การแยกเศษผ้าตามประเภทของเนื้อผ้าและเฉดสีเป็นงานที่ทำให้ปวดหัวได้ไม่น้อย แต่ก็มีความสนุกซ่อนอยู่เช่นกัน
มันคือความตื่นเต้นเหมือนค้นพบสมบัติอันล้ำค่าจากสิ่งที่คนอื่นมองว่ามันคือขยะหรือของที่ไม่มีคนต้องการ
ผ้าหลากหลายสีสันดูละลานตาไปหมด
พวกพี่ ๆ น่าจะชอบและสนุกกับงานนี้ พวกเขาบอกว่าไปไม่นานแล้วจะรีบกลับ แต่จนป่านนี้ยังไม่เห็นหัวกลับมากันสักคน
ผ้าคาดหัวเส้นเล็กทำไม่ยาก ไม่ต้องปราณีตมากนัก ลูกหม่อนที่ทำจากผ้าก็เช่นกัน ไม่นานเฉินซื่อก็ทำเสร็จ
“ซีซี ดูสิ แม่ทำเสร็จแล้ว ใช้ได้มั้ย?” นางโบกผ้าคาดผมในมือไปมาราวกับต้องการอวด
หยุนซียิ้มกว้าง มองผ้าคาดผมที่ดูน่ารักเกินคาด แม้ว่าลูกหม่อนที่ได้จะดูอวบอ้วนกว่าของจริงไปสักหน่อย คนโบราณนี่ฝีมือดีจริง ๆ บอกแค่คร่าว ๆ ก็ทำออกมาได้ดีขนาดนี้แล้ว
เด็กน้อยอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น “ว้าว…..สวยจัง ท่านแม่เก่งที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
ได้ยินคำชมจากลูกสาว เฉินซื่อรู้สึกเขินเล็กน้อย “เจ้าอยากลองทำดูบ้างมั้ย แม่จะสอนเจ้าเอง”
งานเย็บปักถักร้อยไม่ถูกจริตกับหยุนซีอย่างแรง เพราะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อและใช้เวลา ต้องอาศัยความอดทนและฝีมือต้องปราณีต
เธอไม่อยากเรียน อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ คงต้องหาข้ออ้างมาหลีกเลี่ยงซะแล้ว
เห็นสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกและมีท่าทีต่อต้านกลาย ๆ ดูแล้วน่าขันยิ่งนัก พวกผู้ใหญ่จึงพากันหัวเราะขบขันเสียงดัง
เฉินซื่อมองผ้าคาดผมที่ทำเสร็จแล้ว หยุดคิดเพียงครู่แล้วเลือกผ้าสีแดงและสีอื่นมาอีก 2-3 สี ลองทำแบบที่คิดอยู่ในหัว ออกมาค่อนข้างสวยทีเดียว
นางเถียนตะลึงจนตาค้าง แค่แต่งเติมเล็กน้อย ผ้าคาดผมที่ดูธรรมดาก็งดงามวิจิตรขึ้นมาทันใด มองดูผ้าคาดผมที่ประดับด้วยดอกไม้ผ้าสีแดงในมือลูกสะใภ้แล้วเอ่ยว่า “ดูสวยแปลกตายิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย”
หยุนซีก็ตื่นเต้นเช่นกัน ผ้าคาดผมดูอันวิจิตรงดงาม ถ้าคนอื่นเห็นต้องชอบเหมือนกันแน่ ๆ เพราะมันดูพิเศษมาก
เธอวิ่งเข้าไปใกล้ผู้เป็นมารดา ออดอ้อนอย่างน่ารัก “ท่านแม่ ผูกให้ลูกหน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ”
หยุนซีส่ายหัวไปมา ลูกหม่อนและลูกทับทิมจิ๋วที่ห้อยย้อยจากผมทรงซาลาเปาทั้งสองข้างแกว่งไกว ทำให้ดูน่ารักมากมาย
ผ้าคาดผมแบบเดิม พอเพิ่มผลไม้ผ้า, ดอกไม้ผ้าที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่บ้าน ทำหลากหลายรูปแบบไล่สีไล่เฉด ทำให้มีสีสันสดใส ดูงดงาม ยิ่งถ้าใช้สีที่ตัดกันก็ยิ่งเด่นสะดุดตา
เก๋ไก๋ นำสมัยสุด ๆ
ในยุคโบราณเช่นตอนนี้ ผู้หญิงที่มีฝีมือส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงโด่งดัง เน้นเรื่องปักผ้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ฝีมือแบบบ้าน ๆ ไม่มีทางถูกพูดถึง แม้ว่าพวกเขาจะมีแนวคิดแปลกใหม่น่าสนใจแค่ไหนก็ตาม เหมือนในหมู่บ้านชิงซานแห่งนี้
หยุนซีเคยเรียนวาดรูปเมื่อชาติก่อน จึงรู้หลักการผสมสี, การจับคู่สี, การไล่เฉดสี ผ้าคาดผมที่ทำออกมาจึงมีการจับคู่สีที่ดูแปลกใหม่ ได้สีสันสดใสสวยงามแปลกตา
นางเถียนรู้สึกว่าน่าสนใจ “พอซีซีลองผูกแล้ว ดูน่ารักและสวยจริง ๆ”
หยุนซีขยิบตาก่อนจะยิ้มแล้วทำหน้าทะเล้น “ท่านย่า เมื่อก่อนข้าไม่สวย ไม่น่ารักหรือเจ้าคะ?”
นางเถียนเห็นเด็กน้อยเล่นหน้าเล่นตาพูดล้อแล้วก็หัวเราะ “ซีซีของย่าสวยอยู่แล้ว ยิ่งใส่ผ้าคาดผมยิ่งสวยจ้า”
เสียงหัวเราะคิกคักชอบใจอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวน้อยดังให้ได้ยิน
หนุ่ม ๆ ต่างวัยที่ทำงานไม้อยู่ใกล้ ๆ ถูกดึงดูดด้วยเสียงหัวเราะอันสดใสที่ได้ยินจนต้องหันไปมอง
ก่อนที่ชายชราผู้คลั่งรักหลานสาวจะทันได้พูด เขาแปลกใจกับผ้าคาดหัวแบบใหม่ที่ได้เห็นบนหัวเด็กน้อย “ยายเฒ่า หัวเราะเรื่องอะไรกันเสียงดังเชียว….โอ้โห ผ้าคาดผมซีซีสวยมากเลยหลาน”
นางเถียนกรอกตามองบนด้วยความหมั่นไส้ “นี่เป็นผลงานที่หลานรักเจ้าคิดทำออกมาอย่างไรเล่า ทำจากเศษผ้าทั้งนั้น เป็นไง สวยใช่มั้ยล่ะ”
หลานสาวข้าช่างฉลาดซะจริง ๆ “ซีซี ความคิดของเจ้าช่างน่าทึ่ง”
หยุนซีเท้าเอวเดินสับขา หมุนตัวกางแขนออก “เปิดตัวที่คาดผมสวยจนร้อง ว้าว…คิก คิก”
การกระทำที่แปลกประหลาดทำให้ทุกคนอมยิ้ม และยืนดูอย่างมีความสุข
ทั้งคนหนุ่มคนแก่ต่างมองเด็กน้อยเป็นสมบัติอันล้ำค่าของครอบครัว
จิ้งเหอไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวของพี่ชายถึงได้ฉลาดและน่ารักขนาดนี้ ยิ่งตั้งแต่ฟื้นจากการป่วยหนัก สติปัญญากลับคืนมาเป็นปกติ ก็ชอบคิดทำอะไรแปลกใหม่อยู่เป็นประจำ เริ่มจากอาหารจนกลายเป็นลู่ทางการค้าของที่บ้าน ตอนนี้ก็ผ้าคาดผมนี่อีก เขาได้แต่ถอนใจเบา ๆ ด้วยความอิจฉา
ยิ่งมองเจ้าตัวน้อยขาวอวบตรงหน้า ก็ยิ่งรู้สึกเปรี้ยวฝาดในอก ‘สวรรค์ ทำไมไม่ให้ลูกสาวน่ารักเช่นนี้กับข้าบ้าง ทำไมให้เจ้าเด็กหน้าเหม็นแสบซ่าสองคนมาแทน ’
เขามองผ้าคาดผมในมือแล้วพูดพึมพำกับตัวเอง “ทำไมซีซีถึงทั้งฉลาดและน่ารักขนาดนี้ ไม่เห็นเหมือนข้าเลย”
ชายชราได้ยินเข้าก็ตบหัวเขาดังป้าบ จิ้งเหอเจ็บจนน้ำตาไหล “เจ้าบ้านี่ หลานข้าก็ต้องฉลาดเหมือนข้าไง เจ้ามีปัญหารึ?”
จิ้งเหอได้ยืนน้ำตาคลอเบ้า ยอมเจ็บตัวแต่โดยดี หันไปอีกด้านก็เจอสายตาเยาะเย้ยของพี่ชาย ได้แต่เจ็บใจเพราะตอบโต้ไม่ได้
หยุนซียิ้มอ่อนให้กับผู้เป็นอาที่ชอบหาเรื่องให้โดนท่านปู่ซ้อมเป็นประจำ มองท่านปู่ที่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มองพ่อตัวเองที่ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเกือบหมดทุกซี่กับเธอ แต่เบ้ปากมองแบบเหยียดหยามไปทางน้องตัวเอง
‘ครอบครัวนี้เป็นคนตลกกันทั้งบ้าน’
โดยเฉพาะอารอง เขาเป็นคนน่ารักสดใส ถ้าเป็นชาติก่อนก็เหมาะจะเป็นพี่ชายของเธอจริง ๆ
คิก คิก ไม่ใช่สิ ต้องเป็นน้องชายมากกว่า
หลังจากที่ครอบครัวเริ่มมีรายได้จากการค้าขาย สมาชิกในครอบครัวก็ดูเหมือนจะมีหัวคิดทางการค้ามากขึ้น
จิ้งเหอครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า “ท่านพ่อ ผ้าคาดผมแบบนี้ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน มันทั้งสวยทั้งแปลกตา ข้าว่าเราทำขายได้”
“ทุกคนนั่งลง เรามาปรึกษาเรื่องนี้กันดีกว่า เอาล่ะ ใครมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง”
จิ้งเหอถามผู้เป็นมารดาด้วยท่าทางเป็นการเป็นงาน “ท่านแม่ ผ้าคาดผมนี่ใช้เวลาทำนานหรือไม่?”
“ก็ไม่นานนะ อย่างผืนนี้รวมเวลาทำดอกไม้ด้วยก็ประมาณ 2 เค่อ ถ้าแบบถักเปียนี่แค่ครึ่งเค่อก็ทำเสร็จแล้ว” นางเถียนพูดออกมาได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
ผ้าคาดผมแบบเปียแม้จะดูเหมือนทำหยาบ ๆ แต่กลับออกมาดูดีและใช้เวลาทำไม่นาน
“ถ้าทำง่ายและเสร็จเร็ว เช่นนั้นผ้าคาดผมแบบเปียก็สามารถทำขายได้จำนวนมาก”
จิ้งชางซึ่งนั่งฟังเงียบ ๆ มาสักพัก เปิดปากของเขาถามขึ้น “ท่านแม่ มันทำง่ายไหม? ข้าหมายความว่า ถ้าคนอื่นเห็นแล้วมันทำเลียนแบบง่ายไหม?”
พอได้ยินคำถามนี้ ทุกคนต่างอึ้งและตะลึงไปตาม ๆ กัน
เฉินซื่อคิดตามอยู่ชั่วครู่ คำตอบที่ได้คือใช่ ลอกเลียนง่ายมาก “วิธีทำมันไม่ยาก ถ้าเป็นคนมีฝีมือหน่อย แค่มองผ่านตาสักครั้งก็อาจจะสามารถทำออกมาได้แล้ว สิ่งที่ทำให้มันดูแตกต่างคือรูปแบบ, การประดับตกแต่งและความแปลกใหม่ ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนนี่ต่างหาก”
“หากทำลอกเลียนแบบได้ง่าย การค้านี้คงทำได้ไม่นาน” ชายชราเอ่ยออกมาตามที่คิด
จิ้งเหอกลับไม่คิดว่ามันเป็นปัญหา “ถ้าการค้านี้ทำได้ไม่นาน เช่นนั้น มิสู้เราทำให้มันเป็นการค้าใหญ่ครั้งเดียวไปเลยจะดีกว่า”
ทุกคนมีสีหน้าสงสัย “ยังไง?”
จิ้งเหอชูผ้าคาดผมในมือยื่นไปตรงหน้าทุกคน “ท่านแม่และพี่สะใภ้บอกว่ามันทำง่าย ใคร ๆ ก็ลอกเลียนแบบได้ มิสู้ให้พวกสตรีที่เคยมาทำงานบ้านเราช่วยทำ ไหน ๆ ช่วงนี้ก็ว่างงานกันอยู่แล้ว ทำให้ได้เยอะ ๆ แล้วขายออกทีเดียวทั้งหมด ได้ทั้งเงินจากการค้าและสร้างรายได้ให้กับคนในหมู่บ้านอีกทาง เหมือนขว้างหินทีเดียวฆ่านกได้สองตัว”
คนอื่นต่างคิดตามสิ่งที่ได้ยิน คิดถึงความเป็นไปได้แล้วรู้สึกเห็นด้วยกับข้อเสนอของจิ้งเหอ
“จริงด้วย ถ้าภายหลังมีคนทำลอกเลียนแบบ เราก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว”
หยุนซีที่ถูกผู้เป็นปู่กอดอยู่รู้สึกประหลาดใจ การผสมผสานและนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่เป็นแนวคิดที่นิยมในยุคอนาคตที่เธอเอามาใช้ แต่อารองกลับมีหัวคิดก้าวหน้าและวิธีจัดการที่เหมาะสมอย่างคาดไม่ถึง
ชายชรายิ่งคิดก็ยิ่งเห็นความเป็นไปได้มากขึ้น “ข้าเห็นด้วยกับวิธีนี้ เดี๋ยวพวกเราค่อยมาพูดคุยสรุปรายละเอียดกันอีกที”
จิ้งชางแย่งลูกสาวจากผู้เป็นบิดาขึ้นมากอด “ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง ขอแค่ทุกคนหารือกันดี ๆ การค้านี้ต้องราบรื่นแน่นอน”
ทุกคนต่างมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน
ชายชรามองดูอ้อมแขนอันว่างเปล่า รู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่มีร่างนุ่มนิ่มของหลานรัก จึงเดินกลับไปทำงานที่ค้างอยู่
นางเถียนพูดคุยเกี่ยวกับชิ้นงานที่ทำกับลูกสะใภ้ทั้งสอง “ข้าว่าเรามาคิดรูปแบบผ้าคาดผมกันเถิด ว่าจะทำออกมาแบบไหน ยังไง ถ้าได้รูปแบบที่ลงตัวแล้วค่อยสอนให้คนที่เคยทำงานกับเรา ที่จะเรียกมาช่วยทำน่ะ”
“ข้าว่าเพื่อความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เราควรทำแยกตามเนื้อผ้า, ความยากง่าย ตามราคาที่จะขาย จะได้ง่ายต่อการกำหนดทิศทางของสินค้าว่าจะเป็นแบบไหน, ขายให้กับใครบ้าง”
“ข้าเห็นด้วยกับพี่สะใภ้เจ้าค่ะ อีกอย่างเวลาแบ่งงานกันจะได้ง่าย คนที่ละเอียดปราณีตหน่อยก็ไปทำพวกดอกไม้, ผลไม้จากผ้า คนที่ฝีมือธรรมดาก็ให้ช่วยทำแบบเชือกถัก ช่วยคัดแยกผ้า ฯลฯ”
“ข้ากับพี่ใหญ่จะลองไปสอบถามตามร้านผ้าในเมืองเพื่อขอซื้อเศษผ้าเหลือทิ้งหรือไม่ใช้ ถ้าได้ผ้าพับราคาถูกก็จะเหมาซื้อกลับมา เผื่อหลานรักข้าจะมีความคิดดี ๆ ทำของออกมาขายได้อีก” จิ้งเหอร่วมออกความเห็น
“เช่นนั้นก็ดี ซีซีอยากให้แม่ทำถุงเงินรูปแบบใหม่ น่าจะขายได้อีกอย่าง” นางเถียนกล่าวสรุป