เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    54 อยู่เคียงข้างมาตลอด

            เฝอจิ่วเซ่อส่งน้ำให้ลู่เจียวซินดื่มแต่น้ำยังมิทันถึงปาก ชามใส่น้ำก็ถูกปัดจนกระเด็น

            “เจ้าโง่จิ่วเซ่อ! เจอมารยาหญิงเข้าหน่อยก็ใจอ่อนเหตุใดมิปลดเชือกแล้วปล่อยนางไปเสียเลยเล่า!"

            “พี่….พี่สะใภ้” เฝอจิ่วเซ่อกล่าวตะกุกตะกักน้ำเสียงหวาดกลัว

            “นางเพียงแค่หิวน้ำ เจ้าจะเมตตาสักหน่อยก็มิได้หรือ” จางฝูลู่กล่าว

            หญิงคนนั้นมองจางฝูลู่ที่ถูกมัดติดกับเสาต้นเดียวกันกับลู่เจียวซิน “เพิ่งรู้จักกันมิใช่รึหลงเสน่ห์มันอีกคนหรือไง”

            จางฝูลู่จ้องนางเขม็งแต่มิกล้าต่อปากต่อคำเพราะเกรงว่าคนที่รับเคราะห์จะเป็นลู่เจียวซิน

            หญิงคนนั้นหันกลับมามองเฉินอี้ที่ถูกมัดกับเสาอีกต้นหนึ่งและเดินเข้าไปนั่งมองหน้าเขา“เจ้าลูกกระต่ายตัวนี้สินะ ที่จับพี่ใหญ่แกได้จิ่วเซ่อ”

            เฝอจิ่วเซ่อพยักหน้ามองนางด้วยความหวาดกลัว

            “ฟางเหนียง” เฉินอี้กล่าว หญิงคนนั้นหน้าเปลี่ยนสีทันที

            “เจ้าคือฟางเหนียงใช่หรือไม่” เฉินอี้กล่าวซ้ำ

            หญิงคนนั้นกระเด้งตัวลุกขึ้นทันที“ฟางเหนียงอันใด! ข้าคือจิงอี๋เหนียงมิใช่ฟางเหนียง!”

            จางฝูลู่มองเฉินอี้และมองหญิงคนนั้น“เจ้าคือจิงอี๋เหนียงหรือ ที่แท้เจ้าเป็นพวกเดียวกับโจรพวกนั้นหรือ”

            “โรงน้ำชาที่เจ้าเปิด ที่แท้เป็นเรื่องบังหน้าสินะ” ลู่เจียวซินกล่าว“เฝอจิ่วเซ่อคือน้องชายของเฝอจูจีใช่หรือไม่”

            จิงอี๋เหนียงหันมายิ้มให้นาง“อ้าว ฉลาดขึ้นมาแล้ว ทำไมคนเราชอบมาฉลาดเอาตอนจบกันทุกที”

            “ฟางเหนียง เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้” เฉินอี้ถามนาง“เหตุใดจึงไปอยู่กินกับหวูเอิน”

            จิงอี๋เหนียงสะบัดหน้าหันมามองเฉินอี้“ข้าบอกว่าข้ามิใช่ฟางเหนียงอย่างไรเล่า!”

            “แล้วฉุนอวี๋เล่า” เฉินอี้เอ่ยชื่อวิญญาณที่เขาปลดปล่อยจากถุงหอมจิงอี๋เหนียงตัวแข็งขึ้นมาทันที “เจ้าลืมฉุนอวี๋แล้วหรือ”

            “เหตุใด! เหตุใดเจ้าจึงรู้จักชื่อนั้น” จิงอี๋เหนียงชี้นิ้วมาที่เฉินอี้มือของนางสั่นน้อยๆ

            “ฉุนอวี๋เป็นสามีของเจ้ามิใช่หรือ?”

            “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!” จิงอี๋เหนียงกรีดร้องและยกมือขึ้นปิดหู เฝอจิ่วเซ่อมองหน้านางพลันสะดุ้งเฮือกจางฝูลู่กับลู่เจียวซินก็พลอยตกใจไปด้วย

            “อย่าเอ่ยชื่อไอ้สารเลวนั่นให้ข้าได้ยิน!” จิงอี๋เหนียงถลึงตามองเฉินอี้น้ำตาคลอเบ้า “มิเช่นนั้นข้าจะตัดลิ้นเจ้า!”

            “ข้าเพียงอยากรู้ว่า” เฉินอี้กล่าวต่อไปด้วยความระมัดระวัง“เหตุใดเจ้าจึงไปอยู่กินกับคนที่ฆ่าสามีเจ้า”

            จิงอี๋เหนียงมองเฉินอี้ด้วยความตกตะลึง

            นางเงื้อมือขึ้นและตบเข้าไปที่ใบหน้าเฉินอี้เต็มแรงเฉินอี้หน้าสะบัดตามแรงมือรู้สึกหูอื้อตาลายราวกับเห็นหิ่งห้อยนับร้อยนับพันบินอยู่ตรงหน้า

            “เจ้ามีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาเขาเช่นนี้!” จิงอี๋เหนียงตวาดใส่เขาและตบเขาอีกฉาดหนึ่งเฉินอี้มึนงงแทบสลบ ได้รสเลือดในปากของตนเอง

            “หวูเอินเขารักข้า เขาเป็นคนช่วยข้าขึ้นมาจากขุมนรก!” จิงอี๋เหนียงกล่าวไปน้ำตาก็เริ่มไหล“นรกที่ไอ้ชั่วฉุนอวี๋มันทิ้งข้าเอาไว้!”

            “จิงอี๋เหนียง! เจ้าพอได้แล้ว! อย่าทำร้ายเขา!” จางฝูลู่ตะโกนออกมาเมื่อเห็นว่าจิงอี๋เหนียงยังไม่ยอมหยุดมือ “ข้าขอร้องเจ้า พอเถิด เขาบาดเจ็บแล้ว!”

            จิงอี๋เหนียงลุกขึ้นยืนหอบหายใจและมองไปที่เฉินอี้ที่หน้าช้ำปากแตกเลือดไหลด้วยฝีมือของนางเอง

            นางอยู่กินกับหวูเอินมาเจ็ดปีหวูเอินสอนนางต่อสู้และใช้อาวุธจนคล่องมือ นางจึงมีน้ำหนักมือมากกว่าหญิงทั่วไป

            “สมควรแล้ว” จิงอี๋เหนียงยิ้มเยาะเฉินอี้ และตั้งท่าจะเดินออกไป

            “เขาได้บอก….เรื่องลูกสาว….กับเจ้าไหม”เฉินอี้ยังอุตส่าห์พยายามส่งเสียงออกมา จางฝูลู่มองเขาและส่ายหน้า

            “อาอี้! พอแล้ว มิต้องพูดแล้ว”

            “หวูเอิน…เขาได้บอกเรื่องลูก…ของเจ้าไหม” เฉินอี้เงยหน้าพิงเสาอย่างอ่อนแรง

     

            เมื่อเรียกรวมทหารแล้วปรากฏว่ามีคนหายไปจริงๆ นั่นคือเฝอจิ่วเซ่อ

            “เฝอจิ่วเซ่อหรือ” ลู่จางเหว่ยหน้ากระตุก เมื่อนึกถึงนักโทษที่ชื่อเฝอจูจีเหตุใดเขาจึงมิได้เอะใจเลยสักนิด

            เฝอจิ่วเซ่ออายุยี่สิบปีท่าทางซื่อๆ ออกจะดูไม่ทันคนด้วยซ้ำ จิงอี๋เหนียงเป็นคนฝากให้เขาเข้ามาที่กองทหารรักษาเมืองเพราะนางเป็นคนค่อนข้างกว้างขวางและชอบช่วยเหลือผู้อื่น

            ผู้ที่ส่งตะเกียบให้นักโทษก็คือเฝอจิ่วเซ่อเหตุใดเขาจึงไม่นึกถึงเรื่องแซ่ของเขาเลยแม้แต่น้อย

            เฝอจิ่วเซ่อต้องรู้จักเฉินอี้กับจางฝูลู่อยู่แล้วเพราะทั้งหมดเดินทางกลับมาด้วยกันแม้แต่เขาเองก็ยังสังเกตได้ว่าจินลี่หยางมีความสนิทสนมกับสหายทั้งสองคนของเขามากเพียงใด

            เฝอจิ่วเซ่อจึงจับทั้งสองคนไปรวมทั้งน้องสาวของเขาเป็นตัวประกันเพื่อให้จินลี่หยางกับเขาเดือดเนื้อร้อนใจจนต้องปล่อยตัวนักโทษและประโยชน์อีกอย่างหนึ่งก็คือได้แก้แค้นเฉินอี้ด้วย

            เห็นทีคราวนี้คนที่น่าเป็นห่วงที่สุดคงจะมิใช่น้องสาวของเขาเสียแล้ว

            ลู่จางเหว่ยสั่งให้คนไปค้นบ้านของเฝอจิ่วเซ่อกับโรงน้ำชาของจิงอี๋เหนียง

            บ่าวคนเดิมที่ลู่ฉงเยวี่ยส่งไปใช้งานวิ่งกลับเข้ามาในศาล ยกมือคำนับลู่ฉงเยวี่ยและพูดว่า “เรียบร้อยแล้วขอรับ”

            ลู่ฉงเยวี่ยพยักหน้า“เชิญทุกท่านไปหารือกันต่อที่บ้านของข้าจะได้วางแผนการแลกตัวประกันกับคนของข้าเสียทีเดียวเลย” กล่าวจบ ลู่ฉงเยวี่ยก็เดินออกไปลู่จางเหว่ยจึงหันกลับมากล่าวกับจงฉง

            “ท่านพ่อของข้าค่อนข้างกว้างขวางในฉางผิง จึงหยิบยืมคนมาได้ไม่น้อยเรียนเชิญใต้เท้าทุกท่านขอรับ”

            ทุกคนจึงออกจากศาลเมืองฉางผิงและขึ้นรถม้าตามลู่จางเหว่ยไป

            เมื่อมาถึงบ้านของลู่ฉงเยวี่ยก็ให้รู้สึกประหลาดใจโดยเฉพาะต้วนห่าวอู๋ที่ยืนปากอ้าตาค้างอยู่ครู่ใหญ่มองป้ายที่ติดหน้าประตูหรูหราโอ่อ่าเขียนว่า คฤหาสน์ตระกูลลู่

            ลู่ฉงเยวี่ยคือเศรษฐีอันดับหนึ่งในฉางผิงนอกจากร่ำรวยที่สุดในเมืองนี้แล้วยังชอบช่วยเหลือผู้คนไว้มากมายจนกลายเป็นนักบุญของ  ฉางผิง

            เพียงเอ่ยปากขอหยิบยืมกำลังคนและอาวุธก็มีคนให้ความร่วมมือไม่น้อย ตอนนี้ในลานของคฤหาสน์มีชายหนุ่มอาวุธครบมือกว่าสามร้อยคน

            ลู่จางเหว่ยหันมามองจินลี่หยางและกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ“กำลังคนเท่านี้พอหรือไม่ขอรับซื่อจื่อ”

            จินลี่หยางมองหน้าลู่จางเหว่ย“เรียกข้าใต้เท้าจินเหมือนเดิมเถิด มิคิดว่าจะรวบรวมคนได้มากถึงเพียงนี้บิดาท่านช่างกว้างขวางจริงๆ”

            ลู่จางเหว่ยยิ้มเจื่อนๆ

     

            จิงอี๋เหนียงนั่งร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจเฉินอี้ฟังเสียงร้องไห้ของนางด้วยความเวทนาที่รู้ความจริงทุกอย่างในวันที่สายเกินแก้

            ตอนแรกนางไม่เชื่อเฉินอี้หาว่าเขาโกหกหลอกลวงเพื่อเอาตัวรอดและลงไม้ลงมือไปกับเขาอีกหลายครั้งแต่เฉินอี้ก็อดทนและเล่าเรื่องทั้งหมดที่ฉุนอวี๋ถ่ายทอดให้เขาฟังต่อจิงอี๋เหนียง

            จนกระทั่งสุดท้ายที่นางเชื่อเขาคือเรื่องของฟางจิง ลูกสาววัยห้าขวบของนาง

            เฉินอี้บอกรูปพรรณสัณฐานของฟางจิงได้อย่างชัดเจนจนจิงอี๋เหนียงมือไม้อ่อนและทรุดลงไปนั่งกับพื้น

            เฉินอี้บอกนางว่าฉุนอวี๋มิได้ทิ้งนางไป แต่เขาถูกหวูเอินฆ่าตาย

            เมื่อจิงอี๋เหนียงถามถึงฟางจิงเฉินอี้ก็หายใจอย่างยากลำบาก รู้สึกเจ็บปวดหัวใจแทนนางเหลือเกิน

            ตอนนี้ทุกคนเงียบรอฟังเฉินอี้แม้แต่เฝอจิ่วเซ่อยังจ้องเฉินอี้ รอให้เขาเอ่ยปากตาไม่กะพริบ

            “หลังจากฆ่าฉุนอวี๋….หวูเอิน….โยนฟางจิงลงหน้าผา”เฉินอี้กล่าวจบก็ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกเศร้าสลดและมองไปยังดวงวิญญาณของฟางจิงที่ยืนอยู่ข้างจิงอี๋เหนียง

            นางอยู่ข้างจิงอี๋เหนียงมาตลอดไม่เคยไปไหนเลย

            จิงอี๋เหนียงร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด

            นางมีความหวังมาตลอดว่าฉุนอวี๋จะเลี้ยงดูฟางจิงอย่างดีทำให้นางเติบโตอย่างมีความสุข เป็นเด็กสาวตัวน้อยหน้าตางดงาม

            แม้จะไม่ได้อยู่กับนางก็ไม่เป็นไรเพียงขอให้ฟางจิงลูกสาวของนางมีชีวิตที่ดีก็เพียงพอแล้ว

            แต่ไม่คิดเลยลูกสาวของนางไม่มีแม้โอกาสจะได้เติบโต ชีวิตน้อยๆที่นางเฝ้าฝันถึงมาตลอดว่าสักวันอาจจะได้พบหน้า

            ไม่มีวันนั้นอีกแล้ว……..

            จางฝูลู่กับลู่เจียวซินเองยังรู้สึกได้ถึงความทรมานที่หนักหนาภายในจิตใจของจิงอี๋เหนียง

            หลิวซูเจี๋ยที่สร้างเกราะคุ้มภัยให้เฉินอี้อยู่ก็ยังมองนางด้วยความเห็นใจ

            “หวูเอิน!!! ข้าจะฆ่าเจ้า!!!! ฮือๆๆๆ”จิงอี๋เหนียงแผดเสียงปนสะอื้นด้วยความเจ็บช้ำ

     

     

     ................................

     

     

    --ของแถมท้ายบท--

            ลู่จางเหว่ยกับลู่เจียวซินแม้ว่าจะเป็นลูกของเศรษฐีแต่ก็ไม่เคยทำตัวยโสโอหัง กลับเป็นคนดีมีน้ำใจเป็นที่รักใคร่ของคนในฉางผิง

            แต่เวลามีคนกล่าวชื่นชมบิดาของทั้งสองคนสองพี่น้องจะมีสีหน้ามิค่อยสู้ดีเท่าใดนัก

            นั่นเพราะว่าบิดาของเขารักคนในฉางผิงมีเวลาทุ่มเทกายใจให้ทุกๆ อย่าง

            แต่กับสองพี่น้องบิดาแทบจะไม่มีเวลาให้พวกเขาเลย

            พี่ชายกับน้องสาวดูแลประคับประคองกันเองอยู่ในสายตาของพ่อบ้านในคฤหาสน์ขณะที่บิดาออกไปช่วยเหลือเจือจานคนอื่นๆ ที่ตกทุกข์ได้ยากอยู่นอกเรือน

            ลู่จางเหว่ยเคยไม่พอใจบิดาถึงขนาดโต้เถียงกัน

            แต่วันนี้เมื่อเห็นคนมากมายที่บิดาเคยเมตตากลับมาให้ความช่วยเหลือครอบครัวของเขาด้วยความเต็มใจ

            ลู่จางเหว่ยก็กล่าวอันใดมิออก