7
ระหว่างทางเจอเด็กหล่อ
ฉันฝึกซ้อมการต่อสู้เล็กน้อยในตอนเช้าเพื่อเป็นการเรียกเหงื่อสักหน่อย ฉันมีความรู้สึกว่าถึงแม้ตัวฉันจะแค่หกขวบ แต่ควรคิดถึงอนาคตให้มากเข้าไว้จะดีกว่า ดังนั้นฉันควรจะดูแลตัวเองให้สวยสมกับเป็นเจ้าหญิงของอาณาจักร เพราะตัวฉันในชาติก่อนนั้น ถ้าเป็นคนที่ถ้าดูแลตัวเองหน่อยอาจจัดอยู่ในกลุ่มสาวสวยได้เลยแหละ แต่ด้วยความที่ชาติก่อนฉันไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเท่าไหร่ เลยทำให้สภาพฉันเวลาคนมองต่างพากันส่ายหน้าเดินหนีและตราหน้ากันว่ายัยซกมก และยังถูกจัดเข้ากลุ่มสาวมุมมืดที่อับชื้นด้วยล่ะ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เฉกเช่นนั้นได้เกิดขึ้นอีก ตัวฉันในตอนนี้ควรจะดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนยังเด็ก ในวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต เริ่มตั้งแต่เรื่องการออกกำลังกาย อาหารการกิน และเรื่องของการดูแลผิวพรรณความสะอาดต่างๆ น่าแปลกที่หกปีมานี้ตัวฉันแทบจะเล่นสนุกสนานเป็นเด็กๆ จนไม่ได้ใส่ใจเรื่องรอบข้างมากเท่าไหร่
วันนี้ฉันว่าจะไปร่วมงานประมูลละ แต่จะว่าไปแล้วกระดาษที่เห็นเมื่อวันก่อนก็บอกไว้ด้วยว่าภายในงานจะมีการรวบรวมของหายากต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน และถ้าใครถูกใจของชิ้นไหนก็สามารถที่จะประมูลสิ่งของที่ตัวเองสนใจได้ แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ฉันเองไม่สามารถออกไปได้ด้วยตัวเองในตอนนี้ ฉันเองก็อยากไปนะ อยากไป อยากไปที่สุดเลยละ
ฉันเองก็อยากจะได้ของใช้สักชิ้นก่อนที่จะเข้าสอบเหมือนกันนะ เหลืออีกแค่สองวันก็จะถึงวันสอบแล้ว อาจจะเป็นอาวุธอะไรสักอย่าง แต่เด็กหกขวบไปขอซื้ออาวุธก็คงจะไม่ได้สินะ งั้นอาจจะเป็นพวกของประดับน่ารักๆ สักชิ้น แต่ท่านพ่อและท่านแม่ก็ไม่อยู่เพราะไปงานสำคัญอีกงานหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้อีเวอลีนเป็นผู้ปกครองพาไปด้วยอยู่หรอกนะ แต่เจ้าตัวก็ดันมีธุระพอดีเลยไม่อยากรบกวน เพราะถ้าฉันบอกอีเวอลีน ยังไงเธอก็ต้องพาฉันไปมากกว่าจะไปธุระของตัวเองอยู่แล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเป็นอีเวอลีนไปที่ไหนก็เถอะนะ
เอาล่ะ ! ฉันตัดสินใจที่จะออกจากวังไปงานประมูลด้วยตัวเอง ถ้าจะรบกวนให้คนอื่นพาไปก็คงไม่ดีแน่ เพราะวันนี้มีงานที่สำคัญคือต้อนรับราชาจากอีกอาณาจักรที่เขตการปกครองที่หนึ่ง ทุกคนคงจะยุ่งวุ่นวายกันน่าดู อีกอย่างฉันก็มีนิสัยขี้เกรงใจคนอื่นติดมาตั้งแต่ชาติก่อนแล้วละนะ ถ้าอย่างนั้นเขียนจดหมายบอกให้อีเวอลีนรู้หน่อยก็แล้วกัน เผื่อเธอมาแล้วไม่เห็นฉันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา
ฉันอยากจะเดินออกไปอย่างแนบเนียนที่สุด เพราะฉะนั้นจะให้โดนจับไม่ได้เด็ดขาด เหตุผลที่ไม่อยากให้ใครรู้ว่าแอบไปเที่ยวเล่นข้างนอกนะเหรอคะ ไม่มีหรอกของแบบนั้น แต่แค่อยากเป็นเจ้าหญิงแสนซนแอบหนีเที่ยวก็แค่นั้น เอาล่ะ โถงใหญ่ทางสะดวกละ ทางเดินริมระเบียงก็รอด ปัญหาจริงๆ คือประตูใหญ่ต่างหาก แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่ได้ยากเกินความสามารถของฉันหรอกนะ สถานการณ์แบบนี้ก็ต้องทางสุนัขขุดผ่านน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ละ
เมื่อฉันออกมานอกวังได้แล้วอย่างแรกก็คือต้องไปพื้นที่จัดการประมูล ตรงนี้แหละที่คือปัญหามากที่สุด จากการที่ฉันได้ถามทางกับเด็กรับใช้ในวังมาอันดับแรกจะต้องไปเขตการปกครองที่สามให้ได้ก่อน ตอนนี้ฉันอยู่เขตการปกครองที่เก้าซึ่งเป็นส่วนของพระราชวัง อืม... ถ้าจะยากแล้วแฮะ โอ้ว! เหมือนตรงนั้นจะมีรถม้าอยู่คันหนึ่งนี่นา
“ขอโทษนะคะถ้าหนูอยากจะไปเขตการปกครองที่สาม หนูจะสามารถนั่งรถม้าไปถึงได้เลยไมคะ” ฉันตัดสินใจถามบริการรถม้ารอบอาณาจักรเนี่ยแหละ หลักการของรถม้านี้ก็เหมือนกับรถโดยสารของโลกก่อน นั่นเอง
“ผมไปไม่ถึงครับ น่าเสียดายจังครับรถที่จะไปถึงเขตนั้นได้ก็พึ่งจะออกไปเมื่อไม่นานนี้เองครับ กว่าจะมีมาอีกทีก็เกือบเย็น เพราะตอนนี้รถม้าประจำทางพากันไปที่งานสังสรรค์ใหญ่ที่เขตหนึ่ง รถม้าของผมไปได้ถึงแค่เขตสี่ครับ” นี่มันอะไรกันเนี่ย แต่จะว่าไปวันนี้ที่เขตฉันดูไม่ค่อยจะมีคนเหมือนกันนะ ท่านพ่อกับท่านแม่น่าจะกำลังรอต้อนรับราชาที่เขตหนึ่งแน่เลย แต่ยังไงก็เถอะทำไมฉันถึงได้อับโชคมากมายขนาดนี้เชียว ฉันคือเจ้าหญิงดวงซวยของแท้เลยละ
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูไปลงที่เขตสี่ก็ได้ค่ะ” ฉันตัดสินใจแบบนั้นแล้วค่อยหาทางไปที่เขตสามเอาข้างหน้าละกัน เป็นไงเป็นกันละงานนี้
ระหว่างทางไปงานประมูล ฉันได้ผ่านเขตการปกครองหลายๆ แห่ง ได้เห็นความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ช่างเป็นเมืองที่สงบสุขเสียจริง ทุกอย่างดูสวยงามสำหรับฉันผู้ซึ่งไม่ค่อยได้มีโอกาสออกมาข้างนอกมากนัก ฉันเกรงว่าที่อาณาจักรแห่งนี้คงไม่ค่อยมีการต่อสู้ที่รุนแรงเท่าไหร่ เพราะตั้งแต่ฉันอยู่มาหกปีก็ไม่เคยได้ยินเรื่องสัตว์ประหลาดอะไรแบบนั้นจากคนอื่นเลยนะ จนตัวฉันยังแอบเผลอคิดไปเลยว่าเรื่องแบบนั้นอาจเป็นแค่ตำนานหรือนิยายก็ได้
อ๊ะ! ว่าแต่ในรถม้าคันนี้เองก็มีคนอยู่ด้วยคนหนึ่งนี่นา ฉันมองไปยังเด็กชายที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ผิวสีแทนกับใบหน้าได้รูป คิ้วเองก็คมเข้มแถมยังมีจมูกที่โด่งเป็นสันเลย เขาทำฉันตะลึงไปเหมือนกันนะ ทั้งที่ยังเป็นแค่เด็กเองแท้ๆ ในอาณาจักรของฉันรวมคนหน้าตาดีไว้อย่างนั้นหรอกเหรอเนี่ย เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่คนหล่อคนสวยไปหมด ขนาดส่องกระจกทุกเช้ายังเจอเลย อาณาจักรฉันเนี่ยมันดีจริงๆ นะคะเนี่ย ฮุฮุ โฮะ โฮะ
“สวัสดีค่ะ” ฉันกล่าวทักทายเด็กผู้ชายตรงข้ามฉัน แต่ไร้ซึ่งการตอบสนอง บรรยากาศแบบนี้มันอะไรกันคะ
“นายชื่ออะไรเหรอ ฉันเมลินดานะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” เอาละ ฉันก็อยากมีเพื่อนข้างนอกก่อนที่จะไปโรงเรียนบ้าง อะไรบ้าง เหตุผลก็ง่ายๆ แค่นั้น ไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝงเลยจริงๆนะ และเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายพูดกลับมาว่า “ก่อนจะถามชื่อคนอื่นก็ควรบอกชื่อตัวเองก่อน” ฉันจึงชิงแนะนำตัวก่อนยังไงละ
“ฉันชื่อดีแลน” เกินคาดเลยละ ตอนแรกฉันคิดว่าเขาจะไม่ตอบฉันเสียอีก แต่ก็ยังอุตส่าห์บอกชื่อให้ฉันถึงแม้เวลาพูดเขาจะมองออกไปที่หน้าหน้าต่างก็เถอะนะ
“นายใช่คนของเขตสี่หรือเปล่า พอดีฉันอยากจะไปเขตสาม อยากรบกวนขอถามอะไรหน่อยจะได้มั้ยคะ”
“ฉันไม่ใช่คนเขตสี่หรอกนะ แต่ฉันก็จะไปที่เขตสามเหมือนกัน วันนี้ดันไม่มีรถซะได้ ทำไมวันนี้ทำอะไรก็ยุ่งยากไปหมดกันนะ” ดีแลนพูดกับฉันอย่างหงุดหงิด เอาซะฉันรู้สึกว่าถ้ายุ่งกับเขาตอนนี้คงจะทำให้เขารำคาญมากยิ่งขึ้นเลยละ
“นั่นสินะคะ” ฉันได้แต่ตอบกลับเชิงเห็นด้วย
“แล้วเธอละ เป็นคนที่ไหนล่ะ มีธุระอะไรที่เขตสามงั้นเหรอ”
“ฉันอยากจะไปงานประมูลนะคะ อยากจะไปดูว่าที่งานนั้นมีอะไรบ้าง”
“งานแบบนั้นมีแต่ของราคาแพง และน่าเบื่อมากเลย เธออยากจะไปจริงๆ เหรอ” ถ้าถามว่าซื้อไหวมั้ย ก็น่าจะไหวนะ แต่ต้องไปดูก่อนว่าของที่เขาประมูลกันอยู่นะ มีของที่ฉันอยากจะได้หรือเปล่า
“ว่าแค่จะไปเดินดูบรรยากาศของงานเฉยๆ นะ” ฉันตอบออกไปแบบนั้น แต่ดูเหมือนบรรยากาศในรถจะเงียบไปพักใหญ่นะ
พอถึงที่หมาย ณ เขตการปกครองที่สี่ ดีแลนพาฉันเดินต่อไปถึงเขตการปกครองที่สามเพื่อที่จะได้เข้างานประมูล แต่ว่านะ ทำไมดีแลนจะต้องจับมือฉันด้วยละเนี่ย เรายังเป็นแค่เด็กหกขวบเองนะแถมยังพึ่งจะรู้จักกันด้วย หรือเพราะเป็นแค่เด็กเนี่ยแหละนายเลยไม่ได้คิดอะไร แต่ฉันนี่สิ ตอนนี้ใจของฉัน มันเต้นตึกตัก ตึกตัก ไปหมดแล้ว
“อ๊ะ โทษที พอดีลืมตัวเวลาเดินกับน้องสาวนะ” ดีแลนรีบดึงมือกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับหันหน้าที่แดงไปทางอื่น
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” ฉันได้แค่ตอบออกไปแบบนั้นจริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ แต่เพราะอีกฝ่ายยังเป็นแค่เด็กหกขวบ เพราะฉะนั้นแล้วการปล่อยวางน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ฉันหายใจเข้าลึกๆ ยุบหนอ พองหนอ
“งั้นเราไปกันเถอะ อีกแค่นิดเดียวก็จะถึงงานประมูลแล้ว”
“ค่ะ” ฉันเดินตามดีแลนไปเรื่อยๆ ได้เดินผ่านสะพานที่เชื่อมแม่น้ำด้วยล่ะ ตรงนี้เป็นอะไรที่สวยมากๆ เลย เป็นวิวทิวทัศน์ที่มองได้เรื่อยๆ จนฉันอยากถ่ายรูปเก็บไว้จังเลย ถ้าเป็นที่โลกเก่าก็แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก็กดถ่ายรูปได้แล้ว แต่พอมาโลกนี้อะไรๆ ก็ดูยุ่งยากไปหมด เวทมนตร์ฉันเองก็ไม่มีเหมือนคนอื่นอีกด้วย พอคิดๆ ดูแล้วด้านพลังกายเองก็ใช่ว่าจะฝึกกันได้ง่ายๆ ถ้าอนาคตข้างหน้าต้องซ้อมหนักกว่าเดิมอีกละ แล้วถ้าจู่ๆ เกิดกลุ่มคนที่เห็นฉันไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้สืบทอดบังลังก์รุ่นต่อไปมาต่อต้านฉันขึ้นมาละก็ แค่คิดก็เหนื่อยใจแล้วละ
“เฮ้อ”
“เธอเหนื่อยแล้วเหรอ”
“เปล่าหรอกค่ะ แค่คิดถึงชีวิตที่น่าสมเพชของตัวเองนะคะ” ฉันได้แต่บอกดีแลนอย่างนั้นพร้อมกับทำหน้าเศร้าหมองสุดๆ
“ยังเร็วไปหรือเปล่าที่จะท้อแท้กับชีวิต เธอนะ! ยังเป็นเด็กอยู่เลยนะ” ดีแลนพูดเตือนให้สติฉันกลับคืนมา อะไรกันเนี่ย ช่วงนี้ทำไมมีแต่เด็กๆ มาคอยให้คำชี้แนะแนวทางของชีวิตกับฉันกันนะ หรือจริงๆ แล้วเด็กนี่แหละ คือฮีลลิ่งเยียวยาจิตใจที่แท้จริงสำหรับผู้ใหญ่ บางทีชีวิตไม่ต้องคิดอะไรมากมาย แบกอะไรเหมือนกับเราโตแล้วก็ได้นี่นา แค่ปล่อยวางซะบ้างแล้วก็สนุกสนานเหมือนครั้งที่ยังเป็นเด็กก็แค่นั้นเอง
“ขอบคุณนะ ดีแลน” ฉันหันหน้าไปขอบคุณดีแลนที่กำลังทำหน้างงเหมือนเด็กไร้เดียงสาทั่วไป ฉันยิ้มกว้างให้ดีแลนแบบที่ยังไม่เคยยิ้มมาก่อนในโลกใหม่นี้
“อะไรของเธอกัน อย่าทำตัวแปลกๆ สิ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วนายจะหน้าแดงทำไมกัน หรือจริงๆ แล้วนายชอบเด็กสาวแสนสวยและน่ารักเหมือนฉันสินะ” ดีแลนไม่ตอบได้แต่หน้าแดงและรีบเดินไปข้างหน้า ใช่แล้วละ ฉันได้โอกาสมาเกิดใหม่ ได้กลับมาเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องคิดท้อแท้กับชีวิตมากมายขนาดนั้นเลย ขอบใจนะดีแลน