สารพันเมนูเด็ด กลเม็ดสาวทะลุมิติ [นิยายแปล]

    บทที่ 21 กินจนเกลี้ยง

    บทที่ 21 กินจนเกลี้ยง

     

    “หนิงเวย รีบชงชาให้มาอาสะใภ้สามของเ๽้าเร็วเข้า! แล้วไปถามน้องสามของเ๽้าด้วยว่าอาหารเสร็จหรือยัง” ย่าหนิงขยับตัวเร็วมาก หลังจากต้อนรับว่าที่สะใภ้ใหม่เข้าบ้าน นางก็ทำราวกับหลี่หรงเป็๲แขกคนสำคัญ

            ชาที่ใช้เลี้ยงในวันนี้เป็๞ชาที่ย่าหนิงไปซื้อมาจากในเมืองโดยเฉพาะ ราคาแพงถึงสามเหวินต่อหนึ่งเหลี่ยงเลยทีเดียว หากเป็๞วันปกติ นางไม่มีทางยอมจ่ายแพงขนาดนี้ แต่วันนี้เพื่อบุตรชายคนสุดท้อง นางจึงยอมทุ่มสุดตัว

            หลี่หรงเป็๲หญิงสาวเรียบร้อย มีรูปร่างอ่อนช้อย แม้โฉมหน้านางจะไม่ได้งดงามเป็๲เลิศ แต่ผิวพรรณขาวสะอาดตาก็ช่วยให้ดูโดดเด่น อีกทั้งเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูดี ทำให้ย่าหนิงมองว่านางเป็๲หญิงงามล่มเมือง

            หลังจากหลี่หรงกลับไป ย่าหนิงก็ไปคุยโวกับชาวบ้านในหมู่บ้านว่าสะใภ้สามของนางดีเยี่ยมมากเพียงใด พร่ำชมว่าสะใภ้สามของนางเป็๞หญิงงามที่หายากยิ่ง หนึ่งในหมื่นก็ไม่อาจเทียบได้

            เดิมทีหลี่หรงไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับการมาเยือนตระกูลหนิงในครั้งนี้ หากมิใช่เพราะหนิงโหย่วไฉเอาใจนางมาก นางก็คงไม่ยอมแต่งกับเขา แต่สิ่งที่ทำให้นางคาดไม่ถึงก็คืออาหารที่นี่อร่อยมาก!

            เมื่อจานอาหารถูกยกมาวางบนโต๊ะ หลี่หรงก็รู้สึกราวกับตัวเองอยู่ในร้านอาหารหรูระดับจักรพรรดิ!

            กั๋วปินโหลวเป็๲ร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดและหรูหราที่สุดในเมือง อาหารอร่อยเลิศรสและกิจการรุ่งเรือง หลี่หรงเคยได้ลิ้มลองอาหารของกั๋วปินโหลวเพียงสองครั้งเท่านั้น เพราะบิดาของนางเอากลับมาฝาก

            บิดาของหลี่หรงทำงานเป็๞นักบัญชีที่กั๋วปินโหลว บางครั้งที่ได้พบปะขุนนางหรือบุคคลสำคัญ เขาจะกลับบ้านมาเล่าให้ครอบครัวฟังอย่างภาคภูมิใจ หากโชคดี เขาก็นำอาหารที่ลูกค้ายังไม่ได้แตะต้องกลับมาให้ครอบครัวกิน แต่โอกาสเช่นนั้นหาได้ยากยิ่ง หากถูกจับได้ก็จะถูกลงโทษ

            “ท่านแม่ อาหารที่นี่อร่อยมาก ทำกันอย่างไรหรือ” หลี่หรงถามหลังจากได้ลิ้มลองน้ำแกงใสที่มีเห็ดหูหนูป่าอยู่ในนั้น แม้หน้าตาจะดูดำๆ แต่เห็ดกลับกรุบกรอบ อร่อยอย่างน่าประหลาด

            ย่าหนิงถูกลูกสะใภ้ชมก็รู้สึกภูมิใจทันที ตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ แต่กลับไม่ได้อ้างว่าเป็๞ฝีมือตัวเอง “วันนี้อาหารทั้งหมดเป็๞ฝีมือของหนิงลั่ว” จากนั้นนางก็หันไปมองหนิงลั่วพร้อมพูดว่า “ข้าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเ๯้าก็มีฝีมือด้านนี้เหมือนกัน”

            หนิงลั่วยิ้มเจียมตัวแล้วตอบว่า “อาสะใภ้สาม ข้าทำตามมีตามเกิดเท่านั้นเอง สำหรับสิ่งที่อยู่ในอาหารจานนี้เรียกว่าเห็ดหูหนูป่า เห็ดนี้เติบโตบนต้นไม้ นำไปต้มน้ำแกง ทำยำ หรือผัดก็อร่อยทั้งนั้น”

            หนิงเสี่ยงเสี่ยงที่นั่งอยู่ข้างๆ นึกขึ้นได้ทันทีว่าทำไมพี่สาวของเขาถึงเอากิ่งไม้นั้นกลับมาบ้าน ที่แท้ก็มีอาหารอยู่บนต้นไม้! พี่สามช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!

            “โอ้ เช่นนี้เองหรือ ช่างน่าประหลาดใจนัก ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลย” หลี่หรงพยักหน้ารับรู้

            จากนั้น หลี่หรงก็หยิบแป้งทอดยัดไส้ผักป่าขึ้นมา นี่เป็๞ชิ้นที่สองของนางแล้ว แม้จะรู้สึกเขินอยู่บ้าง แต่รสชาติอร่อยเกินห้ามใจ จึงเผลอกินจนหยุดไม่ได้ “แล้วนี่ล่ะ ทำจากอะไร อร่อยมาก กรอบนอกนุ่มใน เคี้ยวแล้วกลิ่นหอมลอยฟุ้ง”

            “นี่คือแป้งทอดยัดไส้ผัก วันนี้เวลาเร่งรีบ ทำออกมายังไม่ดีที่สุด หากมีเตาย่างเฉพาะ รสชาติจะดียิ่งกว่านี้” หนิงลั่วตอบ

            “อืม...แป้งอบของหนิงลั่วอร่อยกว่าแผ่นแป้งหยาบที่พวกเรากินกันทุกวันเสียอีก” ปู่หนิงกล่าวขึ้น

            “ข้าก็เห็นด้วย!” เฉินซื่อที่แทบไม่เคยออกความเห็นอะไร รีบยกมือสนับสนุนเต็มที่ พูดจบก็หันกลับไปตั้งหน้าตั้งตากินต่อ

            ย่าหนิงจ้องเฉินซื่อด้วยสายตาไม่พอใจ คิดอยากเตือนให้กินน้อยลงหน่อย แต่เพราะสะใภ้สามอยู่ตรงนี้ นางจึงพูดออกมาตรงๆ ไม่ได้ ได้แต่แอบใช้เท้าเขี่ยเฉินซื่อใต้โต๊ะ ทว่าครั้งนี้เฉินซื่อรู้ทัน รีบขยับเท้าหลบ ก้มหน้าก้มตากินต่อ ไม่ได้ไม่สนใจย่าหนิง

            เดิมทีหนิงฮวนอยากจะพูดให้ดูดีหน่อย แต่เมื่อนึกถึงอาหารรสชาติย่ำแย่ที่เคยกิน จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวเสริม “ข้าว่าฝีมือของน้องสามก็ไม่เลว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่หนิงเวยทำ”

            หนิงฮวนเกลียดหนิงลั่วจนไม่อยากเรียกชื่อเต็มของนางด้วยซ้ำ จึงเรียกสั้นๆ ว่า ‘น้องสาม’

            “ใช่แล้ว อาหารวันนี้ของหนิงลั่วอร่อยมาก ข้าชอบไก่ป่าย่างที่สุด หลี่หรง ถ้าพวกเรากลับไปแล้ว เ๽้าลองทำให้ท่านพ่อของเ๽้ากินดูสิ” หนิงโหย่วไฉกล่าว

            หลี่หรงเห็นว่าหนิงโหย่วไฉมีความกตัญญู ก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย นางพยักหน้าอย่างเขินอาย ย่าหนิงเห็นดังนั้นก็รีบสั่งให้ปู่หนิงไปห่อไก่ป่า เพื่อนำกลับไปฝากพ่อตาของบุตรชาย

            หลังจากกินอิ่มกันทุกคน บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทุกคนพูดคุยกันอย่างสุภาพ ย่าหนิงเองก็อารมณ์ดีมาก แต่เมื่อมองไปยังโต๊ะอาหารที่ว่างเปล่า นางก็อดใจหายไม่ได้

            นางเสียดายอาหารที่หมดเกลี้ยง!

            จะโทษใครได้นอกจากหนิงลั่วที่ทำอาหารอร่อยเกินไป! มื้อนี้กินกันจนหมด คิดๆ แล้วเทียบเท่ากับเสบียงของครอบครัวไปหลายวัน ย่าหนิงรู้สึกเจ็บใจนัก!

            หลังมื้ออาหาร ปู่หนิงเห็นย่าหนิงบ่นไม่หยุดจึงพูดขึ้นว่า “พอเถอะ ไม่ต้องพูดแล้ว หากไม่พอ ข้ากับโหย่วจินจะขึ้นเขาไปล่าเพิ่มเอง วันนี้หายากนักที่ทุกคนจะได้กินอาหารดีๆ อีกอย่าง ฝีมือของหนิงลั่วก็ดีจริงๆ พวกเราถึงได้อิ่มอร่อยกันถ้วนหน้า”

            “หนิงลั่วๆ ข้าเห็นพวกท่านกลับลำกันง่ายเหลือเกิน ปกติไม่เห็นท่านจะชอบนางสักเท่าไหร่ แต่พอวันนี้เห็นว่านางทำอาหารเก่งก็มาชื่นชมนางเสียใหญ่โต” ย่าหนิงบ่นอุบ

            “เ๯้าอย่าพูดเช่นนั้น ข้าก็รักหลานทุกคน แต่อย่างไรสะใภ้สามก็สำคัญนะ” ปู่หนิงเอ่ย

            ย่าหนิงมองสามีแล้วกล่าวว่า “อย่างน้อยวันนี้ข้าก็พอใจกับสะใภ้สามคนนี้ แต่เ๱ื่๵๹สินสอด พวกเราต้องคิดหาทางให้เร็วที่สุด”

            ที่จริงหลายเดือนก่อน หนิงโหย่วไฉได้ส่งแม่สื่อไปเจรจาสู่ขอหลี่หรงแล้ว แต่หลี่หรงยืนยันว่าต้องมาดูสภาพบ้านของฝ่ายชายก่อน วันนี้เมื่อได้เห็นแล้ว นางค่อนข้างพอใจ จึงตกลงแต่งงานเป็๞ที่เรียบร้อย

            “สินสอดนี่สิเ๱ื่๵๹ใหญ่ ต้องใช้เงินถึงยี่สิบตำลึง พวกเราจะไปหาเงินจากไหน” ปู่หนิงเริ่มหนักใจ สถานการณ์ในบ้านไม่ดีอยู่แล้ว ยังต้องมีค่าใช้จ่ายแต่งงานเพิ่มขึ้นอีก สถานการณ์จึงยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

            “ถ้าหาไม่ได้ ก็บอกให้บ้านใหญ่กับบ้านรองช่วยออกบ้านละห้าตำลึง ส่วนพวกเราจะหาอีกสิบตำลึง” ย่าหนิงพูดราวกับวางแผนไว้แล้ว ต่อให้ต้องรีดไถจนหนังลอก นางก็จะบีบบ้านใหญ่กับบ้านรองให้เอาเงินออกมาให้ได้ เพื่อบุตรชายสุดที่รัก!

            ในความคิดของย่าหนิง หนิงโหย่วไฉเป็๲น้องชายคนสุดท้อง เมื่อเขาแต่งงาน พี่ชายทั้งสองก็ต้องช่วยออกเงินด้วย!

            แต่ปัญหาคือ ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว!

            สองสามีภรรยาของบ้านรองเสียชีวิตไปแล้ว หนิงฉยงก็ถูกขายไปในเมือง บ้านรองเหลือแค่เด็กๆ ที่ยังหาเงินเองไม่ได้ ส่วนบ้านใหญ่ก็ต้องส่งเสียหนิงเซวียนให้เรียนหนังสือ ไหนจะหนิงฮวนที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยอีก บ้านใหญ่เองก็ลำบาก แทบจะไม่มีเงินเหลือแล้ว จะให้ไปช่วยหนิงโหย่วไฉอีกได้อย่างไร

            ปู่หนิงฟังคำพูดของภรรยาแล้วรีบแย้งกลับ “พูดอะไรออกมา! บ้านใหญ่ก็ว่าไปอย่าง แต่บ้านรองไม่มีบิดามารดาแล้ว หนิงฉยงก็ถูกขายออกไปเพราะพวกเ๯้า แล้วยังจะให้พวกเขาออกเงินอีกอย่างนั้นหรือ”

            แต่ย่าหนิงกลับมั่นใจ นางยิ้มอย่างคนเหนือกว่า กล่าวว่า “ข้าไม่ได้บังคับใครสักหน่อย หนิงเวยเป็๲คนพูดเองว่านางจะทำทุกอย่างตามที่ข้าสั่ง ขอเพียงข้าจ่ายค่ารักษาให้น้องสามของนาง”

            “นี่เป็๞โอกาสดีที่จะทดสอบนาง!” ย่าหนิงกล่าว

            ปู่หนิงได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดทันที “เ๽้าพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ตอนที่หนิงลั่วป่วยหนัก เ๽้าจ่ายเงินไปสักเท่าไหร่กัน”

            “แล้วแปลกตรงไหน พวกนางควรต้องคืนเงินอยู่แล้ว ข้าเลี้ยงดูพวกนางมา! ตอนนี้โหย่วไฉได้สะใภ้ดีขนาดนี้ ข้าคงไม่ทิ้งบุตรชายแท้ๆ เพื่อเด็กสองคนหรอก!” ย่าหนิงกล่าวด้วยความมั่นใจ ราวกับตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด

            “บุตรสาวจะเลี้ยงดูดีมากเพียงใด สุดท้ายก็ต้องไปเป็๲คนของบ้านอื่นอยู่ดี” ย่าหนิงพูดเสียงแข็ง “ปู่หนิง ข้าจะบอกท่านตรงๆ หากท่านสงสารหลานสาวของท่าน ท่านก็ต้องหาเงินให้ข้าสิบห้าตำลึงทุกเดือน มิฉะนั้น ข้าจะไม่ปล่อยหนิงเวยไว้แน่!”

            “เฮ้อ...ไว้ค่อยคิดกันอีกทีเถอะ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาทางให้ได้ ข้าลองไปขอยืมพี่ใหญ่กับน้องสามก่อนดีหรือไม่” ปู่หนิงถอนหายใจ เมื่อพูดถึงเงิน เขาก็ปวดหัวขึ้นมาทันที เงินมีแต่จะหมดลงเรื่อยๆ ไม่มีทางเพิ่มขึ้นมาเองแน่

            “พวกคนตระหนี่พวกนั้นจะยอมควักเงินให้พวกเราหรือ ข้าได้ยินมาว่าหลานชายคนโตของพวกเขาสอบได้เป็๲ซิ่วไฉแล้ว และกำลังจะไปเป็๲ขุนนางที่เมืองหลวง ถ้าไปเมืองหลวง คงต้องใช้เงินไม่น้อย”

            ปู่หนิงเห็นว่าภรรยาของตนยังแยกไม่ออกระหว่างซิ่วไฉกับจ้วงหยวนจึงอธิบายให้ฟัง “ซิ่วไฉก็คือซิ่วไฉ เป็๞แค่การสอบระดับท้องถิ่นเท่านั้น ยังห่างไกลจากการเป็๞ขุนนางมากนัก ข้าได้ยินจากพี่ใหญ่ว่าหงหยวนกำลังเตรียมตัวสอบชุนซื่อในปีหน้า ถ้าสอบผ่านอย่างน้อยก็จะได้เป็๞จิ้นซื่อ”

            ระบบการสอบคัดเลือกขุนนางในสมัยโบราณ แบ่งออกเป็๲สามระดับ ได้แก่ เซียงซื่อ ฮุ่ยซื่อ และเตี้ยนซื่อ

            ระดับเซียงซื่อ จัดขึ้นทุกสามปี ผู้มีสิทธิ์เข้าสอบคือซิ่วไฉที่ได้รับการคัดเลือกจากการสอบผ่านระดับท้องถิ่น หากสอบผ่านระดับเซียงซื่อจะได้รับตำแหน่งจวี่เหริน และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเรียกว่าเจี้ยหยวน

            ระดับฮุ่ยซื่อ จัดขึ้นที่เมืองหลวงโดยกรมพิธีการ ผู้ที่ผ่านระดับจวี่เหรินและคนในสำนักศึกษาหลวงสามารถเข้าสอบได้ หากสอบผ่านจะได้รับตำแหน่งจิ้นซื่อ และผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดเรียกว่าฮุ่ยหยวน

            ระดับเตี้ยนซื่อ จัดขึ้นโดยฮ่องเต้ ผู้เข้าสอบคือผู้ที่สอบผ่านระดับฮุ่ยซื่อแล้ว โดยฮ่องเต้จะเป็๞ผู้พระราชทานข้อสอบและจัดลำดับคะแนนด้วยองค์เอง

            อันดับหนึ่ง มีเพียงสามคน ได้แก่ จ้วงหยวน ปั๋งเหยี่ยน และทั่นฮวา

            อันดับสองและสาม ผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดในสองอันดับนี้เรียกว่าฉวนหลู

            ซานหยวนจี๋ตี้หมายถึงการได้เป็๲ที่หนึ่งในการสอบทั้งสามระดับ ได้แก่ เจี้ยหยวน ฮุ่ยหยวน และจ้วงหยวน ซึ่งถือว่าเป็๲เกียรติสูงสุด

            “หึ! ถ้าเขาสอบผ่านจริงๆ พี่สะใภ้ใหญ่ของท่านคงได้เชิดหน้าชูตาสุดๆ แต่ท่านจำไว้นะ พวกเราก็มีหนิงเซวียน ถ้าโชคดี บางทีเขาอาจได้เป็๞จ้วงหยวนก็ได้!” ย่าหนิงพูดด้วยน้ำเสียงอิจฉา

            เมื่อสามปีก่อน หนิงเซวียนสอบตกแม้กระทั่งระดับซิ่วไฉ ที่บ้านจึงตัดสินใจส่งเขาไปศึกษาต่อที่สำนักศึกษาชิงซานซึ่งเป็๲สำนักที่มีชื่อเสียงในชิงซาน นักศึกษาที่เข้าเรียนที่นี่ล้วนมาจากครอบครัวฐานะดี ค่าใช้จ่ายจึงสูงมาก ตระกูลหนิงสามารถส่งหนิงเซวียนเข้าเรียนได้ ส่วนหนึ่งเป็๲เพราะทั้งบ้านช่วยกันจ่าย อีกส่วนหนึ่งก็มาจากเงินสนับสนุนจากครอบครัวของเฉินซื่อ

            เมื่อก่อนหนิงโหย่วหรงเป็๞คนหาเงินหลักของบ้าน จึงไม่มีปัญหาเ๹ื่๪๫ค่าใช้จ่าย แต่หลังจากเขาเสียไป รายได้ของย่าหนิงกับหนิงโหย่วจินก็ลดลงไปมาก ทำให้เงินที่ต้องใช้ในบ้านเพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้

            พี่ชายกับบิดาของเฉินซื่อทำงานที่เหมืองเกลือ พี่ชายของนางยังไม่แต่งงาน จึงมีเงินเหลือให้ช่วยเหลือครอบครัวทุกครั้งที่เฉินซื่อกลับไปเยี่ยมบ้าน พวกเขาจะให้เงินติดตัวมาพอสมควร

            แต่ต่อให้ครอบครัวเฉินซื่อจะมีฐานะดีขึ้นบ้าง ก็ใช่ว่าจะต้องเอาเงินมาจ่ายค่าสินสอดให้กับน้องสามของสามีโดยไม่มีเหตุผล!

            แม้กำหนดการวันแต่งงานของหนิงโหย่วไฉจะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ปัญหาเ๱ื่๵๹ค่าสินสอดยังคงค้างคา ทำให้บิดามารดาชราของเขานอนไม่หลับ

            แต่สิ่งที่หนิงลั่วและพี่น้องของนางยังไม่รู้ก็คือ ย่าหนิงถึงขั้นวางแผนจะบีบเอาเงินค่าสินสอดจากพวกนางด้วย!

            หลังกินข้าวและทำความสะอาดเสร็จ พี่น้องบ้านรองทั้งสามคนก็กลับบ้านไป