บุรุษทั้งสี่มองการกระทำของอันเยว่ด้วยความสับสนมึนงง สตรีผู้นี้กำลังสิ้นเปลืองเสบียงอาหารโดยแท้ นางคัดไข่เป็ดดี ๆ ที่ไม่มีรอยแตกจากไข่เป็ดร้อยกว่าฟอง จากนั้นนำไปแช่ในน้ำชาแล้วเอามารวมกับโคลนที่ไม่รู้ว่าเป็โคลนชนิดใด นางนำไข่เป็ดมาทีละฟอง และค่อย ๆ พอกไข่ทั้งหมดด้วยโคลน
“สกปรกขนาดนี้ยัง้าอีกหรือ?”
“นี่กินได้ด้วยหรือ?”
“รอดูเถอะ”
มีเพียงกู่หยางคนเดียวที่ไม่พูดอะไร เขามองดูอันเยว่นำไข่เป็ดใส่ลงในไหทีละฟองอย่างเงียบ ๆ จากนั้นปิดปากไห อีกทั้งยังใช้โคลนปิดปากไหให้แน่นเป็พิเศษ เสร็จแล้วนำไปวางในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเท
หลังจากล้างโคลนบนมือจนสะอาด อันเยว่ก็เอนกายลงกับเก้าอี้ รออยู่นานก็เห็นคนสิบกว่าคนมาที่นอกประตู ทั้งยังมองเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือน
“ใครน่ะ?”
“อาจเป็คนที่ผู้ดูแลหวังแนะนำมา ข้าจะออกไปดูสักหน่อย”
เมื่อซูจือฉือไปเปิดประตูก็เห็นคนสิบกว่าคนกรูเข้ามาในลานกว้างหน้าเรือน เมื่อเห็นซูจือฉือพวกนางก็รู้สึกเคลิ้มเล็กน้อย และยังเอ่ยถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นี่คือเถ้าแก่ของร้านลี่เจี๋ยที่ถนนทิศตะวันออกใช่หรือไม่?”
“พวกเ้าคือคนที่ผู้ดูแลหวังแนะนำมาใช่ไหม?”
“ใช่ นึกไม่ถึงว่าเถ้าแก่จะเป็ชาย”
“หน้าตาไม่เลวเลยจริง ๆ”
……
สตรีสี่ห้าคนเมื่อเห็นซูจือฉือก็เริ่มพากันออกความเห็นอย่างอดไม่ได้ สีหน้าของอันเยว่อึมครึมลงอย่างมาก แวบหนึ่งมีสองสามคนที่เห็นอันเยว่ พวกนางรีบมุ่งตรงมาหาอันเยว่โดยไม่พูดคุยกับซูจือฉือแม้แต่น้อย
“นายจ้าง พวกเราได้ยินผู้ดูแลหวังบอกว่าที่นี่้าแรงงานคน พวกเราจึงลองมาดู”
“ก่อนหน้านี้ทำงานที่ไหน?”
“ร้านขายผ้า”
อันเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ คนเหล่านี้ดูเป็คนทำงานทำการ พวกนางมีดวงตาเป็ประกายวิบวับ เมื่อมาถึงลานกว้างหน้าเรือนและเจอกับสามีรูปงามทั้งสี่ ดวงตาของพวกนางไม่วอกแวกไปทางอื่นเลย เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
“ตามข้ามา”
ซูจือฉือพาคนอีกกลุ่มมาตรงหน้าอันเยว่ นั่นก็คือสตรีสี่ห้าคนที่ล้อมซูจือฉือมาั้แ่เริ่มจนจบ หนำซ้ำยังสำรวจบ้านของอันเยว่เป็ระยะ ๆ
“พวกเ้ามาทำอะไร?”
“เราเหมือนกับพวกนางที่ได้ยินผู้ดูแลหวังบอกว่าที่นี่้าึคนงาน พวกเราก็เลยมา”
เมื่อเห็นพวกนางเชิดหน้าอย่างยโสโอหังขณะที่พูด อันเยว่ก็หัวเราะเยาะสองที
“พวกเ้ากลับไปเถอะ”
“มีสิทธิ์อะไร? เรามาด้วยกัน พวกนางอยู่ต่อได้ เหตุใดเราต้องกลับไป?”
“ใช่ ผู้ดูแลหวังบอกเราว่ามีงานให้ทำ เราอุตส่าห์มาตั้งไกล แต่เ้ากลับให้เรากลับไปน่ะหรือ?”
“ไม่ เราไม่ไปไหนทั้งนั้น”
สิ่งนี้ทำให้ผู้คนรู้สึกสนใจได้จริง ๆ สตรีสี่ห้าคนนี้ยังคง้าอยู่ที่นี่ มิหนำซ้ำยังแสดงท่าทางโมโหและคับแค้นใจที่ไม่ได้รับความเป็ธรรม
“ดูพวกเ้าพูดเข้า คนที่้าว่าจ้างคือข้า ไม่ใช่พวกเ้า และสิทธิ์การตัดสินใจว่าพวกเ้าจะอยู่หรือไปก็อยู่ที่ข้า ไม่ว่าใครจะแนะนำพวกเ้ามา ข้าก็ไม่้าทั้งนั้น พวกเ้าจะเดินออกไปเอง หรือให้เราทุบตีออกไป!”
“เ้า…”
“เรามาด้วยกัน เหตุใดพวกเ้าถึงไม่ให้เราอยู่ต่อ?”
คนร่างสูงคนหนึ่งเดินออกมา และหยุดยืนตรงหน้าคนกลุ่มนั้น
ดูเหมือนว่านางคงเป็หัวหน้าของคนกลุ่มนี้ เพียงแต่เสียงฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก คล้ายกับเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง
ไม่สามารถนึกออกภายในเวลาอันสั้น อันเยว่มองซูจือฉือที่อยู่ข้างกายแล้วเอ่ย “คนที่ข้าให้อยู่ต่อ เพราะทันทีที่พวกนางเข้ามาที่ลานกว้างหน้าเรือนก็ตรงมาหางานทำ แต่พวกเ้าไม่แม้แต่จะมาทักทายนายจ้างอย่างข้า กลับกระตือรือร้นต่อสามีของข้าจนออกนอกหน้า ยัง้าให้ข้าพูดคำที่น่าเกลียดกว่านี้ไหม? ไสหัวออกไปซะ!”
ไฟโทสะของอันเยว่พุ่งขึ้นทันที นางโบกมือและชี้ไปยังประตูทางเข้า
เดิมทีเซียวสิงเยี่ยนกำลังจัดการกับไก่ฟ้าป่า เมื่อได้ยินเสียงตะคอกด้วยความโกรธของอันเยว่ เขาก็ลุกขึ้นยืนทันที
เมื่อปิดประตูผู้อื่นก็ยุ่งเื่ในบ้านตัวเองไม่ได้แล้ว แม้พวกเขาจะไม่ชอบหน้าอันเยว่ก็ไม่เป็ไร ทว่าหากถึงคราที่ผู้อื่นมารังแกพวกเขา พวกเขาก็ไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่นอน!
“ใครมันกล้าก่อเื่ที่ตระกูลอัน?”
เซียวสิงเยี่ยนเหมือนถูกเทพสังหารสิงร่าง สายตาคมกริบของเขากวาดมองผู้คนที่อยู่รอบ ๆ คนที่ก่อเื่เ่าั้มองเซียวสิงเยี่ยนเงียบ ๆ ไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ
ไก่ฟ้าป่าในมือเขายังคงมีเืหยด มีดบนมือก็เปื้อนเืเช่นกัน และกำลังไหลลงมาตามคมมีด
“สามีโหดร้าย! จะต้องเป็สามีโหดร้ายอย่างแน่นอน!”
สตรีที่เป็ผู้นำเดินออกไปข้างนอกก่อนเป็คนแรก จากนั้นอีกสี่คนที่เหลือก็ตามออกไป
“อีกเดี๋ยวข้าจะจัดให้พวกเ้าพักในห้องที่อยู่หลังร้าน จะได้สะดวกขึ้น มีใครเขียนหนังสือเป็บ้าง?”
อันเยว่เห็นว่าหนึ่งในนั้นมีคนยกมือ แบบนี้ก็ง่ายขึ้น
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ในที่สุดอันเยว่ก็สามารถพักผ่อนได้เสียที และไม่จำเป็ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป
หลังจากปรับสูตรมาทั้งวัน เพียงแค่ส่งของและให้พวกเขากวนให้เข้ากัน เสร็จแล้วก็บรรจุใส่ภาชนะ
เมื่อไม่ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว อันเยว่ก็มีเวลาศึกษาเื่อาหารการกิน นางจะเปลี่ยนรูปแบบการทำอาหารให้ซูจือฉือลองรับประทานทุกวัน และไม่ต้องพูดถึงเื่การทำอาหารแบบง่าย ๆ เพราะส่วนใหญ่เขาทำเป็แล้ว
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ อันเยว่ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังสมองเพื่อทำอาหารที่แตกต่างกันทุกวัน แม้นางจะไม่เห็นด้วยกับประโยคนั้น แต่ก็ยังเรียนรู้ที่จะทำ
จะมัดหัวใจชายอย่างแรกต้องใช้เสน่ห์ปลายจวัก ฟังดูเหลวไหล แต่สองวันนี้กลับได้ผลเบื้องต้นแล้ว
“ฮูหยิน เย็นนี้จะกินอะไร?”
“ทำไข่เยี่ยวม้าเสร็จแล้ว เย็นนี้เราจะกินเนื้อย่างในกระทะหินกับเต้าหู้ไข่เยี่ยวม้า”
อันเยว่อดยิ้มไม่ได้ นางอยากกินไข่เยี่ยวม้ามานานแล้ว โดยเฉพาะไข่เยี่ยวม้าที่รออยู่ในไห
“นี่…ข้าทำไม่เป็”
“มีข้าทั้งคน”
อันเยว่กวักมือเรียกซูจือฉือเบา ๆ “สองสามวันนี้เ้าพักผ่อนให้มาก ๆ อยากกินอะไรก็บอก ข้าจะทำให้เ้ากินเอง”
“ฮูหยิน เช่นนี้เห็นจะไม่สมควร”
ในราชวงศ์ต้าโจวไม่เคยมีสตรีทำอาหาร นอกจากร้านอาหารขนาดใหญ่บางแห่งที่มีแม่ครัว มิฉะนั้น สตรีก็ไม่สามารถเข้าครัว
ยามนี้อันเยว่ยิ่งโปรดปรานซูจือฉือมากขึ้น โดยไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมองนางอย่างไร
“หากนางไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ก็คงเสียสติ”
กู่หยางเอ่ยปากพูดซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ยิ่งเป็การชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของอันเยว่ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา
“นางทำอาหารหลากหลายขนาดนี้ได้อย่างไร? อาหารเหล่านี้เราไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ”
เซียวสิงเยี่ยนมองอันเยว่ด้วยความประหลาดใจ นางยุ่งอยู่กับการหั่นเนื้อ หมักเนื้อเสร็จก็เห็นซูจือฉือไปล้างผัก และเข็นรถเข็นไปที่นั่น
อันเยว่จับข้อมือของซูจือฉือด้วยความเอาใจใส่อย่างยิ่ง และรีบเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “จือฉือ ข้าทำเอง”
ไม่เพียงความเคลื่อนไหวของมือนางเท่านั้นที่อ่อนโยน น้ำเสียงที่นางใช้ก็อ่อนโยนมากจนทำให้ซูจือฉือรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระแทกหัวใจของเขา
เขามองอันเยว่เดินไปเดินมาและยืนรอดูอยู่ด้านข้าง เพื่อ้าดูว่านางจะพูดอะไรต่อไป
แต่ใครจะรู้ว่าอันเยว่แค่ทำงานอยู่เงียบ ๆ และสิ่งนี้ทำให้ซูจือฉือนึกถึงเื่ในคืนนั้นที่นางปฏิเสธที่จะใกล้ชิดเขามากเกินไป