จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 44 พบกันใหม่อย่างไม่คาดคิด

            จากน้ำเสียงและดวงตาของฉินเสวี่ยฉินอวี่จึงสรุปได้ว่าเรื่องราวคงไม่ธรรมดาอย่างที่ฉินเสวี่ยกล่าวมา และในตอนนี้เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันเยือกเย็นเมื่อครู่ ฉินอวี่ก็เข้าใจเรื่องราวได้ทันทีพลันนึกย้อนไปถึงท่าทีที่หวาดกลัวของฉินเสวี่ยเขาก็แทบจะระงับความโกรธในใจไว้ไม่ได้

            ฉินอวี่ยังไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา เมื่อดูจากพลังปราณแล้วระดับการฝึกฝนของเขาน่าจะอยู่ในขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นระดับการฝึกฝนแตกต่างกันอย่างมาก ในตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะระเบิดมันออกมาสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องแปลกใจก็คือ มีรอยตราสีทองอยู่บนระหว่างคิ้วของถงอวิ๋นเฟย

            เป็นรอยที่เขาค่อนข้างคุ้นเคย แต่ก็นึกไม่ออก

            “เอาล่ะๆ เป็นความเข้าใจผิดกัน ไม่พบเจอสหายเฉินตั้งนานระดับการฝึกก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว คนผู้นี้คือถงอวิ๋นเฟย เขาอารมณ์ฉุนเฉียวไปหน่อยขอสหายเฉินอย่าได้ใส่ใจ มาลองชิมชาของข้าสักหน่อยดีกว่า”ใบหน้าของจื่อซวินเอ๋อเต็มไปด้วยรอยยิ้ม นางลุกขึ้นช้าๆ และมองไปโดยรอบยกมือขวาขึ้นหยิบเก้าอี้หวายออกมา และวางไว้ด้านข้าง

            คำพูดเหล่านี้ของจื่อซวินเอ๋อดูเป็นมิตรยิ่งแต่กลับทำให้ถงอวิ๋นเฟยไม่พอใจอย่างมากเหตุใดต้องว่าเขาเป็นคนฉุนเฉียวเพื่อคำนึงถึงภาพลักษณ์ของตนเองถงอวิ๋นเฟยก็สูดลมหายใจเข้าอย่างเย็นชา และไม่พูดอะไรออกไป

            ฉินอวี่จ้องมองไปที่ถงอวิ๋นเฟย ไม่ส่งเสียงใดๆ และนั่งลงอย่างช้าๆ

            จื่อซวินเอ๋อรินชาให้ฉินอวี่ หลังจากส่งมันให้เขา ก็พูดเชื้อเชิญขึ้นว่า“สหายเฉิน ลองชิมดูสิ”

            เมื่อมองไปที่จื่อซวินเอ๋อที่กำลังยิ้มแย้ม ฉินอวี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางหยิบถ้วยชาแล้วจิบไปคำหนึ่ง

            ถงอวิ๋นเฟยจ้องมองที่ฉินอวี่ จื่อซวินเอ๋อรินชาให้กับฉินอวี่ ทำให้เขาไม่พอใจขึ้นมาอีกคราทั้งนางยังปรนนิบัติฉินอวี่ด้วยตนเองเช่นนี้ ทำให้ถงอวิ๋นเฟยแทบจะทนไม่ไหวอีกต่อไปเขาจึงพูดขึ้นอย่างเย็นชา “ซวินเอ๋อ แม้เจ้าจะอุตส่าห์มาถึงสถานที่ห่างไกลเช่นนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะคบหากับเพื่อนเช่นใดก็ได้ อย่าได้สูญเสียตัวตนของเจ้าเลย”

            จื่อซวินเอ๋อจ้องไปที่ถงอวิ๋นเฟย จากนั้นก็มองไปทางฉินอวี่และพูดด้วยรอยยิ้ม “สหายเฉิน ชานี้เป็นเช่นไรบ้าง?”

            “ใช้ได้” ฉินอวี่ตอบอย่างใจเย็น

            “ฮ่าๆ” ถงอวิ๋นเฟยส่งเสียงหัวเราะออกมาเบาๆใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยการเย้ยหยันและเสียดสี พลางพูดอย่างเย็นชา “สหายผู้นี้หรือว่าเจ้ามีชาที่ดีไปกว่าชาภูผาหลิงเฉวียน? เช่นนั้นแล้วนำออกมาแบ่งปันแก่กันบ้างสิ?”ในมุมมองของเขา ฉินอวี่เป็นเหมือนพวกชอบเสแสร้งที่ชอบโอ้อวดตัวเอง

            แต่เขาไม่รู้ว่าฉินอวี่ไม่ได้เสแสร้ง เขาเคยเป็นผู้ดูแลหอตำรามาก่อน มีศิษย์มากมายที่ให้ความเคารพเขาอยู่เสมอและมักจะนำของขวัญมามอบให้ซึ่งมีใบชารวมอยู่ในนั้น ฉินอวี่เคยดื่มชาที่ดีที่สุดมาก่อนซึ่งชานั้นเป็นสิ่งที่เจ้าสำนักเทียนฉีมอบให้เขาเมื่อตอนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ดูแลหอตำราของสำนักชาชนิดนั้นมีชื่อว่าชาเซียนเทียนหลิง ซึ่งนั้นเป็นชาเซียนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแดนเซียนอู่

            แม้ว่ารสชาติของชาภูผาหลิงเฉวียนจะไม่เลวแต่เมื่อเทียบกับชาเซียนเทียนหลิงแล้ว ก็คงบอกได้ว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

            ฉินอวี่ไม่สนใจคำพูดของถงอวิ๋นเฟย และเพิกเฉยต่อเขา

            จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองไปที่ฉินอวี่ด้วยความประหลาดใจ

            อารมณ์ของถงอวิ๋นเฟยนั้นไม่ธรรมดา เมื่อมองตั้งแต่แรกเห็นทั่วทั้งร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรัศมีที่ดุร้ายและพลังปราณที่ทรงพลังหากเป็นคนธรรมดาคงจะไม่มีผู้ใดกล้าจะนั่งร่วมกับเขาแน่ แต่ฉินอวี่กลับนิ่งสงบและไม่ให้ความสนใจกับการถากถางดูถูกของถงอวิ๋นเฟยเลยระดับจิตใจเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะทำได้

            นอกจากนี้ เท่าที่นางรู้จักกับฉินอวี่ ฉินอวี่ไม่ได้พูดโกหกเป็นแน่

            ทันใดนั้น จื่อซวินเอ๋อกลอกตาหนึ่งหน ก่อนเอ่ยปากพูด“ซวินเอ๋อก็อยากรู้เช่นกัน มิทราบว่าสหายเฉินคิดว่าชาชนิดใดคือยอดชา”

            “หากสหายจื่อต้องการศึกษาเรื่องของชาวันหลังเอาไว้มีเวลาพวกเราค่อยมาพูดคุยกัน แต่วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อสอบถามเกี่ยวกับบางสิ่งมิทราบว่าจะขอให้คนไม่เกี่ยวข้องออกไปก่อนได้หรือไม่?” ฉินอวี่มองจื่อซวินเอ๋อและกล่าวอย่างเฉยเมย

            “เพล้ง!” ถ้วยชาในมือของถงอวิ๋นเฟยถูกเขาบีบจนแตกทันทีเขาจดจ้องไปที่ฉินอวี่อย่างเคร่งขรึม แรงบีบบังคับปกคลุมไปทั่วร่างของฉินอวี่และพูดอย่างเคร่งขรึม “ไม่ทราบว่าผู้ไม่เกี่ยวข้องที่สหายพูดถึงหมายถึงผู้ใดกัน?”

            ฉินอวี่ไม่ตอบอะไร ทั้งยังไม่ได้มองถงอวิ๋นเฟยเลยด้วยซ้ำเขามองไปเพียงทางจื่อซวินเอ๋อเท่านั้น

            เมื่อถงอวิ๋นเฟยเห็นดังนี้เขาก็รู้สึกโกรธจนจุกหน้าอกนี่นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาถูกละเลยเช่นนี้สายตาของเขาที่จ้องมองฉินอวี่จึงเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

            จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองถงอวิ๋นเฟยที่เกือบจะระเบิดออกมาจากนั้นจึงหันมองฉินอวี่ที่ดูนิ่งสงบ นางก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมาถงอวิ๋นเฟยมักจะแสดงด้านที่เป็นกันเองเสมอเมื่ออยู่ต่อหน้านางในวันนี้เขาดูเหมือนจะคลั่ง ซึ่งนางไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นถงอวิ๋นเฟยมีสถานะเป็นคุณชายของตระกูลใหญ่ เขาไม่ควรจะโกรธง่ายเช่นนี้ นางกัดเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อปกปิดความคิดของตัวเองก่อนจะพูดว่า “สหายเฉิน ถงอวิ๋นเฟยก็เป็นสหายเช่นกัน มิใช่คนนอก”

            ความโกรธของถงอวิ๋นเฟยบรรเทาลงมาก แต่คำพูดต่อไปของฉินอวี่ทำให้เขายิ่งเคียดแค้นมากขึ้น

            “ข้า ฉินอวี่ไม่อาจจะคบหากับสหายเช่นนี้ได้ หากวันนี้สหายจื่อไม่ว่างเอาไว้วันหลังค่อยคุยกันเถอะ” ฉินอวี่พูดจบก็ลุกขึ้นยืนความอดทนที่เขามีมาตั้งแต่ต้นเริ่มอดกลั้นไม่ไหวแล้วแม้ว่าถงอวิ๋นเฟยจะมีสถานะที่ไม่ธรรมดา แต่แล้วอย่างไร? ในเมืองหลักเทียนอู่แห่งนี้เขาไม่เชื่อว่าถงอวิ๋นเฟยจะลงมือทำอะไรได้เป็นเพราะจื่อซวินเอ๋อจะเป็นคนแรกที่ขัดขวางการกระทำของเขา

            นอกจากนี้ฉินอวี่ยังเดาได้อย่างเลือนรางว่านี่คือสิ่งที่จื่อซวินเอ๋อกระทำโดยเจตนาถึงแม้ว่าจุดประสงค์จะยังไม่เป็นที่แน่ชัดแต่จื่อซวินเอ๋อกำลังเติมเชื้อให้เปลวเพลิงอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นนางจะต้องอธิบายให้ฉินเสวี่ยได้ฟังตั้งแต่ตอนแรกแทนที่จะให้ฉินเสวี่ยต้องคิดมากเช่นนั้น

            ในเมื่อเป็นเช่นนี้ฉินอวี่จะมีความปรารถนาเช่นเดียวกับจื่อซวินเอ๋อได้อย่างไร? เขาไม่ต้องการยั่วยุถงอวิ๋นเฟยแต่เขาก็ไม่สามารถเผชิญหน้าอย่างอ่อนน้อมได้ระดับขั้นเทียนชุ่ยสามชั้นแล้วจะอย่างไร? หากต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆแม้ว่าฉินอวี่อาจจะไม่มีโอกาสชนะ แต่ถงอวิ๋นเฟยก็คงไม่ดีกว่ากันสักเท่าไรเพราะท้ายที่สุด ด้วยวิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่ง ยิ่งบาดเจ็บเท่าไรพละกำลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น!

            ถงอวิ๋นเฟยระงับความเคียดแค้นในจิตใจ จ้องไปยังฉินอวี่อย่างเย้ยหยันและพูดอย่างเย็นชา “การรู้จักตนเองย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุด”หากจื่อซวินเอ๋อไม่อยู่ที่นี่ เขาคงลงมือไปนานแล้ว

            “มีบางคนที่ไม่มีจิตสำนึกตระหนักรู้ความรู้ของตนเองเลย” ฉินอวี่พูดจบก็ก้าวออกไปอีกหนึ่งก้าว

            ความโกรธของถงอวิ๋นเฟยที่เพิ่งถูกระงับไปได้ปะทุขึ้นอีกครั้งเขากวาดโต๊ะชาและขว้างโต๊ะชาลงมาจากระเบียงทันทีพลางจ้องมองฉินอวี่อย่างรุนแรงและพูดขึ้นอย่างเย็นชา “หากไม่ทำให้ชัดเจนในวันนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้ออกไปจากที่นี่แม้เพียงก้าวเดียว”

            “ปึง!”

            “โอ๊ย! เวรเอ๊ย ใครกันกล้าลอบทำร้ายข้า โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”เสียงตะโกนดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

            เมื่อได้ยินเสียงตะโกนที่ดังมาจากด้านล่าง ฉินอวี่ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่งด้านถงอวิ๋นเฟยก็จ้องมองฉินอวี่อย่างเคร่งขรึมจื่อซวินเอ๋อหรี่ตามองลงไปด้านล่างโดยไม่ส่งเสียงใดๆและยังไม่ทำการเรียกคืนข่ายพลังของค่ายกลเพื่อให้คำอธิบายใดๆเพราะร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งย่อมมีคนคอยจัดการแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว

            “เอาล่ะ ถงอวิ๋นเฟย สหายเฉินไม่ได้ตั้งใจจะโต้เถียงกับเจ้า”จื่อซวินเอ๋อรีบพูดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พร้อมรอยยิ้มมุมปากที่ดูไม่ชัดเจน

            “ไม่มีใครโผล่หัวออกมาใช่หรือไม่? วันนี้ข้าจะทำลายร้านเฮงซวยของเจ้าให้หมด”เสียงตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้ถงอวิ๋นเฟยก็ต่อยไปยังกลเวทป้องกันที่ระเบียงจนแตกออกและจ้องมองไปยังกลุ่มชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่อยู่ด้านล่าง พร้อมพูดว่า“หากเจ้าอยากตาย ก็มาลองดูสิ”

            วันนี้ถงอวิ๋นเฟยเต็มไปด้วยความหงุดหงิดในใจเขาไม่ต้องการให้ความประทับใจของจื่อซวินเอ๋อที่มีต่อเขาต้องถูกทำลายลงเพราะฉินอวี่ดังนั้นที่เขาไม่แสดงอะไรออกมา ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่โกรธเมื่อได้ยินเสียงตะโกนอย่างโกรธเคืองจากด้านล่างความอัดอั้นในใจของเขาก็ระเบิดออกทันที คิดแต่เพียงอยากระบายความโกรธใส่คนด้านล่าง

            ค่ายกลพรางตาถูกทำลายไปคนที่อยู่ด้านล่างจึงมองเห็นทั้งสามคนบนระเบียงทันที

            เมื่อได้ยินคำพูดของถงอวิ๋นเฟย ชายหนุ่มก็โกรธจัดขึ้นมาใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง แต่เมื่อเขาเห็นฉินอวี่ที่กำลังหันหลังให้ดวงตาของชายหนุ่มก็เบิกกว้าง และขยี้ตาอย่างรุนแรงจากนั้นจึงเงยหน้ามองฉินอวี่อีกครั้ง

            เมื่อแน่ใจว่าเป็นฉินอวี่ ชายหนุ่มคนนั้นก็ตะโกนเสียงดัง “พี่ใหญ่...”พูดจบ ร่างของเขาก็หยุดลง พลันกระโดดตรงขึ้นไปบนระเบียงคำเรียกขานของเขาถูกเปลี่ยนไป ลบภาพความเป็นฉินอวี่ไปทันที

            “ปัง!” ทันทีที่ชายหนุ่มร่างใหญ่กระแทกเท้าลงกับพื้นทั่วทั้งระเบียงก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเกือบจะพังลงมา

            และตอนนี้ฉินอวี่ก็หันกลับมา พลางมองไปทางชายหนุ่มคนดังกล่าว “สยงท่าเทียนเอาไว้พวกเราคุยกันภายหลัง”

            “เจ้าคิดจะทำลายร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งหรือ? ไสหัวไปซะ”ถงอวิ๋นเฟยที่คับแค้นใจอยู่แต่เดิม เมื่อเห็นว่าสยงท่าเทียนกับฉินอวี่รู้จักกันจึงใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งผลักสยงท่าเทียนออกไป

            สยงท่าเทียนหลบเลี่ยงฝ่ามือของถงอวิ๋นเฟยในทันทีเขาพูดออกไปด้วยใบหน้าที่ลำบากใจ “เข้าใจผิดแล้วๆ ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าเป็นเพื่อนกับพี่ใหญ่ อย่างไรก็ตามข้าไม่กล้าจะทำลายที่นี่หรอก” พูดจบ สยงท่าเทียนก็ไม่ได้ให้ความสนใจถงอวิ๋นเฟยพลางเดินตรงไปด้านข้างของฉินอวี่ พูดด้วยดวงตาแดงก่ำ “พี่ใหญ่ เยี่ยมไปเลยท่านไม่รู้หรือว่าหลายวันมานี้ข้าเป็นกังวลใจขนาดไหน”

            ก่อนที่สยงท่าเทียนจะพูดจบ ฉินอวี่ก็รีบขวางเอาไว้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับแดนสุสานอสูร มีความเกี่ยวข้องกับเขาโดยตรงฉินอวี่ไม่ต้องการให้จื่อซวินเอ๋อรู้ว่าตนเองได้เข้าไปในแดนสุสานอสูรเพราะไม่อยากทำให้นางคิดอะไรมากมายกับเรื่องนี้ ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้น“หลี่เทียนจีล่ะ? ไปกันเถอะ เราไปหาที่คุยกันดีกว่า”

            “อืม!” สยงท่าเทียนพยักหน้า และตามฉินอวี่ออกไปจากระเบียง

            วันนี้ถงอวิ๋นเฟยถูกทำเมินเฉยใส่ถึงสองครั้งติดต่อกันทำให้เขาโกรธเกรี้ยวสุดขีด พลังปราณทั่วทั้งร่างพุ่งออกมา และพูดอย่างดุดัน“ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าไปได้แล้วหรือ? หากวันนี้ไม่พูดอะไรให้มันชัดเจนก็อย่าได้คิดว่าจะออกจากร้านขายยาแม้แต่ก้าวเดียว!”

            สยงท่าเทียนหยุดฝีเท้าลงทันที และมองฉินอวี่อย่างสงสัยจากนั้นจึงมองไปยังถงอวิ๋นเฟย ก่อนพูดเบาๆ “พี่ใหญ่ เขากำลังพูดกับใคร? เขาเป็นสหายของท่านมิใช่หรือ?”

            ฉินอวี่พูดไม่ออก เขายังไม่หันหลังกลับในทันทีเหตุก็เพราะกลัวว่าสยงท่าเทียนจะจำตนเองได้และอาจจะสร้างความขุ่นเคืองให้ถงอวิ๋นเฟย แต่ตอนนี้...

            “สหายหรือ? คนต่ำต้อยเช่นนี้จะมีคุณสมบัติพอจะมาเป็นสหายกับข้าด้วยหรือ?”ถงอวิ๋นเฟยเย้ยหยัน

            สยงท่าเทียนไม่ได้ตอบ พลางพึมพำขึ้นมา “พี่ใหญ่เขากำลังว่าใครเป็นคนต่ำต้อย?” พูดจบสยงท่าเทียนก็หันไปมองจื่อซวินเอ๋อด้วยท่าทางที่เหมือนกำลังตรวจสอบอะไรจากจื่อซวินเอ๋อ

            ถงอวิ๋นเฟยถูกสยงท่าเทียนยั่วโมโห จึงพูดออกไปอย่างโกรธเคืองถึงขีดสุด“ที่แท้ก็เป็นคนโง่”

            ใบหน้าของสยงท่าเทียนนิ่งขรึมอย่างรวดเร็ว เขาหันไปมองที่ถงอวิ๋นเฟยและถามออกไป “เจ้าว่าใครเป็นคนโง่?”

            “นอกจากเจ้าแล้วจะมีใครอีก?” ถงอวิ๋นเฟยพูดอย่างเยือกเย็น

            “เจ้าไม่ใช่สหายของพี่ใหญ่ข้าหรอกหรือ?” สยงท่าเทียนถามอีกครั้งใบหน้าของเขาเริ่มดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง

            “เขานะหรือ? มีสิทธิ์จะเป็นสหายข้าด้วยหรือ?” ถงอวิ๋นเฟยพูดจาประชดประชัน

            “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปตายซะ!!!” สยงท่าเทียนตะโกนอย่างดุเดือดร่างกายของเขาปะทุขึ้นอย่างรุนแรง และรีบตรงไปยังถงอวิ๋นเฟยพลันใช้กำปั้นขนาดใหญ่เท่าค้อนโจมตีออกไปอย่างรุนแรงด้วยความโกรธแค้น

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน