นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 72 อริยะแปลงเพลิง

            ตอนที่ 72 อริยะแปลงเพลิง

             

             

            “และในสายตาผู้น้อย คนผู้นั้นเป็นได้แค่ไพลินเท่านั้น”

             

            ประโยคนี้ดังกึกก้องอยู่ในหัวขององค์หญิงไพลินเป็นเวลานาน ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกที หยดน้ำอันอบอุ่นสองหยดก็ไหลลงมาจากหางตาทั้งสองของเธอ

             

            จากหยดน้ำเล็ก ๆ กลายเป็นกระแสน้ำสายเล็ก แล้วจึงเป็นแม่น้ำสายใหญ่ จนกลายเป็นผืนน้ำอันอบอุ่นที่ท่วมทะลักเอ่อล้นออกมาจากตาของเธอ

             

            เธอเอื้อมมือขึ้นไปแตะผืนน้ำนั้นอย่างแผ่วเบา

             

            มันอบอุ่น

             

            มันอ่อนโยน

             

            มันนุ่มนวล

             

            ราวกับที่ไหลออกมาจากตาของเธอไม่ใช่น้ำตา แต่เป็นความอัดอั้นที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของเธอ เป็นความทรมาน ความเจ็บปวด ความเศร้าโศก ทั้งหมดไหลออกมาทางนัยน์ตาสีชมพูคู่สวยของเธอ

             

            เธอเช็ดน้ำตาอย่างไม่อาจห้าม หากแม้เธอจะเช็ดไปเท่าไหร่ มันก็กลับไม่ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย ยังคงไหลบ่าอย่างบ้าคลั่ง ราวกับผืนน้ำนี้ราวกับจะไม่มีวันหยุดล้นทะลักออกมาเลย อารมณ์ด้านลบที่ฝังอยู่ในใจของเธอนั้นมากมายเกินกว่าที่จะไหลออกมาหมดในเวลาเพียงแค่นี้

             

            ร่างของเธอสั่นเทา สองมือที่ปัดป่ายใบหน้าของตนสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม เวลานี้เธอไม่ใช่องค์หญิงผู้สูงส่ง ไม่ใช่ผู้สืบสายโลหิตแห่งไฟ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ขึ้นครองตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ 

             

            เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ยินดีสุดหัวใจ

             

            เธอก้มหน้าต่ำ ขอบตาแดงเรื่อ เธอพยายามเต็มที่ที่จะปิดสีหน้าของตนในเวลานี้ไว้ แม้น้ำตาจะไหลออกมาเพียงไร หากเธอกลับไม่อาจหุบยิ้มได้เลย เป็นรอยยิ้มที่ออกมาจากใจ เป็นรอยยิ้มอันใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยที่ได้รับคำชมจากมารดา

             

            เธอไม่ได้ดีใจกับคำชมมากมายของนิทาน ไม่สิ จะบอกว่าไม่ได้ดีใจก็คงจะโกหก แต่เธอได้ยินคำเหล่านี้มามากมายจากประชาชนหลายพันครั้งแล้ว

             

            สิ่งที่ทิ่มแทงเข้าไปในจิตใจส่วนลึกที่สุดของเธอ กลับเป็นรอยยิ้มอบอุ่นแสนธรรมดานั้น

             

            รอยยิ้มนั้นตอบคำถามที่คาใจเธอได้อย่างชัดเจน เป็นรอยยิ้มที่แสดงถึงสิ่งที่เธอต้องการที่สุด

             

            การยอมรับ

             

            เธอสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่านิทานยอมรับและชื่นชมในตัวเธอ ไม่ใช่ในฐานะองค์หญิง หากแต่เป็นในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง

             

            เพื่อนที่เท่าเทียมกัน

             

            องค์หญิงไพลินตัวสั่นเครือ เธอเช็ดน้ำตาบนใบหน้า หากรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าเธอกลับทำให้เธอเวลานี้ดูน่าขันนัก

             

            นิทานจับจ้องไปที่สตรีบนท้องฟ้า พลังสมาธิทั้งหมดอยู่ที่เธอ เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นสภาพขององค์หญิงไพลินในเวลานี้ แม้เขาจะเห็นนัยน์ที่สั่นเครือของเธออยู่บ้างก็ตาม ต่างกับคีตาที่เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างเด่นชัด

             

            แม้คีตาจะยืนอยู่ข้างนิทานในเวลานี้ หากมันกลับเกิดความรู้สึกอยากเข้าไปโอ๋สตรีที่ร้องไห้ราวกับเด็กเล็กด้านข้างเหลือเกิน

             

            พลังกดดันทั้งหมดหายไปในชั่วพริบตา นิทานรู้สึกราวกับภูผายักษ์ที่ทับเขาอยู่สลายหายไป นิทานร่างทรุดลงกับพื้นอย่างแรง เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้อง คีตารีบเอนตัวพยุง นิทานเกาะคีตาด้วยสองมือที่สั่นเทา หากนัยน์ตายังจับจ้องไปที่สตรีตรงหน้าไม่วางตา

             

            “นามของข้าคือ อริยะแปลงเพลิง” เธอพูดอย่างแผ่วเบา สีหน้าท่าทางไร้ระลอกของเธอทำให้นิทานไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเธอคิดอย่างไร

             

            เพียงพริบตานั้นนิทานเห็นว่าอริยะแปลงเพลิงนั้นยิ้มอ่อนโยน หากก็พลันหายไปในชั่วพริบตา เธอวาดมือหนึ่งที สายลมหอบหนึ่งก็พยุงร่างของนิทานและคีตาขึ้นมาจากพื้น ปัดเป่าคราบดินคราบเลือดที่อยู่บนตัวออกจนสิ้น สายลมนั้นยังพัดไปถึงร่างขององค์หญิงไพลิน ชำระคราบน้ำตาทั้งหมดให้หายไป ขอบตาแดงก่ำของเธอพลันกลับคืนสู่ปกติ หากไพลินยังคงก้มหน้าลงต่ำ

             

            อริยะแปลงเพลิงสะบัดมือโยนของสามสิ่งให้แก่นิทาน หนึ่งในนั้นคือขวดใสขนาดเล็กที่บรรจุก้อนกลมสีขาวนวลไว้ 10เม็ด

             

            “นั่นคือโอสถฟื้นจิต เจ้าและสุนัขตัวนั้นรับประทานคนละสองเม็ด เพียงไม่กี่ลมหายใจพวกเจ้าก็จะกลับสู่สภาวะปกติ” เธอพูดเรียบนิ่ง

             

            นิทานก้มลงมองโอสถในมือพลางกล่าวขอบคุณ เขากำลังจะป้อนหนึ่งเม็ดให้คีตา หากพลันหยุดมือ นำเข้าปากตัวเองก่อน เพียงไม่นาน เขาก็รู้สึกได้ถึงพลังจิตวิญญาณที่ล้นเอ่อในห้วงจิตของตน ลมหายใจและสีหน้าเริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง เมื่อนิทานมั่นใจว่าโอสถนี้เป็นของจริง เขาจึงป้อนให้คีตาสองเม็ด

             

            เขากำลังจะหยิบอีกเม็ดหนึ่งให้ตัวเอง หากพลันเกิดความเสียดาย มองขวดเล็กในมือด้วยแววตาอาวรณ์ แล้วจึงเก็บอีก 7เม็ดที่เหลือลงกระเป๋าบรรจุวัง

             

            อริยะแปลงเพลิงไม่พูดอะไรกับความขี้งกของนิทาน เธอเพียงส่ายหน้าเบา ๆ

             

            “ขวดสีดำนั้นเป็นวัตถุสลักคำระดับนักสลักโท เทียบกับวัตถุสลักคำระดับเดียวกันแล้วถือว่าสูงค่า คำแห่งพลังภายในสามารถเกื้อหนุนกันได้เป็นอย่างดี” เธอพูดต่อ

             

            ของอีกสิ่งหนึ่งที่อยู่ในมือของนิทานคือขวดขนาดเล็กสีดำที่แผ่รัศมีอันชั่วร้ายออกมา เขาจำได้ว่านี่คือขวดที่ศิลาบีบจนแตกกระจาย

             

            “ความเสียหายของมันไม่มาก ข้าจึงซ่อมมันให้แล้ว นี่เป็นต้นเหตุที่ทำให้นักสลักโทผู้นั้นสามารถใช้อาคมผนึกร่างฝังวิญญาณได้ คำที่สลักไว้ในนั้นสมควรเป็นคำที่ส่งเสริมการควบคุม” เธออธิบายต่อพลางชี้ไปที่ขวดเล็กสีดำนั้น

             

            “มันคือรางวัลจากศึกของเจ้า” ไม่ทันที่นิทานจะกล่าวขอบคุณเธอก็เอ่ยต่อ

             

            “ชิ้นสุดท้ายเป็นตราประจำตัวข้า เมื่อเจ้าส่งพลังจิตวิญญาณลงไปที่มัน ข้าจะรู้สึกถึงตัวเจ้าได้ในทันที ข้าจะออกตัวช่วยเหลือเจ้าหนึ่งครั้งในสถานการณ์ที่ไม่เกินกว่าระดับผู้แสวงวิถี” เธอชี้ไปที่ตราสีแดงเพลิงชิ้นสุดท้ายในมือของนิทาน

             

            นิทานพลันหายใจติดขัดทันที มูลค่าของของชิ้นนี้นั้นสูงค่ากว่าที่เขาคาดเดาไว้มากนัก

             

            นี่เป็นคำสัญญาจากอริยะ!

             

            “เป็นรางวัลจากการที่เจ้าปกป้องไพลิน” เธอพูดพลางเผยรอยยิ้มเล็กน้อย นิทานจ้องมองภาพนั้นอย่างไม่วางตา พระจันทร์สีนวลเบื้องหลังขับความโดดเด่นและความสูงส่งของเธอออกมาให้สูงล้ำราวกับเทพธิดา หากสิ่งที่นิทานสนใจกลับเป็นความคิดที่คาอยู่ในหัว

             

            ฉันไปปกป้องไพลินด้วยเหรอ ยังไงอริยะก็อยู่ตรงนี้ แถมสมบัติก็เยอะแยะ? นิทานฉงนเล็กน้อย หากนับกันตามหน้าที่ เขาปกป้ององค์หญิงไพลินจริง แต่หน่วยสามคนอื่นก็เช่นกัน รางวัลของเขาไม่สมควรมากมายถึงเพียงนี้ 

             

            อริยะแปลงเพลิงราวกับเข้าใจความฉงนในแววตาของนิทาน เธอเผยรอยยิ้มบางหากกลับไม่พูดอะไร

             

            สำหรับเธอแล้ว สิ่งที่นิทานได้ปกป้องไว้ไม่ใช่ความปลอดภัยขององค์หญิงไพลิน แต่เป็นเด็กหญิงน้อยไพลิน หลานรักของเธอที่ขดตัวอยู่ในมุมมืดต่างหาก 

             

            เธอเลี้ยงดูไพลินมาตั้งแต่เธอยังไม่อาจพูดวาจา เธอย่อมเข้าใจถึงความอัดอั้นมากมายในร่างของเด็กหญิงคนนี้ แม้ภายนอกเธอจะเติบใหญ่ มีคนมากมายรายล้อม แต่ในสายตาของเธอ ไพลินยังคงเป็นเด็กหญิงตัวเล็กผู้ไม่อาจรักตัวเองได้อย่างเต็มที่ 

             

            เด็กหญิงผู้อึดอัดกับความไร้พลัง หากก็พยายามเต็มที่ที่จะพัฒนา เด็กหญิงผู้ไม่อาจรักตัวเอง จึงมอบความรักให้ประชาชน เด็กหญิงผู้อ่อนโยนอย่างแท้จริง หากกลับเข้มงวดกับตัวเองยิ่งกว่าอะไรดี

             

            เธอย่อมเห็นว่าคำพูดของนิทานส่งผลมากมายเพียงใด เธอเห็นว่านิทานได้เปิดประตูเข้าสู่ห้องมืดนั้น แล้วจึงยิ้มอย่างอ่อนโยน กวักมือเรียกเด็กหญิงคนนั้นออกมา ไม่จำเป็นต้องยื่นมือช่วยหรือเข้าไปพยุง เพียงชี้หนทางให้เธอและมอบความมั่นใจให้เธอก็มากเกินพอแล้ว 

             

            ความมั่นใจที่เรียกว่าการยอมรับ ไม่ใช่เพราะใกล้ชิด ไม่ใช่เพราะสถานะ ไม่ใช่เพราะความเป็นห่วง หากเป็นการยอมรับจากคนที่แทบไม่ได้รู้จักเธอเลย เพียงยอมรับจากใจจริง

             

            เพียงแค่นี้ องค์หญิงไพลินผู้แข็งแกร่งย่อมสามารถก้าวออกมาได้ด้วยตนเอง นิทานทำสิ่งที่เธอไม่อาจทำได้ นี่จึงเป็นรางวัลของเขา

             

            รางวัลสำหรับการปกป้องตัวตนขององค์หญิงไพลินไว้ 

             

            แน่นอนว่านิทานไม่ทราบเรื่องพวกนี้แม้เพียงนิด เขาเพียงคิดไปเองว่ารางวัลแค่นี้สมควรไม่กระทบขนหน้าแข้งอริยะผู้แข็งแกร่ง

             

            โคตรรวยเลย! นิทานลิงโลด

             

            เขาสะกดความตื่นเต้นไว้ในใจพลางพนมมือกล่าวขอบคุณแทนการคำนับ เขาคิดว่าเช่นนี้ดูเหมาะสมกว่า จะอย่างไรอริยะแปลงเพลิงก็ดูจะใจดีไม่น้อย

             

            “ขอบคุณมากครับ” นิทานไหว้ 

             

            อริยะแปลงเพลิงพยักหน้าน้อย ๆ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากยังอยู่ตรงนั้น เธอหันไปทางไพลินก่อนทิ้งตัวลงข้างเธอ

             

            “ข้าจะรายงานกับราชวงศ์เรื่องนักสลักโทผู้นั้น หากโชคดีอาจพบผู้บงการ” อริยะแปลงเพลิงพูดขึ้นกับไพลินที่เงยหน้าขึ้นมา สองตาของเธอหายแดงก่ำแล้ว น้ำตาบนใบหน้าก็อันตรฐานหายไป หากยังมีผมที่กระเซอะกระเซิงอยู่เล็กน้อย

             

            “เป็นเด็กน้อยที่ขี้แยนัก” อริยะแปลงเพลิงยิ้มอย่างอ่อนโยน มือหนึ่งจัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงของเธอ อีกมือหนึ่งหยิกแก้มนวล

             

            “ท่านป้า!” องค์หญิงไพลินแหว เธอเหลือบมองไปด้านข้างหวังว่าเพื่อนของเธอจะไม่เห็นสภาพน่าอับอายของเธอ

             

            และแน่นอนว่านิทานย่อมไม่เห็นสิ่งใด ไม่ใช่เพราะอริยะแปลงเพลิงทำอะไร หากเพราะเขายังคงพลิกดูขวดเล็กสีดำและตราสีแดงเพลิงอย่างลิงโลด นัยน์ตาทั้งสองแทบจะกลายเป็นรูปเงิน

             

            คีตาต่างหากที่เห็นทุกสิ่ง มันส่ายหางไปมาเมื่อเห็นองค์หญิงไพลินมองมา มันหันไปมองนิทานที่ไม่ใส่ใจสิ่งรอบตัวแม้แต่น้อยแล้วจึงถอนหายใจ

             

            อริยะแปลงเพลิงโบกมืออีกครั้ง สายลมก็จัดเสื้อผ้าหน้าผมและสวมเป็นรองเท้าแทนข้างที่หายไป องค์หญิงไพลินกลับสู่สถานะราชวงศ์ผู้สูงส่งอีกครั้ง

             

            “ขอบคุณท่านป้ามากค่ะ” เธอโค้งตัวน้อย ๆ

             

            “อืม พวกเจ้าที่เหลือย่อมจัดการสัตว์อสูรอีกสามตัวกันเองได้ เมื่อเรียบร้อยแล้ว ภารกิจครั้งนี้ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว เจ้าก็รีบกลับเมืองหลวงล่ะ” อริยะแปลงเพลิงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนที่ร่างของเธอจะหายวับไปกับรัตติกาล ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

             

            “ทำได้ดีมาก” เสียงของเธอลอยแว่วมาตามสายลม องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็อดยิ้มขึ้นมาไม่ได้

             

            ยังมีกลิ่นและร่องรอยอยู่บ้าง ต่างกับนักเดินทางที่หายไปเลย นิทานคิด

             

            “นิทาน นายไปช่วยหน่วยสามก่อนเถอะ เดียวเราจะไปช่วยชาวบ้านอพยพก่อน” องค์หญิงไพลินพูดแค่นั้นแล้วจึงวิ่งเตาะแตะหายไปในความมืด ร่างเล็ก ๆ ของเธอมุ่งหน้าเข้าหาชาวบ้านมากมายที่ถอยห่างไปไกลในระหว่างที่พวกเขาสู้ศึกใหญ่

             

            “พกนี่ไปด้วย มันต้องใช้ใกล้ ๆ เราไม่มีจังหวะได้ใช้หรือมอบให้หัวหน้าเมย์เลย นายน่าจะใช้คล่องกว่า” องค์หญิงไพลินโยนถุงขนาดเล็กถุงหนึ่งให้เขารับ

             

            “กระดูกของกะพรุนเงือกผสมกับน้ำตาต้นเงินยักษ์ ข้างในใส่ฉนวนรับแรงปะทะไว้แล้ว ถ้าสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ต่ำกว่าอริยะรับรองขยับไม่ได้” ไพลินอธิบาย

             

            "ยังไงนายก็ไม่อยากเผยพลังทั้งหมดมั้ยล่ะ" องค์หญิงขยิบตาให้ ก่อนออกวิ่งไปหาชาวบ้านต่อไป

             

            นิทานก้มมองถุงเล็กในมือของเขาปริบ ๆ หากเป็นสมบัติระดับนี้ ถึงเป็นแรกเกิดแต่ถ้าอริยะไม่รู้ตัวเข้ามาใกล้ ๆ ก็เสร็จเอาได้ง่าย ๆ เช่นกัน หากไม่ติดที่ไพลินเป็นเพียงแรกเกิดและการที่ศิลาอัญเชิญสัตว์อสูรมาทีเดียวถึงห้าตัวอย่างเหนือความคาดหมาย เธอคงกระจายผงนี้จัดการไปตั้งแต่แรกแล้ว

             

            มีเงินนี่ทรงพลังจริงแฮะ นิทานเหงื่อตก เขาพลันรู้สึกกลัวองค์หญิงไพลินขึ้นมาน้อย ๆ เขาไม่รู้เลยว่าร่างเล็ก ๆ นั้นพกพาสมบัติที่อาจฆ่าเขาได้ทุกเมื่อไว้มากแค่ไหนกัน

             

            “เอ้า คีตา งานยังไม่เสร็จ เรากลับไปช่วยคนอื่นก่อนเถอะ” นิทานพูดเช่นนั้นแล้วจึงออกวิ่งกลับไปยังอีกครึ่งของเมือง เสียงปะทะอันดุเดือดยังคงดังอยู่ไกล ๆ

             

            “โฮ่ง!” คีตาเห่าเบา ๆ หนึ่งครั้ง นิทานได้ยินเช่นนั้นก็เอียงคอสงสัย

             

            “ร้องไห้เหรอ? ร้องทำไมล่ะนะ นั่นสิน้า ก็คุณป้าของเธอดุขนาดนั้น เธอจะตกใจก็ไม่น่าแปลกใจนะ” นิทานตอบระหว่างวิ่ง เขาเห็นนภาออกหมัดซัดใส่สัตว์อสูรคล้ายนกอยู่ไกล ๆ บนฟากฟ้าปรากฏพยุหะหอกที่ซัดเข้าใส่สัตว์อสูรปากกว้างและสัตว์อสูรหมาป่าเพลิง 

             

            พยุหะหอกครึ่งหนึ่งถูกสูบหายไปในปากขนาดยักษ์ อีกครึ่งหนึ่งถูกสะท้อนกลับโดยที่ปลายหอกนั้นกลับด้านกัน หัวหน้าเมย์ยังคงต่อสู้ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน หอกที่ถูกสะท้อนกลับมาถูกหยุดไว้ด้วยพยุหะอีกชุดที่เล็งเป้าสวนอย่างแม่นยำ 

             

            ตราศักดิ์สิทธิ์สามคำบนฟากฟ้าเปล่งแสงวาบ ยกเลิกการกลืนกินของสัตว์อสูรปากกว้าง หอกส่วนน้อยที่ยังหลงเหลือจึงปักเข้าร่างของมัน หากหอกที่แทบหมดพลังจากการโดนกลืนกินพลังเหล่านี้กลับไม่เพียงพอจะทำร้ายมันได้ 

             

            “หือ เพราะฉัน? ฉันเหนื่อยตัวแทบขาดอยู่แล้วนะ ไปทำอะไรตอนไหนเล่า” นิทานคุยกับคีตาอย่างสบายอารมณ์ท่ามกลางสมรภูมิเดือด

             

            “โฮ่ง!”

            เดียวดีเดียวร้าย!

             

            “จริงอย่างที่นายพูดเลย อารมณ์เดียวดีเดียวร้าย ไม่รู้เป็นอะไรของเขา เป็นราชวงศ์นี่ท่าจะเหนื่อยเนอะ” นิทานส่ายหน้าไปมา เขานึกถึงนัยน์ตาที่สั่นไหวอย่างไร้เหตุผลขององค์หญิงไพลิน 

             

            “แต่อยู่กับเธอแล้วก็สนุกดีนะ ป้าของเธอรวยมากอีกต่างหาก โอสถพวกนั้นน่าจะขายได้ราคาอื้อซ่าเลยล่ะ” นิทานหัวเราะ

             

            คีตาช้อนร่างของนิทานขึ้นหลังพลางกระดิกหางไปมาเป็นการแสดงความเห็นด้วย

             

            สองร่างของพวกเขาทะยานเข้าหาอีกสมรภูมิหนึ่งอย่างรวดเร็ว บนท้องฟ้า อริยะแปลงเพลิงมองภาพนั้นจากไกล เธอส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความขบขัน

             

            “เด็กพวกนี้ คิดว่าข้าจะไม่ได้ยินรึไง”

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน