เช้าวันต่อมาบนสำนักไท่ซานในยามเฉิน(08.00)กระท่อมขนาดกระทัดรัดท้ายป่าไผ่มีเสียงพูดคุยดังเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย
“เ้าไปเอารอยบากเช่นนี้มาจากที่ใด?” เ้าหยางหลงชี้ไปตรงหนังปลอมรอยบากบริเวณแก้มข้างขวา
“พี่หว่างจัดหามาให้ข้า ก็มิรู้ว่าไปหามาจากที่ใด ข้าชอบมากเพราะมันเหมือนจริงที่สุด” อาเฟิ่งตักโจ๊กเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ‘ฝีมือของแม่ครัวที่นี่ใช้ได้’
“ข้าหามาจากร้านขายของเก่าสกุลตู้น่ะ ในนั้นมีของใช้แล้วทิ้งที่ผู้คนนำมาขายมากมาย” อาหว่างตอบพร้อมกับจิบชา แม้ว่าจะกระดากอายเื่ชื่อเพียงใดแต่ก็จำต้องยอมรับใช้มันไปก่อน
กงลี่ผู้าุโที่สุดกล่าวขึ้น “อย่าพูดเื่นี้อีก”
“ขอรับ” อาเฟิ่งรับคำ “ท่านอาจะกลับเมืองหลวงยามใด?”
“อีกครึ่งชั่วยาม” กล่าวเพียงแต่นั้นก็เงียบลง
เื่ราวในครั้งนี้จะเป็การพูดปดที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของทุกคนเลยก็ว่าได้ ระยะเวลาสองปีใช่ว่าจะง่ายในการปิดบังตัวตนเื่ร่างกายของเด็กสาวที่กำลังเจริญเติบโตจะสามารถรอดพ้นสายตาอันคมเฉียบของท่านเ้าสำนักได้เช่นไร ในสมัยก่อนกงลี่จำได้ว่าท่านเ้าสำนักได้เดินทางเข้าวังหลวง…หืมมม ความคิดบางอย่างลอยวนอยู่ในหัว ‘ท่านเ้าสำนักไท่ซานจะจำสองแฝดมิได้เชียวรึ’ สลัดศรีษะไปมาเบาๆ
“ท่านอาปวดหัวรึขอรับ” อาเฟิ่งถามขึ้นมาเมื่อเห็นท่านอามีท่าทางแปลกๆ
“หาใช่เช่นนั้น” ผู้ถูกถามวางจอกชาลงบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ..พวกเราไปด้านนอกกันเถิด อีกครู่ข้าคงต้องลงเขาแล้ว” กงลี่เดินนำเด็กหนุ่มสี่คนออกไปด้านนอกเพื่อร่ำลาท่านเ้าสำนัก หน้าประตูพบกับสององครักษ์ฉางหยุนและฟงอี “ดูแลรัชาทายาทและองค์ชายให้ดี”
“ขอรับ/ขอรับ” สองบุรุษรับคำหนักแน่น
“_” กงลี่มิกล่าวสิ่งใดต่อ ก่อนจะก้าวเดินออกไปด้านหน้ามีเด็กหนุ่มด้านหลังเดินตามเป็พรวน
--++++--+++++++----
หน้าห้องโถงรับรอง
“เช่นนั้นก็ขอให้เดินทางปลอดภัยเล่า ฝากบอกเหล่าลูกศิษย์ของข้าด้วยว่าทางนี้อย่าได้เป็ห่วง ข้าเ้าสำนักจะดูแลอย่างดี”
กงลี่ผงกหัวอย่างยินดี “เช่นนั้นข้าขอลาขอรับท่านเ้าสำนักและถ้าหากมีเื่ด่วนใดเกิดขึ้นกับพวกเขาท่านสามารถส่งคนไปแจ้งข่าวที่วังหลวงได้ทุกเมื่อขอรับ”
เ้าสำนักซวงซางเอ้อลูบเคราขาวเผยรอยยิ้มน้อยๆ “จะมีเื่ด่วนใดเล่า?” มองไปยังเด็กหนุ่มหน้าบาก “เื่ของเ้ารึอาเฟิ่ง”
ทุกคนที่ได้ยินคำถามต่างพากันเงียบกริบ อาเฟิ่งก้มหน้าลงมองพื้นไม่ได้เอ่ยตอบคำถามชวนหวาดหวั่นนั้น
กงลี่ได้แต่ถอนหายใจแ่เบา ‘รู้แล้วจริงๆ’ แต่ในเมื่อท่านเ้าสำนักซวงมิว่ากล่าวอันใดก็หมายความว่าอนุญาต “ท่านเ้าสำนักพอจะมีเวลาเดินเล่นสักครู่หรือไม่ขอรับ”
“มีสิ..เวลาข้ามีเยอะแยะมากมายจะเดินเล่นพร้อมกับไปส่งเ้าจนถึงหน้าทางขึ้นเขายังได้” ผู้ถูกเชิญยิ้มรับพร้อมกับลุกขึ้นยืน “เอาล่ะ เด็กๆเดินตามท่านอาจารย์ยี่ปั๋วไปเถิดใน่สองปีนี้อาจารย์ยี่จะเป็ผู้ดูแลพวกเ้า”
เด็กหนุ่มวัยสิบเอ็ดสิบสองปี (แต่อาหว่างอายุยี่สิบปี) ต่างผงกหัวตอบรับ “ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ/ขอรับ” แล้วเดินตามอาจารย์ยี่ออกไปพร้อมๆกับท่านเ้าสำนักและกงลี่ที่เดินออกไปด้านหน้า
บรรยากาศใต้ร่มเงาของต้นไม้ช่างให้ความร่มรื่นเย็นสบายเหมือนสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อครั้งที่ชินอ๋องและจวิ้นอ๋องยังทรงเป็เด็กน้อยฝึกวรยุทธมิมีผิด
“นางเป็องค์หญิงน้อยที่ติดพี่ชายมากขอรับ” กงลี่เกริ่นขึ้นมาลอยๆมิได้ท้าวความอันใดคล้ายกับลองวัดใจว่าเื่ที่เขาคิดจะถูกรึผิด
“55555ข้าก็คิดเช่นนั้น จำได้ว่าหกปีก่อนข้านำกุหลาบพันปีไปมอบให้ลูกศิษย์เป็ของขวัญที่เขาได้ขึ้นครองราษฎ์ ตอนนั้นข้าเห็นว่าเด็กน้อยตัวอ้วนกลมในชุดสตรีสีชมพูถือดาบไม้วิ่งไล่ฟาดฟันเด็กชาย” หันมององครักษ์ด้านข้างๆ “ใช่คนเดียวกันกับยามนี้รึไม่?”
สองหัวคิ้วขมวดจนแทบจะชนกันแต่ก็ต้องยอมรับ “เป็เช่นนั้นขอรับ”
“555” เ้าสำนักผู้สูงวัยเพียงแค่หัวเราะ “ข้าจะทำเพียงแค่ปิดตาข้างหนึ่ง..แต่หลังจากนี้ก็คงแล้วแต่นางว่าจะเอาตัวรอดไปได้นานเท่าใด”
“ขอบพระคุณขอรับ”
“อันที่จริงหลังจากที่เ้าหย่งเจี้ยนและเ้าหย่งเซิงสำเร็จการศึกษาจากบนเขาแล้วก็ได้ตั้งสำนักศึกษาอยู่ในเมืองหลวงข้ารู้มาว่าศิษย์เก่าที่นี่ถูกเชิญไปเป็อาจารย์มากมายใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้วขอรับ สำนักศึกษาในเมืองหลวงมีปะปนทั้งบุรุษและสตรีแต่ส่วนใหญ่แล้วฝ่ายสตรีจะมิมีผู้ใดเรียนฝ่ายบู๊ มิเหมือนเหล่าองครักษ์เงาที่มีฝึกฝนร่วมกันั้แ่เด็ก”
“สตรีที่เป็องครักษ์เงาหาได้ยากหากนางซึ่งเป็องค์หญิงฝึกวรยุทธถือเป็เื่ดี”
“ขอรับ”
เ้าสำนักซวงซางเฮ้อกล่าวต่อถึงเื่ที่มิค่อยมีผู้ใดรับรู้ “ในความเป็จริงสำนักไท่ซานแห่งนี้หาได้แบ่งแยกชนชั้น หรือคัดเลือกเพียงบุรุษเพื่อเข้าศึกษา” ลูบหนวดเครา “หากแต่ในสมัยก่อนหาได้มีสตรีสนใจในเื่นี้จึงมิมีผู้ใดมาร่ำเรียน”
ขวับ!!!!! องครักษ์กงลี่หันมองอย่างรวดเร็วพร้อมกับอ้าปากค้าง
“ยิ่งมิมีสตรีมาขอเข้าเรียน ผู้คนต่างก็คิดว่าที่นี่รับแค่เพียงบุรุษ”
“เช่นนั้นที่องค์หญิงเ้าเฟิ่งเซียนปลอมตัวมาเล่าขอรับ”
“ก็ให้นางปลอมไป หาได้มีผู้ใดว่ากล่าว”
กงลี่มีสีหน้าโง่งมจวบจนถึงหน้าประตูทางเข้าสำนักไท่ซาน
“เดินทางดีๆเล่า” ปุปุๆๆ เ้าสำนักตบบ่าปุปุ แล้วกลับหลังหันเข้าสำนักไปด้วยรอยยิ้มปล่อยทิ้งกงลี่ยืนครุ่นคิด
‘แล้วก่อนหน้านี้พวกข้าจะกังวลไปเพื่อสิ่งใดเล่า’
---++++-----++++++--
ในขณะเดียวกัน:แคว้นเพ่ย ยามซื่อ(09.00)
“ฮ่องเต้เสด็จ!!” ขันทีหน้าท้องพระโรงะโเสียงดังลั่นช่วยหยุดความวุ่นวายภายในท้องพระโรงจนเงียบสงัดจวบจน ‘เพ่ยหานหรง’ ฮ่องเต้หนุ่มรูปงามวัยยี่สิบเอ็ดชันษา รูปร่างกำยำสูงใหญ่ในชุดสีทองปักลายัย่างพระบาทผ่านเหล่าขุนนางนับร้อยเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เื่ราชกิจในท้องพระโรงวันนี้หาได้มีเื่ใดเร่งด่วนเทียบเท่ากับการที่กรมขุนนางท้องพระคลังอยากจะนำเสนอบุตรสาววัยสิบหกปีขึ้นเป็สนมเอกหลังจากที่พระองค์ขึ้นครองราษฎ์แทนพระบิดา
“กระหม่อมคิดว่าบุตรีของเ้ากรมการคลังกิริยามารยาทงดงาม นางเก่งเื่เย็บปักถักร้อย ดีดฉินเป็และทำอาหารอร่อยยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” เ้ากรมเกษตรซู่ฉิงลิ่วเสนอขึ้น
เ้ากรมการคลังฉีลู่จื่อกระหยิ่มยิ้มย่องชอบใจเพราะเขานั้นอยากเกี่ยวดองกับฮ่องเต้จนตัวสั่นไปหมด ก่อนหน้านี้คู่ปรับของฉีลู่จื่อซึ่งก็คือเ้ากรมกลาโหมจ้านผูตั้วส่งบุตรสาวเข้าไปเป็สนมนำหน้าเขาไปแล้วหนึ่งก้าวตัวเขามิอยากจะให้ขุนนางเทข้างไปฝั่งของเ้ากรมกลาโหมมากนักจึงต้องรีบส่งบุตรสาวฉีกวานฮวาเข้าสู่วังหลังเพื่อให้นางช่วยดึงความโปรดปราณกลับคืนมาบ้าง
“เ้าเคยไปร่วมรับสำรับจากฝีมือนางเช่นนั้นรึ?” คำถามจากฝ่าาเรียกเหงื่อของเ้ากรมเกษตรได้ดียิ่ง
ฝ่ายถูกถามกลับมีสีหน้าลุกลี้ลุกลน “หาใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเพียงเคยไปหารือเกี่ยวกับการสร้างร้านค้าข้าวที่จวนท่านเ้ากรมการคลังและบังเอิญได้ชิมขนมหวานที่คุณหนูฉีเป็ผู้กระทำเท่านั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นรึ” เพ่ยหานหรงกล่าวเพียงแค่นั้นก่อนจะลุกขึ้นจากบัลลังค์ทองเพราะหมดเื่จะบอกกล่าวในวันนี้ พระองค์หันไปสั่งขันทีชรามุ่ยกงกง “อีกสามวันส่งเกี้ยวแดงไปรับคุณหนูสกุลฉีเข้าวังมาเป็สนมขั้นเฟย” กล่าวเพียงเท่านั้นฝ่าพระบาทก็ได้ย่างก้าวออกจากท้องพระโรงท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจของเหล่าขุนนาง
---++++--------
ระหว่างทางกลับตำหนัก
“ฝ่าาจะทรงให้นางอยู่ในลำดับใดพ่ะย่ะค่ะ” มุ่ยกงกงผู้มีฝีเท้าว่องไวเดินตามฝ่าาอย่างรวดเร็ว ด้านหลังยังคงเต็มไปด้วยองครักษ์ตัวใหญ่นับสิบคน
“ลำดับสามหวางเฟย”