ตอน 34 เจ้าไม่ใช่คนที่ข้าปราถนา
ณ ตำหนักหย่งเล่อ
กาน้ำชาร้อน ถูกอุ่นอังเตา ต้มจนเดือด... ชาที่บรรจงชง กลิ่นหอมคลุ้งเรือน....เบื้องหน้าทิวทัศน์เป็นสระบัวบานมองดูแล้วช่างงามตา
เจ้อหมิงผู้อารมณ์แปรปรวนสำราญใจเป็นพิเศษ...
"บรรยากาศเป็นใจเช่นนี้ หากได้นางมาบรรเลงเพลงจากขลุ่ยอันเก่า คงดีไม่น้อย
เจ้อหมิงฉุกคิดขึ้นได้...ว่ายังมีขลุ่ยไม้ของนาง ที่หลงตูเคยมอบให้ ตนเก็บมันไว้เป็นอย่างดีรอวันคืนเจ้าของ
"ขลุ่ยนั่นอยู่กับข้าไปก็ไร้ประโยชน์ มิสู้คืนให้นางตอนนี้เป็นอย่างไร"เจ้อหมิงจิบชาร้อนพลางคิดจนเพลินใจ
"หลงตู...."
"ขอรับองค์ชาย"
"จงไปหยิบขลุ่ยนั่นให้ข้า....แล้วพานางมาที่นี่"เจ้อหมิงเอ่ยใช้หลงตู
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม(เวลา2ชั่วโมง)
กระทั่งเจ้อหมิงเคลิ้มหลับไป....ทันทีที่นางมาถึงกลิ่นกายหอมคลุ้งนำมา
"เจ้ามาแล้วหรือ... เหตุใดถึงให้ข้ารอนานนัก... บรรยากาศนอกตำหนักครึ้มฟ้าครึ้มฝน...สายฝนเล็กๆหยาดร่วงรินกระทบหน้าน้ำ เพียงหยดฝนนับพันที่ดูเหมือนไม่มีอะไร กลับเติมน้ำจนเต็มบ่อ "
"ความรักของข้าก็เช่นกัน แม้เป็นเพียงความรักที่ดูเล็กน้อย แต่มันจะเติมเต็มหัวใจเจ้าตลอดไป"
ทันทีที่นางมาถึง คนคลั่งรักอย่างเจ้อหมิงก็ไม่วายเอ่ยคำหยอด
"จะดีเพียงใดกันหากมีเพลงบทเก่าที่เจ้าเคยบรรเลง...เพลงที่ข้าอยากฟัง...มันตราตรึงใจ... มันหวนให้ข้านึกถึงเมื่อครั้งพบเจ้าครั้งแรก ที่ริมทาง..."เจ้อหมิงพูดไปพลางมีรอยยิ้มบนใบหน้า...ยื่นขลุ่ยตัวเดิมให้นาง
"เสี่ยวชิง ข้าคืนมันให้แก่เจ้า...บรรเลงมันเสียสักเพลงสิ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องคิดถึงของสิ่งนี้"เจ้อหมิงยื่นขลุ่ยไม้เก่าๆให้นางด้วยสีหน้าเปี่ยมหวัง
แต่ทว่าเสี่ยวชิงหยิบจับด้วยท่าทีขยะแขยง...ถึงแม้เสี่ยวชิงจะพยายามกลั้นใจจับมันแค่ไหน...ก็ต้องหลุดพิรุธออกมาบ้าง
**เสี่ยวชิงมีปมกับขลุ่ยตอนเด็ก...ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว...เคยมีภาพจำที่สุดสยองไม่อาจลืม...ขณะที่เที่ยวเล่นในเทศกาลจีน...การละเล่นดนตรีทำให้ตื่นตระการตา... แต่ทว่าขลุ่ยนั่นกลับมีตะขาบใต่ออกมา ฉกกัดลุงแก่ๆจนจนชักเกร็งเข้าโรงพยาบาล**
เสี่ยวชิงหลับตาสนิท... เอื้อมมือหยิบจับขลุ่ยนั้นแบบยี๋ๆๆๆ
อร๊ากกกกก กร๊ากกก!!!ทันทีที่มือสัมผัสขลุ่ยไม้นั่น... ภาพจำวัยเด็กก็หลอกหลอนในหัว...ทำให้เสี่ยวชิงตกใจกลัวสุดขีด...ปล่อยขลุ่ยนั่นจากมือ...ล่วงจากที่สูงจนแตกหักสองท่อน
มิหนำซ้ำเสี่ยวชิงยังลืมตัว...เอาเท้าเขี่ยๆๆเหยียบๆๆซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าในนั้นไม่มีตะขาบซุกซ่อนตัวอยู่
ท่าทีของนางทำเอาเจ้อหมิงอึ้งไม่คุ้นชิน....
"ต่อไปอย่าได้มอบของสิ่งนี้ให้ข้าอีก มันเป็นสิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดในชีวิต... หากท่านยังไม่รู้...ก็จงรู้เอาไว้...ว่าข้าหลานเสี่ยวชิง!!!เล่นดนตรีพวกนี้ไม่เป็น อย่าหวังฟังบทเพลงอะไรบ้านั่นกับข้า"
เสี่ยวชิงโมโห อารมณ์เสีย เดินตึงๆออกไปอย่างไม่บอกกล่าว...ท่าทีของนางทำลายบรรยากาศที่แสนสุขของเจ้อหมิงไปจนหมด
เพราะเรื่องนี้เรื่องเดียว ทำให้เจ้อหมิงเริ่มสงสัยในตัวตนของนาง...แม้เขาจะรักนางเพียงใด ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องสืบหาที่ไปที่มา...ว่าแท้จริงนางเป็นผู้ใดมาจากไหนกันแน่
"นางมีหน้าตาเหมือนนางผู้นั้น(สาวงามขอทานที่เจ้อหมิงพบในถนนกลางเมือง)ทุกประการ...นี่ข้าอยู่กับนางมาตลอด ข้าเองเพิ่งจะสังเกตว่านางกลับมีนิสัยไม่ใกล้เคียงกับวันนั้นแม้แต่น้อย"
"เดิมทีตัวตนที่ข้ารู้จัก...นางเป่าขลุ่ยไพรเราะหาผู้ใดเปรียบ... ครั้งนี้นางกลับเกลียดขลุ่ยเข้าไส้แถมตอบอย่างชัดเจนว่ามิเคยใช้ของสิ่งนี้บรรเลงเพลงมาก่อน"
"หรือว่านางจะไม่ใช่แม่นางคนเดียวกับที่ข้าพึงปรารถนา"
"หลงตู....เรื่องนี้เจ้าจงไปสืบเสาะมาให้ข้าโดยเร็ว...สกุลหลานต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลแน่"เจ้อหมิงร้อนใจทนไม่ไหวเร่งสั่งหลงตูออกสืบเสาะความจริงให้เร็วที่สุด
"เพียงเท่านั้นยังไม่สาแก่ใจ.... ไฉเจ้อหมิง แอบเข้าหอตำราหลวงอย่างลับๆ สืบค้นประวัติขุนนางหลายช่วงอายุคน โดยเฉพาะบันทึกประวัติเชื้อสายสกุลหลาน"
"ความจริงแล้ว... หลานผิงเสวียนมหาอัครเสนาบดีกรมคลัง มีบุตรีเพียงนางเดียว...นามว่า...หลานซานเหมย.... "เจ้อหมิงเริ่มพบเบาะแสที่น่าสงสัยในตำราเขาพยายามครุ่นคิดปะติดปะต่อเรื่อง
"เช่นนั้น ฮองเฮาประกาศให้สกุลใหญ่ทุกสกุลส่งบุตรีมาคัดเลือกสนมเข้าวัง...ก็..."
"เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้บุตรีเพียงผู้เดียวต้องเข้าวัง...หลานผิงเสวียน ถึงขั้นยอมกุเรื่องขึ้นมาหลอกข้า!!!"
"มิน่าล่ะ...ไม่ว่าข้าออกตามหานางอย่างไรถึงไม่พบ... ทำไมข้าไม่เอะใจแต่แรกนะ...ว่าขอทานนางหนึ่งจะมีที่ไหนให้ไป!!ถ้าไม่ใช่ว่ามีคนพาตัวไป"
"หลานผิงเสวียนคงพานางกลับจวน...แต่งแปลงให้เป็นคุณหนูรองสกุลหลาน!!!"เพียงไม่กี่ชั่วยาม...เจ้อหมิงก็แจ้งกระจ่างทุกขั้นตอน...ทว่าความปราดเปรื่องไม่มีผู้ใดเทียบเขาได้
หากไม่ติดว่าเจ้อหมิงต้องปกปิดตัวตน...เขานั้นคงเป็นมหาปราชญ์ผู้อายุน้อยที่น่าสยบผู้หนึ่ง
"แต่ทว่า..สิ่งที่ข้าแปลกใจยังหาคำตอบมิได้....มีเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือนิสัยประหลาดของนางที่ต่างไปจากเดิมโข...ราวกับว่าเป็นคนละคน"เจ้อหมิงไม่ว่าจะหาตำราใดมาอ้างอิงก็หาไม่พบ...
กระทั่งถึงจังหวะที่เขากำลังจะเดินออกจากหอตำราหลวง...กลับพบเข้ากับตำราทำนายดวงดาวโหราศาสตร์โบราณเล่มหนึ่ง...ถูกทิ้งไว้เบื้องหน้า...
เดิมทีเจ้อหมิงมิได้ให้ความสนใจ....เพียงแต่ว่าเขากลับรู้สึกอยากวกกลับมาเปิดอ่านมันซะเดี๋ยวนั้น มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
สุดท้ายเจ้อหมิงก็เลือกที่จะเดินกลับมา...คว้าตำราโบราณเล่มนั้นติดมือไป...เหตุเพราะได้ยินเสียงคนกำลังแง้มประตูเปิดออก...
ณ ตำหนักหย่งเล่อ
"หลงตู เป็นอย่างไรบ้าง"ระหว่างที่เจ้อหมิงกำลังนั่งกลัดกลุ้มอยู่ในตำหนักผู้เดียวนั้น พอได้พบเสี่ยงหลงตูแววตาก็พอจะมีหวัง
"องค์ชายขอรับ เป็นเรื่องจริงที่ท่านเสนาบดีกรมคลัง อย่าหลานผิงเสวียนนำสาวขอทานนางหนึ่งกลับเข้าจวนแต่งให้เป็นบุตรสาวบุญธรรม นามว่า หลานเสี่ยวชิง "
"นี่คือภาพวาด ของคุณหนูสกุลหลานตัวจริงขอรับ" หลงตูยื่นภาพวาดผืนหนึ่งให้เจ้อหมิง
"หลานซานเหมย"เจ้อหมิงจำชื่อนางได้จึงเผลอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
" แปลกมาก แปลกมากจริงๆ เรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำข้าไม่อาจวางใจได้ เอาเป็นว่าข้าจะต้องรักษาระยะห่างจากนางเพื่อระวังตัว"เจ้อหมิงรู้ที่ไปที่มาของเสี่ยวชิงแล้ว แต่ความขุ่นเคืองใจมันยังคงประจบอยู่ที่เขาไม่สามารถจับต้นสายปลายเรื่องมาปะติดปะต่อไขข้อสงสัยได้ว่าเหตุใด เสี่ยวชิงเด็กสาวขอทานที่เขาหลงรัก จึงกลายเป็นคนที่มีนิสัยไม่คุ้นเคยราวคนละคน
**********************
ยามอู่ (午:wǔ) คือ 11.00 – 12.59 น.
เสี่ยวชิงอารมณ์ดี เข้าโรงครัวปรุงอาหารด้วยตัวเองหลายวันมานี้เพื่อเอาใจเจ้อหมิงลูกสาวมาเฟียจอมเฟียตไม่เคยเข้าครัวทำอาหารเองมาก่อนกลับยอมเรียนรู้การปรุงอาหารจากคนในโรงครัว ทำอาหารหน้าตาสุดน่าทานออกมา 2 เมนู (อย่าพูดถึงรสชาตินะ)
ณ ตำหนักหย่งเล่อ
"เจ้อหมิง... ท่านเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในตำหนัก ไม่ยอมพบข้า"
"ลองดูนี่สิ ข้าทำมันให้ท่านด้วยตัวเอง"เสี่ยวชิงยกถาดอาหารที่ตัวเองตั้งใจทำ วางข้างโต๊ะหนังสือเห็นสีหน้าของเขาไม่ค่อยดี เสี่ยวชิงก็อยากเอาใจด้วยการเข้าไปลูบไล้นั่งตัก
"ไม่ได้ ข้าจะหลงคารมของนางไม่ได้บางที...นางอาจจะเป็นภัยต่อข้า เป็นคนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ้องจะเล่นงานข้า"เขาพึมพำในใจ เจ้อหมิงเริ่มรักษาระยะห่าง แม้จะรักนางสุดใจ เขาเองก็ยังต้องร้ายเพราะไม่ต้องการให้สิ่งใดมาทำให้แผนการอันยิ่งใหญ่ที่ซุ่มสร้างมาหลายปีต้องมาพังทลายลงเพราะความเสน่ห์หาสตรีนางเดียว
"ออกไปซะ ออกไปให้พ้นหน้า!! ข้าอารมณ์ร้ายฉุนเฉียวขอเตือนเจ้า" เจ้อหมิงมีท่าทีเย็นชาต่อนางราวกับว่าไม่เคยมีใจเปลี่ยนเป็นคนละคน จะว่าหน้ามือเป็นหลังตีนด้านๆที่มีตาปลาด้วยก็ได้
"เจ้อหมิงนี่ท่านทำเกินไปแล้วนะ อารมณ์เย็นลงหน่อยจอกชาลง ชิมน้ำแกงร้อนๆที่ข้าตั้งใจอุ่นอังมาให้ท่าน มันจะช่วยให้ท่านผ่อนคลายลง"เสี่ยวชิงก็ยังไม่ยอมแพ้ พยายามยิ้มเข้าสู้ เข้าประชิดตัวยกมือหยิบถ้วยน้ำชาในมือเขาลง หวังออเซาะให้เขาอ่อนใจ
"ข้าเตือนเจ้าแล้ว !!"เจ้อหมิงรู้สึกแสนหงุดหงิดเพราะขุ่นใจในตัวนางเขาสะบัดแขนอย่างแรงกระทั่งหลังมือฟาดเข้าใบหน้าของนางเต็มๆ
เสี่ยวชิงล้มหงายหลังไม่เป็นท่าอาหารที่นางทำถูกกวาดลงจากโต๊ะแตกกระจาย เจ้อหมิงเจ้าอารมณ์ไม่ไว้หน้าผู้ใดเป็นอีกมุมหนึ่งที่เสี่ยวชิงเองยังไม่เคยเห็น หรือจะบอกว่ามันเป็นด้านมืดของไฉเจ้อหมิงก็ว่าได้
"ได้... จะผลักไสข้า ก็ย่อมได้คราวหน้าที่หลังอย่าได้มาตามง้อข้าก็แล้วกัน "
"ไปซะ ไปหาพระชายาที่รักของเจ้า!!!"เสี่ยวชิงเสียใจจนพูดไม่ออก ได้แต่พ่นคำพูดเชิงประชดประชันออกไปมากมาย
ทันทีที่นางจากไปพ้นหน้าตำหนัก เจ้อหมิงโมโหสุดขีดกระชากดึงผ้าขาวที่คาดปิดตาจนขาดเป็นสองชิ้น เขากำมือแน่นจิกเข้าเนื้อตัวเองขบกัดฟันกรามจนดังแคร่กๆ
"โถ้เว้ยยย นี่มันเรื่องอะไรกัน"เจ้อหมิงสับสนแทบบ้า ทรุดตัวลงกุมขมับคาโต๊ะ
"หากว่าข้าสืบเสาะจนได้ความว่าแท้จริงแล้วนางไม่ใช่สาวขอทานที่ข้าปรารถนาเช่นนั้นข้าหลับนอนกับผู้ใดกัน!!!!" นี่คือสิ่งที่ทำให้เขาแทบคลั่ง