Galactic Imperium

ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ Devil’s bargain 3

ตอนที่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสี่ Devil’s bargain 3

การที่ไม่ชอบหน้ากันแต่ยังทำงานร่วมกันได้นี่อาจจะเป็นแนวคิดที่ทำให้อันเดอร์เทกเกอร์อยู่ในวงการมวยปล้ำมาได้หลายสิบปีจนกระทั่งร่างกายไม่ไหวถึงได้รีไทร์เกษียณออกจากวงการ

มันคือแนวคิดเรื่องของการเอาธุรกิจเป็นหลักความรักในวงการมวยปล้ำเป็นหลัก

ที่จะทำให้ธุรกิจการแสดงโชว์นั้นลุล่วงไปไม่ใช่อีโก้หรือผลประโยชน์ส่วนตน

แต่เมื่อเรามาอยู่ในโลกความเป็นจริงแนวคิดเช่นนี้ทำได้ยากยิ่งนัก

“เฮอะ พวกไร้รสนิยมเดี๊ยนไม่อยากสนทนาด้วย”

แม้กระนั้นอีกฝ่ายก็ยื่นมือข้างหนึ่งจากแปดข้างมาทางผม

“แต่เดี๊ยนรักษาสัญญาเสมอธุรกิจคือธุรกิจ เราจะไม่รุกรานกันและกัน”

ผมจับมือฝ่ายตรงกันข้าม

Non-aggressionpact complete

สัญญาไม่รุกรานกันและกันสำเร็จ

เพราะทางเทคนิคทางเฟลชมาสเตอร์นั้นเน้นค้าขายทำตนเองเป็นศิลปินอยู่แล้วเขาถึงได้มาเจรจาด้วยตั้งแต่แรก

เท่านี้ก็สามารถปิดช่องทางหนึ่งที่อาจจะมีกลุ่มอื่นมาโจมตีพื้นที่ของผมได้ในขณะที่ผมกำลังยุ่งอยู่กับการสู้กับสภาพแวดล้อม

“ฟู่ถ้าต้องการจัดการใครหรือต้องการซื้อหาอะไรก็สามารถบอกผมได้ทันที ผมยังสนใจศิลปะของคุณบางประเภทด้วยหากทางคุณพร้อมจะขายทางผมก็พร้อมที่จะซื้อ”

ผมกล่าวด้วยความสนใจกับผลงาน

 “ศิลปะ”

อย่างที่บอกว่าผลงานของสาย

 Mad scientist

 นักวิทยาศาสตร์คลั่ง

นั้นออกมาแบบเดียวกับแนวคิดกันดั้มที่มีแต่โปรโตรไทป์ผลิตออกมาจำนวนมากไม่ได้เพราะอาจจะใช้สกิลระดับพิเศษในการสร้างขึ้นมา

ที่อาจจะต้องคอยระยะเวลาปลายๆเรื่องถึงจะผลิตออกมาจำนวนมากได้

มันแปลตามระบบเกมส์ได้ว่าพวกนักวิทยาศาสตร์คลั่งคืออัจฉริยะที่เสกเทคโนโลยีที่ชขั้นสูงกว่าคนอื่นๆมาใช้ล่วงหน้าได้นั่นเอง

“ศิลปะของเดี๊ยนมอบให้แต่คนที่คู่ควรเท่านั้น เดี๊ยนยังไม่ไว้ใจคุณว่าจะเข้าใจศิลปะได้ดีจนอามันไปดูได้”

อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างเย่อหยิ่ง

ผมพ่นควันจากซิก้าร์อีกครั้งเพื่อตอบโต้

“แค่ก อย่าพ่นควันใส่เดี๊ยนปอดของเดี๊ยนยังสดใหม่ ไม่ผ่านมลพิษมาก่อน ยังไม่อยากเปลี่ยนเร็วๆนี้ หากคุณอยากซื้อเดี๊ยนขายในราคา20,000,000 เครดิต”

ราคายี่สิบล้านนั้นหากเปรียบเปรยคือราคาที่เรียกได้ว่า

ไล่แขก

เพราะแพงกว่าที่ขายตามปรกติอยู่นับสิบเท่า

และในนครใต้ดินที่อาหารและน้ำมีมูลค่ามากกว่าชีวิตยิ่งเป็นจำนวนที่เรียกว่ายิ่งกว่าขูดรีดขูดเนื้อ

ฟู่

“ตกลง ผมต้องการทุกอย่างที่สามารถซื้อได้”

“ใช่แล้วหากไม่มีเงินพอก็ออย่ากลับมาอะ-”

อีกฝ่ายแทบสะดุดขาที่มีอยู่ทั้งแปดข้างจนแทบจะล้ม

“ผมบอกว่าจะซื้อทั้งหมด”

“ยี่สิบล้านนั่นราคาต่อชิ้นนะฮะ”

“ใช่แล้วผมบอกว่าซื้อทั้งหมดนั่นล่ะต่อชิ้นยี่สิบล้าน สามร้อยกว่ารายการ”

“ไม่มีการลดราคานะอะฮ๊ะ”

“ตกลง”

แม้อีกฝ่ายจะพยายามหาเรื่องไล่แขกและตั้งราคาสูงๆแต่นี่คือความจริงในระบบทุนนิยม

ทุกอย่างที่มีไว้ขายจะโดนซื้อ

มันคือระบบที่คนมีเงินจะชอบมากเพราะตีความทุกอย่างรอบตัวได้เป็นราคาสร้างความรู้สึกว่าเราจะทำอะไรก็ได้นี่คือสาเหตุที่ทางกรีนแลนด์ต้องมาตอบโต้ท่านประธานประเทศทรัมป์ว่า

กรีนแลนด์ไม่ได้มีไว้ขาย

ว่าประชาชนและแผ่นดินไม่ได้มีไว้ขายกลายเป็นผู้มีชาตินิยมในหัวใจทันทีทันใดหลังจากที่เคารพโลกเสรีและทุนนิยมมาตลอด

เพราะมันแตะต้องในสิ่งที่เป็นฐานอำนาจที่แท้จริงของโลกใบนี้ประชากรและดินแดน

ในสายตาของเฟลชมาสเตอร์

คิดว่าการตั้งราคาแพ่งๆเว่อๆนั้นฉลาดแล้ว

แต่สำหรับบอสอดัม เอ๊ยท่านจักรพรรดิ

คนที่พิมพ์เงินตราใช้เองได้

แค่การยอมให้มีโอกาสค้าขายด้วยก็เท่ากับว่าตนเองชนะแล้วนั่นเอง

นี่คือสาเหตุที่อเมริกาจะโมโหโกรธามากหากประเทศหนึ่งไม่ยอมทำการค้าด้วยหรือไม่ยอมเอาเงินดอลล่าร์เป็นค่ากลางการแลกเปลี่ยน

เพราะมันเท่ากับไม่ยอมให้อเมริกาเล่นเกมส์ทุนนิยมด้วยในกติกาที่อเมริกาจะได้เปรียบและชนะเสมอนั่นเอง

ด้วยแนวคิดที่ว่าต่อให้คนทั้งโลกเก่งอย่างไรก็ตาม

แต่ตราบใดที่ประเทศนั้นๆยังใช้ดอลล่าร์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและยังรักทุนนิยมเสรีที่เชื่อว่าทุกอย่างซื้อขายได้ด้วยเงินตรา

ตราบนั้นดอลล่าร์ก็ยังทรงพลังเสมอ

เรียกว่าตั้งแต่เจรจาที่เฟลชมาสเตอร์ตีความผลงานของตนเองเป็นราคา

เฟลชมาสเตอร์ก็แพ้ไปตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง