บทที่30
หลังจบการต่อสู้
หมิงเยว่หลานยิ้มบาง ๆก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆ ดวงตาคู่งามเปล่งแสงเย็นสงบแลดูคล้ายสายลมที่พัดผ่านทุ่งหญ้าในยามเย็น นางเอ่ยเสียงเรียบนิ่งทว่ามีแววชื่นชมเร้นอยู่ในถ้อยคำ
“ข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้...”
นางทอดสายตามองบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแววตานั้นคล้ายจะลึกซึ้งขึ้นราวกำลังวิเคราะห์บางสิ่งอย่างละเอียดก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ทว่าแฝงไว้ด้วยความจริงใจ
“เดิมทีข้าเพียงเห็นว่าเจ้าแปลกตาอยู่บ้างจึงโยนเหยื่ออย่างพยัคฆ์เกราะทมิฬออกไปหมายจะทดสอบไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสามารถสังหารมันได้ถึงเพียงนี้”
ดวงตาคู่งามหรี่มองเขาอีกครั้งสีหน้านิ่งสงบ แต่ภายในใจกลับพลุ่งพล่านด้วยความคิดวิเคราะห์บุรุษผู้นี้หาใช่ผู้ฝึกตนไม่!นางมั่นใจอย่างยิ่งว่าภายในกายอีกฝ่ายไร้ซึ่งคลื่นปราณแต่เหตุใดจึงสามารถสังหารพยัคฆ์เกราะทมิฬ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับสามมีสายเลือดอันแข็งแกร่งได้อย่างง่ายดายเช่นนี้?
ความสงสัยอันแหลมคมพลันเกิดขึ้นในจิตใจของหมิงเยว่หลานนางยังคงจับจ้องเขาไม่วางตาเหมือนต้องการจะมองทะลุเงามืดทั้งมวลที่ปกคลุมตัวตนของเขา
“งั้นหรือ?” หยุนโม่เลิกคิ้วเล็กน้อย เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ
แววตาแฝงความสงสัยระคนระแวงเขากวาดสายตามองรอบหนึ่งก่อนจะทอดมองไปยังซากศพอันมหึมาของพยัคฆ์เกราะทมิฬที่ล้มฟาดอยู่บนพื้นเลือดสีดำคล้ำยังคงไหลนองเต็มปากเบ้าตา และกลิ่นคาวคลุ้งรุนแรงราวโรงเชือด
เขาเพ่งมองซากสัตว์อสูรตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์สายตาค่อย ๆ ทอแสงเคร่งขรึมขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเอ่ยถามเสียงนิ่งแต่ชัดเจน
“ว่าแต่นี่มันเรื่องอันใดกันแน่?เจ้าบอกข้าว่าพยัคฆ์เกราะทมิฬตัวนี้เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสองมิใช่หรือ?”
เขาหรี่ตาเล็กน้อยสีหน้าแม้ไม่แสดงอารมณ์มากนัก แต่เสียงกลับแฝงความกดดันบางเบา ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ข้ากลับเห็นชัดว่า...มันเป็นสัตว์อสูรระดับสามอย่างแน่นอน”
หยุนโม่ยังคงยืนสงบมือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบปลายนิ้วตัวเองเบา ๆ ราวกับกำลังขบคิดบางสิ่งในใจภาพเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ที่หมิงเยว่หลานกล่าวถึง ยังชัดเจนในความทรงจำของเขาแต่สิ่งที่เห็นด้วยตา กลับขัดแย้งกับคำพูดของนางอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังหมิงเยว่หลานที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักสีหน้าของนางสงบนิ่ง ราวกับมิได้ตกใจในคำถามนั้นเลยแม้แต่น้อย
“มันเพิ่มขอบเขตอย่างไม่คาดคิด”หมิงเยว่หลานเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตายังคงสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในฤดูหนาวไม่มีคลื่นไหวหรือความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย “แต่ก็นับว่าโชคดี...ที่ขอบเขตของมันเพิ่งยกระดับขึ้นไม่นาน”
นางหยุดเล็กน้อยราวกับเว้นจังหวะให้อีกฝ่ายพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง
“ขอบเขตพลังของมันยังไม่มั่นคงรากฐานยังเปราะบาง พวกเราเพียงแค่โจมตีในจังหวะที่มันกำลังปรับตัวนั่นจึงเป็นเหตุผลที่สามารถโค่นมันลงได้เช่นนี้”
ถ้อยคำของนางหนักแน่นและชัดเจนอธิบายสถานการณ์ที่ซับซ้อนให้เรียบง่ายจนไม่มีสิ่งใดค้างคาใจทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การคำนวณและสายตาของนางมาแต่แรกราวกับไม่มีสิ่งใดในใต้หล้าหลบซ่อนจากนางได้
หยุนโม่กระแอมเบา ๆพลางเบือนสายตาเล็กน้อย คล้ายไม่คิดจะซักไซ้ถามต่อถึงอย่างไรก็เป็นความจริงที่พวกเขาสังหารพยัคฆ์เกราะทมิฬได้แล้วนั่นย่อมเพียงพอสำหรับเขาในยามนี้
“เอาละ...” เขาเอ่ยเสียงราบเรียบ ดวงตาเปล่งแสงเย้าแหย่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ“แม่นางหมิง ท่านคิดจะแบ่งร่างของเจ้าพยัคฆ์เกราะทมิฬนี้อย่างไรดี?”
สายตาของเขาเหลือบไปยังซากอสูรยักษ์ที่ทอดร่างแน่นิ่งรอยเลือดและกลิ่นคาวยังไม่ทันจางหาย แม้จะสิ้นชีพแล้วแต่ร่างของมันก็ยังแผ่กลิ่นอายอันทรงพลังออกมาโดยไม่ขาดสายร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬนั้นหาใช่ของไร้ค่าไม่ ทั่วทั้งร่างตั้งแต่เกล็ดแข็งกระด้างเล็บยาวราวเหล็กกล้า ไปจนถึงแก่นโลหิตและกระดูก ล้วนแต่เป็นสมบัติหายากในโลกหล้า!
แต่ยังไม่ทันที่หมิงเยว่หลานจะขยับปากตอบเสียงหัวเราะหยันก็ดังขึ้นกลางความเงียบ
“ฮ่า ๆ ๆ คิดจะแบ่งร่างของพยัคฆ์เกราะทมิฬกับพวกเรางั้นหรือ?”เสียงนั้นทุ้มต่ำ แต่แฝงรอยเหยียดหยันอย่างชัดเจน “เจ้ามิใช่แค่พวกฉวยโอกาสหรอกหรือ?”
ผู้พูดคือกวนหมิงบุรุษหนุ่มในกลุ่มของหมิงเยว่หลานรูปลักษณ์ของเขาดูคล้ายบัณฑิตหนุ่มผู้มีอารมณ์เย็นและเฉลียวฉลาด เสื้อคลุมยาวสะอาดสะอ้านดวงตาภายใต้คิ้วเรียวกลับเต็มไปด้วยความถือตัว แม้ริมฝีปากจะยิ้มแต่แววตากลับเย็นเยียบยิ่งเสียงหัวเราะของเขา...ยิ่งคล้ายใบมีดบางที่กรีดทับความเงียบรอบด้านให้ฉีกขาดออก
หมิงเยว่หลานขมวดคิ้วเล็กน้อยแววตาเยียบเย็นลงทันใด ความไม่พอใจปรากฏชัดในสีหน้าของนางนางปรายตามองกวนหมิงอย่างเย็นชาแสงในดวงตานั้นแลบวาบราวคมดาบบางที่จ่อคอหอยของเขาเงียบ ๆ ราวกับเตือนโดยไร้ถ้อยคำ
หยุนโม่เลิกคิ้วสูงมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางที่ฉายชัดถึงความเย้ยหยันแลดูเด่นชัดในแววตาเขากวาดตามองกวนหมิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตานั้นแฝงไว้ด้วยความดูถูกอย่างไม่ปิดบังราวกับกำลังพิจารณาสิ่งของไร้ค่า
“โอ้? ฉวยโอกาสงั้นหรือ?” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแหลมคม“เมื่อครู่...ข้ามั่นใจว่าในตอนที่ข้าลงมือสังหารมันพยัคฆ์เกราะทมิฬยังมีแรงเหลือพอจะฉีกพวกเจ้าทั้งหมดเป็นชิ้นเนื้อได้ไม่ยากเลยนะ”
หยุนโม่ก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อยแผ่นหลังยังคงเหยียดตรง ท่าทีไม่ร้อนรนแต่คำพูดของเขากลับราวกับเข็มปลายแหลมที่ปักแทงเข้าสู่เกียรติของกวนหมิงอย่างจัง
“เช่นนี้...เจ้าก็ยังกล้าเรียกว่าฉวยโอกาสอีกหรือ?”น้ำเสียงเขาราบเรียบ ทว่ากลับมีแรงกดดันบางเบาซ่อนอยู่ ทำเอาบรรยากาศโดยรอบคล้ายหยุดนิ่งชั่วขณะ
ในใจหยุนโม่เองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสมเพชชายผู้นี้ก่อนหน้านี้ ขณะที่พวกเขาเผชิญหน้ากับพยัคฆ์เกราะทมิฬกวนหมิงกลับเป็นคนแรกที่หลบอยู่ด้านหลังผู้อื่น แม้แต่เงาปราณยังไม่กล้าขับออกมาทว่าบัดนี้กลับยืนล้ำหน้าผู้อื่น ราวกับเป็นวีรบุรุษผู้หาญกล้าหาใช่ความกล้าหาญไม่ แต่เป็นความไร้ยางอายโดยแท้!
ใบหน้าของกวนหมิงบัดนี้แดงก่ำเส้นเลือดปูดโปนที่ขมับ ทั้งโกรธ ทั้งอับอายจนแทบระเบิดเสียงคำรามออกมา
“เจ้า!!!”
กวนหมิงกัดฟันกรอด ดวงตาแดงฉาน ร่างทั้งร่างสะท้านด้วยเพลิงโทสะแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่กล้าก้าวล้ำไปมากกว่านี้
“พอแล้ว!!”
เสียงของหมิงเยว่หลานเอ่ยขึ้นโดยไม่สูงนักแต่แฝงแรงกดดันอันยากจะต้านทาน ราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางเวทีใครที่ได้ยินล้วนต้องหยุดชะงัก แม้แต่กวนหมิงที่กำลังเดือดดาลอยู่เมื่อครู่ยังต้องเม้มริมฝีปากแน่น สีหน้าแข็งค้างไปในทันใด
หมิงเยว่หลานก้าวช้า ๆ ไปข้างหน้าสายตาเยียบเย็นกวาดมองทุกคนในกลุ่มก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคงและไม่ยอมให้โต้แย้ง
“สหายหยุนช่วยพวกเราไว้จริงๆ”
นางทอดสายตามองไปยังซากพยัคฆ์เกราะทมิฬที่นอนแน่นิ่งกลิ่นเลือดคลุ้งไปทั่ว “แม้การโจมตีของข้าจะทำให้มันได้รับบาดเจ็บหนักทว่ามันยังมีพลังมากพอจะสังหารพวกเจ้าได้ทุกคนในชั่วขณะที่ข้าเองก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้ทัน”
หมิงเยว่หลานหันกลับมาจ้องกวนหมิงและคนอื่นๆ ในกลุ่ม แววตาเฉียบคม ราวคมกระบี่ที่กวาดผ่าน
“แต่สหายหยุนกลับเป็นผู้ที่ลงมือสังหารมันในวินาทีนั้นทำให้พวกเจ้าทั้งหมดรอดชีวิตกลับมาได้”
น้ำเสียงของนางแม้สงบนิ่งแต่แฝงความเด็ดขาดและอำนาจโดยไม่จำเป็นต้องตะโกน
“เพราะฉะนั้น...ในครั้งนี้สหายหยุนถือว่าเป็นผู้ช่วยชีวิตพวกเจ้าทั้งหมด”
คำพูดสุดท้ายเปล่งออกมาด้วยเสียงที่หนักแน่นราวกับตราประทับที่ประทับลงบนแผ่นหินไม่มีใครกล้าปฏิเสธหรือเอื้อนเอ่ยคำใดอีกต่อไป
ทว่ากวนหมิงกลับยังไม่ยอมแพ้ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความดื้อดึงและโทสะยากข่มเห็นหัวหน้าของตนเอ่ยออกหน้าปกป้องเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งเช่นนี้เขายิ่งไม่พอใจเป็นทวีคูณ เสียงของเขาทุ้มต่ำแต่น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันและขุ่นเคืองชัดเจน
“หัวหน้า...” กวนหมิงเอ่ยเรียก สีหน้าแข็งกร้าว “เจ้านั่นก็เป็นเพียงแค่ปุถุชนคนหนึ่งเท่านั้น!”
เขาชี้นิ้วไปทางหยุนโม่ราวกับบุรุษหนุ่มเบื้องหน้าคือสิ่งมีชีวิตต่ำต้อย
“ที่สามารถสังหารพยัคฆ์เกราะทมิฬระดับสามได้เมื่อครู่ก็เพียงเพราะโชคดีที่ในมือมีอาวุธทรงพลังเท่านั้น หาใช่พลังของตัวเขาเองไม่!”
ดวงตาของกวนหมิงฉายแววดูแคลนยิ่งขึ้นยามที่เขากวาดสายตาไปยังหยุนโม่ สายตานั้นเปี่ยมไปด้วยการดูหมิ่นเหยียดหยาม
“ในสายตาผู้ฝึกตนเช่นพวกเรา...ปุถุชนก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเน้นย้ำทีละคำด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ“พวกเราจะแบ่งสมบัติของพวกเราให้กับมดงั้นหรือ?”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยเจตนาอันชัดเจนเสียงหัวเราะหยันแผ่วเบาดังลอดออกจากลำคอของเขา ขณะที่แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นดุดันน่าหวาดหวั่น
“ในตอนนี้...ที่พวกเราอยู่กลางป่าอสูร”กวนหมิงพูดพลางเหลือบตามองรอบด้านราวกับเตือนว่าที่นี่ไร้ซึ่งพยานและกฎเกณฑ์ใด ๆดวงตาเขาวาววับด้วยความมืดดำที่กำลังคืบคลาน “ถ้าหากพวกเรา...”
ยังไม่ทันจบประโยคหมิงเยว่หลานก็ขมวดคิ้วแน่น ดวงตาเยียบเย็นจนคนทั้งกลุ่มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลเสียงลมหายใจของนางช้าลง แต่ทว่าเต็มไปด้วยอำนาจอันยากหยั่งถึง
นางรู้ดีว่าภายในใจของกวนหมิงบัดนี้มีแต่ความคิดสังหารเพื่อแย่งชิงสมบัติอย่างไม่ต้องสงสัย!