หลังจากพิธีกรสาวกล่าว ทุกคนต่างรีบขึ้นมาบนเวที เพื่อดูสินค้าที่จะนำมาเปิดประมูล ตามธรรมเนียมแล้วคนที่อยู่บนอัฒจันทร์จะได้ดูก่อนเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นผู้ที่อยู่ในห้อง VIP จะเข้ามาดูต่ออีก 25 นาที
“โอ้ นี่มันกระบี่ระดับปฐพี ตัวดาบกับฝักดาบเก่าไปหน่อย แต่ก็น่าประมูลสนใจ” คนของสำนักหัวซาน ที่เป็น 1 ในห้าขุนเขากระบี่กล่าว
“นี่มันเหล็กลมปราณขั้นต้น ไหนขอตรวจสอบเสียหน่อย อืม ไม่เลว คุณภาพดี” คนจากสำนักบู๊ตึ๊งกล่าว
“ชิ้นนี้เยี่ยมไปเลย เนื้องานดีมากจริง ๆ” คนจากง๊อไบ้ดูเหมือนจะชอบแจกันโบราณที่มีพลังปราณแฝงอยู่
“แจกันเก่า ๆ นั่นน่ะนะ พวกของตกแต่งจะไปมีค่าอะไร” ชายคนหนึ่งพูด
“ฉันมีเงิน มันเรื่องของฉัน” คนจากง๊อไบ้กล่าว
ในบรรดาสินค้าที่นำมาประมูล มีเพียงกระบี่ระดับปฐพี เท่านั้นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง หากแต่มีสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่ถือเป็นดาวเด่นของงาน ใช่แล้วมันคือโอสถเสริมลมปราณขั้นต้น ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน ที่ไป่ฉีได้นำมันมาประมูล มีคนจำนวนมากแวะเวียนมาดูโอสถนี้อยู่นานมาก พวกเขาใช้เวลาดูนานกว่าสินค้าชนิดอื่น เพราะโอสถความบริสุทธิ์ 10 ส่วนนี้พวกเขาเคยอ่านเจอแค่ลักษณะที่ถูกเขียนบรรยายไว้ในตำราเก่าแก่เท่านั้น ไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน
“นี่น่ะเหรอโอสถที่ใช้วิธีปรุงตามตำราโบราณ”
“ใครเป็นผู้นำมาประมูลกัน”
“มันเป็นของใหม่ใช่ไหม”
“มีการเซ็นรับรองจากผู้อาวุโสสมาคมการค้า คงไม่หมดอายุหรอก”
“อืม น่าสนใจยิ่งนัก สีโปร่งแสงตรงตามตำราจริง ๆ”
“มี 10 เม็ด เหรอ แบบนี้ราคาไม่แพงนรกแตกเรอะ”
“ของพวกนี้คงมีแต่พวกตำหนักเทพเท่านั้นล่ะมั้งถึงจะมีปัญญาซื้อได้น่ะ”
จากที่ไป่ฉีได้ข้อมูลมา พวกตำราและวิชาต่าง ๆ ของโลกยุทธภพนั้นถูกทำลายไปในยุคที่พวกเขาเรียกกันว่ากลียุค เป็นยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจ ตระกูลนับพันถูกทำลาย ตำราวิชาและตำราโอสถถูกทำลายและเสียหายจนไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ นอกจากนี้หลังจบสงคราม พวกเขาพบว่าไม่เหลือผู้รอดชีวิตที่มีระดับสูงกว่าระดับจักรพรรดิเลยแม้แต่คนเดียว ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ชี้นำในการก้าวสู่ระดับที่สูงกว่าระดับจักรพรรดิ แม้แต่พวกตำหนักเทพก็เช่นกัน การปรุงโอสถโดยการใช้ปราณในการให้กำเนิดเพลิงปราณได้หายสาปสูญไปพร้อมกับการสร้างเหล็กลมปราณระดับกลางและระดับสูง
พวกประมุขของตำหนักเทพติดอยู่ที่ขั้นสูงสุดของปราณจักรพรรดิมานานหลาย 10 ปีแล้ว พวกเขาทำการค้นคว้าจากตำราเก่า ๆ ที่ยังพอมี แต่บางส่วนก็เสียหายจนอ่านไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย ดังนั้นการที่มีตัวอย่างโอสถแบบนี้ พวกเขาจะต้องประมูลไปให้ได้อย่างน้อยสัก 1 เม็ดเพื่อใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในตอนนี้ทำการแยกส่วนประกอบแน่ แต่จะหาเจองั้นเหรอ เพราะสิ่งที่พวกเขาเจอก็จะเจอเพียงแค่ตัวยาที่เปลี่ยนสภาพจากสารหนึ่งในสมุนไพรที่พวกเขารู้จักกลายเป็นสารที่พวกเขาไม่รู้จัก หากไม่สามารถใช้ไฟปราณในการปรุงโอสถได้ล่ะก็ ไม่มีทางรู้หรอกว่ามันมาจากสมุนไพรชนิดไหน
ขณะที่ไป่ฉีกำลังคิดแผนต่อไปของเขา ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เป็นพนักงานสาวที่อยู่หน้าห้องนั่นเอง
“มีธุระอะไรครับ” ไป่ฉีถาม
“ได้เวลาที่ผู้ประมูลจากห้อง VIP สามารถลงไปชมสินค้าได้แล้วค่ะ” พนักงานสาวกล่าว
“ไม่จำเป็น วันนี้ไม่มีของถูกใจข้าแม้แต่ชิ้นเดียว” ไป่ฉีกล่าว เพราะของที่นำมาประมูลวันนี้นอกจากโอสถกับกระบี่ของเขาแล้ว มันคือขยะ ไม่สิ เศษขยะที่เขาไม่มีทางจะเอาเก็บไว้ในแหวนมิติของเขาเสียด้วยซ้ำไป
ทางพนักงานหญิงรับคำ ก่อนจะยืนเฝ้าที่หน้าห้องต่อไป กับความคิดที่ว่า ท่านเทพกระบี่คงมีสมบัติที่มีค่ามากกว่านี้แน่นอน ถึงได้ไม่สนใจสินค้าประมูลในครั้งนี้แม้แต่น้อย สักพักผู้อาวุโสอี้เซียนที่อยู่ข้างล่างเมื่อไม่เห็นอวี้กงลงมาจึงได้โทรขึ้นมาถาม
[ท่านอวี้กงไม่ลงมารึ] อี้เซียนถาม
“ท่านอวี้กงบอกว่าเขาไม่สนใจสินค้าในงานประมูลนี้แม้แต่ชิ้นเดียวค่ะ” พนักงานสาวตอบ
“อืม เข้าใจแล้ว ดูแลให้ดีล่ะ” อี้เซียนวางสาย ก่อนจะหันไปมองพวกตำหนักเทพกับ 7 เสาหลักของยุทธภพกำลังดูสินค้ากันอยู่ เขามองไปที่สินค้าอีกรายการหนึ่งที่ซานไห่นำมาก่อนการประมูลจะเริ่มขึ้น และเริ่มมองหาซานไห่ ซึ่งตอนนี้กำลังยืนอยู่ใกล้กับสินค้าพิเศษชิ้นนั้น
“ท่านอี้เซียน มีอะไรให้ผมช่วยไหม” ซานไห่ถาม
“มีอะไรจะอธิบายเกี่ยวกับสินค้าชิ้นนี้ที่นายทำไปโดยไม่บอกฉันไหม หืม….” อี้เซียนกล่าว ขณะเดียวกันผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ก็เข้ามาหาซานไห่เพื่อถามเรื่องนี้เช่นกัน
“ขอเชิญผู้อาวุโสทุกท่านไปยังห้องหลังเวที ที่มีการป้องกันการดักฟังด้วย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง” ซานไห่กล่าว ก่อนจะหันไปสั่งกำชับให้คนคุ้มกันดูแลให้ดี
ภายในห้องหลังเวที
ซานไห่ ได้บอกถึงสิ่งที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีแดงนั่นว่ามันคือ กระบี่ราชันย์อัคคี เป็นของที่อวี้กงได้ให้เขานำมาเข้าร่วมประมูลในครั้งนี้ ก่อนการประมูลจะเริ่มขึ้นเล็กน้อย นั่นทำให้ผู้อาวุโสคนอื่นถึงกับมือไม้สั่น ไม่คิดว่าอวี้กงจะนำกระบี่ที่แทบประเมินค่าไม่ได้นี้มาเข้าร่วมประมูล แถมราคาเริ่มต้นประมูลยังเป็นเลข 9 หลัก ซึ่งถือว่าสูงที่สุดตั้งแต่สมาคมการค้าตะวันจันทราเคยเปิดประมูลมาเลยก็ว่าได้
หลังจากคุยกันเรียบร้อยแล้ว ผู้อาวุโสทั้งหมดก็เดินออกมายืนล้อมรอบสินค้าพิเศษนี้ ทำให้ทุกคนอดแปลกใจไม่ได้ สินค้าอะไรกัน ถึงต้องมีคนคุ้มกันมากขนาดนี้
ขณะที่ทุกคนกำลังมองไปยังที่ตั้งสินค้าพิเศษ พวกเขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังเดินขึ้นไปบนเวที
“นั่นเขา นั่นอวี้กง” มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เอ๋ เทพกระบี่มีระดับปราณแค่ชั้นนภาเองเหรอ” ชายคนหนึ่งพูดด้วยความสงสัย
“ได้ฉายาเทพกระบี่มาได้ยังไงกัน” หญิงวัยกลางคนกล่าว
เสียงพูดคุยกันบนอัฒจันทร์นั้น ไป่ฉีได้ยินทั้งหมด หากแต่เขาไม่สนใจ เพราะเบื้องหน้า เหล่าผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจในยุทธภพ กำลังทำการทดสอบเขาด้วยการแผ่ปราณเข้ากดดัน หากเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณชั้นนภา คงถึงกับเขาทรุด ลงไปกองกับพื้นแล้ว
'เจ้าพวกเด็กน้อยพวกนี้ หากบิดาผู้นี้ยังอยู่ในวัยรุ่นเลือดร้อนละก็ (ตอนนี้แกก็วัยรุ่นอยู่นะ) ข้าจะจับพวกมันมัดด้วยเชือกผนึกปราณแล้วตีก้นเรียงตัวดัดสันดานเสียหน่อย พ่อแม่เจ้าไม่ได้สั่งสอนรึว่าไม่ควรลองดีกับศัตรูที่ไม่รู้จัก จนกว่าจะรู้ตื้นลึกหนาบางของศัตรูมากพอก่อน ว่าเป็นคนที่ควรหาเรื่องหรือไม่' ไป่ฉีคิดได้ดังนั้น เขาก็ใช้จิตสังหารแฝงด้วยเจตจำนงแห่งการฆ่าฟัน พุ่งเข้าใส่พวกนั้นเป็นการโต้กลับ
เกิดเสียง [อุ๊ก] ขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พวกเขาถูกจิตสังหารของชายหนุ่มตรงหน้ากดดันกลับมา มันไม่เหมือนกับปราณ มันโจมตีจิตใจของพวกเขาโดยตรง ทำให้พวกเขาต้องหยุดการแผ่ปราณกดดันชายหนุ่มตรงหน้าทันที
'โต้กลับได้ทันทีเลยงั้นรึ' หลงสุ่ยคิด
“รังสีฆ่าฟันรุนแรงขนาดนี้ ฆ่าไปกี่คนกันล่ะเนี่ย” อู่กุยหลงจินกำลังประเมินจำนวนคนที่ถูกอวี้กงฆ่าจากความรุนแรงของจิตสังหาร
'โชคดีจริง ๆ ที่เขาไม่ฆ่าเฟิงจิน ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด สั่งกักบริเวณเพิ่มดีไหมเนี่ย' เฟิงหลงกำลังคิดเช่นกัน
“หืม ที่เสี่ยวปิงยกย่อง คงไม่ใช่เรื่องยกเมฆสินะ ท่วงท่าสง่างาม ดูทรงภูมิความรู้ หน้าตาดี ความสามารถได้ อา อยากได้เป็นลูกเขยจริง ๆ” หู่หยุนมองอวี้กงตั้งแต่หัวจรดเท้า
'ใช้ได้เลยทีเดียว อายุยังน้อย กลับสามารถตอบโต้ได้ยอดเยี่ยม เขาจะรับฝากเจ้าลูกจอมขี้เกียจเป็นศิษย์ไหมนะ' จี๋หลินเวิ่นเทียนคิด
“ผู้อาวุโส ที่เรียกผมมามีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ” ไป่ฉีถาม ขณะที่กำลังเดิน ก็มีหญิงสาวที่แววตาดูเปล่งประกาย ไว้ผมทรงทวินเทล เส้นผมสีน้ำตาล เดินมาขวางทางเขา
“คุณหนู กรุณาถอยออกไปด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านเทพกระบี่ ฉันเป็นแฟนคลับคุณค่ะ ยินดีที่ได้พบนะคะ” หู่เสี่ยวปิงจับมือไป่ฉีมาเช็กแฮนด์ ส่วนไป่ฉีนั้นชินแล้วกับการถูกสาว ๆ จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวแบบนี้
“เอาเป็นว่าจะจำไว้ ตอนนี้หลีกทางด้วย ข้ามีงานต้องทำ” ไป่ฉีไม่สนใจ เขาชักมือกลับ ก่อนจะเดินไปทางผู้อาวุโส ส่วนหู่เสี่ยวปิงพยายามจะรั้งเขาไว้ก็ถูกพี่ชายของเธอฉุดไว้
“ท่านอวี้กง ท่านชำนาญด้านอักขระลมปราณ รบกวนช่วยเรื่องความปลอดภัยของสินค้าชิ้นนี้ได้รึไม่” ผู้อาวุโสชีหลางกล่าว
“ไม่มีปัญหา” ไป่ฉีกล่าว พร้อมกับเริ่มวาดอักขระลมปราณทีละบท รวมทั้งหมด 8 บทด้วยกันจนกลายอป็นอาคมที่มีความซับซ้อนมาก เมื่อเสร็จแล้ว เขาก็พยักหน้าให้กับผู้อาวุโสเป็นสัญญาณว่าเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะที่เขากำลังหันหลังกลับ อู่กุยหลงจิน ก็มาขวางทางเขาเอาไว้
“จะรีบไปไหนไอ้หนู ตอนนี้เธอออกมาจากห้องที่เธอวางอาคมเอาไว้แล้ว จะว่าอะไรไหมถ้าฉันจะขอประลองกับเธอสัก 1-2 กระบวนท่า” อู่กุยหลงจินกล่าว
“ท่านอู่กุยหลงจิน กระผมไม่อนุญาต หากท่านทำเช่นนั้นเกรงว่าพวกกระผมคงต้องหยุดการกระทำนี้” อี้เซียนกล่าว
“คิดว่าจะหยุดฉันได้เรอะ” ไม่พูดต่อ อู่กุยหลงจินพุ่งเข้าใส่ไป่ฉีทันที ส่วนไป่ฉีนั้นยืนนิ่ง ๆ เหมือนไม่ได้พยายามจะป้องกันการโจมตีเลย
ตึง
เสียงเหมือนภูเขาหินชนกันดังขึ้น บางคนปิดตาเพราะไม่อยากเห็นภาพอวี้กงถูกซัดกระเด็น หากแต่คนที่ยังเปิดตาดูกลับเห็นสิ่งที่ไม่คาดฝันมาก่อน ภาพที่พวกเขาเห็นคือหมัดของอู่กุยหลงจินมีเลือดไหลออกมา หมัดของเขาที่ต่อยเข้ากลางอกของอวี้กงนั้นมีเลือดไหล
แต่อู่กุยหลงจินยังไม่ได้ร้องออกมา เขากำลังช็อค เพราะอีกฝ่ายยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีอาการบาดเจ็บอะไรให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
“เด็กน้อย ทีนี้รู้ถึงความห่างชั้นของพวกเรายัง” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น ก่อนจะปลดปล่อยพลังปราณกระแทกอู่กุยหลงจินกระเด็นไปกระแทกกับเก้าอี้บนอัฒจันทร์ ซึ่งความรุนแรงนั้นถึงกับทำให้เหล่าผู้มีอำนาจถึงกับหน้าซีดเลยทีเดียว
พลังที่พวกเขาสัมผัสได้นั้นมันรุนแรงกว่าระดับปราณจักรพรรดิแน่ ๆ และต้องเหนือชั้นกว่ามาก ไม่เช่นนั้นอู่กุยหลงจินที่ได้ชื่อว่ามีความสามารถในการป้องกันสูงสุดในบรรดาประมุขตำหนักเทพ คงไม่ถูกเล่นงานจนมีสภาพเป็นแบบนี้แน่ พวกเขามองอวี้กงด้วยสายตาระแวง
“คนอะไรกันเนี่ย นี่เขาอยู่ระดับราชันย์ทรราชรึไงกัน” หลงสุ่ยกล่าวขึ้น
“พวกเรารู้แค่ว่าพลังเมื่อกี้มันเกินกว่าระดับของพวกเราเท่านั้น การที่ไม่สามารถประเมินพลังของอีกฝ่ายได้ นั่นก็แสดงว่า เขาน่าจะมีระดับปราณราชันย์ทรราชไม่ผิดแน่” เฟิงจินกล่าว
“และคงเป็นราชันย์ทรราชในรอบหลายพันปีเสียด้วย” หู่หยุนกล่าวต่อ
ไป่ฉีหันมายิ้มให้พวกเขา ก่อนจะหายตัวไป เพียงพริบตาพวกเขาก็เห็นเงาคนในห้อง VIP ที่อวี้กงอยู่ เมื่อมองดี ๆ เขาก็พบว่าตอนนี้อวี้กงกำลังยืนมองพวกเขาอยู่ ทุกคนต่างก้มหน้าลงไม่กล้าสบตา และเข้าไปช่วยพยุงและดูอาการของอู่กุยหลงจิน
______________________________
อย่าลืมเข้ามาพูดคุยกันได้ทางแฟนเพจนะครับ ^w^
