เมื่อเห็นท่าทางของซ่งโชงหนิงเป้าก็ขมวดคิ้วขึ้น
“ซูฮ่าวที่คุณพูดถึงนั้นเป็นใครกัน?”
“เขาคืออัจฉริยะวัยยี่สิบกว่าๆเขาเชี่ยวชาญในขอบเขตฟ้าคนรวมเป็นหนึ่งของศาสตร์ฮวงจุ้ย อีกทั้งเขายังสามารถสร้างกฎเพียงคำพูดแค่คิดก็กลายเป็นค่ายกล เป็นวิชาที่มหัศจรรย์มาก” ซ่งโชงไม่กล้าปิดบังจึงพูดออกมาตามตรง
“ตอนที่ศิษย์น้องของคุณหนิงเป้าชำระบุญคุณความแค้นกับหวางเฉิงเทียนที่วัดจวินอี้ซูฮ่าวก็อยู่ที่นั่นด้วย”
“สร้างกฎเพียงพูดแค่คิดก็กลายเป็นค่ายกลก็ปรากฏ?” หนิงเป้าตกใจ ในที่สุดใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนสีไป
“หากสิ่งที่คุณพูดเป็นความจริงถ้าอย่างนั้นซูฮ่าวคนนี้ก็น่าจะอยู่ในยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลาง”
เกาชิวเซินที่อยู่ด้านข้างได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เผยความประหลาดใจ “เด็กอายุยี่สิบกว่าอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางเป็นไปไม่ได้ละมั้ง?”
“กบในกะลา!” หนิงเป้ากวาดสายตามองเขา แล้วแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา
“หลายปีที่ผ่านมานี้ฉันเคยเห็นอัจฉริยะมามากมายบางคนอายุยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์แต่ก็อยู่ในระดับโฮ่วเทียนขั้นสูงสุดแล้วเมื่ออายุยี่สิบปีและอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”
“เมิ่งฉิงเหลียงที่เอาชนะอาจารย์ของฉันในตอนนั้นมีพรสวรรค์ที่น่าตกใจเป็นอย่างมากเขาอายุยังไม่ถึงสามสิบปีก็อยู่ในระดับสูงสุดของปรมาจารย์ฮั่วจิ้งแล้ว อีกทั้งยังเป็นปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง”
“เป็นคนแซ่เกาที่มีความรู้จำกัด” รูม่านตาของเกาชิวเซินหดเล็กลง ใบหน้าของเขาแดงก่ำท่าทางเก้อกระดากอย่างมาก
ซ่งโชงกลอกตาขึ้นแล้วพูดประจบว่า “เซียนเทียนระดับกลางแล้วอย่างไรคุณหนิงเป้าเป็นเซียนเทียนระดับปลาย การสังหารซูฮ่าวก็เหมือนกับการเชือดไก่เท่านั้น”
“แน่นอนอยู่แล้วเมื่อกล้าฆ่าศิษย์น้องของฉัน เขาก็มีราคาที่จะต้องจ่าย!” แววตาของหนิงเป้าเย็นชา ร่างกายของเขามีจิตสังหารที่มองไม่เห็นแผ่ออกมา
ในใจของทุกคนรู้สึกสั่นสะท้าน ขนลุกชูชัน
ซ่งโชงชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ตอนนี้พวกเราจะจัดเตรียมรถเพื่อให้คุณไปแก้แค้นซูฮ่าวที่ฉวนโจว”
ความทรงจำที่เขาถูกซูฮ่าวตบในสวนดอกไม้หมื่นดอกอย่างคงชัดเจนอยู่ภายในใจหากพูดกันตามความจริงแล้ว เขาอยากจะให้หนิงเป้าเด็ดหัวของซูฮ่าวออกไป
“ไม่ต้อง!” หนิงเป้าโบกมือ ในแววตาของเขามีประกายสว่างวาบ “งานประลองอาทิตย์หน้า หวางเฉิงเทียนเป็นบอสใหญ่แห่งฉวนโจวเขาจะต้องเข้าร่วมแน่นอน เพื่อตำแหน่งผู้นำแล้วเขาจะต้องเรียกซูฮ่าวคนนั้นมาร่วมประลองด้วยแน่นอนเมื่อถึงตอนนั้นค่อยสังหารอีกฝ่ายก็ยังไม่สาย”
“หลังจากเรื่องนี้สิ้นสุดฉันจะช่วยให้คุณได้เป็นบอสของเมืองไห่เป่ย แต่คุณต้องช่วยฉันจัดการงานต่างๆอีกทั้งผลประโยชน์ก็ขาดไม่ได้”
“ไม่มีปัญหาได้จัดการงานต่างๆ ของคุณหนิงเป้าถือว่าเป็นเกียรติของฉันแล้ว!” ซ่งโชงดีใจอย่างมากแล้วรีบพยักหน้า
ในตอนนี้ความทะเยอทะยานของเขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแน่นอนว่าเขาอยากจะปีนให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆหากสามารถเป็นอันดับหนึ่งของเมืองไห่เป่ยได้อำนาจและผลประโยชน์ก็จะแตกต่างไปจากตอนนี้อย่างสิ้นเชิง
คำสั่งของเขาใครจะกล้าฝ่าฝืน?
เมื่อเห็นซ่งโชงเข้าใจเขาเป็นอย่างดีหนิงเป้าก็หัวเราะออกมาอย่างพอใจ “ไปกันเถอะ พาฉันไปพักผ่อนที่คฤหาสน์ตอนที่ฉันใช้วิชาต้นอ้อข้ามแม่น้ำต้องสูญเสียพละกำลังไปมากทีเดียว”
“ได้ครับคุณหนิงเป้าเชิญขึ้นรถ” ซ่งโชงผายมือให้อีกฝ่ายขึ้นรถด้วยความเคารพในแววตามีประกายชั่วร้าย
ซูฮ่าวอย่างนั้นหรือ?
อาจารย์ฮวงจุ้ยแล้วอย่างไรยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นกลางแล้วอย่างไร ครั้งนี้คุณหนิงเป้าออกโรงเองเราจะต้องได้เห็นดีกัน!
………………..
อีกด้านหนึ่งบ้านพักตากอากาศภูเขาชิงอวิ๋น
ภายในห้องนอนรอง ซูฮ่าวมองไปยังใบหน้าที่หายดีแล้วของเย่จื่ออี๋จากนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่หาได้ยากออกมา
“คุณเย่ยินดีด้วยเธอหายดีแล้ว!”
“คุณซูทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณมากนะคะถ้าคุณไม่ได้ช่วยฉันไว้ใบหน้าของฉันไม่มีทางหายดีได้ชาตินี้ฉันได้ติดหนี้บุญคุณของคุณแล้วคุณบอกมาได้เลยค่ะว่าจะให้ฉันตอบแทนบุญคุณของคุณอย่างไร!” เย่จื่ออี๋ลูบใบหน้าของตนเองที่เกลี้ยงเกลาเหมือนดั่งตอนแรกหยาดน้ำตาของเธอก็ไหลลงมา
หลังจากเธอถูกทำให้ใบหน้าเสียโฉมเธอก็ฝันมาตลอดว่าตนเองจะมีใบหน้าที่งดงามดังเดิม แต่ความฝันมันก็เป็นเพียงแค่ความฝันหลังจากตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อเธอส่องกระจกใบหน้าก็ยังคงอัปลักษณ์เช่นเดิม
เธอคิดว่าจะต้องใช้ใบหน้าที่เหมือนกับผีร้ายไปตลอดชีวิตแต่คาดไม่ถึงเลยว่าเทวดาจากฟ้าจะลงมาอยู่ข้างกายเธอ
อีกฝ่ายไม่เพียงให้ชีวิตใหม่กับเธอเท่านั้นแต่ยังให้ใบหน้าใหม่กับเธอด้วย ทั้งยังมอบความหวังทำให้อนาคตที่มืดมนของเธอมีแสงสว่าง
เธอรอคอยวันนี้มานานแสนนานแล้ว
แต่เมื่อวันนี้มาถึงจริงๆเธอก็รู้สึกเหมือนว่าฝันไป
ซูฮ่าวยื่นทิชชูให้เย่จื่ออี๋ ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ดูแลเฉียวเฉี่ยวให้ดีนะนี่คือสิ่งที่เธอสามารถตอบแทนฉันได้”
ชาติที่แล้วเย่จื่ออี๋มีบุญคุณกับเขา
ชาตินี้เขาได้ตอบแทนบุญคุณให้เย่จื่ออี๋
ในตอนนี้ไม่มีใครติดหนี้ใครอีกแล้ว
“ฉันสัญญา!” เย่จื่ออี๋รับทิชชูมาแล้วเช็ดน้ำตาด้วยความซาบซึ้ง พร้อมกับพยักหน้าอย่างแรง
เธอหันไปมองเย่เฉียวเฉี่ยวที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงแววตาเต็มไปด้วยความหนักแน่น
“เอาล่ะเธอไปพักผ่อนเถอะ ฉันจะไปเตรียมสมุนไพรสำหรับขายแล้ววันนี้ฉันทำการโปรโมตไปบ้างแล้ว ไม่แน่ว่าพรุ่งนี้อาจจะมีคนเริ่มมาซื้อแล้วก็ได้” ซูฮ่าวลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากห้องไป
เหมือนกับเขานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เขาจึงหันกลับมาแล้วพูดว่า “จริงสิ เรื่องโรงเรียนของเฉียวเฉี่ยว ฉันให้คนจัดการแล้ว อยู่แถวๆ นี้เองเดี๋ยวรอให้เฉียวเฉี่ยวตื่น ฉันค่อยพาพวกเธอไปดูโรงเรียนก็แล้วกัน”
“ได้ค่ะลำบากคุณซูแล้วนะคะ” เย่จื่ออี๋ยิ้มออกมาอย่างยินดีใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
เมื่อใบหน้าของเธอหายดีชีวิตก็กลับมาสงบสุข ความคิดเดียวในตอนนี้คือเธอต้องส่งน้องสาวของตนเองกลับไปเรียน
เมื่อเรื่องเหล่านี้เสร็จสิ้นลงเธอก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ซูฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินออกไปจากห้องนอน
ลูกน้องของหวางเฉิงเทียนส่งสมุนไพรหลายสิบลังมาไว้ในโกดังต่อให้อยู่ในกล่องที่ปิดสนิท แต่ก็สามารถได้กลิ่นของสมุนไพรที่อยู่ภายในได้
เขามีความคิดที่อยากจะเปิดร้านขายยามานานมากแล้วแต่เหตุผลหลักที่เขาต้องการจะขายสมุนไพรเหล่านี้ก็คือ เขาอยากได้เตาหลอมอัตโนมัติเดิมทีแล้วการหลอมโอสถนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยสามารถใช้แรงน้อยที่สุดแต่ได้ผลกำไรมากที่สุด
แต่แน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เป้าหมายที่แท้จริงของเขาก็คือเพื่อสร้างความมั่งคั่งของตนเองในขณะเดียวกันเขาจะได้มีโอกาสต่อต้านกับครอบครัวของเธอด้วย
ตระกูลของเธอนั้นอยู่ในเมืองหลวงเยี่ยนจิงตระกูลของเธอนั้นเป็นความน่าสะพรึงกลัวที่แท้จริงเป็นหนึ่งในตระกูลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง อำนาจหรือความแข็งแกร่งในการต่อสู้ พวกเขาก็ไม่เป็นรองใครภายในมณฑลจินหลิงตอนนี้ตระกูลซูยิ่งใหญ่ที่สุดแต่เกรงว่ายังยิ่งใหญ่ไม่เท่าหนึ่งในสามของตระกูลเธอเลย
และเธอยังเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นภายในตระกูลอีกด้วย
ตั้งแต่เด็กเธอเป็นนักรบโบราณที่มีพรสวรรค์อันน่าตกใจเธอนำหน้าคนรุ่นเดียวกันไปไกล จนทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้ใหญ่ในตระกูลไม่ว่าเธอจะปรากฏตัวที่ใด ก็ล้วนมีออร่าเปล่งประกายติดตามไปด้วย
ซูฮ่าวจำได้อย่างเลือนรางว่าตอนที่เธออายุสิบแปดปี ครอบครัวของเธอส่งเธอมาที่มณฑลจินหลิงเพื่อทำการฝึกฝนระยะเวลาครึ่งปีที่เธออยู่ที่นี่นั้น เธออาศัยอยู่ที่ตระกูลซู
ตอนนั้นเธอสวมกระโปรงยาวสีขาวราวกับหิมะใบหน้างดงาม มีออร่าบางเบา ผมสีดำขลับยาวสยายถึงเอวร่างกายของเธอส่องประกายภายใต้แสงอาทิตย์
บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่สามารถมาเปรียบเทียบกับความงามของเธอได้และไม่ว่าอะไรก็ตามเมื่อมาเปรียบเทียบกับเธอแล้วของสิ่งนั้นก็จะต้องหม่นแสงลงไป
ครั้งแรกที่เขาได้เห็นเธอซูฮ่าวก็ไม่สนใจอะไรบนโลกนี้อีกแล้ว
ระหว่างที่เธอกำลังฝึกฝนครึ่งปีนั้นเขาก็ติดตามเธอเหมือนเงา เดินตามเธออยู่ด้านหลังทุกวันต่อให้ฝนตกพายุเข้าเขาก็ไม่จากไปไหน
หากเธอเจอกับอันตรายหรือมีผู้ชายคนไหนที่อยากได้เธอ เขาก็จะพุ่งตัวไปด้านหน้าโดยไม่สนอะไรทั้งสิ้นเพื่อขัดขวางเอาไว้
อื้อแม้สุดท้ายจะโดนต่อยจนใบหน้าเขียวช้ำก็ตาม
ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเขาก็อยากจะปกป้องผู้หญิงคนนี้ให้ดีที่สุด
หลังจากได้รับบาดเจ็บ เขาก็แค่ทายาแล้วติดตามเธอต่อไปเหมือนเดิม
ต่อให้ขาหักและต้องใช้ไม้เท้าเพื่อยืนข้างกายอีกฝ่าย เขาก็จะทำ
อาจจะเป็นเพราะใจที่มันไร้ยางอายเธอจึงรู้สึกประทับใจขึ้นมา
ยิ่งทั้งสองคนสนิทกันมากเท่าไรการพูดคุยก็เหมือนไปในแนวทางที่ดีมากขึ้นเท่านั้น
ต่อมาเขาถึงรู้ว่าฝีมือของเธอนั้นแข็งแกร่งมาก ความจริงแล้วไม่มีอันตรายอะไรสามารถทำร้ายเธอได้เลยมีแต่ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นคนอ่อนแอ เขาเป็นเหมือนกับตัวประกอบในซีรีส์ที่มีชีวิตได้ไม่ถึงครึ่งตอนอาศัยแค่ความเลือดร้อน และจะสู้กับทุกอย่างด้วยพละกำลัง
มีหลายครั้งที่เขาบาดเจ็บจนหมดสติไปสุดท้ายก็เป็นเธอที่อุ้มเขากลับมา ถ้าเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อเธออย่างจริงใจอย่างยอมตายแต่ไม่ยอมถอยสักก้าวเดียวเธอคงคิดว่าเขามาที่นี่เพื่อก่อเรื่องอย่างแน่นอน
เขาติดตามอารักขาเธอทุกวันทุกคืนทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันเป็นเวลานาน จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เข้าใจความคิดของเธอ
ความจริงแล้วตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เธอไม่มีความสุขในการใช้ชีวิตเลยเธอมีฐานะเป็นคนในตระกูลชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำล้วนอยู่ภายในกฎทั้งนั้นทุกวันใช้ชีวิตแต่อะไรซ้ำๆ เดิมๆ
ตอนเด็กเธอไม่มีสิ่งที่เรียกว่าของเล่นเลยไม่มีเพื่อน มีเพียงแค่การฝึกซ้อมการต่อสู้อย่างหนักเธอสามารถติดต่อได้แค่ลูกหลานของคนที่มีอำนาจเท่านั้น
รวมถึงการแต่งงานพ่อแม่ของเธอก็ได้จัดเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้วแม้กระทั่งสิทธิ์ในการเลือกคนรักก็ยังไม่มีเลยเธอเป็นเพียงแค่เครื่องมือในการสืบทอดตระกูลเท่านั้น
สำหรับผู้หญิงคนหนึ่งแล้วเรื่องนี้มันจะน่าเสียใจขนาดไหน?
ซูฮ่าวได้แชร์ประสบการณ์กับเธอแม้ว่าตระกูลซูจะไม่ได้สูงส่งเท่าตระกูลของเธอ แต่ภายในมณฑลจินหลิงตระกูลซูก็เป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุด
เขาถูกบีบบังคับมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโตต้องเรียนมารยาททุกประเภท ต้องจัดการกับคนทุกรูปแบบ ไม่มีเวลามาเที่ยวเล่น
ตัวเขากับเธอแตกต่างกันตรงไหน?
บางทีอาจเป็นเพราะทั้งสองคนประสบอยู่ในโรคภัยแบบเดียวกันดังนั้นจึงเข้าอกเข้าใจกัน
เพื่อช่วยชดเชยความเสียใจของเธอในเวลาว่างจากการฝึกซ้อมการต่อสู้ เขาก็จะพาเธอออกไปเที่ยวเล่นทุกวันให้เธอได้พบเห็นสิ่งใหม่ๆ มากมาย และทำให้เธอเข้าใจว่าชีวิตที่แท้จริงมันคืออะไร
ภายในช่วงเวลานั้นความรู้สึกของทั้งสองคนก็ร้อนแรงขึ้นมาอย่างรวดเร็วแม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ ไม่กี่เดือน แต่ก็ดีกว่าคนที่คบกันมาสิบปี
ในช่วงเวลานั้นก็เป็นวันเกิดของเขา
เธอได้ยัดตัวเองใส่ลงไปในกล่อง และให้พนักงานส่งพัสดุยกกล่องนี้ไปไว้ตรงหน้าเขา
ตอนที่เขาเปิดกล่องออกมารอยยิ้มของเธอนั้นกลายเป็นความงดงามที่สุดในชีวิต และไม่มีอะไรมาลบล้างได้
น่าเสียดายที่ความงดงามเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน
เพราะว่าเขาสนิทกับเธอมากเกินไป เมื่อคนของตระกูลเธอพบเรื่องนี้เข้าจึงรู้สึกโมโหเป็นอย่างมากและรีบพาเธอกลับไปในทันที อีกทั้งยังพูดกับเขาว่า ‘อย่าเพ้อฝันให้มันมากนักคิดจะเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์’
ในวันนั้นไม่มีคนในตระกูลซูช่วยพูดแทนเขาสักคน แต่พวกเขากลับทุบตีเขาหนึ่งยก แล้วให้บทเรียนกับเขาเป็นเวลาแปดชั่วโมง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็เข้าใจแล้วว่าถ้าเขาอยากจะอยู่กับเธอ เขาจะต้องทำตนเองให้มีฐานะสูงเทียบเท่ากับตระกูลของเธอ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากที่คู่หมั้นของเธอรู้เรื่องนี้แล้วก็ติดต่อมาที่ตระกูลซูทั้งยังวางแผนใส่ร้ายเขา ทำให้เขาต้องถูกเนรเทศออกจากตระกูลซูแล้วเริ่มใช้ชีวิตพเนจรเรื่อยมา
เขาไม่มีความสามารถที่จะไปแย่งเธอกลับมาอีกทั้งยังสูญเสียที่พึ่งอย่างตระกูลซูไป กอปรกับข่าวลือ และคำเยาะเย้ยจำนวนมากเรื่องนี้ทำให้เขามองไม่เห็นความหวัง
“นั่นก็เป็นเพราะพวกคุณชาติที่แล้วฉันจึงมีชีวิตอย่างยากลำบากแบบนั้น!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ใบหน้าของซูฮ่าวก็เต็มไปด้วยจิตสังหาร แต่ความคิดเหล่านั้นก็ถูกเขาสะกดเอาไว้ทันที
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กำหมัดแน่นแววตาเหมือนกับดูแคลนทุกสิ่งบนโลก
ชาติที่แล้ว เขาเลิกดิ้นรน ยอมแพ้และปล่อยให้เธอรออยู่ในสถานที่ที่แสนไกล
แต่สุดท้ายเขาเพิ่งได้พบว่าความไม่ยุติธรรมทุกอย่างบนโลกนี้เกิดขึ้นเพราะเขานั้นไร้ความสามารถบนโลกนี้ไม่มีอะไรดีและเลวไปทั้งหมด ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือคนที่อ่อนแอไม่สามารถพูดความจริงออกไปได้
นกที่นอนอยู่บนพื้นส่องเงามองดูความน่าสมเพชของตนเองทำได้เพียงรอคอยลมช่วยทำให้ความปรารถนาของมันนั้นเป็นจริง
แค่คำอธิษฐานที่เปี่ยมศรัทธาจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างไร?
ไม่มีแสงสว่างคือไม่มีความสุขใช่ไหม?
ไม่!
ความต้องการแสงสว่างคือความทุกข์ที่แท้จริง!
ถ้าฉันปล่อยโชคชะตาให้จมหายไปพร้อมกับความตายถ้าอย่างนั้น… ฉันก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะคิดถึงเธอด้วยซ้ำ!
เพราะว่ามีเธออยู่ดังนั้นฉันจึงไม่ยอมแพ้
เพราะว่ามีเธออยู่ฉันจึงสามารถทำได้ทุกอย่าง
บนโลกนี้ชีวิตของซูฮ่าวมีอยู่สองหนทางเท่านั้น
ชีวิตที่อยู่ไปวันๆ
กับ… ชีวิตที่อยู่เพื่อความงามของเธอ!