เฝอจิ่วเซ่อส่งน้ำให้ลู่เจียวซินดื่มแต่น้ำยังมิทันถึงปาก ชามใส่น้ำก็ถูกปัดจนกระเด็น
“เจ้าโง่จิ่วเซ่อ! เจอมารยาหญิงเข้าหน่อยก็ใจอ่อนเหตุใดมิปลดเชือกแล้วปล่อยนางไปเสียเลยเล่า!"
“พี่….พี่สะใภ้” เฝอจิ่วเซ่อกล่าวตะกุกตะกักน้ำเสียงหวาดกลัว
“นางเพียงแค่หิวน้ำ เจ้าจะเมตตาสักหน่อยก็มิได้หรือ” จางฝูลู่กล่าว
หญิงคนนั้นมองจางฝูลู่ที่ถูกมัดติดกับเสาต้นเดียวกันกับลู่เจียวซิน “เพิ่งรู้จักกันมิใช่รึหลงเสน่ห์มันอีกคนหรือไง”
จางฝูลู่จ้องนางเขม็งแต่มิกล้าต่อปากต่อคำเพราะเกรงว่าคนที่รับเคราะห์จะเป็นลู่เจียวซิน
หญิงคนนั้นหันกลับมามองเฉินอี้ที่ถูกมัดกับเสาอีกต้นหนึ่งและเดินเข้าไปนั่งมองหน้าเขา“เจ้าลูกกระต่ายตัวนี้สินะ ที่จับพี่ใหญ่แกได้จิ่วเซ่อ”
เฝอจิ่วเซ่อพยักหน้ามองนางด้วยความหวาดกลัว
“ฟางเหนียง” เฉินอี้กล่าว หญิงคนนั้นหน้าเปลี่ยนสีทันที
“เจ้าคือฟางเหนียงใช่หรือไม่” เฉินอี้กล่าวซ้ำ
หญิงคนนั้นกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที“ฟางเหนียงอันใด! ข้าคือจิงอี๋เหนียงมิใช่ฟางเหนียง!”
จางฝูลู่มองเฉินอี้และมองหญิงคนนั้น“เจ้าคือจิงอี๋เหนียงหรือ ที่แท้เจ้าเป็นพวกเดียวกับโจรพวกนั้นหรือ”
“โรงน้ำชาที่เจ้าเปิด ที่แท้เป็นเรื่องบังหน้าสินะ” ลู่เจียวซินกล่าว“เฝอจิ่วเซ่อคือน้องชายของเฝอจูจีใช่หรือไม่”
จิงอี๋เหนียงหันมายิ้มให้นาง“อ้าว ฉลาดขึ้นมาแล้ว ทำไมคนเราชอบมาฉลาดเอาตอนจบกันทุกที”
“ฟางเหนียง เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้” เฉินอี้ถามนาง“เหตุใดจึงไปอยู่กินกับหวูเอิน”
จิงอี๋เหนียงสะบัดหน้าหันมามองเฉินอี้“ข้าบอกว่าข้ามิใช่ฟางเหนียงอย่างไรเล่า!”
“แล้วฉุนอวี๋เล่า” เฉินอี้เอ่ยชื่อวิญญาณที่เขาปลดปล่อยจากถุงหอมจิงอี๋เหนียงตัวแข็งขึ้นมาทันที “เจ้าลืมฉุนอวี๋แล้วหรือ”
“เหตุใด! เหตุใดเจ้าจึงรู้จักชื่อนั้น” จิงอี๋เหนียงชี้นิ้วมาที่เฉินอี้มือของนางสั่นน้อยๆ
“ฉุนอวี๋เป็นสามีของเจ้ามิใช่หรือ?”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” จิงอี๋เหนียงกรีดร้องและยกมือขึ้นปิดหู เฝอจิ่วเซ่อมองหน้านางพลันสะดุ้งเฮือกจางฝูลู่กับลู่เจียวซินก็พลอยตกใจไปด้วย
“อย่าเอ่ยชื่อไอ้สารเลวนั่นให้ข้าได้ยิน!” จิงอี๋เหนียงถลึงตามองเฉินอี้น้ำตาคลอเบ้า “มิเช่นนั้นข้าจะตัดลิ้นเจ้า!”
“ข้าเพียงอยากรู้ว่า” เฉินอี้กล่าวต่อไปด้วยความระมัดระวัง“เหตุใดเจ้าจึงไปอยู่กินกับคนที่ฆ่าสามีเจ้า”
จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ด้วยความตกตะลึง
นางเงื้อมือขึ้นและตบเข้าไปที่ใบหน้าเฉินอี้เต็มแรงเฉินอี้หน้าสะบัดตามแรงมือรู้สึกหูอื้อตาลายราวกับเห็นหิ่งห้อยนับร้อยนับพันบินอยู่ตรงหน้า
“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาเขาเช่นนี้!” จิงอี๋เหนียงตวาดใส่เขาและตบเขาอีกฉาดหนึ่งเฉินอี้มึนงงแทบสลบ ได้รสเลือดในปากของตนเอง
“หวูเอินเขารักข้า เขาเป็นคนช่วยข้าขึ้นมาจากขุมนรก!” จิงอี๋เหนียงกล่าวไปน้ำตาก็เริ่มไหล“นรกที่ไอ้ชั่วฉุนอวี๋มันทิ้งข้าเอาไว้!”
“จิงอี๋เหนียง! เจ้าพอได้แล้ว! อย่าทำร้ายเขา!” จางฝูลู่ตะโกนออกมาเมื่อเห็นว่าจิงอี๋เหนียงยังไม่ยอมหยุดมือ “ข้าขอร้องเจ้า พอเถิด เขาบาดเจ็บแล้ว!”
จิงอี๋เหนียงลุกขึ้นยืนหอบหายใจและมองไปที่เฉินอี้ที่หน้าช้ำปากแตกเลือดไหลด้วยฝีมือของนางเอง
นางอยู่กินกับหวูเอินมาเจ็ดปีหวูเอินสอนนางต่อสู้และใช้อาวุธจนคล่องมือ นางจึงมีน้ำหนักมือมากกว่าหญิงทั่วไป
“สมควรแล้ว” จิงอี๋เหนียงยิ้มเยาะเฉินอี้ และตั้งท่าจะเดินออกไป
“เขาได้บอก….เรื่องลูกสาว….กับเจ้าไหม”เฉินอี้ยังอุตส่าห์พยายามส่งเสียงออกมา จางฝูลู่มองเขาและส่ายหน้า
“อาอี้! พอแล้ว มิต้องพูดแล้ว”
“หวูเอิน…เขาได้บอกเรื่องลูก…ของเจ้าไหม” เฉินอี้เงยหน้าพิงเสาอย่างอ่อนแรง
เมื่อเรียกรวมทหารแล้วปรากฏว่ามีคนหายไปจริงๆ นั่นคือเฝอจิ่วเซ่อ
“เฝอจิ่วเซ่อหรือ” ลู่จางเหว่ยหน้ากระตุก เมื่อนึกถึงนักโทษที่ชื่อเฝอจูจีเหตุใดเขาจึงมิได้เอะใจเลยสักนิด
เฝอจิ่วเซ่ออายุยี่สิบปีท่าทางซื่อๆ ออกจะดูไม่ทันคนด้วยซ้ำ จิงอี๋เหนียงเป็นคนฝากให้เขาเข้ามาที่กองทหารรักษาเมืองเพราะนางเป็นคนค่อนข้างกว้างขวางและชอบช่วยเหลือผู้อื่น
ผู้ที่ส่งตะเกียบให้นักโทษก็คือเฝอจิ่วเซ่อเหตุใดเขาจึงไม่นึกถึงเรื่องแซ่ของเขาเลยแม้แต่น้อย
เฝอจิ่วเซ่อต้องรู้จักเฉินอี้กับจางฝูลู่อยู่แล้วเพราะทั้งหมดเดินทางกลับมาด้วยกันแม้แต่เขาเองก็ยังสังเกตได้ว่าจินลี่หยางมีความสนิทสนมกับสหายทั้งสองคนของเขามากเพียงใด
เฝอจิ่วเซ่อจึงจับทั้งสองคนไปรวมทั้งน้องสาวของเขาเป็นตัวประกันเพื่อให้จินลี่หยางกับเขาเดือดเนื้อร้อนใจจนต้องปล่อยตัวนักโทษและประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือได้แก้แค้นเฉินอี้ด้วย
เห็นทีคราวนี้คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะมิใช่น้องสาวของเขาเสียแล้ว
ลู่จางเหว่ยสั่งให้คนไปค้นบ้านของเฝอจิ่วเซ่อกับโรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียง
บ่าวคนเดิมที่ลู่ฉงเยวี่ยส่งไปใช้งานวิ่งกลับเข้ามาในศาล ยกมือคำนับลู่ฉงเยวี่ยและพูดว่า “เรียบร้อยแล้วขอรับ”
ลู่ฉงเยวี่ยพยักหน้า“เชิญทุกท่านไปหารือกันต่อที่บ้านของข้าจะได้วางแผนการแลกตัวประกันกับคนของข้าเสียทีเดียวเลย” กล่าวจบ ลู่ฉงเยวี่ยก็เดินออกไปลู่จางเหว่ยจึงหันกลับมากล่าวกับจงฉง
“ท่านพ่อของข้าค่อนข้างกว้างขวางในฉางผิง จึงหยิบยืมคนมาได้ไม่น้อยเรียนเชิญใต้เท้าทุกท่านขอรับ”
ทุกคนจึงออกจากศาลเมืองฉางผิงและขึ้นรถม้าตามลู่จางเหว่ยไป
เมื่อมาถึงบ้านของลู่ฉงเยวี่ยก็ให้รู้สึกประหลาดใจโดยเฉพาะต้วนห่าวอู๋ที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่ครู่ใหญ่มองป้ายที่ติดหน้าประตูหรูหราโอ่อ่าเขียนว่า คฤหาสน์ตระกูลลู่
ลู่ฉงเยวี่ยคือเศรษฐีอันดับหนึ่งในฉางผิงนอกจากร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้แล้วยังชอบช่วยเหลือผู้คนไว้มากมายจนกลายเป็นนักบุญของ ฉางผิง
เพียงเอ่ยปากขอหยิบยืมกำลังคนและอาวุธก็มีคนให้ความร่วมมือไม่น้อย ตอนนี้ในลานของคฤหาสน์มีชายหนุ่มอาวุธครบมือกว่าสามร้อยคน
ลู่จางเหว่ยหันมามองจินลี่หยางและกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ“กำลังคนเท่านี้พอหรือไม่ขอรับซื่อจื่อ”
จินลี่หยางมองหน้าลู่จางเหว่ย“เรียกข้าใต้เท้าจินเหมือนเดิมเถิด มิคิดว่าจะรวบรวมคนได้มากถึงเพียงนี้บิดาท่านช่างกว้างขวางจริงๆ”
ลู่จางเหว่ยยิ้มเจื่อนๆ
จิงอี๋เหนียงนั่งร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจเฉินอี้ฟังเสียงร้องไห้ของนางด้วยความเวทนาที่รู้ความจริงทุกอย่างในวันที่สายเกินแก้
ตอนแรกนางไม่เชื่อเฉินอี้หาว่าเขาโกหกหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอดและลงไม้ลงมือไปกับเขาอีกหลายครั้งแต่เฉินอี้ก็อดทนและเล่าเรื่องทั้งหมดที่ฉุนอวี๋ถ่ายทอดให้เขาฟังต่อจิงอี๋เหนียง
จนกระทั่งสุดท้ายที่นางเชื่อเขาคือเรื่องของฟางจิง ลูกสาววัยห้าขวบของนาง
เฉินอี้บอกรูปพรรณสัณฐานของฟางจิงได้อย่างชัดเจนจนจิงอี๋เหนียงมือไม้อ่อนและทรุดลงไปนั่งกับพื้น
เฉินอี้บอกนางว่าฉุนอวี๋มิได้ทิ้งนางไป แต่เขาถูกหวูเอินฆ่าตาย
เมื่อจิงอี๋เหนียงถามถึงฟางจิงเฉินอี้ก็หายใจอย่างยากลำบาก รู้สึกเจ็บปวดหัวใจแทนนางเหลือเกิน
ตอนนี้ทุกคนเงียบรอฟังเฉินอี้แม้แต่เฝอจิ่วเซ่อยังจ้องเฉินอี้ รอให้เขาเอ่ยปากตาไม่กะพริบ
“หลังจากฆ่าฉุนอวี๋….หวูเอิน….โยนฟางจิงลงหน้าผา”เฉินอี้กล่าวจบก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดและมองไปยังดวงวิญญาณของฟางจิงที่ยืนอยู่ข้างจิงอี๋เหนียง
นางอยู่ข้างจิงอี๋เหนียงมาตลอดไม่เคยไปไหนเลย
จิงอี๋เหนียงร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด
นางมีความหวังมาตลอดว่าฉุนอวี๋จะเลี้ยงดูฟางจิงอย่างดีทำให้นางเติบโตอย่างมีความสุข เป็นเด็กสาวตัวน้อยหน้าตางดงาม
แม้จะไม่ได้อยู่กับนางก็ไม่เป็นไรเพียงขอให้ฟางจิงลูกสาวของนางมีชีวิตที่ดีก็เพียงพอแล้ว
แต่ไม่คิดเลยลูกสาวของนางไม่มีแม้โอกาสจะได้เติบโต ชีวิตน้อยๆที่นางเฝ้าฝันถึงมาตลอดว่าสักวันอาจจะได้พบหน้า
ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว……..
จางฝูลู่กับลู่เจียวซินเองยังรู้สึกได้ถึงความทรมานที่หนักหนาภายในจิตใจของจิงอี๋เหนียง
หลิวซูเจี๋ยที่สร้างเกราะคุ้มภัยให้เฉินอี้อยู่ก็ยังมองนางด้วยความเห็นใจ
“หวูเอิน!!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!! ฮือๆๆๆ”จิงอี๋เหนียงแผดเสียงปนสะอื้นด้วยความเจ็บช้ำ
................................
--ของแถมท้ายบท--
ลู่จางเหว่ยกับลู่เจียวซินแม้ว่าจะเป็นลูกของเศรษฐีแต่ก็ไม่เคยทำตัวยโสโอหัง กลับเป็นคนดีมีน้ำใจเป็นที่รักใคร่ของคนในฉางผิง
แต่เวลามีคนกล่าวชื่นชมบิดาของทั้งสองคนสองพี่น้องจะมีสีหน้ามิค่อยสู้ดีเท่าใดนัก
นั่นเพราะว่าบิดาของเขารักคนในฉางผิงมีเวลาทุ่มเทกายใจให้ทุกๆ อย่าง
แต่กับสองพี่น้องบิดาแทบจะไม่มีเวลาให้พวกเขาเลย
พี่ชายกับน้องสาวดูแลประคับประคองกันเองอยู่ในสายตาของพ่อบ้านในคฤหาสน์ขณะที่บิดาออกไปช่วยเหลือเจือจานคนอื่นๆ ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่นอกเรือน
ลู่จางเหว่ยเคยไม่พอใจบิดาถึงขนาดโต้เถียงกัน
แต่วันนี้เมื่อเห็นคนมากมายที่บิดาเคยเมตตากลับมาให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเขาด้วยความเต็มใจ
ลู่จางเหว่ยก็กล่าวอันใดมิออก