เสียงที่วังเวงดังก้องอยู่ในห้องส่วนตัวนานแล้ว
ซูฮ่าวยืนอยู่ตรงหน้าหวางเฉิงเทียนอย่างไม่สะทกสะท้าน ร่างกายที่ดูผอมบางเวลานี้กลับสูงอย่างไร้ขีดจำกัด ในดวงตาที่ลึกนั้นสะท้อนแววตาที่ไม่อนุญาตให้คนอื่นพูดแทรก
ย้อนมองหวางเฉิงเทียน เขานั่งอยู่บนโซฟาสีม่วง ขาทั้งคู่เหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วแล้วถึงจะเคลื่อนย้ายครึ่งก้าวก็ล้วนทำได้ยาก
ในที่สุดเขาก็กลัวจนใจสั่น หน้ามือหลังมือเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับอยู่ตรงขอบหน้าผาแห่งความตาย หากไม่ระวัง ก็จะตกหลุมลึกแสนฟุตได้
ซวี่หงเฟยกับอูเฉี่ยนหยาสูดหายใจเข้า งงงันและลนลาน รู้สึกราวกับว่าอยู่ในความฝัน
นั่นก็คือหวางเฉิงเทียน เจ้าพ่อมาเฟียของฉวนโจวเพชฌฆาตที่พอได้ยินชื่อก็สูญเสียความกล้า บุคคลน่ากลัวที่มีอำนาจสูงเสียดฟ้า
แต่ก็คือคนแบบนี้ สักวันจะถูกผู้ชายอายุประมาณยี่สิบปีคนหนึ่งทำให้ตื่นตระหนกตกใจ
เหตุการณ์นี้ ราวกับห่านที่ตกใจบินเตลิดกระทบอยู่ในใจของทั้งสองคนอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวยาวนานจนไม่มีทางกระจายหายไปได้
ไป๋เหวินหลิงที่อยู่ด้านหลังมองซูฮ่าวที่ประดุจดั่งเทพมาเยือนโลกก้นบึ้งของหัวใจมีความรู้สึกเลื่อมใสหลั่งไหลออกมาทันทีในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยความภาคภูมิใจ
วินาทีนี้เธอใจเต้น ราวกับทะเลสาบที่เงียบสงบเกิดคลื่นเล็กๆ หลายชั้นก็เหมือนกับท้องน้ำที่หยุดไหลถูกการไหลรินหล่อเลี้ยงอย่างช้าๆซึ่งก็เห็นความปรารถนาที่ตนเองอธิษฐานอยู่ใต้ต้นดอกซากุระในปีนั้นอย่างรำไร
ถึงแม้ผู้ชายผอมบางที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้สวมเกราะทองชุดวิเศษและเหาะเหินเดินอากาศเหมือนจอมยุทธ์ผงาดฟ้าแต่เขาในเวลานี้ยังเด่นกว่าจอมยุทธ์ผงาดฟ้าเสียอีก
การดำรงอยู่ของเขาราวกับแสงอาทิตย์ห้าสี ขจัดความมืดที่อยู่รอบตัวเธอออกไปทั้งอบอุ่น ทั้งสว่างไสว!
ไขมันที่ย้อยลงของโฮวหลงนั้นสั่นไหวไม่หยุด สีหน้าก็แปรเปลี่ยน
เห็นได้ชัดว่าที่ขยี้ครั้งนี้ไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่คือแผ่นเหล็กหนึ่งแผ่น!
“ลูกพี่ ระ … ระวัง เจ้าหมอนั่นก็คือนักรบโบราณเหมือนกัน!” หม่าปิงกัดฟันกลืนเลือดที่ขึ้นมาจากคอ และพยายามปีนขึ้นมาตัวเขาดูแล้วอ่อนแออย่างที่สุด
เขาอดไม่ได้ที่จะสั่นเทา ซูฮ่าวคนนี้จริงๆ แล้วก็คือเสือที่คลุมด้วยขนแกะภายนอกดูอ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วบ้าระห่ำเป็นอย่างยิ่ง
อายุน้อยอย่างนี้แต่กลับมีกำลังที่น่ากลัวระดับนี้ อีกฝ่ายมีที่มาไม่ธรรมดาอย่างเด็ดขาดเป็นไปได้มากที่จะมาจากตระกูลนักรบโบราณ
อย่างไรหวางเฉิงเทียนก็คือคนที่เคยผ่านอะไรมาอย่างโชกโชนหลังจากที่หม่าปิงเตือนแล้ว เขาก็ฝืนระงับอาการแข็งทื่อบนใบหน้า และหัวเราะอย่างกะทันหันว่า“คิดไม่ถึงว่ากำลังของสหายน้อยจะไม่ธรรมดาเช่นนี้ คือวีรบุรุษในคนหนุ่มจริงๆสนใจจะมาอยู่กับฉันไหม ฉันรับประกัน อำนาจเงินทองอยากได้เท่าไรก็ได้ความมั่งคั่งรุ่งเรืองที่นับไม่ถ้วน และอื่นๆ นายก็มีได้”
“ฟังดูแล้วก็ไม่เลว แต่หากฉันต้องการอำนาจและเงินทอง แค่จัดการนาย และเข้ามาแทนที่ก็มีความมั่งคั่งรุ่งเรืองได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?” ซูฮ่าวหัวเราะในดวงตามีความกำกวมลึกๆ
ผู้คนฟังอย่างนี้แล้วล้วนสั่นจนน่าแปลก
นี่ซูฮ่าวก็กำเริบเกินไปหน่อยแล้ว คิดไม่ถึงว่ายังอยากจะแทนที่หวางเฉิงเทียนคือลูกวัวเพิ่งเกิดไม่กลัวเสือจริงๆ
หากรู้ว่า หวางเฉิงเทียนในฐานะเจ้าพ่อมาเฟียของฉวนโจว ไพ่ไม้ตายก็มีมากมายถึงซูฮ่าวสู้เก่งแค่ไหน หรือยังจะเอาชนะลูกกระสุนได้?
เป็นอย่างนี้จริงๆ ซูฮ่าวเพิ่งพูดจบ ปืนพกที่ดำเงากระบอกหนึ่งได้ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันและจ่อตรงหัวของเขาแล้ว
ในสายตาของผู้คน ผู้หญิงสวยหยาดเยิ้มที่เดิมทีนั่งปอกองุ่นอยู่ข้างๆหวางเฉิงเทียน ไม่รู้ว่าในมือมีปืนเพิ่มมาหนึ่งกระบอกตั้งแต่เมื่อไร
“ไอ้หนู ความมั่นใจคือเรื่องดี แต่มั่นใจเกินไป นั่นก็คือโง่เขลาแล้ว”หวางเฉิงเทียนหัวเราะเสียงดัง บนใบหน้ามีสีหน้าดุร้ายความเยือกเย็นหลั่งไหลออกมาจากตัวเขาอย่างไม่หยุดอากาศโดยรอบล้วนแข็งเป็นน้ำแข็งแล้ว
“โลกใบนี้ไม่ขาดคนที่สู้เก่ง แต่ที่ขาดคือคนที่มีสมอง เห็นได้ชัดว่านายไม่มีสมอง”
ไป๋เหวินหลิงที่เพิ่งโล่งใจไปเปลาะหนึ่งกลับกลัวจนใจเต้นแล้วโดยเฉพาะยิ่งรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้ ริมฝีปากขาวซีด ตัวเธอสั่นไม่หยุด
ถึงซูฮ่าวจะมีวิทยายุทธไม่ธรรมดา แต่ร่างกายก็ไม่ใช่ว่าฟันแทงไม่เข้าภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ใกล้กันหากถูกยิงสักนัด โดยเฉพาะยิงโดนที่หัวก็ต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย
แค่ฉับพลัน เธอราวกับถูกมัดติดกับก้อนหินและจมลงไปอย่างไร้ขอบเขต
มุมปากของโฮวหลงมีการเยาะเย้ย พูดจริงๆ เขาก็คาดเดาเหตุการณ์แบบนี้มานานแล้ว
หวางเฉิงเทียนในฐานะเจ้าพ่อมาเฟีย เมื่อก่อนล่วงเกินคนไม่น้อยศัตรูก็มีมากมาย ออกไปด้านนอก จะไม่มีทางหนีทีไล่ได้อย่างไร
หากเมื่อครู่ซูฮ่าวถือโอกาสตอนที่ทุกคนยังไม่มีการตอบสนองจับตัวหวางเฉิงเทียนไว้ได้ในทันที บางทียังจะอาศัยหวางเฉิงเทียนออกไปจากศาลาซวีสุ่ยหลานได้อย่างปลอดภัย
แต่น่าเสียดายมาก เขากลับไม่ทำอย่างนั้นนี่ก็กำหนดจุดจบโศกนาฏกรรมของเขาด้วยเหตุนี้แล้ว
“ไอ้หนู นายเป็นคนแรกที่บีบให้ฉันใช้ปืนในถิ่นของตนเอง ไม่เลวมาก ถึงตายนายก็ตายอย่างภาคภูมิใจ” หวางเฉิงเทียนดึงซิการ์ออกมาหนึ่งมวน หลังจากจุดแล้วก็สูบหนึ่งทีและพ่นควันออกมา
“ก็เพื่อความกล้านี้ของนาย ก่อนที่จะตายฉันรับปากนายได้หนึ่งเรื่องพูดมาเถอะ คำสั่งเสียของนายคืออะไร?”
ผู้คนมองมาที่ซูฮ่าวพร้อมกัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความสงสาร
“เรื่องนี้คือบุญคุณความแค้นของฉันกับนาย ให้เพื่อนกับคู่หมั้นของฉันออกไปจากที่นี่”ซูฮ่าวดูนิ่งเฉยเป็นอย่างมาก สีหน้าไม่มีอาการลนลานและหวาดกลัวอะไร
เขาพูดจบ ยังมองไป๋เหวินหลิงแวบหนึ่ง และเผยรอยยิ้มที่ปลอบใจ
แต่รอยยิ้มนี้อยู่ในสายตาของไป๋เหวินหลิง คล้ายกับความผูกพันของนักโทษที่กำลังจะถูกประหารชีวิตมีต่อโลกในช่วงสุดท้าย
ใจของเธอราวกับถูกเข็มเหล็กหลายหมื่นเล่มปัก ลำคอราวกับถูกของอะไรติดอยู่น้ำตาไหลราวกับเขื่อนแตก เอ่อล้นขอบตาแล้ว
หวางเฉิงเทียนตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าคิดไม่ถึงว่าคำสั่งเสียของซูฮ่าวจะคือสิ่งนี้
เขามองไป๋เหวินหลิงอย่างลึกๆ และพยักหน้าแล้ว “มีน้ำใจ กล้าทำกล้ารับเพื่อคำพูดนี้ของนาย ฉันรับปากนายได้”
เขาพูดจบแล้วก็โบกมือให้ลูกน้องที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าประตูสองคนเข้ามา
“ให้พวกเขาออกไป!”
เสียงเพิ่งดังมา ลูกน้องสองคนก็สบตากัน และค่อยๆเปิดประตูของห้องส่วนตัวเทียนจื้อหลาน
ซวี่หงเฟยกับอูเฉี่ยนหยาลังเลสักครู่ แต่ก็ออกไปโดยตรง และไม่ลังเล
ตอนที่เขาจะก้าวข้ามประตูออกไป ซวี่หงเฟยหยุดชะงัก เขาหันไปมองซูฮ่าวและพูดอย่างจริงจังว่า “คุณซู คุณคือคนที่ผมเลื่อมใสที่สุดในชีวิตนี้บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวในหลังจากนี้ ผมจะตั้งใจดูแลแทนคุณ”
เขาพูดจบแล้วก็เดินออกจากห้องส่วนตัวเทียนจื้อหลานพร้อมกับอูเฉี่ยนหยา
ย้อนมองไป๋เหวินหลิง เธอมองซูฮ่าว ในสายตาไม่มีชีวิตชีวาแม้แต่น้อยทั้งตัวล้วนสั่นเทา น้ำตาไหลพรากลงมาจากหางตา ที่เจ็บปวดคือหัวใจ
รอบตัวเธอเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
“เหวินหลิง ออกไปจากที่นี่ก่อน รอฉันกลับไป”ซูฮ่าวเห็นไป๋เหวินหลิงน้ำตาไหลพรากอยู่ที่เดิม ก็พูดอย่างยิ้มแย้ม
เขาไม่พูดก็ยังดี แต่พอพูดออกมา น้ำตาของไป๋เหวินหลิงยิ่งไหลออกมามากกว่าเดิม
ไป๋เหวินหลิงไม่ใช่คนโง่ ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ซูฮ่าวต้องการมีชีวิตรอดอย่างปลอดภัยก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือเรื่องเพ้อฝัน
“รอฉันกลับไป” ที่ว่าก็แค่คำพูดปลอบใจในก่อนที่จะตาย
น้ำตาที่แสดงความเศร้าใจไหลพรากมาจากใต้ตาของไป๋เหวินหลิงอย่างไม่หยุดและทำให้การมองเห็นของเธอเลือนรางแล้ว
เธอขยับขนตา พยายามจะสงบนิ่ง แต่ร่างกายที่ผอมบางของซูฮ่าวนั้นกลับทำให้ความสงบนิ่งของเธอพังลง
“ซูฮ่าว ฉันจะรอนาย … ”เสียงสะอึกสะอื้นดังมาจากปากของไป๋เหวินหลิงดึงเอารอยยิ้มที่ฝืนที่สุดของทั้งชีวิตออกมา
เธอหันหลัง และออกจากห้องส่วนตัวทีละก้าว
น้ำตาร่วงลงพื้นตามจังหวะเท้าของเธอทีละหยด ราวกับบรรเลงเพลงที่โศกเศร้า
จนกระทั่งเธอออกไป ประตูห้องส่วนตัวเทียนจื้อหลานปิดอีกครั้งราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้นทั้งสิ้น
“ไอ้หนู ไม่พูดไม่ได้ว่า นายทำให้ฉันต้องมองนายใหม่ฉันหวางเฉิงเทียนเคยเห็นอะไรมามากมาย แต่คนที่มีอุปนิสัยอย่างนายฉันกลับพบเห็นน้อยมาก” หวางเฉิงเทียนสูบซิการ์ ควันตลบอบอวลอยู่ตรงหน้าแต่ไม่มีผลกระทบต่อการที่เขาจะมองซูฮ่าว
“ฉันให้โอกาสนายอีกครั้งได้ ยอมจำนนต่อฉัน รับใช้ฉัน ก็เว้นความตายได้มิฉะนั้น ฉันก็ทำได้แค่ส่งนายไปพบพระเจ้าแล้ว”
“บอกฉัน ตัวเลือกของนายคืออะไร?”
ผู้คนต่างมองซูฮ่าว รู้สึกว่าหากซูฮ่าวมีสมองสักหน่อยก็ล้วนจะไม่ปฏิเสธหวางเฉิงเทียน
ไม่รู้ว่า …
“ชีวิตฉันขึ้นอยู่กับฉันไม่ใช่สวรรค์ นายมีดีอะไรถึงจะมาควบคุมชะตาชีวิตของฉัน?”ซูฮ่าวหัวเราะเบาๆ ล้วนไม่กลัวปืนพกที่จ่ออยู่ที่หัว
เสียงดังมา ในห้องส่วนตัวเย็นสะท้านไปถึงกระดูกในการหายใจล้วนแฝงด้วยความเยือกเย็น
โฮวหลงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า และถอนหายใจ
ล้วนพูดแล้วว่าคนที่รู้สถานการณ์ดีคืออัจฉริยะแต่สมองของซูฮ่าวคนนี้ก็เหมือนกับถูกประตูหนีบ ล้วนไม่รู้จักพลิกแพลงแม้แต่น้อย
พูดได้แค่ว่าซูฮ่าวอายุน้อยมีกำลังวังชา กำเริบเสิบสานล้วนเห็นชีวิตเป็นเกม
หวางเฉิงเทียนหรี่ตา และบีบซิการ์จนดับทันทีเขาพูดด้วยใบหน้าที่ไร้อาการว่า “ลงมือ!”
ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มพยักหน้า และต้องการเหนี่ยวไก
แต่ในเวลานี้ สีหน้าของเธอกลับเปลี่ยนไปมาก
นิ้วมือที่งอจนถึงไกปืนของตนเอง กลับไม่ฟังคำสั่งของตนเอง และขยับไม่ได้
“ทำไมยังไม่ยิง?” หวางเฉิงเทียนขมวดคิ้วในดวงตาเยือกเย็น
ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มพยายามเคลื่อนนิ้วมือนั้น แต่ก็ขยับไม่ได้ ทันใดนั้นเหงื่อเม็ดเล็กๆก็ไหลลงมาจากบนหน้าผากมาถึงใบหน้า สะท้อนสีหน้าที่ตกใจกลัวออกมา
หากสังเกตอย่างละเอียดก็จะพบว่า บนหลังมือของเธอมีไม้จิ้มฟันที่สั้นและเล็กเสียบอยู่หนึ่งไม้
“นาย … นายทำอะไรฉันแล้ว?”
“เธอก็ลองทายดู!” ซูฮ่าวฉีกยิ้มเล็กน้อยเขาแย่งปืนมาจากในมือของผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มอย่างรวดเร็ว และนำมาจ่ออยู่ที่หัวของหวางเฉิงเทียนแล้ว
ก่อนที่จะตามหม่าปิงมาที่ห้องส่วนตัวเทียนจื้อหลานเขาก็ตั้งใจหยิบไม้จิ้มฟันสั้นจากห้องส่วนตัวหมายเลขสิบมาหลายไม้ ในฐานะคนที่มีเทคนิคการแพทย์เข็มเทพเหลยหั่วเขาก็ชัดเจนกับตำแหน่งจี้จุดของร่างกายคนมาก
ใช้ประโยชน์จากไม้จิ้มฟันสั้นแทนเข็มเงินฝังลงตรงจุดบางจุดของร่างกายทำให้อีกฝ่ายสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวบางด้านสำหรับเขาแล้วก็เหมือนหยิบเรื่อยเปื่อยไปตามใจ
ช่วงที่ผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้มถือปืนจ่อเขาเขาก็แอบเด็ดไม้จิ้มฟันสั้นไปฝังลงบนหลังมือของเธอ เพราะแสงไฟในห้องส่วนตัวแสบตาบวกกับหวางเฉิงเทียนหัวเราะอยู่ข้างๆ ดังนั้นจริงๆ แล้วก็ไม่มีคนพบทุกอย่างนี้
ถึงเป็นผู้หญิงที่สวยหยาดเยิ้ม ก็รู้สึกแค่ว่าหลังมือเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น
“ปล่อยลูกพี่!”ผู้ชายกำยำชุดดำที่อยู่หน้าประตูสองคนมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อยและรีบชักปืนออกมาจากด้านข้างเสื้อเล็งมาที่ซูฮ่าวแล้ว
“เมื่อครู่ฉันได้ยินไม่ชัด พวกนายพูดอีกรอบ” ซูฮ่าวชำเลืองมองคนสองคนนิ้วมือก็ยื่นเข้าไปในไกปืน และแสยะยิ้มมุมปากอย่างหยอกเย้า
หวางเฉิงเทียนหน้าขาวซีด เหงื่อไหลเหมือนฝนตก เขาตะโกนใส่คนชุดดำสองคนที่ถือปืนอยู่ตรงหน้าประตูว่า“วางปืนลง อย่าทำอะไรมั่วซั่ว!”
เวลานี้ชีวิตของเขามีซูฮ่าวควบคุม หากลูกน้องของเขายิงปืน เช่นนั้นเขาก็ไม่มีชีวิตรอดแล้ว
เขาคิดจนหงุดหงิดใจเพราะเขาก็รู้นานแล้วว่านักรบโบราณมีความสามารถที่ไม่ธรรมดาโดยเฉพาะบางคนยังคร่าชีวิตคนไกลพันลี้ได้ แต่อันดับแรกเพราะสถานการณ์พลิกผันและประมาทช่วงหนึ่ง เขาจึงลืมไปว่าซูฮ่าวมีสถานะเป็นนักรบโบราณ
ตอนนี้ถูกเขาใช้วิธีการที่ลึกลับแย่งชิงปืน ทำได้แค่พูดว่าตนเองประมาทแล้วที่ไม่จัดการเจ้าหมอนี่ให้เร็วหน่อย
คนชุดดำสองคนตรงหน้าประตูมองหน้ากัน ลังเลอยู่นาน แต่ในที่สุดก็วางปืนลงแล้ว
หวางเฉิงเทียนเห็นอย่างนี้แล้ว ก็โล่งใจ เขาเงยหน้ามองซูฮ่าวและพูดอย่างฝืนใจว่า “สหายน้อย พวกฉันวางปืนแล้ว มีอะไรก็พูดกันดีๆ ”
“นายเห็นฉันเป็นคนโง่หรือ?” ซูฮ่าวฟังอย่างนี้แล้วก็รู้สึกขำ
หวางเฉิงเทียนมีสีหน้าบูดบึ้งมาก “ทำอะไรก็ต้องไว้หน้าบ้างต่อไปก็ง่ายต่อการพบกัน วันนี้ตกอยู่ในมือของนายถือว่าฉันเคราะห์ร้ายแต่หากนายกล้าแตะฉัน นายก็อย่าคิดที่จะเดินออกไปจากศาลาซวีสุ่ยหลานได้”
ทั้งศาลาซวีสุ่ยหลานเต็มไปด้วยลูกน้องของเขาการเผชิญหน้ากับคนและปืนที่มากมาย หากซูฮ่าวฆ่าเขา ถึงติดปีกก็หนีไม่พ้น
ซูฮ่าวมีสีหน้าสงบนิ่ง “แตะนายก็ไม่มีผลดีอะไรกับฉันฉันก็แค่อยากออกไปจากที่นี่ แต่ลูกน้องของนายหากกล้ารั้งฉันเช่นนั้นฉันก็ทำได้แค่ลงมือกับนายแล้ว”
หวางเฉิงเทียนโล่งใจ การปล่อยให้ซูฮ่าวออกไปสำหรับเขาแล้วก็คือเรื่องเล็กต้องรักษาชีวิตไว้ก่อน ต่อไปค่อยกู้หน้ากลับคืนก็ยังไม่สาย
“กริ๊งๆ !”
เขาเพิ่งอยากจะปริปากแต่กลับได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังออกมาจากในกระเป๋าเสื้อของซูฮ่าว
ซูฮ่าวขมวดคิ้ว และหยิบไม้จิ้มฟันมาสองไม้ ฝังไปที่ตัวของหวางเฉิงเทียนหลังจากที่รับประกันแล้วว่าเขาไม่มีทางขยับได้แล้ว มือข้างหนึ่งของซูฮ่าวก็ถือปืนจ่อหัวของเขาส่วนมืออีกข้างหนึ่งหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
“ฮัลโหล ใครครับ?”
ผู้คนล้วนเหงื่อตก ในเวลานี้คิดไม่ถึงว่าซูฮ่าวยังมีเวลาว่างมารับโทรศัพท์ความกล้านี้ทำให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง
“คุณซู ฉันคือมู่หรงฉินที่เมื่อวานเคยคุยกับคุณที่สวนสาธารณะม้าหินคุณเคยรับปากว่าจะรักษาคุณปู่ของฉัน ไม่ทราบว่าตอนนี้มีเวลาไหมฉันส่งคนไปรับคุณดีไหม?” โทรศัพท์ทางนั้นเสียงที่ไพเราะค่อยๆ ดังขึ้น ในน้ำเสียงดูให้ความเคารพ
ฝีมือการตีหุ่นไม้ของซูฮ่าวนั้นยังคงติดตาเธออยู่วิชาการแพทย์ที่ลึกลับนั้น ก็ยิ่งทำให้เธอเลื่อมใสจากก้นบึ้งของหัวใจ
เดิมทีเธออยากให้ซูฮ่าวเตรียมตัวให้พร้อมแล้วค่อยโทรศัพท์มาแต่คิดดูแล้วหากสามารถรักษาให้หายโดยเร็วได้ ก็จะทำให้คุณปู่ของเธอพ้นจากความทรมานของพิษงูได้เร็วหน่อยดังนั้นเธอก็เลยไม่สนใจเวลา และโทรศัพท์มาหาซูฮ่าวโดยตรงแล้ว
“ตอนนี้ผมมีเรื่องด่วนต้องจัดการ เกรงว่าจะปลีกตัวออกไปไม่ได้ชั่วคราว”ซูฮ่าวชำเลืองมองหวางเฉิงเทียนแวบหนึ่ง ก็พูดอย่างเลี่ยงไม่ได้
พูดไปแล้วก็น่าขำ แค่มาคุยเรื่องการร่วมงานโฆษณา แต่ใครเล่าจะคิดว่าต้องมาพัวพันเรื่องเดือดร้อนมากมายขนาดนี้?
“เรื่องด่วน?” มู่หรงฉินได้ยินแล้วก็รีบถามว่า“ขอถามหน่อยคุณซูประสบเรื่องด่วนอะไรแล้ว ร้ายแรงไหมต้องการความช่วยเหลือจากฉันไหม?”
ซูฮ่าวหยุดชะงัก และถอนหายใจเล็กน้อย “เหมือนจะรุนแรงเล็กน้อยพนักงานของบริษัทคู่หมั้นของผมแหย่คนคนหนึ่งในศาลาซวีสุ่ยหลานคนคนนี้คือเพื่อนของเจ้าพ่อมาเฟียของฉวนโจว ฟังความหมายของอีกฝ่ายแล้วก็ต้องการจะฆ่าผมให้ตายตอนนี้ผมกำลังคิดว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
“เจ้าพ่อมาเฟียของฉวนโจว?” มู่หรงฉินตะลึงงันและรีบถามว่า “อีกฝ่ายคือหวางเฉิงเทียนหรือ?”
“ไม่ผิด คุณรู้จักเขาหรือ?” ซูฮ่าวถามกลับอย่างประหลาดใจ
มู่หรงฉินมีสีหน้าเยือกเย็นทันที และพูดเสียงหนักอึ้งว่า “คุณซูขอให้คุณรอฉันอยู่ที่ศาลาซวีสุ่ยหลานสักครู่ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
เธอพูดจบก็วางสายทันที ในดวงตามีความโกรธที่ปิดไม่มิด
ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตคุณปู่ของเธอคิดไม่ถึงว่าจะถูกคนไร้ประโยชน์อย่างหวางเฉิงเทียนล่วงเกิน ก็อภัยให้ไม่ได้จริงๆ
เธอคิดแล้วก็ให้คนขับรถพุ่งตรงไปที่ศาลาซวีสุ่ยหลาน
โทรศัพท์ทางนั้น ซูฮ่าวได้ยินเสียงวางสายดังมาจากโทรศัพท์มือถือใบหน้าก็งงงวย
สถานการณ์เป็นอย่างไร?
ก็วางสายไปทั้งอย่างนี้แล้วหรือ?
เช่นนั้นจะจัดการได้ไหม?
ซูฮ่าวเก็บโทรศัพท์มือถืออย่างรู้สึกหมดคำพูด และนั่งอยู่ข้างๆหวางเฉิงเทียน เงียบไปสักพัก ก็ดึงไม้จิ้มฟันสองไม้ที่อยู่บนตัวเขาออกให้เขาฟื้นฟูความสามารถในการเคลื่อนไหว หลังจากนั้นถามว่า“นายกับมู่หรงฉินรู้จักกันหรือ?”
หวางเฉิงเทียนยังไม่ทันได้ปริปาก โฮวหลงที่อยู่ข้างๆ ก็เผยอาการภาคภูมิใจออกมา
“แน่นอนว่าพี่เทียนรู้จัก ตระกูลมู่หรงคือตระกูลสุดยอดของเมืองไห่เป่ย มีอำนาจถึงครึ่งเมืองไห่เป่ยมู่หรงฉินคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลมู่หรงได้รับความรักและความโปรดปรานจากผู้อาวุโสมู่หรงมากลูกพี่ใหญ่ของพี่เทียนก็คือลูกพี่ลูกน้องกับคุณมู่หรง”
“ไอ้หนู วันนี้นายกำเริบต่อหน้าพี่เทียน ก็คือกำเริบต่อหน้าตระกูลมู่หรงด้วยบารมีและความสามารถของตระกูลมู่หรงขยี้นายให้ตายก็เหมือนขยี้มดตัวหนึ่งให้ตาย”
“หากรู้สถานการณ์ดีก็ปล่อยพี่เทียน และยอมให้จับแต่โดยดี มิฉะนั้นจุดจบของนาย ก็จะอนาถเป็นอย่างยิ่ง”
คำพูดนี้ของเขาพูดออกมา กลับไม่มีคนตอบโต้อะไรเพราะคำพูดของเขาไม่ผิดจริงๆ
ซูฮ่าวตะลึงงัน
ลูกพี่ใหญ่ของหวางเฉิงเทียน คิดไม่ถึงว่าจะคือลูกพี่ลูกน้องของมู่หรงฉิน?
เช่นนั้นหากมู่หรงฉินมาถึงที่นี่ ก็ไม่ใช่ว่า …
เขาคิดๆ อยู่ก็หัวเราะออกมาทันที
“นายหัวเราะอะไร?” โฮวหลงขมวดคิ้ว บนใบหน้ามีความโกรธ
“ไม่รู้ อย่างไรก็อยากหัวเราะ” ซูฮ่าวกลั้นหัวเราะ และมองหวางเฉิงเทียนเขาถามอย่างจริงจังว่า “พี่เทียน สัมภาษณ์พี่ล่วงหน้าสักหน่อยอีกเดี๋ยวหากมู่หรงฉินมาที่นี่ พี่จะพูดอย่างไร?”
“คุณมู่หรงมีสถานะสูงส่ง จะมาสถานที่อย่างนี้ได้อย่างไร?” หวางเฉิงเทียนเพิ่งอยากจะปริปาก โฮวหลงก็พูดแทรกอีก
“ไอ้หนู นายคงจะไม่พูดว่า นายกับคุณมู่หรงรู้จักกันหลังจากนั้นคุณมู่หรงเพิ่งจะโทรศัพท์มา ได้ยินว่านายประสบเรื่องเดือดร้อนอยู่ที่นี่ดังนั้นก็เลยจะมาเพื่อนายโดยเฉพาะใช่ไหม?”
ซูฮ่าวตกใจ และชูนิ้วโป้ง “สุดยอด คุณพูดถูกทั้งหมดแล้ว!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า น่าขำ!” โฮวหลงหยุดชะงักก่อนหลังจากนั้นกุมท้องหัวเราะ เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบจะไหลออกมาแล้ว
ไม่ใช่แค่เขา คนอื่นๆ ก็เผยสีหน้าหัวเราะเยาะ รวมทั้งหวางเฉิงเทียนก็แสยะยิ้มเหมือนกัน
“ไอ้หนู ไม่พูดไม่ได้ว่านายฝันอย่างมีความคิดมากคุณมู่หรงก็คือธิดาคนโปรดของสวรรค์ คือลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลมู่หรงอยู่ต่อหน้าเธอ แม้แต่คุณสมบัติที่จะถือรองเท้าให้เธอนายก็ล้วนไม่คู่ควรแค่คนอย่างนาย จะให้เธอมาที่นี่เพื่อนายโดยเฉพาะหรือ?” โฮวหลงเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาตอนหัวเราะบนใบหน้าเต็มไปด้วยคำดูถูก
คนอื่นๆ ก็ส่ายหน้าทั้งหมด ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งที่คิดว่าซูฮ่าวคือคนบ้า
ซูฮ่าวไม่โกรธ เขาแค่ไอและหัวเราะ “หากเธอมาจริงๆ แล้วล่ะ?”
“คุณมู่หรงจะมาที่นี่? ฮ่าๆ หากเธอมาที่นี่จริงๆฉันโฮวหลงวันนี้ก็จะกลืนอุจจาระ 2.5 กิโลกรัมทันที!” โฮวหลงหัวเราะเยาะ ราวกับเยาะเย้ยความเพ้อฝันของซูฮ่าว
คำพูดเพิ่งพูดออกมา ประตูห้องส่วนตัวก็ถูกพังออกมาทันที เห็นแค่ผู้หญิงท่านหนึ่งเดินเข้ามาโดยมีบอดี้การ์ดที่ทรงพลังสองคนตามเข้ามาด้วย
ผมดำที่เหมือนหมึกยาวถึงเอวดวงตาเยือกเย็นดั่งน้ำใสสะอาดที่อยู่บนภูเขาหิมะ คิ้วดำงอนงาม
จากตัวของเธอก็รู้สึกถึงความเย็นชา ริมฝีปากแดงอย่างที่ไม่ต้องทาดวงตาไม่รู้ว่ามองไปทางไหน ราวกับเธอกำลังมองคุณ ราวกับว่าล้วนไม่มีอะไรเข้าสู่สายตาเธอได้
การปรากฏตัวของเธอ ราวกับทำให้อากาศของทั้งห้องส่วนตัวแข็งเป็นน้ำแข็งและเยือกเย็นดั่งน้ำค้าง
โฮวหลงมองมู่หรงฉินอย่างงงงัน ในหัวมีเสียงดังตูมตาม เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างไม่ขยับเหมือนท่อนไม้ดวงตาทั้งคู่ตะลึงงัน มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างหวาดกลัว
หวางเฉิงเทียนเหมือนถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ราวกับถูกน้ำเย็นรดตั้งแต่หัวจดเท้าชาไปทั้งตัว
ในที่สุด ก็มีคำพูดร่วงลงมาจากปากของเขาอย่างสั่นเทา
“คุณ คุณ คุณ … คุณหนูใหญ่?!”