ตอนที่ 117 ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียว
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
การย้อนคืนสู่สายเลือดไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ทว่าแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็ทำให้ผู้ที่ย้อนคืนสู่สายเลือดเลื่อนระดับขั้นการบ่มเพาะได้ช่วงใหญ่ บางคนที่ยังไม่บ่มเพาะแล้วเกิดการย้อนคืนทางสายเลือดถึงกับทะลวงไปถึงระดับเอิร์ลได้เลยก็มี
ซึ่งทั้งนี้การย้อนคืนสู่สายเลือดก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้กับทุกคน มีแค่เฉพาะบางคนเท่านั้นที่ได้พบกับทรัพยากรบ่มเพาะที่มีวาสนากับตัวเอง
อย่างอีวาที่ได้พบกับลาวาวิญญาณ ทว่าลาวาวิญญาณกลับไม่ได้เกิดผลต่อจอมปราชญ์หรือนายท่านคนอื่นๆ แต่มันกลับมีผลกับอีวาเพียงเท่านั้น
มันจึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับโชคและวาสนาส่วนบุคคลเท่านั้น
เพราะเหตุนี้ผู้มีอำนาจหลายคนจึงต้องการค้นหาโชคและวาสนาของตนเองโดยการรวบรวมทรัพยากรมากมาย
ในตำนานเล่าว่าเคยมีผู้ที่ย้อนคืนสู่สายเลือดได้มากสุดถึงสามครั้ง ซึ่งนั้นก็ทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของคนในยุคนั้น
ตอนนี้เมื่ออีวาผ่านการย้อนคืนสู่สายเลือดเรียบร้อยแล้ว เธอก็ตัดสินใจไม่อยู่ที่นี่ต่อ เพราะเกรงว่าจะเผลอหลับจนพลัดตกลงไปในลาวาวิญญาณในตอนค่ำ ซึ่งเธอเองก็ไม่สามารถควบคุมการหลับนั้นได้อยู่ด้วย
“นี่คงใกล้ได้เวลาแล้ว ฉันต้องรีบออกจากที่นี่ก่อน” อีวาลุกขึ้นจากโขดหินแล้วตรงไปที่ประตูทองแดงในทันที
ทว่าทันทีที่ประตูถูกเปิดออก เธอก็ได้จบกับจอมปราชญ์
“ท่านอาจารย์ ...”
จอมปราชญ์ยิ้มแล้วมองลูกศิษย์คนเล็กด้วยสายตาที่เอ็นดู
หลังจากผ่านการย้อนคืนสู่สายเลือด ไม่เพียงพลังบ่มเพาะที่เปลี่ยนไปเท่านั้น แต่ผิวพรรณและกลิ่นอายบนร่างของอีวายังเปลี่ยนไปด้วย แม้หน้าตาของเธอจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม แต่เส้นขนของเธอกลับมีการเปลี่ยนแปลง
เส้นผมและคิ้วของอีวาได้เปลี่ยนไปเป็นสีขาว ผิวพรรณผุดผ่องไปตลอดทั้งร่าง เสริมราศีให้ดูสง่าสูงส่งกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยืนเคียงข้างกับจอมปราชญ์ พวกเขาทั้งสองแทบจะมีกลิ่นอายที่คล้ายกัน จนสามารถเรียกได้ว่าเป็นพ่อลูกกันก็ว่าได้
อีวาที่มีหน้าตาธรรมดาเช่นเดิม แต่ความสูงส่งกลับเพิ่มขึ้นมาอย่างลึกลับ จนผ้าคลุมกันลมสีเทาที่เธอสวมใส่ก็ไม่อาจปิดบังรัศมีของผู้สูงศักดิ์ของเธอได้
เรียกได้ว่าการย้อนคืนสู่สายเลือดทำให้อีวาเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
“เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้างกับการย้อนคืนสู่สายเลือด?” จอมปราชญ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น
“ย้อนคืนสู่สายเลือด?”
อีวาที่พึ่งได้สติขึ้นมาจากนิมิตสิ่งมีชีวิตหลากโลกา พึ่งจะรู้สึกตัวว่าตนเองเกิดการเปลี่ยนแปลง
แน่นอนว่าเธอย่อมรู้จักการย้อนคืนสู่สายเลือดจากหนังสือที่เฟิร์สอ่านแล้วนำความรู้ใส่เข้าไปในโลกลวง และเมื่อเธอได้สำรวจตัวเองก็พบว่าการบ่มเพาะของเธอเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งร่างกายยังเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านรูปลักษณ์ไปเล็กน้อย
“ฉันทะลวงไปถึงขั้นกลางของขอบเขตราชวงศ์เลยอย่างนั้นหรอ?” อีวากล่าวอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“เจ้ารับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเพียงแค่นั้นอย่างนั้นหรือ?” จอมปราชญ์เอ่ยถาม
“ศิษย์พึ่งทะลวงขอบเขตใหม่ พลังภายในร่างยังไม่เสถียร จำเป็นต้องปรับให้เข้าที่เสียก่อน ไว้ถ้าศิษย์มีปัญหา ศิษย์จะไปขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์” อีวาเอ่ยตอบอย่างซื่อๆ
แท้จริงแล้ว เธอต้องการถามเฟิร์สเรื่องการไว้ใจอาจารย์ของเธอได้หรอไม่
ตอนนี้เฟิร์สได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเธอแล้ว อีกอย่างการตัดสินใจของเฟิร์สก็ไม่ได้ทำให้เธอผิดหวังเลยสักครั้ง เธอจึงเลือกที่จะเชื่อใจเขา
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ หากมีปัญหาอะไรสามารถถามหาข้าได้”
“ศิษย์ทราบแล้ว ขอบคุณอาจารย์ที่เมตตา”
แล้วอีวาก็กลับที่พักของตนเองแล้วรีบบรรจุความทรงจำทุกอย่างไว้ในโลกลวงทันที โดยที่ไม่ลืมถามคำถามเกี่ยวกับความเชื่อใจในจอมปราชญ์ด้วย
พลังของอีวาเป็นสิ่งที่โลกนี้จำเป็นต้องหวาดกลัว หากไม่รู้เจตนาของผู้อื่นเธอก็ไม่อาจไว้ใจใครได้
ตอนนี้เธอพึ่งได้กลายเป็นนายท่านที่ห้าของยอดเขาฮาดาได้เพียงแค่วันเดียว ก็เกิดเรื่องขึ้นมากมายแล้ว
เวลาช่างผ่านไปรวดเร็วนัก ไม่นานดวงอาทิตย์ก็ลับแสงลง แล้วดวงจันทร์สีเงินก็ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ตึง!
ภายในห้องพักของอีวาเกิดเสียงดังกระหึ่มอยู่ข้างในนั้น ทำให้เธอที่พึ่งหลับไปไม่นานเท่าไหร่ต้องตื่นขึ้นมา
ใช่แล้ว เสียงที่ว่านี้ไม่ใช่เสียงผิดปกติ แต่มันเป็นเสียงที่อีวาจงใจสร้างขึ้น เธอได้วางค่ายกลที่เหมือนนาฬิกาตั้งปลุกเฟิร์สให้ตื่น เพื่อที่จะทำให้เฟิร์สมีเวลาในร่างนี้มากขึ้น
ด้วยระดับตัวตนของอีวาในตอนนี้แล้ว การพักผ่อนไม่เพียงพอย่อมไม่มีปัญหา เพราะเธอสามารถสร้างวงแหวนอักขระฟื้นฟูร่างกายขึ้นมาได้ หรือไม่ก็เข้าไปที่ห้องบ่มเพาะแล้วหาทรัพยากรที่มีผลต่อการฟื้นฟูร่างกายสักชนิดหนึ่งเพื่อใช้มัน
ดังนั้นต่อให้อีวาไม่ได้หลับไปตลอดกาลก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอในตอนนี้
เฟิร์สที่ตื่นขึ้นมาในร่างของอีวาก็พบกับสิ่งผิดปกติในร่างกายทันที
“ทะลวงขอบเขตแล้วอย่างนั้นหรือ? มิหนำซ้ำยังเข้าสู่ขั้นกลางอีกด้วย”
เขาไม่รอช้ารีบเข้าไปสำรวจเรื่องราวทุกอย่างในโลกลวงทันที
ภายในโลกลวงเฟิร์สได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดรวมทั้งคำถามของอีวาด้วย
“ต่อให้เป็นจอมปราชญ์ก็ยังไม่สามารถเชื่อใจในตอนนี้ได้หรอก รอให้เห็นความจริงใจของเขา หรือเขาไม่สามารถคุกคามได้ ค่อยเปิดเผยก็แล้วกัน”
นี่คือคำตอบของเฟิร์ส
เขานั้นยินดีเป็นอย่างมากที่อีวาสามารถย้อนคืนสู่สายเลือดได้ เมื่อเขาได้เห็นภาพความทรงจำที่อีวาถ่ายทอดมา เขาก็ได้พบภาพเงาของสิ่งมีชีวิตหลากโลกาที่อีวาได้เห็น
“ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนี้ นี่ยังนับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตได้อีกหรอ?” เฟิร์สรู้สึกทึ่งและตกตะลึงในความยิ่งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตหลากโลกา
แล้วเขาก็พบกับความสามารถอหังการของโลกลวง
“สามารถดับสังหารดวงวิญญาณได้! นี่ไม่เท่ากับว่าสามารถฆ่าคนโดยไร้ร่องรอยหรอกหรือ?”
แม้แต่เฟิร์สเองก็ยังหวาดกลัวในพลังนี้
“แบบนี้จุดอ่อนของเธอก็ถูกแก้ไขแล้ว แต่ว่า ... พลังนี้ไม่อาจเปิดเผยให้เด่นชัดได้ ไม่เช่นผู้คนอาจจะสงสัย”
เฟิร์สย้อนดูความทรงจำในร่างของอีวาผ่านโลกลวง เขาพบว่าจอมปราชญ์กำลังสงสัยในความสามารถของการย้อนคืนสู่สายเลือดของอีวา
“หากฉันไม่แสดงให้เขาเห็น เรื่องนี้คงจะวุ่นวายเป็นแน่”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเฟิร์สจึงตัดสินใจไปที่ห้องบันไดแห่งการทดสอบ
แน่นอนว่าห้องนี้คือสถานที่ฝึกฝนของนายท่านทั้งหลาย ยิ่งก้าวผ่านบันไดแต่ละขั้นได้เท่าไหร่ ความสามารถของศาสตร์อักขระก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น
ย้อนกลับไปเวลานั้นเฟิร์สใกล้สัมผัสถึงขอบเขตสีเขียวแล้ว
ในตอนนี้เขาจึงไม่ลังเลที่จะก้าวขึ้นบันไดสีขาวนั้นต่อไป
‘เช่นนั้นก็ให้จอมปราชญ์ได้เข้าใจว่าความสามารถในการย้อนคืนสู่สายเลือดก็คือความสำเร็จทางด้านอักขระเถอะ’ เฟิร์สคิดในใจ เขาต้องการให้จอมปราชญ์เข้าใจผิด
ทันทีที่เขาเข้าไปในห้องบันไดแห่งการทดสอบ ผู้คนทั้งภูเขาเทพก็รับรู้ทันทีว่าเขาอยู่ที่นั่น
จิตของจอมปราชญ์สอดส่องไปที่ห้องนั้นทันที
เฟิร์สรับรู้การมาเยือนของจิตที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาก็หาได้สนใจไม่ เขายังคงก้าวเดินขึ้นไปบนบันไดสีขาวเรื่อยๆ
จนกระทั่ง!
ปัง!
เมื่อเขาก้าวเดินในขั้นที่เก้าพันเจ็ดร้อยสี่สิบสอง อำนาจอักขระบนร่างก็แปรเปลี่ยนเป็นสีเขียว
“สำเร็จขั้นสีเขียวแล้ว!”
เฟิร์สไม่ได้พึงพอใจกับความสำเร็จเล็กๆ นี้ เขายังคงก้าวเดินขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดหย่อน
‘ไม่แน่ว่าบันไดนี้อาจทำให้ฉันเข้าถึงขอบเขตสีม่วงที่ชีวิตก่อนไม่เคยก้าวไปถึงได้’ เฟิร์สหวนคิดถึงความทรงจำอีกโลกหนึ่ง ในตอนนั้นผู้ที่มีพลังอักขระขั้นสีม่วงนั้นมีเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นก็คืออาจารย์ของเขา
ดังนั้นเฟิร์สจึงคาดหวังว่าบันไดนี้จะทำให้เขาสำเร็จขั้นสีม่วงได้
แต่น่าเสียดายที่ผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวกับสีม่วงนั้นมีช่องว่างห่างกันอย่างมหาศาล เฟิร์สที่ใช้เวลาแค่วันเดียวย่อมไม่สามารถทำมันได้สำเร็จ
และเขาเองก็ตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้
เขาจึงฝากข้อความให้กับอีวา
“พรุ่งนี้เธอควรไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอได้แล้ว”
ใช่แล้ว ตอนนี้เฟิร์สคิดว่าอีวามีความสำเร็จมากพอแล้วที่จะไปช่วยเหลือพ่อแม่ของเธอ ไม่ต้องนับว่าเธอเป็นนายท่านที่ห้าของยอดเขาฮาดา เพียงแค่การบ่มเพาะขอบเขตราชวงศ์ก็สามารถทำให้เจ้าเมืองฟิราเดเฟียร์หวาดกลัวได้แล้ว
ยิ่งตอนนี้ร่างนี้ได้กลายเป็นผู้ใช้อักขระขั้นสีเขียวแล้ว การสร้างวงแหวนเคลื่อนย้ายจึงสามารถทำได้ง่ายๆ อีกทั้งมีอำนาจที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย
ในขณะที่เฟิร์สสำเร็จขอบเขตขั้นสีเขียว จอมปราชญ์ก็เอ่ยพึมพำออกมา
“หรือว่าเธอจะได้รับความสามารถเช่นเดียวกันกับข้า เมื่อวันก่อนเธอถึงสำเร็จพลังจารึกขั้นแรก วันนี้ก็มาสำเร็จขั้นสองแล้ว พลังการตื่นของสายเลือดนี้เกรงว่าจะเหนือกว่าข้าเสียอีก ...”