โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 85 เหตุผล

    บทที่ 85 เหตุผล

     

     

     

    เมื่อมาถึงคฤหาสน์ แอนนาก็พาผมไปลงทะเบียนตัวตนกับเสมียนทันที

     

    เอกสารประวัติที่เฮนรี่เคยบันทึกไว้ถูกกางออกพวกเขาจดข้อมูลเพิ่มพลางสำรวจรูปลักษณ์ของผมอย่างละเอียดราวกับกำลังตรวจนับสินค้ามากกว่าบันทึกประวัติคน

     

    แปลกตรงที่ไม่มีใครคิดจะสอบถามเรื่องโลกที่ผมจากมาเลยสักคำทั้งที่บอกว่าผู้พลัดถิ่นนั้นหายากและน่าสนใจ

     

    เรื่องนี้ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของผมและคนอื่นๆในฟอรัมว่า โลกใบนี้อาจเป็นเพียงภาพจำลองที่ระบบสร้างขึ้น

     

    สิ่งที่ชวนสับสนคือผู้คนบนชั้นสองกลับมีจิตวิญญาณมีความรู้สึกนึกคิด และมีโครงสร้างสังคมที่ซับซ้อนสมจริงเกินกว่าจะเป็นแค่โปรแกรมที่ถูกจำลองขึ้นมา

     

    แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าพวกเขาเป็นแค่ตัวละครจำลองคือค่าประสบการณ์ ตอนที่ผมโยนอีธานให้หมีเถ้าถ่านกิน ผมกลับไม่ได้ค่าประสบการณ์เลยสักนิด

     

    ตรงข้ามกับการฆ่าเวอร์โก้ที่ทำให้ผมเลเวลอัปทันทีราวกับระบบมองว่าเวอร์โก้เป็นเพียงมอนสเตอร์ตัวหนึ่ง...

     

    “นี่ ข้ากำลังถามเจ้าอยู่นะ”

     

    เสียงของแอนนาดึงสติของผมกลับมา

     

    “ขอโทษครับ เมื่อกี้ว่าอะไรนะครับ?”

     

    ผมรีบตอบ

     

    “ข้าถามว่าหัวของเจ้าไปโดนอะไรมา”

     

    แอนนาทำท่าขบขัน ขณะเดินนำไปตามโถงทางเดินคฤหาสน์หลังลงทะเบียนเสร็จ

     

    “หน้าตาก็ดี ดวงตาก็แปลกหรือเจ้ามีรสนิยมชอบหัวแหว่งๆ แบบนี้?”

     

    ผมลูบศีรษะโล้นเตียนที่มีผมขึ้นเป็นหย่อมๆอย่างน่าเกลียดก่อนถอนหายใจออกมา

     

    “ฝีมือเวอร์โก้ครับ”

     

    “แสดงว่านี่คือเหตุผลหลักที่เจ้าฆ่าหมอนั้นสินะ?”

     

    ท่าทางของเธอตอนนี้ดูผ่อนคลาย และเข้าหาง่ายราวกับหญิงสาวธรรมดาที่ชอบเม้าท์เรื่องชาวบ้านไม่มีเค้าลางความน่ากลัวของเลเวลเครื่องหมายคำถามสี่ตัวเลยสักนิด

     

    “ก็ไม่เชิงครับ”

     

    “หมายความว่ามีเรื่องอื่นอีกเหรอ?ปกติเวอร์โก้จะสงบเสงียมต่อหน้าคนชั้นสูงไม่คิดเลยว่าจะโรคจิตขนาดนี้”

     

    เธอยังคงยิ้มร่า

     

    “จริงๆ ที่ผมตัดสินใจ...”

     

    ผมพยายามจะอธิบายแต่ยัยนี่กลับเปลี่ยนประเด็นดื้อๆ

     

    เธอเอานิ้วมาจิ้มตรงหัวไหล่ซ้ายที่ขาดด้วนของผม

     

    “เจ้าคงไม่ได้แขนขาดมาตั้งแต่เกิดหรอกใช่ไหม?”

     

    ผมส่ายหน้า

     

    “ไม่ครับ เมื่อก่อนผมเคยปกติดี”

     

    “ถ้าอย่างนั้นไปโดนอะไรมาล่ะ?”

     

    แอนนาถามด้วยท่าทางตื่นเต้นดวงตาสีเหลืองอ่อนขยับเข้ามาใกล้จนผมสังเกตเห็นลวดลายวงจรมานาขนาดจิ๋วหมุนวนอยู่ข้างในมันดูน่าอัศจรรย์มาก

     

    “ตอบคำถามข้าสิ”

     

    เธอขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิมจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ

     

    พอผมได้พิจารณาใกล้ๆ แบบนี้ เธอก็จัดว่าเป็นคนสวยและมีเสน่ห์มากเลยทีเดียว มันมากจนทำให้ผมต้องรีบเบือนหน้าหนี และด้วยท่าทีเป็นมิตรของเธอมันจึงทำให้ผมพลอยผ่อนคลายไปด้วย

     

    “ผมจะตอบก็ได้ถ้าคุณยอมบอกชื่อมาสเตอร์ของคุณให้ผมรู้”

     

    แอนนาทำหน้างอทันที

     

    “ข้าไม่บอกหรอก”

     

    “ถ้าอย่างนั้นผมก็ยังไม่บอกครับ”

     

    ฉับพลันนั้น แอนนาหันขวับกลับมาแววตาของเธอดุดันและเย็นยะเยือกขึ้นมาในพริบตา

     

    สัญชาตญาณผมกรีดร้องทันทีว่าทำพลาดไปแล้วผมผ่อนคลายเกินไปจนลืมไปว่ากำลังเล่นอยู่กับสัตว์ประหลาด

     

    “ผมขอ...”

     

    ยังไม่ทันที่ผมจะเอ่ยปากขอโทษโลกทั้งใบของผมก็ดับมืดลงทันที...

     

    เอาอีกแล้ว...

     

    ......

     

    ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมอาการปวดหัวตุบๆในห้องพักแห่งหนึ่ง

     

    ความผิดนี้เป็นเพราะผมคิดไปเองว่ายัยผมแดงนั่นเป็นมิตรท่าทางขี้เล่นกับเสียงเจื้อยแจ้วของเธอไม่ได้ลดทอนความอันตรายของเลเวลระดับสูงลงเลย

     

    สุดท้ายผมก็โดนสอยจนสลบเหมือดอย่างน่าเวทนา

     

    คนบนโลกนี้มันยังไงกันเอะอะก็ทำให้สลบอยู่เรื่อย

     

    ผมรีบกระตุ้นมานาใช้ทักษะสมาธิเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดที่ท้ายทอยพลางสำรวจรอบตัว

     

    ห้องพักนี้สภาพดีกว่าห้องที่เคยแชร์ร่วมกับลุงแฮดวินมากมีหน้าต่างรับลม และเตียงนอนก็นุ่มสบายไม่ได้ยัดฟางแห้งหยาบกระด้างแม้ไม่เท่าโลกก่อนแต่มันก็ดีพอจะทำให้ผมอยากทิ้งตัวลงนอนอีกรอบ

     

    ผมอดบ่นออกมาไม่ได้ กว่าที่ผมจะได้นอนเตียงดีๆแบบนี้ก็ต้องกระเสือกกระสนแทบเอาชีวิตไม่รอด ตรงข้ามกับพวกลิลลี่คงสุขสบายตั้งแต่วันแรกแล้ว

     

    ทั้งโลก ทั้งระบบ มันช่างลำเอียงชะมัด

     

    ระหว่างที่กำลังเอนหลังประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของทหารวัยกลางคนคนหนึ่ง

     

    [ผู้ใช้หอกมนตรา เลเวล ???]

     

    “ฟื้นแล้วก็รีบแต่งตัวแล้วไปหานายหญิงแอนนาซะ”

     

    เขาสั่งเสียงเรียบพลางโยนเสื้อผ้า และรองเท้ามาให้ก่อนจะเดินไปนั่งรอที่โต๊ะกลางห้อง

     

    ผมลอบถอนหายใจแล้วรีบเปลี่ยนชุดใหม่เสื้อผ้าพวกนี้เนื้อดีกว่าชุดกระสอบที่เวอร์โก้บังคับให้ใส่มากติดอยู่แค่อย่างเดียวคือรองเท้าหนังที่ชวนให้อึดอัด

     

    ใจจริงผมอยากเดินเท้าเปล่าให้โล่งสบายเหมือนเดิมแต่เพื่อความปลอดภัยของท้ายทอย ผมไม่อยากขัดใจคนของโลกนี้อีกแล้ว

     

    หลังแต่งตัวเสร็จผมถูกคุมตัวขึ้นไปยังชั้นสามของคฤหาสน์โครงสร้างบันไดเวียนแสดงให้เห็นว่าที่นี่ใหญ่โตมโหฬารและน่าจะมีถึงสี่ชั้น

     

    นอกจากนี้ยังมีทหารเลเวลเครื่องหมายคำถามเดินตรวจตราไม่ต่ำกว่ายี่สิบคนซึ่งมากกว่ากองทหารของสเตอลิงเสียอีก

     

    แม้แต่ข้ารับใช้บางคนยังมีเลเวลสูงถึง 21เท่ากับพวกเราที่ยอมเสี่ยงตายฝ่าฟันในชั้นที่หนึ่งมา ทว่าคนพวกนี้กลับเป็นแค่คนงานจิปาถะเท่านั้น

     

    เมื่อถึงชั้นสามทหารก็พาผมเข้าสู่ห้องรับรองหรูหราที่ตกแต่งด้วยโทนสีแดงสลับขาวบรรยากาศสว่างไสวแตกต่างจากห้องมืดทึมของเวอร์โก้อย่างสิ้นเชิง

     

    ที่มุมห้องแอนนานั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้นุ่มสบาย ผมสีแดงเพลิงของเธอปล่อยยาวสยายราวกับเปลวไฟและทันทีที่ผมก้าวขาเข้าห้อง ดวงตาสีเหลืองคู่นั้นก็ตวัดมาจ้องมองตรงมาที่ผมทันที

     

    ลวดลายประหลาดในดวงตาของเธอชวนให้ผมนึกสงสัยจับใจแต่คราวนี้ผมไม่กล้าแม้แต่จะชายตามองตรงๆ

     

    "คุกเข่าลง"

     

    เธอสั่งด้วยน้ำเสียงสั้นห้วน

     

    ผมปฏิบัติตามอย่างว่าง่ายทันทีแต่น่าแปลก...

     

    ความรู้สึกมันต่างจากตอนที่เวอร์โก้สั่งโดยสิ้นเชิงแววตาและน้ำเสียงของเธอไม่ได้ดูประสงค์ร้ายแต่ให้ความรู้สึกเหมือนคุณแม่ที่กำลังตีก้นลูกตอนที่ทำเรื่องโง่ๆ มากกว่า

     

    แอนนาคลี่รอยยิ้มพลางใช้ปลายเท้าสะกิดหน้าอกผมเบาๆสองสามที

     

    “เอาล่ะข้าจะบอกอะไรเจ้าไว้อย่างหนึ่งนะ... ห้ามเสแสร้งแกล้งทำต่อหน้าข้าเด็ดขาดเจ้าอยากทำหน้าบูดบึ้ง หน้าตาย หรืออยากบ่นอะไรก็เชิญตามสบาย ไม่ต้องรอข้าสั่ง”

     

    เธอลุกขึ้นมายั่งยองๆจนระดับสายตาอยู่ในระนาบเดียวกัน

     

    “แต่...อย่าได้ริอ่านโกหกปิดบังข้าเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

     

    เธอใช้นิ้วจิ้มแก้มผมแรงๆ หนึ่งที

     

    "เข้าใจครับ"

     

    "ดีมาก"

     

    เธอกลับไปใช้น้ำเสียงสดใสอีกครั้งก่อนจะลุกเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตามเดิมแล้วหยิบกระดาษข้อมูลขึ้นมาอ่าน

     

    “เจ้าชื่อเนเทล ใช่ไหม?เลเวล 24 หรืออาจจะสูงกว่านั้นนิดหน่อยทุ่มแต้มสถานะไปกับค่ามานาเยอะมากเลยล่ะสิ”

     

    “ใช่ครับ”

     

    ผมตอบกลับอย่างว่าง่าย

     

    เธอทำท่าขบขัน

     

    “ข้าว่ามันค่อนข้างจะงี่เง่าไปหน่อยนะที่ลงค่าสถานะมั่วซั่วแบบนั้นแต่ก็เอาเถอะมันคือตัวเจ้า”

     

    เธอยักไหล่ก่อนจะทำหน้าครุ่นคิด

     

    “เนเทล ชื่อประหลาดแถมเรียกยากขอเรียกว่าแนทได้ไหม?”

     

    “มีแค่เพื่อนสนิทที่เรียกผมแบบนั้นครับจะดีมากถ้าคุณไม่เรียก”

     

    ดวงตาของเธอเปล่งประกายขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม

     

    “ดี! งั้นตามนั้น ข้าจะเรียกเจ้าว่าแนท!”

     

    ผมอยากจะคัดค้าน แต่อาการปวดตุบๆที่ท้ายทอยเตือนว่าไม่ควร

     

    แอนนาม้วนกระดาษข้อมูลโยนไปที่โต๊ะมุมห้องแล้วบิดตัวลุกขึ้นบรรยากาศอึดอัดสลายหายไปในทันที

     

    “เอาละ ทีนี้อยากถามอะไรข้าไหม?”

     

    ผมครุ่นคิดครู่หนึ่ง

     

    “ทำไมคุณถึงทำดีกับผมแล้วยังบอกให้ผมไม่ต้องเสแสร้งอีก”

     

    “ข้าเกลียดพวกชอบโกหกปิดบัง”

     

    แอนนาหันกลับมายิ้ม

     

    “พวกคนที่ทำตัวเฮงซวยเปิดเผยตรงๆยังดูน่าคบหากว่าพวกสารเลวที่แสร้งทำเป็นคนดีตั้งเยอะ”

     

    คำพูดของเธอฟังดูแปลกๆ แฮะ...ไม่ใช่ว่าหลอกด่าผมทางอ้อมใช่ไหม?

     

    “ถ้าคุณอยากให้ผมพูดตรงๆ...ถ้าอย่างนั้นช่วยคืนเงินแปดสิบเหรียญทองให้ท่านมาสเตอร์ได้ไหมครับผมจะได้ไถ่ตัวได้เร็วขึ้น”

     

    “ไม่ได้ย่ะ!”

     

    เธอหัวเราะออกมาอย่างภาคภูมิใจ

     

    “และถ้าเจ้าอยากฟ้องท่านมาสเตอร์ ก็เชิญเลยนะแต่ก่อนหน้านั้น ผ่านทหารยามหน้าประตูไปให้ได้ก่อนแล้วกัน”

     

    เธอระเบิดหัวเราะลั่นห้องจนทหารด้านนอกต้องแอบมองเข้ามา

     

    โอเค... ยัยนี่เป็นคนแบบนี้เองขอแค่สนุกก็ไม่สนอะไรเลยสินะ

     

    “เอาละ ตาข้าถามบ้างทำไมเจ้าถึงยอมทุ่มแต้มสถานะไปกับมานาเยอะขนาดนั้น?"

     

    "เพราะมานามันมีเสน่ห์ดึงดูดใจผมครับ"

     

    เธอพยักหน้าราวกับเข้าใจความรู้สึกนั้นดี

     

    "แล้วเจ้าไปทำอีท่าไหนให้เวอร์โก้เกลียดขี้หน้าเข้าล่ะ?"

     

    "เขาบอกว่าไม่ชอบสายตาของผมครับ"

     

    คำตอบนั้นทำให้เธอหลุดหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง

     

    "เรื่องนั้นข้าเข้าใจความรู้สึกเขาเลยนะดวงตาของเจ้าน่ะสวยดี แต่สายตามัน... ทั้งน่าขบขันและน่าโมโหในเวลาเดียวกัน"

     

    เธอวาดมือไปมากลางอากาศ พยายามอธิบาย

     

    “สำหรับคนที่อ่อนแอกว่าเจ้าจะดูน่ากลัวและเข้าถึงยาก สำหรับคนที่ฝีมือสูสีเจ้าจะดูพึ่งพาได้แต่เย็นชาไร้ความรู้สึก แต่สำหรับคนที่แข็งแกร่งกว่าเจ้า...สายตาของเจ้ามันเหมือนกำลังมองเหยียดพวกเขาอยู่”

     

    เธอโน้มตัวลงมาใกล้

     

    “เหมือนคอยจับตาดูเพื่อรอโอกาสเหยียบหัวพวกเขาขึ้นไปราวกับว่าพวกเขาเป็นแค่เศษหินก้อนหนึ่งบนทางผ่าน ทั้งที่ตอนนี้เจ้ายังกระจอกสิ้นดีมันกวนประสาทจนทำให้ข้ารู้สึกบันเทิงใจสุดๆ เวลาได้นั่งมอง”

     

    แอนนาหันไปมองประตูด้านนอกซึ่งสามารถมองเห็นบันไดเวียนขึ้นไปยังชั้นสี่ได้อย่างชัดเจนคราวนี้แววตาของเธอดูลึกล้ำขึ้น ราวกับไม่ได้พูดแค่กับผมตรงๆ

     

    “คนประเภทนี้นะ...ถ้าไม่แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ก็คงจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่โตมโหฬารชนิดที่ทวยเทพยังต้องหัวเราะเยาะเลยล่ะ"

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน