ฟงหยานเดินออกมาพร้อมกับร่างของอสูรพยัคฆ์ที่ล้มลงไป ทางด้านเทียนฟางตอนนี้เขากำลังต่อสู้อยู่กับอสูรพยัคฆ์ที่เหลืออีกไม่กี่ตัว เมื่อมีฟงหยานเข้ามาเป็นกำลังเสริม ทำให้พวกเขาสามารถจัดการกับอสูรพยัคฆ์เหล่านี้ได้อย่างไม่ยากเย็น เพียงไม่นาน พยัคฆ์ตัวสุดท้ายก็ล้มลงในที่สุด
"ในที่สุด...ก็จบสักที นึกว่าจะไม่มีชีวิตรอดกลับไปแล้วซะอีก"
เทียนฟางพูดขึ้นพร้อมกับทรุดลงไปนั่ง เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ตั้งแต่เริ่มต้นต่อสู้มาจนถึงตอนนี้เขาได้ใช้พละกำลังไปมหาศาล มากถึงขนาดที่ตัวเขาเองก็ยังไม่คาดคิดว่าจะสามารถยืนหยัดมาได้ถึงตอนนี้ ด้วยพลังลมปราณขอบเขตก่อกายาขั้นที่สี่ ต่อสู้มาได้ถึงขั้นนี้นับว่าโชคดีมากแล้ว ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่เทียนหันไปมองทิวรั่วซานก่อนจะครุ่นคิดถึงระดับพลังที่แท้จริงของทิวรั่วซาน แต่เพียงไม่นานเขาก็ส่ายหัวก่อนที่จะตัดสินใจไม่สนใจมันอีก ไม่ว่าอย่างไรทิวรั่วซานนับว่าแข็งแกร่ง แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
"ทุกคนปลอดภัยกันนะ ไม่มีใครเสียแขนเสียขาไปใช่ไหม"
เทียนฟางถามขึ้นก่อนที่ทุกคนจะพยักหน้าตอบกลับมา ในความหมายว่าไม่เป็นอะไร ทุกคนต่างพากันมานั่งล้อมวงกันอีกครั้ง
รอบๆ ตัวของพวกเขา ตั้งกองไว้ด้วยซากของอสูรพยัคฆ์ มองดูแปลกประหลาดพิสดารอย่างที่สุด เมื่อนั่งลงจนครบ ทุกคนต่างจ้องหน้าของกันและกันไปมา ไร้ซึ่งบทสนทนาใดใดคล้ายกำลังรอว่าใครจะเป็นคนเราเริ่มพูดก่อน
ทันใดนั้นเองทุกคนพลังส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
"ฮ่าๆๆๆๆ ข้าฟงหยานผู้นี้ กลับนึกว่าต้องมาทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้เสียแล้ว นับว่าสวรรค์มีตา"
ฟงหยานเป็นคนเริ่มต้นพูดขึ้นมาก่อน
"ข้าก็ไม่คิดเช่นเดียวกันว่าจะรอดมาได้เช่นนี้ต้องขอบคุณพวกเจ้าแล้ว หากไม่ได้พวกเจ้าทุกคน คงไม่มีข้าในตอนนี้"
เทียนฟางพูดขึ้นก่อนจะเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า เอนหลังพิงกับซากของอสูรพยัคฆ์ตัวหนึ่ง หมู่เมฆลอยล่องบนท้องฟ้าคล้ายกับกำลังหยอกล้อกับสายลม ทิวรั่วซานและเยี่ยซุนได้แต่อมยิ้มกับท่าทีของประมุขน้อยของพวกเขา
"เราจะเอาเช่นไรดีกับซากอสูรเหล่านี้ มันน่าเสียดายเกินไป หากจะปล่อยทิ้งไว้แบบนี้"
"ข้าก็คิดเช่นนั้นข้าคิดว่าจะเก็บซากพวกนี้เอาไว้ในกำไลมิติ ยังไงซะซากของพวกมันบางส่วนสามารถขายได้ อีกอย่างรสชาติของเนื้อสัตว์อสูรก็ไม่รับว่าต่ำทรามเลย"
อย่างที่ทิวรั่วซานพูดขึ้นมาซากของสัตว์อสูรนั้น สามารถนำไปขายได้ดังที่เขาพูด ซากอสูรพยัคฆ์นั้นนับว่าเป็นสัตว์ที่มีราคาแพงเนื่องจากแม้ว่าพวกมันจะมีพลังเพียงระดับสอง หากแต่พวกมันล้วนชมชอบการอยู่ร่วมกันเป็นฝูง การที่จะจัดการมันได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากนำซากอสูรพยัคฆ์ไปขายในเมืองคงมีราคาไม่ต่ำกว่า หนึ่งพันเหรียญทองเป็นแน่ ทั้งนี้กลุ่มของเทียนฟางยังมีพวกมันนับสิบตัวด้วยกัน
"ระหว่างที่พวกท่านได้ต่อสู้อยู่ ข้าได้เก็บต้นจิตพยัคฆ์ทั้งหมดมาแล้ว ข้าว่าเราควรจะรีบเดินทางออกจากที่นี่ สภาพของพวกเราตอนนี้อ่อนแอเกินไปสำหรับที่อันตรายเช่นนี้ จากการต่อสู้เมื่อครู่ก็พอจะรู้ได้แล้ว"
เยี่ยซุนพูดขึ้นมา เขาอาศัยช่วงจังหวะเวลาที่เทียนฟางกับทิวรั่วซานกำลังต่อสู้อยู่ออกไปเก็บต้นจิตพยัคฆ์ในส่วนที่เหลือจนหมดสิ้น
"เจ้าช่วยเก็บซากอสูรพยัคฆ์ตอนนี้ไว้หน่อยสิ บางทีในอนาคตพวกมันอาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาก็ได้"
เทียนฟางเอ่ยขอให้เยี่ยซุนเก็บซากของพยัคฆ์มากองรวมกันไว้ ระหว่างตอนที่เขากำลังจะเก็บพวกมันไว้ในกำไลมิตินั้นเอง เขาก็ตกใจกับภาพที่เขาได้เห็นข้างในของกำไลมิติ เดิมทีพวกมันเป็นห้องเล็กๆ ไม่กว้างมากนักหากแต่ตอนนี้เขากลับพบว่ามันได้กลับกลายเป็นลานกว้างขนาดใหญ่ จนไม่สามารถมองเห็นขอบเขตของมันได้ ตรงกลางตั้งไว้เด้วยตำหนักสีขาวสะอาดหลังหนึ่ง ตำหนักนั้น ถูกล้อมรอบด้วยสระน้ำที่ดูที่ดูสวยงาม ในนั้นมีกระทั่งฝูงปลามากมายที่แหวกว่ายอยู่
"นี่มัน...."
แต่เหมือนเทียนฟางจะนึกถึงอะไรได้บางอย่าง ก่อนจะหันไปเก็บซากอสูรพยัคฆ์ต่อ ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็จัดการเก็บซากอสูรพยัคฆ์ทั้งหมดจนเสร็จสิ้น
ทันใดนั้นเอง ที่พวกเขาได้ยินเสียงตะโกนดังออกมาจากแนวป่าด้านข้าง
"ตรงนี้แหละศิษย์พี่จิงหู ที่ที่พวกเราเจอกับต้นจิตพยัคฆ์จำนวนมาก"
ตอนนั้นเองที่เงาร่างทั้งหมดต่างพ้นออกมาจากแนวป่าพวกมันมีกันทั้งหมดสิบกว่าคน ส่วนใหญ่อยู่ในขอบเขตก่อกายาขั้นที่เก้าบางคนถึงกับบรรลุถึงขั้นขอบเขตกำเนิดลมปราณแล้ว
พวกกันทุกคนต่างสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินตรงแขนเสื้อปักลวดลายดอกบัวน้ำแข็งไว้อย่างปราณีตกระบี่สีเงินถูกเหน็บเอาไว้ที่เอวเพื่อให้พร้อมใช้งาน พู่สีทองแดงแกว่งไปมาอยู่ข้างเอว ทั้งยังมีคนที่ห้อยพู่สีเงินถึงสองคน ทั้งคู่ต่างอยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณ ครอบครองสถานะศิษย์สายใน ของ'สำนักบัวหิมะ'
เมื่อคนจากสำนักบัวหิมะเห็นว่ามีผู้อื่นมาถึงอยู่ก่อนแล้ว ต่างลอบตกใจอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อมองเห็นสภาพอาการบาดเจ็บของพวกเทียนฟางแล้ว ความรู้สึกระวังตัวล้วนแล้วแต่จางหายไปจนหมดสิ้น ก่อนที่พวกมันคนหนึ่งจะตะโกนขึ้นมาว่า
"พวกเจ้าเป็นใคร! กล้าดียังไงมาขโมยต้นจิตพยัคฆ์ของพวกเรา!!! "