ชูล่าลืมตาตื่นขึ้นอย่างสะลืมสะลือและพบว่าตัวเองอยู่ในโลกแห่งความฝันอีกแล้ว และในแสงสีขาวนั้นเอง เอลฟิเอน่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ชูล่า
“เธออีกแล้วเหรอ…”
ไม่มีเสียงตอบกลับจากเธอ มีเพียงดวงตาอันเศร้าสร้อยที่จ้องมองมายังชูล่า เธอชี้มือไปยังประตูทางออกและค่อย ๆ เลือนหายไปโดยไม่พูดอะไรสักคำ ชูล่ารู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติ เขารีบลุกขึ้นและวิ่งไปยังประตูนั้น แสงสว่างวาบทำให้ชูล่าหรี่ตาลง เมื่อลืมตาอีกครั้งก็พบว่าตนเองกำลังนอนอยู่ในห้องแคบ ๆ ที่เหม็นสนิมและกลิ่นอับของผ้าห่มเก่า ท่ามกลางความมืดนั้นมีเพียงแสงสว่างของตะเกียงน้ำมัน ชูล่าลุกขึ้นมานั่ง อาลูลุที่หลับอยู่บนอกก็พลันกลิ้งตกลงไปยังขอบเตียง เธอใตื่นขึ้นและพบว่าชูล่าฟื้นแล้ว
“ฟื้นแล้วหรือคะ นายท่านชูล่า!”
“ที่นี่ที่ไหนกัน อาลูลุ?”
ชูล่าขยี้ดวงตาที่เลือนลางและปรับสายตาให้คุ้นชินกับความมืดภายในห้อง
“บ้านของนายท่านบรูชค่ะ นายท่านหลับไปถึงหนึ่งวันเต็มเชียวนะคะ”
อาลูลุอธิบาย ชูล่าพยักหน้ารับและใที่ตัวเองหลับไปนานขนาดนั้น จะว่าไปเขาก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในอุโมงค์นั้นบ้าง รู้เพียงว่าตนเองได้ใช้พลังจากกุญแจไป ชูล่ามองฝ่ามือของตนเอง ภายในดวงตายังคงมีภาพของเปลวไฟติดตรึงอยู่ที่ฝ่ามือนั้น ชูล่าพยายามปะติดปะต่อความทรงจำ ภาพที่เห็นครั้งสุดท้ายก็ผุดขึ้นมา ภาพของจาฮาที่ถูกเ้าแมงมุมเหล็กทำร้าย
“จาฮาล่ะ! จาฮาเป็ยังไงบ้าง!”
ชูล่าถามอาลูลุอย่างร้อนใจ จักรกลร่างเล็กทำสีหน้าเศร้าลงในทันทีและเบือนหน้าหลบสายตาของชูล่า เมื่อรู้ว่าคาดคั้นคำตอบจากอาลูลุไม่ได้ ชูล่าจึงผลุนผลันลุกขึ้นจากเตียง แต่แล้วก็ต้องล้มลงเพราะกล้ามเนื้อที่ปวดล้าจากการใช้พลัง
“นายท่านชูล่ายังลุกไม่ได้นะคะ!”
“หนวกหูน่า!”
ชูล่ารวบรวมกำลังลุกขึ้น ท่ามกลางเสียงทัดทานของอาลูลุ เขาเปิดประตูเหล็กออกและก้าวออกมานอกห้อง ที่นั่นเอง ชูล่าพบว่าตนเองอยู่ในห้องโถงขนาดั์ ไฟสลัวสีเหลืองอ่อนของหลอดไฟฟ้าหลายสิบดวงเผยให้เห็นผู้คนมากมายที่แออัดกันอยู่ภายในโถงแห่งนี้ ใบหน้าของผู้คนเ่าั้เปื้อนไปด้วยเขม่าและความทุกข์
อุโมงค์หลบภัยขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยาเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว และมันก็เคยถูกใช้เป็ฐานทัพย่อยของกลุ่มต่อต้านระบอบยูโทเปีย “ครอสไฟร์” อีกด้วย แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็ที่พักพิงของคนไร้รากและผู้คนที่ไร้ซึ่งสิทธิในการเป็พลเมืองของยูโทเปียที่มารวมตัวกันอยู่ในนี้ เซซิลที่นั่งสนทนากับบรูชและชายอีกสองสามคน เมื่อเห็นชูล่าจึงรีบปรี่เข้ามาหา
“เกิดอะไรขึ้น? นายยังต้องนอนพักอีกนะ…”
“จาฮาอยู่ไหน?”
เมื่อพูดถึงจาฮา เซซิลก็ออกอาการอ้ำอึ้งไปด้วยอีกคน เมื่อเห็นท่าทีของเซซิล ชูล่าก็ยิ่งร้อนใจมากกว่าเดิม เขากระชากคอเสื้อของเซซิลเข้ามาพร้อมกับตะคอกเสียงดัง
“ฉันถามนายว่าจาฮาอยู่ไหน!”
เซซิลที่น้ำท่วมปาก ความลำบากใจของเขาเป็คำตอบที่มีเพียงการส่ายหน้า
“จาฮาตายแล้ว…”
บรูชลุกขึ้นจากเก้าอี้และเป็คนพูดแทนเซซิล เมื่อได้ยินคำนั้น สมองสั่งการของชูล่าก็แทบจะหยุดนิ่ง ห้วงความคิดขาดหายไปเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง
“ไม่จริง..”
“จาฮาตายเพราะปกป้องนาย… นี่คือความเป็จริง”
หูที่อื้ออึงทำให้ไม่ได้ยินคำพูดที่เหลือของบรูช ตอนนั้นเองชูล่าก็ผลักเซซิลจนกระเด็นและวิ่งหนีไป ในความมืด เซซิลลุกขึ้นและพยายามจะตามไป แต่ก็ถูกบรูชห้ามเอาไว้
“ปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวเถอะ”
เซซิลพยักหน้า และทอดสายตามองชูล่าด้วยความเป็ห่วง
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
ชูล่าวิ่งและวิ่งทั้งที่กล้ามเนื้อยังคงเ็ปอยู่ เขามักจะวิ่งให้เหนื่อยที่สุดในเวลาที่เครียด เพราะเมื่อออกวิ่งสมองจะไม่คิดถึงสิ่งอื่น แต่ในครั้งนี้ ชูล่ารู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกเสียใจ มันอัดอั้นอยู่ภายในจนแทบจะะเิออกมา ชูล่าสะดุดท่อเหล็กจนกลิ้งล้มลง เขาลุกขึ้นและะโร่ำร้องอย่างสัตว์ป่าที่เศร้าโศกเสียใจอย่างที่สุด เสียงแห่งความะเืใจสะท้อนอยู่ในลำคอ
ชูล่ากำหมัดต่อยไปที่พื้นคอนกรีตพร้อมกับโทษในความอ่อนแอของตนเอง สุดท้ายแล้วเขาก็ปกป้องใครไม่ได้เลยสักคน แม้แต่พี่ชายของตนเอง ชูล่าไม่มีหน้าไปพบกับยายและคนในหมู่บ้านที่ฝากความหวังไว้ที่เขากับจาฮาอีกแล้ว เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ ชูล่าก็ไม่เข้าใจว่าต่อจากนี้จะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร เขาดึงกุญแจในกระเป๋ากางเกงออกมา กุญแจที่สร้างจากหัวใจของเขาเอง ชูล่ายังจำคำพูดของเซซิลได้ดี แต่ในตอนนี้ชูล่ากำลังจะทำลายมัน เขาวางมันลงบนพื้นและเงื้อกำปั้นหวังจะทุบให้แตก
“อย่านะ!”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นที่ด้านหลัง ชูล่าหันไปและพบกับอาลูลุ เธอแอบตามชูล่ามาตลอดั้แ่แรกโดยที่ชูล่าไม่รู้ตัว
“อย่าทำแบบนั้นนะคะ ไม่อย่างนั้นนายท่านจาฮาจะเสียใจมาก”
ว่าแล้ว อาลูลุก็ร้องไห้ออกมา ชูล่าเห็นน้ำตาของจักรกลตัวน้อยไหลรินออกมาจากเบ้าตา จาฮาเคยตั้งข้อสังเกตว่าทำไมจักรกลอย่างอาลูลุถึงแสดงอาการได้เหมือนมนุษย์นัก ชูล่าเองก็สงสัยเช่นกัน
“นายท่านชูล่ามีชีวิตอยู่ได้เพราะนายท่านจาฮาสละชีวิตเอาไว้… แล้วทำไม… ทำไมจะต้องทำลายชีวิตที่นายท่านจาฮาอุตส่าห์รักษาเอาไว้ด้วยคะ!”
เมื่อได้ฟังอาลูลุพูด ชูล่าก็เหมือนจะเรียกสติกลับมาได้บ้าง เขามองที่กุญแจและพบว่ามันหมองคล้ำลง บางทีอาจแสดงถึงสภาพจิตใจของชูล่าในขณะนี้ก็เป็ได้
“อาลูลุชอบนายท่านจาฮา… อาลูลุก็ชอบนายท่านชูล่าเช่นกัน… อาลูลุเสียนายท่านจาฮาไปแล้ว อย่าให้อาลูลุต้องเสียใจเพราะต้องเสียนายท่านชูล่าไปอีกคนเลยนะคะ”
ชูล่าเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะถามอาลูลุด้วยคำถามหนึ่ง
“จาฮาได้พูดอะไรหรือเปล่า…”
อาลูลุพยักหน้าทั้งน้ำตา
“จงมีชีวิตอยู่ เผื่อในส่วนของฉัน… จงมีชีวิตอยู่”
“ให้ตายเถอะ สมกับเป็จาฮาจริง ๆ …”
ชูล่าถอนหายใจ ก่อนที่จะเก็บกุญแจใส่กระเป๋าตามเดิม เป็เพราะอาลูลุแท้ ๆ ที่หยุดเขาเอาไว้ก่อนที่จะพลันทำอะไรที่ขาดสติไป ชูล่ารู้สึกเป็หนี้บุญคุณเ้าตัวน้อยอย่างบอกไม่ถูก ชูล่าใช้นิ้วปาดน้ำตาที่แก้มของอาลูลุและหยิบเธอมาวางไว้บนศีรษะ และไม่ลืมที่จะขอโทษอาลูลุที่เผลอทำอะไรโง่ ๆ ลงไป
“กลับกันเถอะ อาลูลุ”
อาลูลุยิ้มออกเป็ครั้งแรก เธอรู้สึกดีที่ได้ทำตามคำสั่งเสียของจาฮาได้สำเร็จ แม้จะรู้สึกว่าชูล่ายังคงเศร้าอยู่ภายในลึกๆ แต่อย่างน้อยอาลูลุก็มั่นใจได้แล้วว่าชูล่าจะไม่คิดสั้นอีกแน่นอน
“ขอบใจนะ”
อาลูลุหันกลับไปมองที่ต้นเสียงด้านหลังระหว่างที่เดินกลับ แต่ก็ไม่มีอะไร บางทีอาจเป็เพราะหูฝาดไป แต่อาลูลุก็รู้สึกว่าได้ยินเสียงอันแ่เบาของจาฮาบอกขอบคุณมาตามสายลม
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
ชูล่านอนไขว่ห้างอยู่บนเตียงแข็งๆที่รองพื้นด้วยฟางข้าวพลางมองสายสร้อยหนังสัตว์ ของดูต่างหน้าของจาฮาที่เซซิลมอบให้และคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ชูล่านึกย้อนกลับไปในสมัยที่ยังเป็เด็ก เขาจำได้ว่าเคยอยากได้สายสร้อยเส้นนี้ของจาฮา มันเป็สายสร้อยที่หัวหน้าเผ่าจะมอบให้กับเด็กที่มีวัยวุฒิพร้อมจะโตเป็ผู้ใหญ่ แต่สำหรับชูล่าที่เป็ลูกชายของหัวหน้าเผ่าแล้วนั้นกลับไม่เคยได้มัน
ชูล่าเคยแปลกใจว่าทำไมคนที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างจาฮาถึงได้รับการยอมรับ ในขณะที่ตนเองที่เพียบพร้อมในทักษะการต่อสู้ถึงไม่ได้รับการยอมรับจากพ่อแท้ ๆ ของตนเอง ชูล่าเคยน้อยใจและคิดว่าตนเองเป็ส่วนเกินของเผ่ามาตลอด แต่อย่างน้อยจาฮากับยายก็ไม่คิดเช่นนั้นกับชูล่า สำหรับชูล่า คำว่า “พี่”นั้นไม่จำเป็ต้องมีสายเืเดียวกันเสมอไป และจาฮาก็เป็พี่เพียงคนเดียวที่ชูล่ายอมรับ
บางทีของดูต่างหน้าของจาฮา อาจหมายถึงการยอมรับในความเป็ผู้ใหญ่ของชูล่าก็เป็ได้ และถ้าเป็เช่นนั้นก็นับว่ามันเป็ของขวัญอันล้ำค่าที่สุดในชีวิตของชูล่าเลยทีเดียว
“ขอบใจนะจาฮา ไม่สิ.. พี่”
ชูล่าร้อยกุญแจของตนเองเข้ากับสายสร้อยหนัง จากนั้นก็ผูกมันไว้กับข้อมือซ้ายที่เดียวกับจาฮาก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
ที่นอกห้องนั้นเอง เซซิลกับบรูชกำลังประชุมอะไรบางอย่างอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มีสายข่าวแจ้งมาว่าโยฮันกับพวกทหารกำลังตามล่าพวกเราอยู่ทั่วเมือง เราคงต้องกบดานอยู่ที่นี่ไปสักพักหนึ่ง”
เซซิลถอนหายใจ ไม่คิดว่าการกระตุกหนวดโยฮันมันจะกลายเป็เื่ใหญ่ขนาดนี้ แต่ไม่ว่ายังไง ช้าหรือเร็วก็ต้องได้เจอกันอยู่ดี ถึงตอนนั้นเซซิลก็ยังคิดไม่ออกว่าจะรับมือกับโยฮันยังไง
“เอ้อ.. ว่าแต่ ตอนที่อยู่ที่แมนชั่นข้างบน ฉันได้ยินพวกนายพูดถึงเอลฟิเอน่า พวกนายรู้จักเธอด้วยหรือ?”
บรูชถามชูล่ากับเซซิล แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่ทั้งสองคนก็อยากรู้เช่นเดียวกัน ชูล่ากับเซซิลมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
“คุณรู้จักผู้หญิงที่ชื่อเอลฟิเอน่า?”
“รู้จักสิ ทุกคนในนี้ก็รู้จักกันหมดแหละ เอลฟิเอน่าก็เคยเป็พรรคพวกของพวกเรามาก่อน แต่หลังจากที่เธอตาย กลุ่มครอสไฟร์ก็ระส่ำระส่ายจนสุดท้ายก็แตกไป”
“ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีแค่กลุ่มคนขี้ขลาดไร้อุดมการณ์ที่มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ …”
บรูชมองไปรอบตัวแล้วก็หัวเราะในความน่าสมเพชของตนเองและพรรคพวก แต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นโต้เถียงหรือคัดค้านคำพูดของเขาเลยสักคน ราวกับว่าจะยอมรับสภาพของตัวเอง
“แล้วพอจะมีเบาะแสของเธอบ้างไหม? ที่อยู่ สิ่งของ หรือจุดที่เสียชีวิต อะไรก็ได้…”
เซซิลซักถามข้อมูลที่พอจะเป็ประโยชน์ แต่บรูชกลับส่ายหน้า
“เราไม่รู้อะไรกับเธอมากนักหรอก คนในครอสไฟร์ส่วนใหญ่ก็ไม่เคยรู้จักกันลึกซึ้ง ทุกคนเข้ามาเพียงเพราะมีอุดมการณ์เดียวกันเท่านั้น คือ้าโค่นล้มยูโทเปียกับไอ้พวกที่มันเดินอยู่บนหัวเรา้าในตอนนี้”
“แย่จริง… เบาะแสขาด่”
“ไม่หรอก มันไม่ขาด่เสียทีเดียว”
ชูล่าโผลงพูดขึ้นมา ทำให้เซซิลประหลาดใจในความเชื่อมั่นแบบแปลก ๆ ของตัวชูล่า
“ฉันััได้… ที่นี่มีกลิ่นอายของผู้หญิงคนนั้น กลิ่นแบบเดียวกับที่พบกันในความฝัน ภาพลักษณ์ของสถานที่ที่ใกล้เคียงกัน ฉันรู้สึกแบบนั้น… ต้องใช่แน่”
ชูล่าหลับตานึกถึงสถานที่ในความฝัน ในความมืดของสถานที่แห่งนั้น เสียงของเอลฟิเอน่าที่ยังคงจำได้ไม่ลืม ถ้าหากว่ามันเป็พลังของคีย์มาสเตอร์แล้ว เซซิลก็เชื่อในคำพูดของชูล่าเช่นกัน
“อาลูลุก็รู้สึกเหมือนกันค่ะ ถึงจะไม่มากนัก แต่อาลูลุก็ััได้ถึงคลื่นของโซดิแอค”
อาลูลุยืนกรานตามชูล่า และเชื่อมั่นว่าบางอย่างที่พูดถึงจะต้องอยู่ไม่ไกลจากที่นี่แน่นอน บรูชซึ่งไม่เข้าใจว่าพวกเขาพูดอะไรกันจึงคิดจะถามแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เซซิลก็ชิงลงมือเสียก่อน
“คุณพอจะมีรายละเอียดแผนที่ของอุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้บ้างไหม? เอาแบบที่ละเอียดที่สุดเท่าที่จะมีได้”
“เอ้อ… มันก็พอจะมีอยู่หรอกนะ แต่ว่ามันก็เก่ามากแล้ว บางจุดเองฉันก็ยังไม่เคยสำรวจไปถึงเลย”
บรูชเกาศีรษะอย่างงง ๆ เขาหันไปยังกองขยะด้านหลังและค้นอะไรบางอย่างในนั้นเป็เวลานาน ก่อนจะได้เศษกระดาษขาด ๆ มาประมาณสาม-สี่แผ่น มันดูเหมือนขยะมากกว่าจะเป็แผนที่ บรูชเอามาเรียงต่อกันคร่าว ๆ จนมันพอจะดูเป็แผนที่ขึ้นมาบ้าง
“อาลูลุ แสกนแผนที่นี้เก็บเอาไว้แล้วจัดทำขึ้นมาใหม่ให้ทีสิ”
เมื่อได้คำสั่งจากเซซิล อาลูลุก็จัดการตรวจสอบกระดาษเ่าั้ด้วยดวงตา เมื่อมองจนทั่วแล้วเธอก็หลับตาลง ชูล่าได้ยินเสียงดังเหมือนเสียงพัดลมออกมาจากตัวของอาลูลุ จากนั้นเมื่ออาลูลุลืมตาขึ้น แสงสีเขียวก็ถูกฉายออกจากดวงตาไปยังผนังคอนกรีตที่อยู่เบื้องหน้า กลายเป็แผนที่ใหม่ที่ดูง่ายกว่าเดิม บรูชอดทึ่งในความสามารถของจักรกลรุ่นจิ๋วตัวนี้ไม่ได้
“ยอดเลย… ฉันอยากหามาใช้สักตัวซะแล้วสิ”
“ไม่มีขายหรอก เพราะคนสร้างไม่อยู่แล้ว…”
เซซิลพูดขึ้นมาลอย ๆ ด้วยน้ำเสียงปนเศร้า ก่อนจะหันเหความสนใจของทุกคนไปบนแผนที่นั้น บรูชอธิบายถึงโครงสร้างของอุโมงค์โบราณแห่งนี้ว่ามีทางเข้าออกนับไม่ถ้วน ถ้าไม่รวมที่บรูชและพรรคพวกไม่เคยรู้จักก็จะมีทั้งหมดยี่สิบเอ็ดแห่ง ซึ่งเป็ทางสัญจรที่ครอบคลุมทั่วเมืองหลวง
บรูชยังบอกอีกว่าเส้นทางอันซับซ้อนภายในนี้ถือเป็ที่ซ่อนตัวที่ดีของครอสไฟร์ ดังนั้นคุณสมบัติแรกของการเป็ครอสไฟร์คือการจำแผนที่อุโมงค์ให้ขึ้นใจ บรูชชี้นิ้วไปที่จุดที่ทุกคนเข้ามานั่นคือด้านเหนือของเมือง ในขณะที่จุดที่อยู่ปัจจุบันนั้น คือส่วนกลางของอุโมงค์ที่เป็ส่วนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ภายในนี้ทั้งหมด
“นี่คือทั้งหมดที่พวกเราใช้กัน แน่นอนว่ายังมีส่วนที่ไม่อยู่ในแผนที่อีกมากกว่านี้ราวหนึ่งในสี่”
“แม่เ้า… นี่มันอุโมงค์หรือเขาวงกตกันแน่”
“เป็ได้ทั้งสองอย่างแหละ เกลอเอ๋ย… เพราะความซับซ้อนของเมืองที่เจริญผิดรูปผิดร่าง ถึง้าจะสวยหรูแค่ไหน สภาพด้านล่างก็ปิดไม่มิดหรอกนะ ยูโทเปีย้าที่พวกนายรู้จักมันก็แค่ยูนิทเล็กๆของอารยธรรมเดิมที่ถูกความเจริญกลืนกินอย่างขอไปที”
บรูชเล่าต่อว่า อีกส่วนหนึ่งของเส้นทางทั้งหมดนั้นถูกสร้างขึ้นใหม่จากของเดิม บ้างก็เป็ทางระบายน้ำ บ้างก็เป็เส้นทางขนส่งของ แต่ทุกสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้ผนวกรวมกับเส้นทางเดิมจนทำให้มันขยายใหญ่ขึ้นจนถึงทุกวันนี้
“ว่าแต่ หาสิ่งที่นาย้าจะหาเจอหรือยังล่ะ?”
ชูล่าพยักหน้า พร้อมกับชี้ไปยังเส้นทางหนึ่งในส่วนตะวันออก มันถูกเขียนไว้ในแผนที่เก่าไว้ว่าเขตอันตราย บรูชทำสีหน้าใเมื่อเห็นว่าชูล่า้าจะไปที่นั่น
“ไม่ได้! ตรงนั้นโซนอันตราย เสียใจด้วยเกลอ ที่นั่นถูกปิดลงไปแล้วและถ้าเป็ไปได้ก็โปรดอย่าไปข้องแวะกับมันเลย”
บรูชส่ายหน้าพร้อมกับยกมือเหมือนจะให้หยุดคิดแต่เพียงเท่านี้ แม้ว่าเซซิลกับชูล่าจะถามถึงเหตุผลเท่าไร บรูชก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก เขาบอกเพียงว่าพรุ่งนี้จะเล่าให้ฟังและไล่ทุกคนให้ไปนอน ท่ามกลางความงุนงงของทั้งคู่ ดูเหมือนว่าอุปสรรคอันน่าหนักใจจะก่อตัวขึ้นั้แ่จุดเริ่มต้นเสียแล้ว
♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦♦
“ขอร้องล่ะบรูช ถ้าไม่มีคุณ เราคงไปไม่ถึงจุดหมายแน่”
เซซิลออกปากขอร้องเขา บรูซไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธดีไหม เพราะคนพวกนี้ก็เคยมีบุญคุณที่ช่วยชีวิตบรูซเอาไว้ ชายหนุ่มอ้ำอึ้งและคิดหนัก ก่อนจะบอกเล่าอดีตที่เคยพบเจอ
“พวกนายรู้ไหมว่ากำลังเผชิญกับอะไรอยู่”
บรูชถอดเสื้อออก ที่สีข้างด้านซ้ายของเขามีรอยแผลคล้ายรอยเล็บของสัตว์ใหญ่จำพวกหมีพาดผ่านเป็ทางยาว อันเป็รอยแห่งความทรงจำอันเลวร้ายของบรูช เขาเล่าให้ฟังว่าถูก “อะไรสักอย่าง” ทำร้ายจนาเ็สาหัส มีคนอีกหลายคนที่ไปแล้วไม่ได้กลับออกมา จากนั้นมาที่นั่นก็ถูกปิดตายและกลายเป็เขตต้องห้ามในที่สุด
“ในความมืดนั้น ฉันยังจำได้… ตอนที่ดวงตาอันเกรี้ยวกราดของมันที่จ้องมองมายังฉัน ฉันได้แต่ยืนนิ่งในขณะที่มันไล่ฆ่าคนในทีมไปทีละคนอย่างกระหายเื”
บรูชลูบแขนตัวเองด้วยความหวาดกลัว เขาไม่กล้าหลับตาเพราะมันจะทำให้เขานึกย้อนไปถึงวันนั้นอีก ชูล่ากับเซซิลต่างมองหน้ากันและรู้สึกไม่ค่อยดีนัก แต่หากถอดใจตอนนี้ ทุกสิ่งที่ทำมารวมถึงความตายของจาฮาก็จะกลายเป็เื่เปล่าประโยชน์ในทันที ชูล่าไม่อยากให้มันเป็เช่นนั้น
“ขอโทษนะบรูช ฉันจะไม่คะยั้นคะยอต่อ แต่ว่า… ไม่ว่ายังไงฉันก็จะไปที่นั่นให้ได้”
ชูล่าแบ่งสัมภาระที่จำเป็ออกมาเก็บไว้กับตัวเพื่อให้เดินทางสะดวกมากยิ่งขึ้น เซซิลเองก็ตัดสินใจจะไปกับชูล่าด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งสองบอกลาบรูชพร้อมกับบอกว่าจะต้องมีชีวิตกลับมาแน่นอน อย่างน้อยชูล่ามั่นใจเช่นนั้น
“พวกนายจะไปกันจริงๆน่ะเหรอ?”
“แน่นอน… เพื่อความพยายามของจาฮา… และเพื่อมอบกำปั้นนี้ให้กับไอ้คนที่มันอยู่เื้ัเื่ทั้งหมด”
ชูล่ากำหมัดแน่นโดยหวังไว้ว่าจะได้ทำอย่างที่พูดจริง ๆ เพียงชั่วข้ามคืนที่ได้ทำความรู้จักกัน เขาก็พร้อมที่จะเรียกพวกชูล่าว่าสหายได้อย่างเต็มปาก แต่ในห้วงเวลานี้ บรูชกำลังทิ้งสหายของเขาไว้ท่ามกลางอันตราย นับเป็การตัดสินใจที่ยากยิ่ง
“พวกโง่เอ๊ย..”
บรูชสบถเบา ๆ และยืนมองทั้งสองคนเดินหายลับไปในความมืดพลางถอนหายใจในความขี้ขลาดของตัวเอง และได้แต่เพียงหวังไว้ว่าทั้งสองคนกับอีกหนึ่งตัว จะปลอดภัยจาก “อะไรสักอย่าง” ที่รอคอยพวกชูล่าอยู่