสู้ พวกเขาก็ไม่เป็นรองใครภายในมณฑลจินหลิงตอนนี้ตระกูลซูยิ่งใหญ่ที่สุดแต่เกรงว่ายังยิ่งใหญ่ไม่เท่าหนึ่งในสามของตระกูลเธอเลย 

            และเธอยังเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นภายในตระกูลอีกด้วย 

            ตั้งแต่เด็กเธอเป็นนักรบโบราณที่มีพรสวรรค์อันน่าตกใจเธอนำหน้าคนรุ่นเดียวกันไปไกล จนทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้ใหญ่ในตระกูลไม่ว่าเธอจะปรากฏตัวที่ใด ก็ล้วนมีออร่าเปล่งประกายติดตามไปด้วย

            ซูฮ่าวจำได้อย่างเลือนรางว่าตอนที่เธออายุสิบแปดปี ครอบครัวของเธอส่งเธอมาที่มณฑลจินหลิงเพื่อทำการฝึกฝนระยะเวลาครึ่งปีที่เธออยู่ที่นี่นั้น เธออาศัยอยู่ที่ตระกูลซู

            ตอนนั้นเธอสวมกระโปรงยาวสีขาวราวกับหิมะใบหน้างดงาม มีออร่าบางเบา ผมสีดำขลับยาวสยายถึงเอวร่างกายของเธอส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์ 

            บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่สามารถมาเปรียบเทียบกับความงามของเธอได้และไม่ว่าอะไรก็ตามเมื่อมาเปรียบเทียบกับเธอแล้วของสิ่งนั้นก็จะต้องหม่นแสงลงไป

            ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเธอซูฮ่าวก็ไม่สนใจอะไรบนโลกนี้อีกแล้ว 

            ระหว่างที่เธอกำลังฝึกฝนครึ่งปีนั้นเขาก็ติดตามเธอเหมือนเงา เดินตามเธออยู่ด้านหลังทุกวันต่อให้ฝนตกพายุเข้าเขาก็ไม่จากไปไหน

            หากเธอเจอกับอันตรายหรือมีผู้ชายคนไหนที่อยากได้เธอ เขาก็จะพุ่งตัวไปด้านหน้าโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นเพื่อขัดขวางเอาไว้ 

            อื้อแม้สุดท้ายจะโดนต่อยจนใบหน้าเขียวช้ำก็ตาม

            ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็อยากจะปกป้องผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุด 

            หลังจากได้รับบาดเจ็บ เขาก็แค่ทายาแล้วติดตามเธอต่อไปเหมือนเดิม 

            ต่อให้ขาหักและต้องใช้ไม้เท้าเพื่อยืนข้างกายอีกฝ่าย เขาก็จะทำ

            อาจจะเป็นเพราะใจที่มันไร้ยางอายเธอจึงรู้สึกประทับใจขึ้นมา

            ยิ่งทั้งสองคนสนิทกันมากเท่าไรการพูดคุยก็เหมือนไปในแนวทางที่ดีมากขึ้นเท่านั้น 

            ต่อมาเขาถึงรู้ว่าฝีมือของเธอนั้นแข็งแกร่งมาก ความจริงแล้วไม่มีอันตรายอะไรสามารถทำร้ายเธอได้เลยมีแต่ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นคนอ่อนแอ เขาเป็นเหมือนกับตัวประกอบในซีรีส์ที่มีชีวิตได้ไม่ถึงครึ่งตอนอาศัยแค่ความเลือดร้อน และจะสู้กับทุกอย่างด้วยพละกำลัง 

            มีหลายครั้งที่เขาบาดเจ็บจนหมดสติไปสุดท้ายก็เป็นเธอที่อุ้มเขากลับมา ถ้าเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อเธออย่างจริงใจอย่างยอมตายแต่ไม่ยอมถอยสักก้าวเดียวเธอคงคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อก่อเรื่องอย่างแน่นอน 

            เขาติดตามอารักขาเธอทุกวันทุกคืนทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เข้าใจความคิดของเธอ

            ความจริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เธอไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเลยเธอมีฐานะเป็นคนในตระกูลชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำล้วนอยู่ภายในกฎทั้งนั้นทุกวันใช้ชีวิตแต่อะไรซ้ำๆ เดิมๆ 

            ตอนเด็กเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่าของเล่นเลยไม่มีเพื่อน มีเพียงแค่การฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างหนักเธอสามารถติดต่อได้แค่ลูกหลานของคนที่มีอำนาจเท่านั้น

            รวมถึงการแต่งงานพ่อแม่ของเธอก็ได้จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วแม้กระทั่งสิทธิ์ในการเลือกคนรักก็ยังไม่มีเลยเธอเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการสืบทอดตระกูลเท่านั้น 

            สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเรื่องนี้มันจะน่าเสียใจขนาดไหน?

            ซูฮ่าวได้แชร์ประสบการณ์กับเธอแม้ว่าตระกูลซูจะไม่ได้สูงส่งเท่าตระกูลของเธอ แต่ภายในมณฑลจินหลิงตระกูลซูก็เป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด 

            เขาถูกบีบบังคับมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโตต้องเรียนมารยาททุกประเภท ต้องจัดการกับคนทุกรูปแบบ ไม่มีเวลามาเที่ยวเล่น 

            ตัวเขากับเธอแตกต่างกันตรงไหน?

            บางทีอาจเป็นเพราะทั้งสองคนประสบอยู่ในโรคภัยแบบเดียวกันดังนั้นจึงเข้าอกเข้าใจกัน 

            เพื่อช่วยชดเชยความเสียใจของเธอในเวลาว่างจากการฝึกซ้อมการต่อสู้ เขาก็จะพาเธอออกไปเที่ยวเล่นทุกวันให้เธอได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ มากมาย และทำให้เธอเข้าใจว่าชีวิตที่แท้จริงมันคืออะไร 

            ภายในช่วงเวลานั้นความรู้สึกของทั้งสองคนก็ร้อนแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่ก็ดีกว่าคนที่คบกันมาสิบปี 

            ในช่วงเวลานั้นก็เป็นวันเกิดของเขา 

            เธอได้ยัดตัวเองใส่ลงไปในกล่อง และให้พนักงานส่งพัสดุยกกล่องนี้ไปไว้ตรงหน้าเขา

            ตอนที่เขาเปิดกล่องออกมารอยยิ้มของเธอนั้นกลายเป็นความงดงามที่สุดในชีวิต และไม่มีอะไรมาลบล้างได้

            น่าเสียดายที่ความงดงามเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน

            เพราะว่าเขาสนิทกับเธอมากเกินไป เมื่อคนของตระกูลเธอพบเรื่องนี้เข้าจึงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมากและรีบพาเธอกลับไปในทันที อีกทั้งยังพูดกับเขาว่า ‘อย่าเพ้อฝันให้มันมากนักคิดจะเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์’

            ในวันนั้นไม่มีคนในตระกูลซูช่วยพูดแทนเขาสักคน แต่พวกเขากลับทุบตีเขาหนึ่งยก แล้วให้บทเรียนกับเขาเป็นเวลาแปดชั่วโมง

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็เข้าใจแล้วว่าถ้าเขาอยากจะอยู่กับเธอ เขาจะต้องทำตนเองให้มีฐานะสูงเทียบเท่ากับตระกูลของเธอ

            แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่คู่หมั้นของเธอรู้เรื่องนี้แล้วก็ติดต่อมาที่ตระกูลซูทั้งยังวางแผนใส่ร้ายเขา ทำให้เขาต้องถูกเนรเทศออกจากตระกูลซูแล้วเริ่มใช้ชีวิตพเนจรเรื่อยมา 

            เขาไม่มีความสามารถที่จะไปแย่งเธอกลับมาอีกทั้งยังสูญเสียที่พึ่งอย่างตระกูลซูไป กอปรกับข่าวลือ และคำเยาะเย้ยจำนวนมากเรื่องนี้ทำให้เขามองไม่เห็นความหวัง

            “นั่นก็เป็นเพราะพวกคุณชาติที่แล้วฉันจึงมีชีวิตอย่างยากลำบากแบบนั้น!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ใบหน้าของซูฮ่าวก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร แต่ความคิดเหล่านั้นก็ถูกเขาสะกดเอาไว้ทันที 

            เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่นแววตาเหมือนกับดูแคลนทุกสิ่งบนโลก

            ชาติที่แล้ว เขาเลิกดิ้นรน ยอมแพ้และปล่อยให้เธอรออยู่ในสถานที่ที่แสนไกล

            แต่สุดท้ายเขาเพิ่งได้พบว่าความไม่ยุติธรรมทุกอย่างบนโลกนี้เกิดขึ้นเพราะเขานั้นไร้ความสามารถบนโลกนี้ไม่มีอะไรดีและเลวไปทั้งหมด ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือคนที่อ่อนแอไม่สามารถพูดความจริงออกไปได้

            นกที่นอนอยู่บนพื้นส่องเงามองดูความน่าสมเพชของตนเองทำได้เพียงรอคอยลมช่วยทำให้ความปรารถนาของมันนั้นเป็นจริง 

            แค่คำอธิษฐานที่เปี่ยมศรัทธาจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร?

            ไม่มีแสงสว่างคือไม่มีความสุขใช่ไหม?

            ไม่!

            ความต้องการแสงสว่างคือความทุกข์ที่แท้จริง!

            ถ้าฉันปล่อยโชคชะตาให้จมหายไปพร้อมกับความตายถ้าอย่างนั้น… ฉันก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะคิดถึงเธอด้วยซ้ำ!

            เพราะว่ามีเธออยู่ดังนั้นฉันจึงไม่ยอมแพ้ 

            เพราะว่ามีเธออยู่ฉันจึงสามารถทำได้ทุกอย่าง 

            บนโลกนี้ชีวิตของซูฮ่าวมีอยู่สองหนทางเท่านั้น 

            ชีวิตที่อยู่ไปวันๆ

            กับ… ชีวิตที่อยู่เพื่อความงามของเธอ!