อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 119 ความน้อยใจของรุ่นพี่หวัง

    บทที่ 119 ความน้อยใจของรุ่นพี่หวัง

     

    ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หวังเป่าเป้ยจากตระกูลหวังนั้นเป็นเด็กสาวจากครอบครัวรอง แม้นามสกุลจะใหญ่โตและมีเกียรติ ทว่า...ในสายตาของพวกตระกูลหลักแล้ว ครอบครัวรองไม่นับเป็นอะไรได้

                

    อีกอย่าง ที่สำคัญที่สุดก็คือ...หวังเป่าเป้ยไม่ได้มีพรสวรรค์เหมือนกับสมาชิกตระกูลหวังคนอื่นๆ เธอเองก็พยายามฝึกฝนดาบเหมือนกับที่พวกพี่ๆในตระกูลฝึกฝนกัน แต่ไม่ว่าจะฝึกหนักขนาดไหน เธอก็ไม่สามารถก้าวตามทันคนอื่นๆได้เลย ยิ่งฝึกฝนยิ่งทิ้งระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้าย...พวกเขาก็เมินเฉยต่อคนไร้ค่าอย่างเธอ

                

    หวังเป่าเป้ยมีข้อดีคือเป็นสมาชิกของตระกูลใหญ่ที่เขตชั้นใน ดังนั้นต่อให้พวกเขาไม่อยากสนับสนุนเธอ แต่พ่อแม่ของเธอก็ไม่มีทางปล่อยให้ลูกของพวกเขาต้องอยู่อย่างอับจนหนทาง สุดท้าย...ก็ส่งเธอเข้าเรียนสถาบันนักล่าอันดับหนึ่งได้สำเร็จ และวันที่เข้าร่วมการทดสอบนั้น หวังเป่าเป้ยไม่ได้คิดเลยว่าเธอจะได้รับโอกาสที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้!!

                

    เธอใช้ดาบไม่เก่ง ทั้งยังไม่ได้แสดงผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่....จู่ๆอาจารย์เติ้งที่ได้ชื่อว่าเข้มงวดที่สุดกลับเลือกรับเธอเข้าเป็นศิษย์

                

    เขามาในวันรับศิษย์ปีหนึ่งด้วย แสดงว่าเขาเห็นคุณค่าของเธอตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มการทดสอบแล้ว หวังเป่าเป้ยไม่รู้หรอกว่าอาจารย์เติ้งมั่นใจได้ยังไงว่าเธอจะมีพรสวรรค์ในด้านนี้ แต่แล้ว...คำชี้แนะของอาจารย์เติ้งก็ได้มอบทางสว่างให้เธอ

                

    เด็กไม่มีพรสวรรค์กลับกลายเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุด ยอดเยี่ยมจนแม้แต่ครอบครัวหลักก็ยังรับเธอไปเป็นลูกบุญธรรมของพวกเขา!

                

    ชีวิตบัดซบของเธอเปลี่ยนไปเพียงเพราะมีคนๆหนึ่งยื่นมือมาหาเธอ อาจารย์เติ้ง...เขาเป็นคนแรก และเป็นคนเดียวที่เห็นพรสวรรค์ในการใช้ธนูของเธอ ดังนั้นตั้งแต่ที่เขาเปลี่ยนชีวิตของเธอได้ ตั้งแต่ที่เขามอบชีวิตแบบใหม่ให้กับเธอ หวังเป่าเป้ยสาบานว่าตัวเองจะตอบแทนความกรุณาของเขาในสักวันให้ได้!

                

    น่าเสียดายที่เธอเป็นคนพูดน้อย และอาจารย์เติ้งก็มีงานในมือมากมาย เธอและอาจารย์ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก พอนักเรียนอันเข้ามาเป็นรุ่นน้อง อีกฝ่ายก็เข้ากับอาจารย์ได้ดีกว่าตัวเอง

                

    เวลานั้น....หวังเป่าเป้ยจึงเพิ่งได้รู้ ดูเหมือนหัวใจของเธอจะมีอาจารย์เติ้งเสียแล้ว!

                

    ตอนแรกเธอไม่อยากสนทนากับรุ่นน้องคนนี้เลย ความรู้สึกอึดอัดที่อยู่ในใจเกือบจะทำให้เธอเกลียดชังรุ่นน้องอันเสียแล้ว สุดท้าย...นิสัยเดิมของเธอก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่จะคิดไม่ดีได้ อาจจะเพราะถูกกดดันมาตั้งแต่ยังเด็ก หวังเป่าเป้ยก็เลือกที่จะยอมแพ้ .... เธอสู้รุ่นน้องอันไม่ได้จริงๆ

                

    เพราะรู้แบบนั้น หวังเป่าเป้ยก็ก้าวข้ามความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของตนเอง เหลือเพียงความชื่นชมต่ออาจารย์เติ้ง เก็บงำความรู้สึกเอาไว้ลึกที่สุดเพราะกลัวว่าสายตาของอาจารย์จะมองเธอเปลี่ยนไป ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะเห็นว่าหวังเป่าเป้ยคนนี้เป็นคนเงียบขรึมอย่างมาก

                

    ซูหยวนไม่ค่อยเข้าใจความรักๆใคร่ๆเหล่านี้ ไม่ว่าจะชีวิตก่อนหรือตอนนี้ เธอก็สนใจเพียงแค่การเดินตามเป้าหมายที่วางเอาไว้เท่านั้น ความสุขอย่างเดียวก็มีแค่การเล่นเกม ปลูกผักทำฟาร์ม คาดไม่ถึงว่าในชีวิตนี้..เธอก็ยังมีแค่ความสุขกับการเล่นเกมได้อยู่

                

    สองสาวลูกศิษย์อาจารย์เติ้งในเวลานี้เข้ากันได้เป็นอย่างดี คนเป็นอาจารย์ก็พอใจแล้ว สำหรับนักเรียนจากตระกูลอี้ทั้งสอง พวกเขาเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกัน ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงอยู่แล้ว อีกทั้งเส้นทางของพวกเขาในกองทัพก็ราบรื่นดี มีคนของตระกูลอี้มากมายอยู่ในกองทัพ ไม่จำเป็นต้องให้เขาผลักดัน

               

    เวลานี้ อันซูหยวนเองก็สร้างชื่อเสียงได้มาก มีพวกผู้นำจากกองทัพหลายคนที่สนใจเธอ พวกเขาแย่งชิงนักเรียนอันตั้งแต่ที่เธอยังเรียนไม่จบ ตั้งใจจะซื้อตัวมาจากองค์กรนักล่าตระกูลจางด้วยซ้ำ ดังนั้นเขาไม่ห่วงซูหยวนมากนัก ในใจของอาจารย์เติ้ง...เด็กที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดก็คือนักเรียนหวัง

                

    เด็กสาวคนนี้เป็นผู้มีพรสวรรค์หาตัวจับได้ยาก แต่เพราะในตระกูลของเธอ เธอเป็นแค่เด็กจากครอบครัวสายรองเท่านั้น ไม่มีทางที่จะได้รับการสนับสนุนเท่ากับครอบครัวตระกูลหลัก ต่อให้พวกเขาจะชื่นชมเธอมากแค่ไหน ก็ยังมีข้อกำจัดของตนเอง

                

    เขาเห็นพรสวรรค์ของเด็กสาวในตอนที่เธอใช้ดาบเป็นอาวุธ แต่แทนที่จะใช้ดาบเพื่อโจมตีศัตรูเหมือนคนอื่น เธอกลับไม่กล้าเข้าไปใกล้ เพียงขว้างดาบออกไปอย่างแม่นยำ สายตาที่ประเมินเอาไว้ว่าจะต้องโดนเป้าหมายมันทำให้เขาเห็นว่าเธอมีพรสวรรค์มาก การรับเด็กเข้ามาในการดูแล บางครั้ง...แค่มองดูสายตาของเด็กๆก็เข้าใจได้แล้ว

                

    นักธนูจะมีสายตาที่แย่ได้ยังไง?

                

    ดีที่นักเรียนหวังตั้งใจฟังที่เขาฝึกสอน ล้มเลิกการใช้ดาบแล้วหันมาจับธนูแทน เขาจึงรู้สึกเหมือนว่าจะต้องรับผิดชอบต่อเธอมากหน่อย 

                

    สุดท้ายแล้ว เวลานี้เด็กสาวได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเส้นทางที่แท้จริงของเธอคืออะไร เสียดายก็แค่...เขาไม่สามารถปรับนิสัยเก็บความรู้สึกของเธอได้เลย แม้ว่าบางครั้งจะเป็นเรื่องดี แต่ในชีวิตจริงแล้ว...มันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น

                

    กระทั่งตัวเขาเอง ถ้าไม่พูดออกไปบ้าง ในฐานะพันเอกก็คงจะถูกใช้เหมือนทาสคนหนึ่ง ในกองทัพนี้ก็มีการปฏิบัติที่ไม่ดีอยู่มาก ผู้คนมากมายหลายครอบครัวมารวมกัน บางคนต้องการเอาเปรียบ บางคนต้องการดูถูก ถ้าเทียบกันแล้ว...เด็กนักเรียนอันนั้นไม่น่าเป็นกังวลเลย เธอรับผิดชอบกับความรู้สึกของตัวเองดีมาก เหลือก็แค่...หวังเป่าเป้ยคนนี้

     

    “ด้วยฝีมือของพวกเธอตอนนี้ นักเรียนหวังไม่มีทางหลุด 50 อันดับแน่ ดังนั้นอาจารย์ฝากให้ดูแลนักเรียนอันด้วย เธอมีประสบการณ์มาสองปีแล้ว น่าจะช่วยนักเรียนอันได้มาก”

                

    หวังเป่าเป้ยได้ยินก็น้อยใจอยู่บ้าง แต่เธอก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่อาจารย์พูดนั้นถูกต้องแล้ว 

                

    ก่อนหน้านี้ หวังเป่าเป้ยสมัครแข่งขันเพียงคนเดียว ทั้งยังไม่ได้รับจดหมายแนะนำจากอาจารย์เติ้งด้วยซ้ำ ดังนั้นตั้งแต่รอบแรกจนถึงรอบสุดท้าย เธอต้องฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหมดเข้าไปด้วยตนเอง แม้จะบอกว่าการทดสอบขั้นต้นนั้นไม่ยาก แต่ก็วุ่นวายไม่น้อยเลย แทนที่จะได้พักข้อมือเพื่อการแข่งขันจริง กลับต้องเปลืองแรงไปกับเรื่องไร้สาระพวกนั้น พอเธอเข้ารอบเพื่อจะชิงตำแหน่ง 50 อันดับแรก ย่อมต้องพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเสียดาย

                

    แต่พอรุ่นน้องอันเข้าแข่งขัน อาจารย์ไม่ปล่อยให้เธอเสียเวลาด้วยซ้ำ ไม่ต้องให้รุ่นน้องอันเอ่ยปาก อาจารย์ก็มอบจดหมายแนะนำให้เธอเลย....

                

    ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ต้องน้อยใจใช่ไหม?

                

    โดยที่หวังเป่าเป้ยไม่รู้ เจตนาของอาจารย์ย่อมต้องการสั่งสอนให้หวังเป่าเป้ยเรียนรู้จักโลกใบนี้มากขึ้น เธอจำเป็นต้องกล้าเผชิญหน้ากับความจริง ฝึกการตัดสินใจด้วยตัวคนเดียว ไม่ใช่ฟังคำของคนตระกูลใหญ่จนสุดท้ายก็ไม่เจอเส้นทางของตน 

                

    สองคนต่างไม่เข้าใจกันเองแต่ก็ไม่พูดมันออกมา เรื่องราวที่อยู่ในใจซ่อนเอาไว้อย่างนั้น .... ดีที่ซูหยวนไม่ได้แสดงออกว่าอยากจะสนิทสนมอาจารย์เติ้งมากเกินไป ไม่อย่างนั้นคงทำให้หวังเป่าเป้ยคิดมากขึ้นไปอีก

                

    ซูหยวนมองทั้งสองคน รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดนี้ แต่เธอก็ไม่ได้สนใจมากนัก ความต้องการของใคร ความชอบของใครล้วนเป็นคนนั้นที่จะต้องเลือกเอง สิ่งที่เธอเลือก...เธอก็รับผิดชอบเองทั้งนั้น นี่เป็นวิถีของชีวิต

                

    ใช้เวลาสามสี่วันก่อนจะเดินทางกลับมาถึงเขตปลอดภัย พวกเธอยังอยู่ในชุดนักวิจัย จึงต้องเดินทางไปที่ฐานวิจัยของกองทัพเพื่อความแนบเนียน ก่อนที่จะถูกปล่อยกลับออกมาที่สถาบันก็เป็นอีกสองวันให้หลังแล้ว 

                

    การที่ซูหยวนไม่ค่อยเข้าเรียนวิชาพื้นฐานกับเพื่อนๆในรุ่นเดียวกัน แรกเริ่มนั้นไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ทว่าตอนนี้ก็ผ่านมาหนึ่งภาคเรียนแล้ว ภาคเรียนที่สองเธอก็ยังเป็นเหมือนเดิม แถม...การที่เธอหายหน้าหายตาไปนั้น กลับเป็นการเพิ่งตำแหน่งให้เธอด้วย ในขณะที่ทุกคนยังต้องเข้าเรียนเหมือนเด็กน้อย อันซูหยวนใช้เวลาช่วงนี้เพื่อกลายเป็น “สิบเอกอัน” ไม่น่าแปลกใจที่เพื่อนหลายคนในห้องจะเริ่มไม่พอใจเธอ

                

    เวลาผ่านไป พวกเขาก็เริ่มคิดว่าตัวเองก็ควรจะได้รับสิทธินั้นเหมือนกัน อันซูหยวนก็นักเรียนชั้นปีที่หนึ่ง เริ่มเรียนพร้อมๆกัน ไม่สิ! อีกฝ่ายมาจากเขตชั้นนอก ความรู้พื้นฐานอะไรก็ไม่มีด้วยซ้ำ แต่ทำไมได้รับโอกาสดีๆแบบนี้ 

                

    ทั้งหมดก็แค่เหตุผลที่ว่าเธอโชคดี ไม่เพียงเข้าตาประธานจางเท่านั้น กลับถูกเลือกโดยอาจารย์เติ้งที่เป็นคนของกองทัพ นี่ก็คือจุดเริ่มต้นของความไม่ยุติธรรมที่พวกเพื่อนนักเรียนได้รับ

                

    จากความดีความชอบที่ซูหยวนเคยช่วยพวกเขาเพื่อผ่านการทดสอบชั้นปีที่หนึ่ง พวกเขาเริ่มลืมเลือนกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงความอิจฉาเท่านั้น

                

    ซูหยวนรับรู้ได้ถึงความผิดปกตินี้ก็ตอนที่เธอเข้ามานั่งเรียน แล้วอาจารย์ทวงงานที่ได้สั่งไปตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เขาบอกว่าฝากเพื่อนๆในห้องให้แจ้งข่าวแล้ว และนักเรียนในห้องจำนวนมากไม่ออกตัวให้เธอว่าพวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ กลายเป็นว่าซูหยวนเกือบจะถูกอาจารย์ตำหนิว่าไม่ใส่ใจวิชาเรียนของเขา 

                

    ในฐานะที่เธอเป็นนักเรียนดีเด่นของสถาบัน สอบได้อันดับหนึ่งของนักเรียนทั้งหมด แซงหน้านักเรียนของสถาบันวิจัยโดยเฉพาะด้วยซ้ำ อาจารย์มากมายต่างก็คาดหวังว่าเธอจะรับความรู้ของพวกเขาไปทั้งหมด พอเห็นว่าเธอไม่ใส่ใจ กลับคิดว่าเธอเย่อหยิ่งเกินไป

                

    ดีที่ซูหยวนไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายเข้าใจผิดเป็นเวลานาน หลังจากที่จบวิชาเรียน เธอกลับไปพบอาจารย์ทุกคนเพื่อแสดงความรู้สึกผิด ยอมรับว่าเธอไม่ได้ตามข่าวเรื่องงานที่อาจารย์สั่งเลย เพราะเข้าใจว่าวิชาเรียนเป็นการเรียนจากหนังสือเหมือนกับภาคเรียนแรก นอกจากนี้...ซูหยวนยังรับปากว่าจะส่งงานอาจารย์ให้เร็วด้วย

                

    เมื่อเห็นความตั้งใจจริงของซูหยวน และที่เธอพูดออกมาว่าเห็นความสำคัญของวิชาที่พวกเขาสอน อาจารย์ทุกคนก็พึงพอใจมาก สั่งงานกันคนละงานสองงาน มอบคำสอนไม่กี่ประโยค แล้วก็ปล่อยซูหยวนให้กลับออกไป

                

    วันรุ่งขึ้นเธอยังทำงานที่อาจารย์ทุกคนมอบหมายให้เสร็จโดยพร้อมกัน งานที่อาจารย์สั่งไม่ได้ยากเกินไปนัก ด้วยความสามารถในการจัดเรียงความรู้ที่เธอมี ประกอบกับก่อนหน้านี้เธออ่านหนังสือเรียนทั้งหมดจบแล้ว ย่อมสามารถเขียนคำตอบให้กับงานทั้งหมดที่ได้รับมอบหมายได้

                

    ดังนั้นแทนที่จะถูกเกลียดชัง ซูหยวนกลับได้รับคำชมจากอาจารย์มากมาย ซึ่งเธอได้บอกกับพวกเขาแล้วว่า หลังจากนี้ หากต้องออกไปทำภารกิจอีก เมื่อกลับมาที่สถาบัน เธอจะมาสอบถามงานจากพวกเขาโดยตรงเพื่อให้พวกเขาได้สั่งสอนเป็นการส่วนตัวด้วย

                

    เห็นการให้เกียรติเช่นนี้ อาจารย์ทุกคนต่างก็เอ็นดูซูหยวนกันทั้งนั้น ถึงอย่างไร...เธอก็มีฐานะเป็นถึงนักเรียนอันดับหนึ่งที่สถาบันไม่เคยสร้างขึ้นมาได้ ดังนั้นการมีศิษย์ที่เชื่อฟังแบบเธอ นับเป็นความภาคภูมิใจของอาจารย์ทั้งหลายเช่นกัน

                

    เมื่อทำความเข้าใจกับอาจารย์ทั้งหมดแล้ว ซูหยวนก็กลับไปที่พักของตนเอง ช่วงนี้เธอได้รับอนุญาตจากอาจารย์เหวินแล้วว่าไม่ต้องเข้าไปในห้องวิจัยของเธอ ดังนั้นจึงมีเวลาว่างมากขึ้น 

                

    ตอนนี้ซูหยวนได้รับบัตรอนุญาตเข้าพักอาศัยแล้ว แถมเงิน 100 ล้านเครดิตก็ได้มาแล้วเช่นกัน ประธานจางคนนั้นตั้งแต่ที่รู้ว่าเธอสอบได้คะแนนยอดเยี่ยม เขาก็รีบมอบของขวัญให้ทันที ไม่ใช่แค่เงิน 100 ล้านเครดิตเท่านั้น เขายังมอบเงินอีก 10 ล้านเครดิต และหนังสือเรียนหายากเล่มหนึ่งมาให้ซูหยวนด้วย

                

    หนังสือเล่มนั้นเขียนว่า “วิชาฝึกการขจัดพิษในร่างกายโดยพลังงาน” ซึ่งเป็นวิชาระดับสูงที่จะทำให้ผู้ฝึกฝนสามารถจัดการกับพิษที่ตกค้างในร่างกายได้

                

    ที่จริง วิชานี้ไม่ได้จำเป็นกับซูหยวนเลย เพียงแค่ดื่มน้ำในฟาร์มของเธอ เวลาที่ปล่อยของเสียออกมาจากร่างกาย สารพิษพวกนี้ก็ถูกขับออกมาด้วย ดังนั้นซูหยวนจึงไม่ต้องเสียเวลาตามหาวิธีฝึกฝน อย่างไรก็ตาม....การได้วิชานี้ก็ไม่ได้หมายความว่าทำประโยชน์ให้เธอไม่ได้

                

    หากหลังจากนี้มีคนสงสัยว่าทำไมซูหยวนจึงไม่มีสารพิษในร่างกาย เธอก็แค่พูดออกไปว่า “เป็นเพราะวิชาระดับสูงที่ประธานจางมอบให้” ก็ได้แล้ว

               

     ส่วนเนื้อหาของวิชานี้ มันไม่จำเป็นกับเธอ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่จำเป็นต่อพ่อของเธอเสียหน่อย ตอนนี้พ่ออันก็เป็นนักล่าคนหนึ่งแล้ว ต่อให้มีชุดป้องกันคุณภาพดีขึ้น เขาก็ยังได้รับสารพิษเข้าไปในร่างกายจำนวนมากอยู่ดี ถึงเขาจะดื่มน้ำบริสุทธิ์ที่เธอมอบให้ แต่พ่ออันเป็นคนประหยัดมาก เขาไม่ได้ดื่มวันละ 4-5 ขวดแบบเธอ พ่ออันดื่มเพียงวันละ 1 แก้วเท่านั้นตามความเคยชิน 

                

    หากไม่ใช่เพราะซูหยวนมอบน้ำผักผลไม้ปั่นให้เขาด้วย เชื่อเถอะว่าน้ำในร่างกายของเขาคงจะไม่เพียงพอให้เกิดการพัฒนาไปแล้ว...

                

    ดังนั้นวิชาระดับสูงนี้ ถ้าพ่ออันเฉินได้ฝึกฝน เขาจะต้องจัดการกับพิษได้ดีขึ้นแน่ ซึ่งถ้าพิษในร่างกายน้อยลง ประสิทธิภาพในการฝึกฝนพลังของเขาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย

                

    ซูหยวนตั้งใจเอาไว้แล้ว ก่อนที่จะเริ่มการแข่งขันที่ตระกูลอี้ เธอจะต้องจัดการเรื่องที่บ้านให้เสร็จก่อน...

     

    ………………………………….