บทที่5ชะตาต้องกัน
เสียงที่ได้ยินดังก้องป่ามันคือเสียงของหมาป่าซึ่งบริเวณนี้คือรังของพวกมันดวงตาสีเหลืองอำพันนับร้อยจ้องมองมาที่ตัวของเ้าสามผู้ที่ติดตามไล่ล่าจ้าวเฟยหลง จนพลัดหลงเข้ามาในถิ่นของพวกมันเสียงขู่คำราม
เสียงเห่าหอนกระทบกับโสตประสาท ในยามราตรีไร้แสงจันทร์ ยิ่งทำให้พรั่นพรึงในวิณญาณ
เขี้ยวของพวกมันวาววับในราตรีทำให้แลดูแข็งแกร่ง ร้ายแรง และโหดร้าย นี่คือหมาป่าเขี้ยวเพชร สัตว์อสูรระดับสองนิสัยดุร้าย ออกล่าเหยื่อเป็กลุ่ม และที่สำคัญเขี้ยวเพชรของพวกมันมีค่าสามารถนำไปเป็ส่วนผสมของในการหลอมอาวุธทำให้อาวุธแข็งแกร่งขึ้นหรือเป็ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างค่ายกล
เ้าสามเป็นักยุทธ์ระดับเก้าการเผชิญกับหมาป่าเขี้ยวเพชรนับเป็เื่ที่หนักหนาเนื่องจากระดับต่างกันอยู่หนึ่งระดับและนี่ไม่ใช่หมาป่าเขี้ยวเพชรแค่ตัวเดียวกลับเป็ต้องต่อสู้กับทั้งฝูงแบบนี้มันคือการฆ่าตัวตายชัดๆ
เหงื่อของเ้าสาม ไหลออกมาเต็มใบหน้าและแผ่นหลังในใจก่นด่าจ้าวเฟยหลงไปหลายร้อยรอบที่พาตนเองเข้ามาเจอกับเื่ร้ายแรงนี้“แล้วไอ้เด็กนั่นมันไปอยู่ที่ไหนเห็นชัดอยู่ว่ามันวิ่งเข้ามาที่นี่ก่อนข้าแล้วเหตุใด พวกหมาป่าเขี้ยวเพชรไม่สนใจมันแต่กลับสนใจแต่ข้าเพียงคนเดียว”
จ่าฝูงของหมาป่าเดินออกมาจ้องมองเ้าสามอย่างกับจ้องมองอาหารที่แสนโอชะที่อยู่ดีๆก็เดินเข้ามามอบตัวให้แก่มันเมื่อจ่าฝูงหอนด้วยเสียงที่ชวนขนลุกจนสุดเสียงมันก็กระโจนเข้าโจมตีเ้าสามทันทีความรวดเร็วและความแข็งแรงของสัตว์อสูรระดับสองไม่ใช่สิ่งที่นักยุทธ์ขั้นเก้าจะต้านทานไหว
เ้าสามะโหลบจ่าฝูงหมาป่าเขี้ยวเพชรได้อย่างฉิวเฉียด ลำตัวพลิกกลับหันหน้าไปทางป่าออกวิ่งอย่างเต็มกำลังทันที
เขาใช้ทุกอย่างที่มีติดตัวสมบัติรักษาชีวิตทุกชนิดถูกนำมาใช้อย่างไม่เสียดายเพราะเวลานี้ชีวิตสำคัญที่สุดและผู้ที่จะพรากชีวิตไปจากเขามันมากันเป็ฝูง“ชีวิตไม่แน่นอนจริงๆเมื่อครู่นี้ไล่ล่าฆ่าคนตอนนี้ตัวเองก็ถูกไล่ล่าเอาชีวิตเช่นกัน” เ้าสามคิดในใจ“ไอ้หนูหากเจอเ้าอีกครั้งเ้าจะตายอย่างทรมาน”เสียงของมันดังขึ้น
เมื่อเสียงเงียบลงจ้าวเฟยหลงก็ออกมาจากที่ซ่อนปัดฝุ่นตามตามตัว“ต้องขอบคุณผงมูลสัตว์อสูรระดับสองทำให้หมาป่าเขี้ยวเพชรพวกนั้นคิดว่าข้าเป็สัตว์อสูรเช่นกันไม่อย่างนั้นคงต้องมีชะตาแบบเดียวกันกับเ้าสามแน่”
เมื่อปัญหาจบลงจ้าวเฟยหลงแหงนหน้ามองดวงดาวเพื่อจับทิศทางกลับไปรวมตัวกับพ่อและแม่ที่ตำบลไม้งาม พอจับทิศทางได้ก็ออกวิ่งผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม* ความรู้สึกแปลกๆก็เกิดขึ้น
“เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ากำลังถูกจ้องมองมาตลอดทางแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหรือพวกสัตว์อสูรจะรอให้ข้าเหนื่อยแล้วจึงค่อยเข้าจู่โจมข้าแต่พวกมันก็ไม่เคยรอเวลานานขนาดนี้มาก่อนนี่นา”
วิ่งไปพลาง ระวังไปพลางสายตาของเขาสอดส่ายไปข้างหน้าคอยจับตาดูสัตว์อสูรนานาชนิดจ้องมองดูเขาอยู่ข้างทางโดยที่พวกมันไม่ทำอะไรต่อเขาเลย
มีคำกล่าวว่า“ป่านั้นเคลื่อนที่ยามกลางคืน”เมื่อวิ่งมาครบหนึ่งชั่วยามจ้าวเฟยหลงก็พบว่าตนเองหลงอยู่ในป่าัเร้นเรียบร้อยแล้วและตอนนี้เสียงร้องอันทรงพลัง เสียงกู่ร้องอันกึกก้อง ก็เริ่มดังขึ้นรอบๆทิศ
“เสียงนี้มันสัตว์อสูรระดับสามนี่นาถ้าอย่างนั้นข้าคงจะหลงเข้ามาในเขตชั้นในของป่าัเร้นยังไงก็แล้วแต่ไม่มีทางให้หันหลังกลับแล้วมีแต่ต้องเดินหน้าอย่างเดียวเท่านั้น”หนุ่มน้อยคิดในใจ
“แม๊วๆๆ” เสียงคล้ายกับแมวน้อยจากเสียงของมันคล้ายกับกำลังต่อสู้อยู่ จ้าวเฟยหลงจึงค่อยๆเดินตามเสียงไปผ่านไปราวครึ่งเค่อเขาก็พบกับภาพลูกเสือขาวตัวน้อยกำลังหนีหัวซุกหัวซุนอย่าง
โดยคู่ต่อสู้ของมันคืองูเหลือมเกล็ดทองสัตว์อสูรระดับหนึ่ง ตอนนี้ทั้งคู่ต่างได้รับาเ็เืไหลอาบทั้งตัวแต่ฝ่ายงูเหลือมเกล็ดทองเป็ฝ่ายได้เปรียบเล็กน้อยเพราะตอนนี้ลูกเสือขาวได้แต่หลบหลีกการโจมตีเท่านั้น
จ้าวเฟยหลงหลบหนีการถูกฆ่าแต่ก็มาพบการต่อสู้เพื่อมีชีวิตอยู่รอดของลูกเสือเขารู้สึกเข้าอกเข้าใจและสงสารลูกเสือมาก “ข้าต้องหนีเพื่อให้รอดชีวิต เ้าก็ต้องสู้เพื่อให้ได้อยู่ต่อไปชีวิตพวกเราช่างคล้ายกันนัก เอาหละข้าจะลองช่วยเ้าดูสักครั้งแล้วกัน”
จ้าวเฟยหลงฉีกชายเสื้อออกมาแล้วใส่ของบางอย่างลงไปในเศษผ้าแล้วขยำจนทุกอย่างเข้ากันดีและแอบเดินเข้าไปใกล้ๆ การต่อสู้นั้น
งูเหลือมเกล็ดทองทั้งที่าเ็แต่ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะเขมือบลูกเสือขาวเป็อาหารมื้อดึกของมัน ลำตัวของมันพันรอบก้อนหินที่ลูกเสือขาวแอบอยู่ทำให้ลูกเสือขาวต้องปีนขึ้นไปบนชั้นหินที่สูงขึ้นและเมื่อขึ้นไปถึงยอดของหินก้อนนั้นทำให้หมดหนทางที่จะไปต่อต้องส่งเสียงขอความช่วยเหลืออย่างน่าสงสารออกมา
งูเหลือมเกล็ดทองมองเห็นความสำเร็จอยู่ใกล้เพียงปลายลิ้น มันอ้าปากอันกว้างของของมันออกมาเตรียมกลืนกินลูกเสือขาว
“วิ้ว...”เสียงของก้อนหินแหวกอากาศพุ่งเข้ามาปะทะเข้ากับปากของงูเหลือมเกล็ดทองอย่างจังจนงูตัวนั้นถึงกับตัวโอนเอน เสียการทรงตัวหัวฟาดลงกับพื้นเสียงสนั่น
ไม่รอให้งูเหลือมเกล็ดทองกลับมาตั้งตัวได้เศษผ้าที่เตรียมเอาไว้ถูกมัดไว้กับมือหมัดแล้วหมัดเล่าถูกชกออกไปงูเหลือมเกล็ดทองได้รับความเ็ปอย่างส่งเสียงโหยหวนและเลื้อยหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวเฟยหลงหันหลับมามองลูกเสือขาวที่กำลังจ้องมองเขาเช่นกัน “ไม่ต้องกลัวมันไปแล้วตอนนี้พวกเราปลอดภัยแล้ว”
ลูกเสือคิดอยู่ครู่หนึ่งมันค่อยขยับเข้ามาหาเขาเอาจมูกมาสูดดมใกล้ๆร่างกาย แล้วสุดท้ายมันก็ะโเขาไปหาจ้าวเฟยหลง ส่งเสียงเหมียวๆน่ารักออกมามันมองไปที่เศษผ้าที่มือของเขาคล้ายกำลังครุ่นคิดว่ามันคืออะไรจึงสามารถทำให้งูเหลือมเกล็ดทองกลัวได้ขนาดนั้น
“ไม่มีอะไรแค่ผงกำมะถันกับขนแมวน่ะ” เมื่อตอบแล้ว ก็หัวเราะ “หึๆ” ออกมาอย่างพอใจต้องขอบคุณประสบการณ์ในป่าัเร้นของตนเองต้องหลบ ต้องหนี บ่อยๆดังนั้นลูกไม้เอาตัวรอดของเขาจึงไม่ธรรมดาทีเดียว
ขณะที่นั่งพักลูกเสือขาวก็ลุกขึ้นมองซ้าย มองขวา อย่างกับกำลังมองหาใครอยู่ และร้องครางออกมาเสียงดัง“หรือว่ากำลังมองหาแม่ของมัน” เช่นนั้นเราตามไปคงจะอันตราย เมื่อกำลังจะกล่าวลาลูกเสือขาวก็ออกวิ่งทันที จ้าวเฟยหลงรู้สึกเป็ห่วงมันขึ้นมาจับใจ าเ็อย่างนั้นยังจะวิ่งออกไปข้างนอกอีก
“เอาล่ะช่วยแล้วก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด”
เขาวิ่งตามลูกเสือขาวอยู่หนึ่งชั่วยามจ้าวเฟยหลงมองเห็นลูกเสือขาววิ่งเข้าไปในเขตหุบเขาัเร้น ที่ว่ากันว่า“ใครก็ตามที่เข้าไปในหุบเขาัเร้นก็คือคนที่ตายแล้ว เพราะไม่เคยมีใครกลับออกมาสักคน”ความกลัวแผ่ซ่านไปทั้งร่างแต่จิตใจของเขายังสั่งให้ตามลูกเสือเข้าไป
เมื่อเดินเข้าไปในหุบเขาัเร้นแรกเริ่มตรงทางเข้าคล้ายกับมีม่านพลังบางๆกั้นขวางอยู่แต่เขาก็เดินผ่านได้โดยสะดวกภายในจิตใจรู้สึกเหมือนมีใครกำลังเรียกหาเขาอยู่
เสียงนั้นชักนำเขาเดินลึกเข้าสู่ภายในหุบเขา ผาหินสูงชันตั้งตระง่าน พลังฟ้าดินเข้มข้นกว่าข้างนอกมากมายนักขนาดผู้ที่ไร้เส้นลมปราณเช่นเขายังสามารถรู้สึกได้
ที่นี่ช่างเก่าแก่และโบราณมากส่วนเ้าเสือน้อยก็เดินยังเดินลึกนำหน้าเขาเข้าไปเรื่อยๆคล้ายกับว่ามันก็ถูกเสียงประหลาดเรียกหาอยู่เช่นกัน
จนเมื่อเดินมาถึงหน้าผาที่ลึกที่สุดจ้าวเฟยหลงถึงกับต้องตกตะลึงไปชั่วครู่เพราะที่เชิงหน้าผานั้นปรากฏหัวของัขนาดใหญ่สร้างจากศิลากำลังอ้าปากกว้างราวกับจะกู่ร้องคำรามแสดงความยิ่งใหญ่ของตนเองแลดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ด้านหน้าปากของั มีโครงกระดูกนับไม่ถ้วนกองทับกันอยู่
“คงจะเป็เหล่าผู้ที่มาค้นหาโชควาสนาของที่นี่แต่ก็ต้องมาจบชีวิตลงตรงนี้”
เมื่อคิดได้ดังนั้นจ้าวเฟยหลงก็ขาแข้งสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้“คนเหล่านี้ต้องเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์แต่ก็ยังคงต้องตาย แล้วตัวข้านักยุทธ์ขั้นหนึ่งจะเหลือเรอะ”แต่สิ่งเหล่านี้หาได้มีผลอะไรกับลูกเสือขาวไม่มันยังคงเดินหน้าเข้าไปยังปากัและหายเข้าไปไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย“เ้าเสือน้อยเ้าจะพาข้าไปตายหรืออย่างไร”
จ้าวฟาวหลงก็ยังรวบรวมความกล้าเดินตามเข้าไปหน้าทางเข้าปากัมีม่านพลังบางๆกั้นอยู่“ผู้คนที่ตกตายที่นี่คงไม่สามารถผ่านม่านพลังนี้ไปได้แน่ๆ”เหงื่อยเริ่มไหลย้อยทั่วแผ่นหลัง ความเครียดพุ่งขึ้นในจิตใจ
เขาค่อยๆยื่นมือเข้าไปแตะที่ม่านพลังตัวม่านพลังสั่นสะท้านปล่อยลมปราณออกมาผลักมือของเขา แต่ว่าก็ยังสามารถยื่นไปแตะตัวม่านพลังและทะลุเข้าไปได้“ข้าไม่ได้รับอันตรายหรือนี่” แล้วเขาก็เดินทะลุม่านพลังเข้าไปทั้งตัว
เมื่อเข้ามาได้ก็พบเห็นถ้ำที่ยาวเหยียดลึกเข้าไปในูเาภายในถ้ำสะอาดสะอ้าน หินเรืองแสงให้แสงสว่างเป็แนวยาวบนผนังถ้ำด้านข้างมีอัญมณีหลากหลายชนิดฝังตัวอยู่ส่องแสงแข่งขันกัน ทำให้น่าดูน่าชมยิ่งนักอากาศในถ้ำสดชื่นเย็นสบายแตกต่างจากถ้ำทั่วไปที่จะอับชื้น พื้นทางเดินเรียบและสะอาดไร้สิ่งกีดขวางการเดินทาง
“อย่างกับว่าที่มีคนดูแลอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นแหละ” เขาคิดในใจสายตาคอยมองตามเ้าลูกเสือขาวตัวนั้น
เดินตามกันอยู่ราวครึ่งชั่วยามลูกเสือขาวพาเขาเข้ามาถึงโถงอันกว้างใหญ่ที่ตรงกลางของโถงมีเสาหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ สูงขึ้นไปจนจรดผนัง้าฝั่งตรงข้ามเสาหิน คือศาลาที่ทำมาจากหินทั้งหลัง “ต้องเคยมีคนอยู่ที่นี่ เอ๊ะ!นั่นมันโครงกระดูกนี่ มีตั้งสามโครง มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงนะ”
ลูกเสือขาวเดินไปที่หน้าเสาหินส่งเสียงร้องออกมาแล้วก็นั่งรออีกสิบลมหายใจต่อมา ดวงตาขนาดใหญ่สองดวงก็ปรากฏขึ้นพวกมันกำลังลอยต่ำลงมาจาก้าผนังถ้า จับจ้องมองจ้าวเฟยหลงอย่างไม่วางตา ตามมาด้วยเสียงคำรามอันทรงพลังน่าเกรงขามก็ดังขึ้นในใจของเขารู้สึกถึงพลังอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่จนอยากคุกเข่าลง“ต้องเป็สัตว์อสูรที่ทรงพลังมากแน่ๆ” หนุ่มน้อยครุ่นคิด
พรึบ พรึบ พรึบไฟถูกจุดขึ้นที่เสาเล็ก รอบๆโถงเมื่อมีแสงสว่างตาของเ้าเฟยหลงจึงค่อยปรับสภาพการมองเห็นสิ่งที่เข้ามาในสายตาของเขาคือ...เกล็ดสีทอง กรงเล็บที่แข็งแกร่ง ขนาดลำตัวยาวราวๆสิบจั้งและส่วนหัวก็คือ....ั!!!
“มัง...ั!!!”เสียงที่เรียกเราคือเสียงของังั้นหรือนี่ สายตาของัจ้องมองที่เขาราวกับกำลังรอบางอย่างอยู่จ้าวเฟยหลงจึงรวมพลังและความกล้าทั้งหมดลุกขึ้นยืนแล้วประสานมือโค้งตัวลงต่ำที่สุดแล้วกล่าวออกไป“ผู้น้อยจ้าวเฟยหลงน้อมคารวะท่านเ้าั”
ัทองผงกหัวพึงพอใจในมารยาทของเขาแล้วพูดด้วยเสียงของมนุษย์ “จ้าวเฟยหลง...ชะตาของเราทั้งสองต้องกันในที่สุดเราก็ได้พบกันสักที”
“ชะตาต้องกันหรือขอรับ”เ้าเฟยหลงกล่าว
“ข้าคือัและชื่อของเ้ามีคำว่า“หลง” ที่แปลว่าั ดังนั้นชะตาเราจึงต้องกัน” ัตอบ
ได้ยินเช่นนั้น จ้าวเฟยหลงอดไม่ได้ที่จะคิดถึงโครงกระดูกที่นอนอยู่ในถ้ำทั้งสามว่าจะมีใครชะตาต้องกับัเช่นเดียวกับตนหรือไม่
“ข้าเฝ้ารอผู้สืบทอดมาแสนเนิ่นนานแล้วแล้ว”ักล่าวตอบ“เ้าได้ผ่านการทดสอบแรกจึงได้เข้ามาพบข้าตรงนี้”ความรู้สึกสับสนเกิดขึ้นมาในหัวของจ้าวเฟยหลงทันใด “การทดสอบอะไรแล้วข้าน้อยผ่านตอนไหน”
ัทองหัวเราะแล้วหันไปมองเสือขาวตัวน้อย“เ้าตัวเล็กตัวนี้คือบททดสอบยังไงละ”
“ผู้ที่จะผ่านเข้ามาที่นี่ต้องผ่านประตูไตรลักษณ์ัและจะผ่านได้เมื่อมีคุณสมบัติสามประการ
คือ ความเมตตา ความกล้าหาญและความเสียสละเ้าคิดช่วยเหลือลูกเสือขาวขณะที่มันอยู่ในอันตราย คือ มีเมตตา เ้าเข้าต่อสู้เพื่อปกป้องมันคือ กล้าหาญ และเ้านำสมบัติของเ้าออกมาช่วยเหลือโดยไม่คิดตระหนี่ คือ เสียสละ”
เ้าเฟยหลงมองดูลูกเสือขาวอย่างยินดี“ข้าช่วยเหลือเ้าเอาไว้นับเป็โชคของข้าแล้ว”
เสียงักล่าวต่อไปอีก“หากผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติทั้งสามมาแตะต้องประตูไตรลักษณ์ัเข้าก็จะต้องตายทันที”
“ถ้าอย่างนั้นโครงกระดูกข้างหน้าทางเข้าก็คือคนที่ไม่มีคุณสมบัติหรือขอรับ”จ้าวเฟยหลงเอ่ยถาม
“ถูกต้อง” ัตอบ
“แต่สำหรับเ้าตอนนี้เหลือบททดสอบสุดท้ายหากเ้าผ่านก็จะได้เป็ผู้สืบทอดของข้า”
“ขอเรียนถามท่านเ้าัผู้สืบทอดของท่านคืออะไรหรือขอรับ” จ้าวเฟยหลงยังไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้นักทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป
เขาพึ่งจะหนีรอดจากนักฆ่าแล้วก็บังเอิญไปช่วยลูกเสือขาวน้อยตัวหนึ่งและตอนนี้เขากำลังคุยอยู่กับั
“อย่างพึ่งสนใจการสืบทอดเลยเพราะเ้าต้องผ่านบททดสอบสุดท้ายก่อนจึงจะสามารถรับการสืบทอดได้แต่หากไม่แล้ว...เ้าต้องตาย”เสียงัฟังแล้วหนักแน่นแต่ให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยยิ่งนัก
“ให้ตายเถอะ! ข้านึกแล้วเชียวโครงกระดูกทั้งสามนั้นคงจะชะตาต้องกันัตัวนี้แน่ แต่ดันไม่ผ่านบททดสอบนี่เอง”
*ชั่วยาม คือหน่วยเวลาแบบจีนโบราณ 1 ชั่วยามเท่ากับ 2 ชั่วโมง