ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 150 เจ้ากล้วหรือ?

            หลงเซี่ยวเจ๋อจ้องไปที่ดวงตาที่ชัดเจนและสดใสแล้วย้ำอีกครั้งด้วยความมั่นใจ “เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน หากพี่สามรู้ข้าจะยังอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

            คำพูดเหล่านี้ดูจริงใจทั้งยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ!

            เห็นได้ชัดว่าหลงเซี่ยวเจ๋อได้สร้างปัญหามากมายมาตั้งแต่เขายังเป็นเด็กและเขาคุ้นเคยกับการฝึกฝน ทั้งยังคิดว่าตนเองรู้ความคิดของฉีอ๋องดังนั้นจึงมั่นใจการซ่อนตัวของตนในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

            ต้องรู้ว่าในอดีตไม่ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อจะไปหลอกหรือซ่อนตัวที่ใด เขาก็ถูกพบโดยคนที่หลงเซี่ยวอวี่ส่งมาและในท้ายที่สุด เขาจะถูกลงโทษอย่างโหดร้ายโดยไม่อาจเลี่ยง

            เมื่อเห็นท่าทางที่จริงจังของหลงเซี่ยวเจ๋อมุมปากของมู่จื่อหลิงก็กระตุก พูดไม่ออก

            มั่นใจมากเกินไปมันจะก่อให้เกิดการสูญเสียครั้งใหญ่!

            มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะบอกความจริงที่โหดร้ายนี้ต่อหลงเซี่ยวเจ๋อว่าที่พี่สามของเจ้ามาที่นี่ ก็เพราะเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ก็เท่านั้น!

            “ใช่แล้ว พี่สะใภ้สามท่านห้ามบอกพี่สามนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามบอกพี่สามไม่เช่นนั้นข้าจะต้องตายอย่างอนาถ”หลงเซี่ยวเจ๋อยังคงพูดพล่ามต่อไปราวกับจะตักเตือน เหมือนกับการแสดงความสามารถในการซ่อนตัวของเขา

            กล่าวได้ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อคิดกับตนเองว่าการที่เขาสามารถใช้เวลาสองวันอยู่ข้างจวนฉีอ๋องได้โดยไม่ถูกพบนั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเป็นอย่างมาก

            ในยามนี้หลงเซี่ยวเจ๋อเข้าใจเช่นนี้

            แน่นอนว่าที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

            เมื่อฟังความคิดที่ไร้สาระของหลงเซี่ยวเจ๋อมู่จื่อหลิงก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้และหยุดพูดไป

            ความคิดของเด็กโง่ผู้นี้ช่างน่ารำคาญจริงๆ!

            หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่รู้ว่าวันหนึ่งจะติดกับเล่ห์กลโกงของผู้อื่น แล้วยังมีความสุข ทั้งยังช่วยเขาจัดการด้วยตนเองหรือไม่

            หลงเซี่ยวเจ๋อทำหน้าบูดบึ้งบ่นอย่างไม่พอใจและเศร้าสร้อยว่า “พี่สะใภ้สามท่านไม่รู้ว่าในช่วงไม่กี่วันมานี้ข้าอยู่อย่างไร ข้าไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้วทั้งยังต้องนอนบนถนนในยามค่ำคืนเพียงลำพัง…”

            เมื่อฟังคำบ่นที่ไม่รู้จบของหลงเซี่ยวเจ๋อทั้งยังมีความคับข้องใจมากมาย มู่จื่อหลิงก็ได้พบว่าหลงเซี่ยวเจ๋อเด็กคนนี้ไม่อาจดูน่าสงสารได้เลย ออกไปเกลือกกลั้วด้วยตนเอง ผลที่ได้รับจะสามารถตำหนิผู้ใดได้?

            “เท้าของเจ้าดีขึ้นหรือยัง?” คิ้วของมู่จื่อหลิงกระตุกเล็กน้อยทั้งยังบีบจมูกของตนเพื่อแสดงความรังเกียจ

            นางไม่อยากดูถูกแต่กลิ่นของเด็กคนนี้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ

            กล่าวได้ว่ากลิ่นเหม็นทุกกลิ่นล้วนสุมรวมอยู่ที่เขา

            ในตอนแรกนางไม่รู้สึกเพียงแค่สนใจอยู่กับการพูดคุยกับหลงเซี่ยวเจ๋อ ต่อมาเมื่อมีการขยับอย่างบ้าคลั่งนางก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

            “ดีแล้ว”หลงเซี่ยวเจ๋อสัมผัสท้องร้องคำรามของตน แล้วพูดอย่างน่าสงสาร “พี่สะใภ้สามท้องของข้าหิวมาก ท่านช่วย...”

            เขาหิวมากจนหน้าอกแนบไปกับหลังของตน[1] ตาของเขาพร่ามัวและหัวของเขาก็หนักกว่าพันจิน [2]

            มู่จื่อหลิงปล่อยหลงเซี่ยวเจ๋อแล้วหยิบชุดคลุมสีเข้มของเขาขึ้นมาด้วยนิ้วเพียงสองนิ้วอย่างรังเกียจทำให้หลงเซี่ยวเจ๋อไม่พอใจ “เจ้าเป็นเช่นนี้ให้ฝูหลินพาเจ้าเข้าไปในจวนทำความสะอาดตนเองก่อน แล้วข้าจะพาไปกินอาหารมื้อใหญ่”

            ฮองเฮาทรงเชิญนางไปดื่มรังนกแล้วอาหารในวังก็นับเป็นอาหารมื้อใหญ่โดยปกติ เอาเด็กเจ้าปัญหานี่ไปด้วยซะมู่จื่อหลิงคิดเช่นนั้นอยู่ในใจ

            อย่างไรก็ตามหลงเซี่ยวเจ๋อ เด็กคนนี้ในยามนี้ทั้งสกปรกและมีกลิ่นเหม็น นางไม่กล้าเปิดประตูรถม้าจริงๆ

            “จริงหรือ เช่นนั้นข้า…” หลงเซี่ยวเจ๋อได้ยินว่าอาหารมื้อใหญ่ความเศร้าโศก ความคับข้องใจและอาการป่วยไข้แต่เดิมได้หายไปในทันทีอีกทั้งจิตวิญญาณยังได้รับการกระตุ้น

            แต่เพียงแค่ครู่หนึ่งเขาก็เป็นเหมือนลูกบอลที่ถูกปล่อยลมออก ก่อนจะถามอย่างเฉื่อยชาว่า“พี่สามอยู่ในจวนหรือไม่? ไม่ได้หากพี่สามอยู่ที่นั่น ตีให้ตายข้าก็จะไม่เข้าไป”

            ในยามนี้มู่จื่อหลิงแทบรอไม่ไหวที่จะทุบตีชายหัวแข็งผู้นี้ให้ตาย!

            หลังจากหิวโหยมานานหลายวันอีกทั้งกำลังจะอดตาย ก็ยังคิดไม่ได้อีก! บอกได้เลยว่าไร้สาระมาก!

            คนผู้นี้กลัวหลงเซี่ยวอวี่ขนาดไหนกัน!อย่างมากที่สุด การลงโทษคงจะหนักกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และหากช่วยไม่ได้ก็แค่โดนกักตัวไว้ อย่างไรหลงเซี่ยวอวี่ก็ไม่อาจกินคนได้ มู่จื่อหลิงงุนงง

            อันที่จริงมู่จื่อหลิงไม่รู้ว่าหลงเซี่ยวอวี่ยังอยู่ในจวนหรือไม่ แต่นางยังคงหายใจเข้าลึกๆแล้วตอบอย่างอดทนว่า “เขาไม่ได้อยู่ที่นี่”

            หลังจากที่นางวิ่งเข้าห้องโถงตำหนักอวี่หานไปในตอนเช้านางก็ไม่เห็นหลงเซี่ยวอวี่อีกเลย ดังนั้นนางจึงคิดว่าเขาออกไปแล้ว

            แม้ว่าหลงเซี่ยวอวี่จะยังอยู่นางก็จะบอกว่าเขาไม่อยู่อยู่ดี

            ไม่มีร้านค้าใกล้จวนฉีอ๋อง ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังก็ไม่มีหลงเซี่ยวเจ๋อมีกลิ่นเหม็นและดูเลอะเทอะ ยามนี้นอกจากในจวนฉีอ๋องแล้วนางไม่รู้จริงๆ ว่าจะพาเขาไปทำความสะอาดได้ที่ไหน

            หลงเซี่ยวเจ๋อเกาผมที่ผูกกันจนเป็นปมด้วยความทุกข์ใจ ก่อนจะถามด้วยความไม่มั่นใจ “แต่...แต่หากพี่สามกลับมาอย่างกะทันหันเล่า?”

            ความอดทนของมู่จื่อหลิงหมดลงในทันที

            นางชี้ไปที่ที่หลงเซี่ยวเจ๋อนั่งอยู่เมื่อครู่นี้ด้วยความโกรธและตะโกนใส่เขาอย่างรุนแรง “ให้ไปก็ไม่ไป หากไม่อยากไป เช่นนั้นก็ปล่อยข้าไปแล้วกลับไปนั่งหมอบอยู่ตรงมุมนั้น ข้าไม่สนใจเจ้าแล้ว”

            ก่อนที่นางจะพูดจบนางโบกมือด้วยความรำคาญและเดินไปที่รถม้าโดยไม่ลังเล

            มู่จื่อหลิงรู้สึกหดหู่อย่างมากหลงเซี่ยวเจ๋อผู้นี้ชอบให้ใช้ไม้แข็ง [3]

            หากมอบแสงให้เพียงเล็กน้อยก็จะสว่างไสว[4] แต่หากอ่อนโยนด้วยสักหน่อยก็จะดื้อดึงไม่อาจหยุดยั้งซึ่งถือเป็นความแตกต่างที่ยิ่งใหญ่

            หลังจากที่มู่จื่อหลิงแผดเสียงออกมาอย่างดุเดือดหลงเซี่ยวเจ๋อก็ตกตะลึงเป็นเวลาสามวินาที ก่อนจะกลับมารู้สึกตัว

            เขาหันกลับมาและเห็นว่ามู่จื่อหลิงกำลังจะเข้าไปในรถม้าจึงรีบวิ่งไล่ตามไป “พี่สะใภ้สาม ข้าจะเข้าไป ให้ข้าเข้าไปไม่ได้หรือ!”

            หากพี่สะใภ้สามไม่สนใจเขาเขาจะต้องอดตายอยู่ข้างถนน

            เมื่อหันหลังให้กับหลงเซี่ยวเจ๋อมู่จื่อหลิงก็ถอนหายใจออกมาอย่างอดไม่ได้ มันคงจะจบลงเร็วกว่านี้ นางส่ายหัวเบาๆนางยังต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจในเรื่องบางเรื่อง!

            “ฝูหลินพาองค์ชายหกเข้าไปชำระล้างร่างกาย!” มู่จื่อหลิงสั่งเสียงเบาจากนั้นจึงเหลือบมองหลงเซี่ยวเจ๋อช้าๆ “ให้เวลาเจ้าครึ่งชั่วยาม!”

            หลังจากพูดเช่นนั้นแล้วนางก็หันหลังกลับและเข้าไปในรถม้า ก่อนจะลดม่านลง และหยุดพูดเรื่องไร้สาระ

            “ได้!”หลงเซี่ยวเจ๋อพยักหน้าอย่างเขินอายเมื่อม่านรถถูกลดระดับลง ท่าทางที่จริงจังของพี่สะใภ้สามนั้นน่ากลัวมาก

            เมื่อครู่ฝูหลินได้ยินการสนทนาระหว่างมู่จื่อหลิงกับหลงเซี่ยวเจ๋อ

            เขายังรู้สึกตกใจเล็กน้อยกับร่างทองของหลงเซี่ยวเจ๋อที่เขาต้องมาอยู่อย่างโดดเดี่ยวราวกับขอทานข้างถนนเช่นนี้

            แม้ว่าจะอยากรู้อยากเห็นแต่เขาก็ไม่กล้าถามมากเกี่ยวกับเรื่องของผู้เป็นนายเพิ่มเติม หลังจากตอบแล้วเขาก็พาหลงเซี่ยวเจ๋อเข้าไป

            -

            ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามหลงเซี่ยวเจ๋อก็ออกมาอย่างสะอาดหมดจด

            นอกจากหน้าตาที่ดูเหนื่อยล้าแล้วเขายังดูสดใสตามปกติ และเขายังมีใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขเป็นเด็กชายที่สดใสและร่าเริง

            อาจด้วยสายเลือดของราชวงศ์ที่หลงเซี่ยวเจ๋อมีจึงให้ความรู้สึกที่ดูสูงส่งอย่างชัดเจนจนไม่สามารถละเลยได้ต่อให้เขาจะอยากโดนเมินก็ตาม

            แต่งกายด้วยชุดคลุมสีขาวราวกับหิมะใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ มุมปากสีแดงแสยะยิ้มบริสุทธิ์เหมือนจะมีนิสัยไร้เดียงสาเหมือนเด็ก

            มู่จื่อหลิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจผู้คนพึ่งพาเครื่องนุ่งห่ม พระพุทธรูปพึ่งพาทองหุ้ม [5]

            หลงเซี่ยวเจ๋อเข้าไปในรถม้าถือห่อขนมขนาดใหญ่ไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะถามอย่างไม่เข้าใจขณะรับประทานว่า“พี่สะใภ้สาม ท่านจะไปทานอาหารมื้อใหญ่ที่ใดหรือ จะไปที่หอเยวี่ยอวี่ใช่หรือไม่?”

            มู่จื่อหลิงมองดูหลงเซี่ยวเจ๋อที่กำลังยัดขนมเข้าปากอย่างไม่รักษาภาพลักษณ์ ก็รู้สึกพูดไม่ออกก่อนจะถามอย่างเป็นธรรมชาติว่า “อาหารในหอเยวี่ยอวี่เทียบได้กับในวังหรือไม่?”

            หลงเซี่ยวเจ๋อยัดขนมอีกชิ้นหนึ่งเข้าไปคิดอยู่ครู่หนึ่งและให้การประเมินอย่างมืออาชีพว่า“วังหลวงกับหอเยวี่ยอวี่ทั้งสองไม่อาจเทียบกันได้ ไม่เหมือนกันในแง่ของรสชาติแน่นอนว่าอาหารในหอเยวี่ยอวี่มีรสชาติที่อร่อย”

            ยิ่งเขาเบื่ออาหารในวังแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม้ว่าอาหารจะอุดมสมบูรณ์กว่าหอเยวี่ยอวี่เขาก็ไม่คิดว่ามันอร่อยแต่อย่างใด

            ปากของมู่จื่อหลิงกระตุกเล็กน้อยเรื่องอื่นคนผู้นี้ล้วนทำไม่ได้ แต่ในเรื่องอาหารการกิน เขาค่อนข้างมีความสามารถ

            “พี่สะใภ้สามเหตุใดท่านถึงถามเช่นนั้น ไม่ใช่ว่ากำลังไป...” หลงเซี่ยวเจ๋อเบิกตากว้างราวกับว่าเขาเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วแต่เขาหยุดพูดไป

            มู่จื่อหลิงแย้มรอยยิ้มสบายๆแล้วพยักหน้าเบาๆ “อืม ไปทานอาหารที่วังกัน”

            “อะไรนะ แค่ก แค่ก…”หลงเซี่ยวเจ๋อสำลักขนมเมื่อได้ยินคำยืนยันของมู่จื่อหลิง

            เขาตั้งตารอที่จะไปทานอาหารมื้อใหญ่ที่หอเยวี่ยอวี่แต่ไม่คิดว่าจะได้ไปทานอาหารที่วังหลวง

            มู่จื่อหลิงยื่นชาให้เขาและถามอย่างใจเย็นว่า“เจ้าไม่อยากไปหรือ?”

            หลังจากดื่มชาแล้วหลงเซี่ยวเจ๋อก็รู้สึกดีขึ้นมาก และมีร่องรอยของความเศร้าในดวงตาของเขาเขาต้องการจะพูดว่า ไม่อยากไป แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก มันกลับเปลี่ยนเป็น“อยาก”

            ตราบใดที่เขาไปกินข้าวกับพี่สะใภ้สามได้เขาก็มีความสุขแม้ว่าจะเป็นอาหารหยาบก็ตาม

            “พี่สะใภ้สามเหตุใดท่านถึงไปที่วังโดยไม่มีเหตุได้เล่า?” หลงเซี่ยวเจ๋อถามอย่างสงสัย

            เท่าที่เขารู้มู่จื่อหลิงเกลียดการเข้าวังหลวง หากไม่ใช่เพราะมีพระราชโองการมาจากในวัง นางคงไม่ได้ก้าวไปที่นั่น

            พระราชโองการ? หรือจะมีพระราชโองการจริงๆ?

            ก่อนที่มู่จื่อหลิงจะทันได้ตอบหลงเซี่ยวเจ๋อก็คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงถามว่า “พี่สะใภ้สามไทเฮาเฒ่าหรือผู้ใดมีรับสั่งให้ท่านไปเข้าเฝ้าหรือ?”

            คนผู้นี้ในยามทำความสะอาดได้ชำระล้างสมองด้วยหรือ จู่ๆ ก็ฉลาดขึ้น ซึ่งมันหาได้ยากมากจริงๆมู่จื่อหลิงยิ้มอย่างพอใจ “ไม่ใช่ไทเฮาเฒ่า แต่เป็นฮองเฮา”

            หลงเซี่ยวเจ๋อขมวดคิ้วเล็กน้อยโยนขนมในมือทิ้ง สูญเสียความอยากอาหารไปในทันที“ถ้าอย่างนั้นนี่ก็คืองานเลี้ยงหงเหมิน [6] ฮองเฮาจะรับมือยากกว่าไทเฮาเฒ่าอีกนะ”

            กล่าวได้ว่าหลงเซี่ยวเจ๋อผู้นี้ที่ในยามปกติมักจะไม่สนใจสิ่งใดแต่ในยามนี้กลับกล่าวออกมาเพียงประโยคเดียว

            ฮองเฮานั้นรับมือยากกว่าไทเฮาเฒ่าจริงๆแต่นั่นก็เมื่อก่อน เพราะยามนี้...

            มู่จื่อหลิงยกมุมปากของนางขึ้นแย้มรอยยิ้มโบกมืออย่างพึงพอใจ “เจ้ากลัวหรือ? หากเจ้ากลัวก็ไปทานอาหารที่หอเยวี่ยอวี่เพียงลำพังเถิด”

            “พูดตลกอะไรกันเหตุใดข้าต้องกลัวด้วย” หลงเซี่ยวเจ๋อกางมือออกอย่างไม่ใส่ใจเหลือบมองมู่จื่อหลิงแล้วพูดว่า “ข้าแค่กลัว...” ว่าท่านจะได้รับบาดเจ็บ

            ก่อนหน้านี้มู่จื่อหลิงเคยถูกนำตัวไปที่ตำหนักโซ่วอันและต้องถูกรุมทึ้งโดยไทเฮาเฒ่าและฮองเฮาเขาทั้งโกรธและกังวลมากเมื่อคิดถึงเรื่องนี้

            มู่จื่อหลิงดูเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการจะพูดซึ่งมันถูกเขาหยุดไว้ รอยยิ้มงดงามก็ผุดขึ้นที่มุมปากของนางมันเป็นรอยยิ้มที่ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ “ไม่ต้องกังวลอาหารในวังครั้งนี้จะต้องเป็นอาหารแสนหอมกรุ่นที่สุดเท่าที่เจ้าเคยกินมาอย่างแน่นอน”

            หลงเซี่ยวเจ๋อไม่เชื่อเล็กน้อยเขาบ่นในใจอย่างเงียบๆ แม้ว่าจะเปลี่ยนพ่อครัวหลวง ตราบใดที่อาหารยังปรุงสุกในวังพวกมันก็ยังมีสีและรสจืดเช่นเดิม

            ในความเห็นของหลงเซี่ยวเจ๋อไม่ว่าของอร่อยจะถูกนำเข้ามาในวังมากเพียงใด รสชาติก็ไม่อร่อยเพราะอาหารในวังมักจะขาดรสชาติ...ของความเป็นมนุษย์

            แม้ว่าเขาจะไม่เชื่อแต่เนื่องจากมู่จื่อหลิงกำลังจะไป หลงเซี่ยวเจ๋อย่อมต้องตามไปด้วย

            นอกจากนี้ เขายังชื่นชมความสามารถของมู่จื่อหลิงในการทำสิ่งต่างๆอย่างใจเย็น บางทีคราวนี้เขาอาจจะได้ทานอาหารที่อร่อยที่สุดก็เป็นได้

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] หน้าอกแนบไปกับหลังของตน(前胸贴后背) เป็นวลี มีความหมายว่า หิวโหย หิวมาก

            [2] จิน(斤) คือคำบอกน้ำหนักโดยหนึ่งจินเท่ากับครึ่งกิโลกรัม

            [3] ชอบให้ใช้ไม้แข็ง(吃硬不吃软) เป็นวลี มีความหมายว่าใช้วิธีอ่อนโยนไม่ได้ผลต้องใช้วิธีรุนแรงในการจัดการ

            [4] มอบแสงให้เพียงเล็กน้อยก็จะสว่างไสว(给点阳光就能灿烂) เป็นวลี มีความหมายว่าเมื่อได้รับในสิ่งที่ทำให้พอใจแล้วก็จะไม่เรียกร้องอีกนอกจากนี้ยังหมายถึงพละกำลังที่แข็งแกร่งอีกด้วย

            [5] ผู้คนพึ่งพาเครื่องนุ่งห่ม พระพุทธรูปพึ่งพาทองหุ้ม (人靠衣装,佛靠金装) เป็นสำนวน มีความหมายว่าคนจะดูดีได้นั้นเป็นเพราะมีสิ่งเติมแต่งภายนอกเหมือนกับพระพุทธรูปที่จะดูน่าเลื่อมใส แลดูอลังการได้นั้นขึ้นอยู่กับทองที่ทาเคลือบซึ่งใกล้เคียงกับสำนวนไทยที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง

            [6] งานเลี้ยงหงเหมิน(鸿门宴)เป็นคำอุปมาสำหรับงานเลี้ยงที่มีเจตนาลอบสังหารหรือทำร้ายแขกผู้ได้รับเชิญ

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน