ฟึ่บ ฟึ่บ ฟึ่บ ครืดดดด
เสียงบางสิ่งถูกลากด้วยความรวดเร็วดังกังวานไปทั่วทั้งป่าชายหนุ่มในชุดคลุมของนักเวทบนหลังอุ้มหญิงสาวคนหนึ่งเอาไว้ที่เอวมีเชือกผูกเอาไว้กับบางสิ่งที่เขาลากมา
สิ่งที่เขาลากมาก็คือถุงที่ทำมาจากหนังมอนสเตอร์หมูป่าขนเหล็กภายในมีพวกเขี้ยว เล็ก ขน หนังที่ถูกถลกออกแล้วม้วนเอาไว้ และเนื้อของมันบางส่วนทำให้ถุงหนังนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึงห้าเมตรเนื่องจากมิติเก็บของของหญิงสาวมีพื้นที่แค่หนึ่งตารางเมตร แถมยังใส่ของไว้จนเกือบจะเต็มแล้วทำให้เก็บได้แค่แก่นเวทย์กับขนเหล็กบางส่วนเท่านั้น
คนทั้งสองจึงได้พูดคุยกันว่าจะเอาชิ้นส่วนร่างกายที่สำคัญกลับไปโดยดูจากเรี่ยวแรงของชายหน่มว่าจะลากไปได้แค่ไหนซึ่งปริมาณในตอนนี้ก็นับว่าสบายมากสำหรับเขาแต่ถ้านำไปด้วยมากจนเกินไปมันก็จะเสียเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นไปอีก
“นายไม่หนักเหรอ ?”หญิงสาวที่เกาะอยู่บนหลังชายหนุ่มถามออกมาเธอรู้สึกอายเล็กน้อยที่ต้องมาเกาะอยู่แบบนี้ ตอนแรกเธอก็ปฏิเสธหลายครั้งแต่ชายหนุ่มยืนกรานว่าการทำแบบนี้จะเดินทางได้เร็วกว่า เธอจึงได้แต่ยอมทำตาม
“ไม่ อีกนานแค่ไหนเราจะถึงเมือง ?” ชายหนุ่มกล่าวตอบพลางวิ่งไปไม่หยุด เขาวิ่งมาเป็เวลากวาหนึ่งชั่วโมงแล้วแต่ก็ไม่มีแม้แต่การหอบหายใจด้วยซ้ำ
ฟิ้ว! ฉึก! ฉีก! ฉีก!
เสียงบางสิ่งแหวกอากาศทะลุเข้าใส่ร่างที่มีเืเนื้อดังขึ้นเป็ชายหนุ่มที่ขว้างขนหมูป่าขนเหล็กเข้าใส่มอนสเตอร์ที่โผล่เข้ามาขวางทางตลอดเส้นทางก็มีมอนสเตอร์โผล่มาขวางทางอยู่เสมอ เพราะกลิ่นของซากหมูป่าขนเหล็ก
แต่ชายหนุ่มก็ใช้ขนเหล็กของหมูป่ากำจัดพวกมันให้พ้นทางได้ไม่ยากเขาจะเล็งจุดอ่อนเช่นลูกตา ปาก คอหอย ท้อง เป็เป้าหมายแม้พวกมันจะไม่ตายก็จะเสียโอกาสในการตามเล่นงานพวกเขาต่อ
“ถ้าด้วยความเร็วของพวกเราตอนนี้ อีกประมาณสามชั่วโมงก็น่าจะเห็นกำแพงเมืองแล้วล่ะ” หญิงสาวตอบกลับมาในตอนแรกที่เห็นเขาขว้างขนเหล็กใส่มอนสเตอร์เพื่อเปิดเส้นทางเธอก็ใอยู่บ้างเพราะถึงแม้เธอจะเห็นเขาสู้กับมอนสเตอร์ได้อย่างไม่ยากนักก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะทำได้ถึงขนาดนี้
แต่ตอนนี้เธอรู้สึกเหมือนมันเป็เื่ปกติไปซะแล้ว
“อากาศของป่าแห่งนี้บริสุทธิ์นักภายในเมืองก็เป็เช่นนี้รึเปล่า ?”ชายหนุ่มกล่าวถามออกมาขณะวิ่งไปด้วยเขารู้สึกว่าอากาศของที่นี่ดีกว่าโลกเดิมของเขามากนักเพราะโลกของเขาแทบไม่มีป่าไม้หลงเหลืออยู่เลย
“ก็ปกตินะ เพราะั้แ่ที่โลกใบนี้มีพลังเวทย์เข้ามาเกี่ยวข้องอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงหรือเชื้อเพลิงสิ้นเปลืองต่าง ๆก็ทยอยถูกเปลี่ยนเป็ใช้แก่นเวทย์เข้ามาแทนที่ มันทั้งประหยัดทำให้สภาพอากาศดีขึ้นด้วยน่ะ” หญิงสาวอธิบายให้เขาฟังซึ่งชายหนุ่มก็พอเข้าใจอยู่บ้าง น่าเสียดายที่โลกของเขาไม่มีพลังเวทย์แบบนี้
“มีทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีสินะ” ชายหนุ่มครุ่นคิดก่อนจะกล่าวออกมา
“เสียดายพวกมอนสเตอร์พวกนั้นเหมือนกันนะ” หญิงสาวกล่าวออกมา นางหมายถึงพวกมอนสเตอร์ที่ชายหนุ่มกำจัดระหว่างทาง
“มันจะเสียเวลาเปล่า ๆแค่ของที่เรานำมาก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่รึ ?” ชายหนุ่มกล่าวตอบเพราะตอนแรกเขาไม่้าเอาของพวกนี้ไปด้วยซ้ำ แต่หญิงสาวบอกว่ามันสามารถขายได้ซึ่งเครดิตก็เป็สิ่งจำเป็สำหรับเขาในตอนนี้อย่างมาก
ครึ่งหลัง
จากการพูดคุยกับหญิงสาวทำให้เขาได้รู้ว่าโลกใบนี้ใช้สื่อกลางการแลกเปลี่ยนเป็เครดิตซึ่งเป็สิ่งที่เข้ามาแทนที่เงินตราตามปกติ โดยเงินเครดิตจะถูกเก็บไว้ในรูปแบบการ์ดที่เข้ารหัสเฉพาะบุคคลไว้ถึงจะทำหายไปก็สามารถไปทำการ์ดใหม่ได้ที่ธนาคารกลางแห่งประเทศ
ตัวเขาที่มาเพียงตัวเปล่าพร้อมกับบางสิ่งแปลกๆ ที่ติดมาด้วย แน่นอนว่าไม่มีสักเครดิตแน่นอน การจะหาอาหารดื่มกินหรือที่พักอาศัยก็หมดสิทธิ์ดังนั้นที่หญิงสาวบอกว่าซากมอนสเตอร์เหล่านี้ขายได้เขาจึงขนมันมาด้วยให้มากที่สุดแต่ก็ไม่มากขนาดถ่วงการเดินทางของเขา
“เ้าบอกว่า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้คือระดับ SS ใช่ไหม”ชายหนุ่มกล่าวถามอีกครั้ง
“ใช่แล้วแต่มันก็เป็แค่ตำแหน่งในนามเท่านั้นแหละเพราะเคยมีคนที่ไปถึงระดับนั้นได้แค่คนเดียวและเขาก็ได้หายสาบสูญไปหลังจากที่ไต่หอคอยชั้นสูงสุด”หญิงสาวกล่าวออกมาเธอจำได้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนผู้ปลุกพลังคนนั้นคือคนเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าสู่หอคอยชั้นที่100 ได้ แต่หลังจากเธอคนนั้นได้เข้าไปยังชั้นนั้น ก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย
“นับว่าเป็ความเสียหายครั้งยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเลยล่ะ” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความเศร้าหมองความหวังเพียงหนึ่งเดียวหายสาบสูญไปแบบนี้ย่อมทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังได้ไม่ยาก
“แต่ก็โชคยังดีที่เรายังมี ผู้ปลุกพลังระดับ S อยู่หลายคน เลยทำให้โลกใบนี้สู้ต่อไปได้”หลังจากกล่าวจบเธอก็กอดคอของชายหนุ่มแน่นขึ้นเล็กน้อย
มันเป็เื่ที่ยากสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจริง ๆ ที่ต้องกลายมาเป็นักผจญภัยเสี่ยงตายแบบนี้ แต่เธอก็จะสู้ต่อไปเพื่อครอบครัวและโลกใบนี้
“เ้าบอกว่าที่แห่งนี้อยู่ติดกับเมืองใช่หรือไม่ ?”ชายหนุ่มที่สงสัยอะไรบางอย่างจึงได้กล่าวถามออกมา
“ก็ใช่นะ ทำไมเหรอ” เซรีนตอบกลับด้วยความไม่เข้าใจว่าเขาจะถามทำไม
“ข้าแค่สงสัย ภายในพื้นที่ของประเทศทำไมถึงมีป่าที่มีขนาดใหญ่และมอนสเตอร์ชุกชุมแบบนี้มันสมควรถูกเปลี่ยนเป็เมืองหรือถูกควบคุมไม่ใช่รึ ?”ชายหนุ่มกล่าวถามออกมา
เพราะโลกของเขานั้นการก่อสร้างเมืองจะไม่ให้มีพื้นที่ว่างเอาไว้เด็ดขาดเพราะมันอาจเป็แหล่งส่องสุมพวกมอนสเตอร์ได้ดังนั้นการได้เห็นป่าขนาดใหญ่ภายในประเทศนี้นับว่าแปลกประหลาดในความคิดของชายหนุ่มไม่น้อย
“แต่ละประเทศก็ย่อมมีพื้นที่ซึ่งเป็หุบเขาป่าไม้ ท้องทะเล แม่น้ำ แตกต่างกันไป แต่ป่าแห่งนี้มันเป็กรณีพิเศษ” หญิงสาวกล่าวจบก็นิ่งคิดเล็กน้อย
“เพราะเมื่อก่อนมันเคยเป็เมืองมาก่อนยังไงล่ะ!” สิ่งที่เธอกล่าวออกมาทำให้ชายหนุ่มสับสนนิดหน่อย
“แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็แบบนี้ล่ะ ?ถูกปล่อยทิ้งร้างรึ ? หรือถูกรุกราน ?” ชายหนุ่มกล่าวถามต่อ
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันข้อมูลตรงส่วนนี้ไม่มีใครบอกกันเลย รู้แค่ว่าตรงที่แห่งนี้มันเคยเป็เมืองมาก่อนอยู่มาวันหนึ่งก็กลายเป็แบบนี้ไปแล้ว”หญิงสาวตอบกลับไปเท่าที่เธอรู้
“อืมดูเหมือนว่าจะมีเื่น่าสงสัยอีกหลายสิ่ง”ชายหนุ่มกล่าวตอบสั้น ๆ ก่อนจะเงียบไป
“นายจะพักหน่อยไหมอีกหนึ่งชั่วโมงก็น่าจะถึงกำแพงเมืองแล้ว”หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกมาเช็คตำแหน่งปัจจุบันแล้วกล่าวถามออกมา
ความเร็วของชายหนุ่มนับว่ารวดเร็วไม่น้อยขนาดแบกหญิงสาวไว้หนึ่งคน รวมถึงลากของกองใหญ่มาด้วยยังใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรได้ทำให้หญิงสาวได้แต่ลอบถอนหายใจด้วยความอิจฉาในความแข็งแกร่งของเขา
แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนักเพราะเธอก็จะต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น ให้เป็แบบชายตรงหน้าเธอให้ได้ !
…
“นั่นรึ ? เมืองที่เ้าว่า” เมื่อเห็นว่าตรงหน้าไกล ๆมีกำแพงสูงสิบเมตรทอดยาวรายล้อมป่าแห่งนี้เอาไว้ชายหนุ่มจึงถามออกมา
เส้นทางที่เขามุ่งหน้าไปยังประตูเมืองดูเหมือนจะได้รับการบุกเบิกจากมนุษย์เอาไว้เพราะมันเป็ทางโล่งกว้างอย่างดี เหมือนถูกคนถางกลบจบเรียบ
“ใช่แล้วล่ะ นายตรงไปที่ประตูตรงนั้นได้เลย” หญิงสาวชี้ไปยังประตูกำแพงที่เหมือนจะถูกสร้างมาจากพลังบางอย่างมันให้ความรู้สึกเหมือนม่านแสงสีฟ้าที่ไว้ป้องกันสิ่งแปลกปลอม
‘ม่านแสงรึ ?’ชายหนุ่มครุ่นคิดในใจ มันเหมือนกับกำแพงไฟฟ้าที่โลกเก่าของเขาเหมือนกันแต่จากที่เขาเห็นเหมือนว่าจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน