ตอนที่หนึ่งร้อยสิบแปด The Riddle of Steel 4
ท่ามกลางสวนในปราสาทที่หักพังและกลิ่นเหม็นไหม้ของสายฟ้ากับโอโซนที่เกิดจากน้ำสัมผัสกับสายฟ้า
บรรดาทหารยามในปราสาทแม้จะหวาดกลัวแต่ก็จำใจต้องออกมาดู
แต่คนที่ออกมาดูนั้น
เห็นร่างของบาบาเรี่ยนที่มีแผลไฟไหม้ลวกแดงเต็มตัวนั้น
ค่อยๆกลับมาสมานทีละนิด
พลังการฟื้นตัวที่ราวกับโทรลหรือไฮดร้าในร่างกายของคนที่ตัวใหญ่ราวกับหมีของคัลทำให้ทหารยามตกใจไม่ได้
คัลไปหยิบขวดเหล้าที่เหลือเหล็กน้อยสองสามหยดก่อนจะเทเข้านคอที่แห้ง
“ฮาเทพเจ้านี่นิสัยแย่เมหืนอกันหมดนั่นล่ะนะครอม”
คัลกล่าวหลังจากเทพเหล้าหยดสุดท้ายนใส่คอก่อนจะโยนถุงหนังทิ้งไป
ดีใจที่ถุงเก็บของที่ทำจากหนังของแมมม่อนยังอยู่ดีไม่โดนทำลายไปอย่างข้าวของอื่นๆ
การได้หนังของตัวตนระดับเทพปีศาจมาสร้างกระเป๋าเก็บของก็ดีอย่างนี้ล่ะ
หากครอมไม่ใช้ดาบของครอมโจมตีมาที่ถึงด้วยตนเองแต่โดนแค่ลูกหลงหลายๆอย่างก็ยังพอจะรอดมาได้
ครอมไม่ค่อยสนใจรายละเอียดอย่างนี้ล่ะ
แต่การกล่าวของคัลทำให้แต่ละคนทำท่าจับหน้าอกจับเครื่องราง ภาวนาต่อเทพเจ้ากันเป็นแถบๆ
คัลโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่ต้องคิดมากครอมเอาสายฟ้าฟาดใส่ข้าน่ะ เราสู้กันเล็กน้อยแล้วครอมโยนข้ากลับมาที่โลกอีกครั้ง”
คัลกล่าวอธิบายตามความเป็นจริง
แต่อย่างน้อยในช่วงที่นอนอยู่เขชาสำรวจตนเองแล้วว่าเขาได้อะไรมาจากการเลเวลอัพเกินเลเวลยี่สิบ
ที่เป็นตำนานเพราะทางเทคนิคเกมส์ส่วนใหญ่จบกันไปก่อนเลเวลยี่สิบ
Mark of Crom
ตราแห่งครอม
เป็นตตราที่สาวกของเทพเจ้าจะได้มาเนื่องจากการที่ทำให้เทพเจ้านั้นพอใจได้
สัญลักษณ์แสดงความโปรดปราณของเทพเจ้าต่อแชมเปี้ยนของตนเองนั้น..หากเป็นศาสนาอื่นๆ
ตราของครอมคือแผลตรงหน้าอกเป็นรูปสายฟ้า
สัญลักษณ์ของการที่ครอมโจมตีสาวกของตนเอง
และหูเขานั้นได้ยินเสียงครอมหัวเราะดังก้องในหู...หรือไม่ก็หูผมยังไม่กลับคินสภาพปรกติเพราะการโดนสายฟ้าฟาดใส่กับโยนข้ามมิติมาอย่างใดอย่างหนึ่งนี่ล่ะ
The Trial never end
การทดสอบไม่มีที่สิ้นสุด
นั่นคือคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบของปริศนาแห่งเหล็กกล้า
เขาต้องรอดชีวิตหรือตายไปจนอยู่ต่อหน้าครอมแล้วตอบคำถามอีกครั้งหนึ่ง
ครอมไม่ใช่เทพเจ้าที่ชอบการพูดจาเป็นความหมายแฝง
เป็นเทพเจ้าที่ตรงไปตรงมา
ความหมายคือ
ไปสู้กับคนทั้งโลกด้วยพรที่ครอมให้มาตั้งแต่เกิดเสีย
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพยายามทำให้ครอมดีใจ
เพราะไม่ว่าเลือกทางไหน
ครอมจะโยนเราลงมาจากภูเขาของเขาเสมอ
ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮา
คัลได้หัวเราะจนตัวโอนเอียงไปมาพร้อมกับผิวหนังที่ค่อยๆสมานกันจนกลับมาดีเมหือนไม่มีการบาดเจ็บอะไรอีกครั้ง
ช่วงที่เขาได้หัวเราะเยาะตนเองในสภาพที่มีแผลไฟไหม้ที่เริ่มหาย
เขารู้สึกได้ว่าครอมหัวเราะไปกับเขา
บ้าเอ๊ย
เทพเจ้านี่ห่วยแตกจริงๆ
แต่ไม่ว่าเทพเจ้าองค์ไหนก็ห่วยแตกทั้งนั้นใช่ไหมล่ะครอม?
ครอมไม่ตอบคำถาม
มีแค่เสียงฟ้าคำรามมาจากภูเขาในม่านหมอกที่แสนไกล
ความสามารถของ Zealot คลั่งศาสนา
คือตราบใดที่ยังมีความโกรธอยู่ก็จะยังไม่เสียชีวิต
แต่แน่นอนหากเจอกับพวกจอมเวทย์มีวิธีมากมายในการยับยั้งความโกรธของบาบาเรี่ยนหรือใช้วิธีอื่นๆไม่เจอหน้ากับพวกบาบาเรี่ยนระยะประชิด
การเผชิญหน้ากับครอมทำให้ความสามารถนี้ได้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
ที่เหนือกว่านั้นทำให้คัลเข้าใจเทพเจ้าของตนเองได้ดีมากกว่าเดิม
เราต้องเดินทางแสวงหาปริศนาแห่งเหล้กกลาไปจนกว่าเราจะตาย
...
ก๊า ก๊า ก๊า
อีกาที่รายล้อมรอบคนคนหนึ่งที่มีกรงเล็บอย่างอีกา
เขาใช้
ดวงตาที่สาม
The Third Eye
และได้พกับสายฟ้าของเทพเจ้าฟาดมาทำให้ตาที่สามของเขาได้รับบาดเจ็บจนเลือดไหลออกจากหน้าผาก
นอร์ดการ์ดมีแชมเปี้ยนของเทพเจ้าคอยช่วยเหลือแล้ว?
อีกาสามตานักทำนายแม้จะบาดเจ็บแต่ก็พยายามทำนายจากสิ่งที่ตนเองมองเห็น
ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนไปของโลกใบนี้
ไม่ใช่แค่อีกาสามตาอย่างเดียว
แต่คนที่มีความสามารถทำนายอื่นๆก็เช่นกัน
ว่าช่วงที่ใช้คาถาพยากรณ์มองดูคัลได้พบกับสายฟ้าที่ฟาดลงมา
คิดว่าครอมนั้นพยายามจะปกป้องแชมเปี้ยนผู้ถูกเลือกของตนเอง
แต่นั่นคือความคิดที่ผิดพลาด
พวกเขาแค่โดนลูกหลงเท่านั้นเอง
เพราะครอมไม่ได้ใส่ใจพวกเขาว่าจะอยู่หรือจะตาย
ต่อให้มีเทพปีศาจที่หวังจะยึดครองโลก
ก็คงอาละวาดอยู่หลายพันปีจนรกทั่งเทพเจ้าอื่นๆร่วมมือกันล้างดลกและสร้างดลกใหม่อีกครั้ง
แต่
ครอมก็ไม่สนใจ
Crom care not
เมื่อข้าให้ความแข็งแกร่งในการสังหารศัตรูและการเอาชีวิตรอดไปแล้ว
ที่เหลือก็เป็นเรื่องของสาวกของครอมที่จะต้องทำทุกอย่างด้วยตนเองแล้ว
ต่อให้เป็นการฆ่ากันระหว่างมนุษยืหรือเทพปีศาจลงมังดลกนี้ก็ไม่ต่างกันสำหรับครอม
The Riddle of steel
ปริศนาแห่งเหล็กกล้า
นั้นมีคำตอบที่ง่ายมาก
แค่ใช้ดาบตัดทุกคำถามที่อยู่ตรงหน้าของเราไปให้ได้เท่านั้นเอง
นั่นล่ะคือครอม
นั่นล่ะคือชาวไคมีเรี่ยน