ลู่ซือไม่ได้รั้งรอที่จะหยุดพักที่ชั้นสองแต่อย่างใด หากแต่ขึ้นไปที่ชั้นสามต่อทันที อ้ายเหม่ยเห็นดังนั้น จึงหยุดการปรับพลัง และรีบเดินตามลู่ซือไปทันที
บนโถงชั้นสาม มีทั้งศิษย์สายในจำนวนหนึ่ง ศิษย์เอก และศิษย์เอกปฐมอยู่กลุ่มเดียว นั่นคือ กลุ่มของฮุ่ยหมิง ทั้งหมดกำลังนั่งปรับพลัง ลู่ซือไม่ได้ให้ความสนใจใด ๆ และจะเดินต่อไปชั้นที่สี่ แต่แล้วก็หยุดเมื่อรู้สึกว่า พลังหยวนอินหยานเส้นใหม่กำลังวิ่งเข้าสู่จักระมังกร ครานี้เป็นเส้นสีทองสดใส
เมื่อเส้นพลังหยวนอินหยานปรากฏชัดเจน ทำให้บรรยากาศระดับพลังบนโถงชั้นสามเริ่มเบาบางลงเห็นได้ชัดเจน ศิษย์อื่น ๆ ที่นั่งปรับพลังอยู่ก็รู้สึกได้ เมื่อแรงกดลดลง ศิษย์เหล่านั้นจึงลุกและขึ้นไปชั้นสี่ต่อทันที
ฮุ่ยหมิงสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน พลังปราณสีทองที่วิ่งเข้าสู่ลู่ซือ ทำให้มันขมวดคิ้วและโกรธอีกครั้ง
"เจ้ากล้าขึ้นมาแย่งปราณพลังกับข้าหรือ"
"ความเก่ายังไม่ได้คิด เจ้าสร้างความใหม่ขึ้นมา เห็นที ข้าจะต้องจัดการเจ้าเด็ดขาดแล้ว" ฮุ่ยหมิง อุ้ยอัน และศิษย์เอกอีกสองคนหยิบกระบี่และเดินเข้าหาลู่ซือที่อยู่ทางขึ้นโถงชั้นสี่ทันที
ในขณะที่ไม่มีใครอยู่ ทั้งสี่คนไม่รอช้า วาดกระบี่เข้ามาอย่างรุนแรงโดยไม่คิดยั้งมือ เป้าหมายคือฆ่าและทำลายทิ้งไม่ให้เหลือ
"เจ้าไม่เกรงว่าจะผิดกฏสำนักหรือ" ลู่ซือถามออกไป
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ... จะตายอยู่แล้ว ข้าจะบอกให้ว่า มีผู้คนมากมายทั้งสูญหาย บาดเจ็บสาหัสหรือตายทุกครั้ง เป็นเรื่องปกติ"
"ข้าคือกฏ กฏอยู่ที่ข้า เจ้าไม่รู้หรือไร เจ้าโง่"
"ส่วนเจ้า จะเป็นอีกหนึ่งในผู้สูญหาย" ฮุ่ยหมิงกล่าวออกมาพร้อมกระโดดเข้าหาลู่ซือพร้อมปราณดาบนับสิบ
ลู่ซือหยิบขลุ่ยเซียนออกมา สะบัดปราณขลุ่ยใช้รับปราณกระบี่เช่นเดิม หากแต่ในคราวนี้ ลู่ซือเดินเข้าหาฮุ่ยหมิง จากนั้นจึงใช้ปลายขลุ่ยกระแทกเข้าไปที่กระบี่ที่ฟาดมา กระบี่ที่ส่งมาแตกกระจายทันที แน่นอนว่าทันทีที่ปรากฏภาพนี้ ฮุ่ยหมิงย่อมตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ใครเล่าจะคาดคิดว่า เด็กคนนี้จะสามารถทำลายปราณกระบี่ ที่มากกว่านั้นรวมถึงกระบี่ของมัน ซึ่งเป็นกระบี่ระดับราชันได้
อุ้ยอันเห็นดังนั้น จึงเปลี่ยนมาใช้ส่งพลังจิตเข้าที่ฝ่ามือกระแทกออกไปเป็นปราณไฟ ปราณอสุนีเพลิง ปราณไฟร้อนแรงขนาดเท่ากำปั้น ถูกผนึกและส่งออกจากฝ่ามือของอุ้ยอันและพุ่งเข้าหาลู่ซือต่อเนื่อง
ลู่ซือเพียงแสยะยิ้มที่มุมปาก จากนั้นจึงสะบัดชายเสื้อสีฟ้าของตน ปราณไฟที่พุ่งเข้ามาลูกแล้วลูกเล่า ต่างก็สลายไปในพริบตา
ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด ในยามนี้ ลู่ซือขึ้นสู่วิถีเขตราชันแล้ว แม้จะอยู่ในระดับต้น แต่พลังกลับเต็มไปด้วยปราณพลังบริสุทธิ์มหาศาล ยิ่งเมื่อเดินทางมาซีแดน รวมถึงเมื่อยืนอยู่ในโถงห้องมังกรบรรพกาลนี้ด้วย ปราณบริสุทธิ์มากมายถูกดูดซึมเข้าสู่ไตรจักระและตันเถียน ทำให้ไม่แปลกใจที่จะจัดการปราณระดับราชันนี้ได้
หากกล่าวตามจริงแล้ว แม้ลู่เซียนจะอยู่ในระดับต้นของวิถีเขตราชัน หากแต่ปราณบริสุทธิ์หลายอย่างที่ผสมผสานในไตรจักระและตันเถียน ทำให้ระดับพลังสูงกว่าวิถีในตอนนี้ไปแล้ว รวมถึงความรู้และประสบการณ์ในวัฏะเดิมที่ได้ตระหนักรู้ จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะจัดการปัญหาเล็กน้อยเท่านี้
ฮุ่ยหมิงและพวก ยังคงไม่ยอมหยุดแต่อย่างใด ท่ามกลางการต่อสู่แบบสี่ต่อหนึ่ง ปรากฏต่อสายตาของศิษย์จำนวนมาก ที่เริ่มเดินขึ้นมาในโถงชั้นสาม ทำให้หลายคนเข้าใจเรื่องราวได้ไม่ยาก
ในอดีต ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งฮุ่ยหมิงและพวกได้ ที่จริงต้องเรียกว่า ไม่มีใครกล้าหรืออยากยุ่ง เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว อาจตายได้ไม่รู้ตัว
อ้ายเหม่ยเมื่อเห็นการรุมเกิดขึ้น จึงตัดสินใจเข้ามาช่วย
"เจ้าไม่ต้องเข้ามา ดูเฉย ๆ พอ" ลู่ซือหันมายกมือห้ามนาง อ้ายเหม่ยหยุดชะงักแล้วเดินถอยออกไป จากนั้นลู่ซือตึงหยิบขลุ่ยมาบรรเลงโหยหวนบรรลัยกัลป์ บทเพลงที่ใช้อักขระหยวนพิษเข้าไปทำลายคู่ต่อสู้
บทเพลงเริ่มบรรเลง พร้อมกับอักขระบางส่วนก่อตัวขึ้นและพุ่งเข้าไปเกาะทั่วร่างของคนทั้งสี่ที่รุมทำร้ายลู่ซือ อักขระเหล่านั้นเหมือนจะจางหายไป ทว่าแท้จริงแล้ว มันกำลังแทรกซึมเข้าไปในร่างของคนทั้งสี่
"เจ้ายังจะมีอารมณ์สุนทรีย์อีกหรือ"
"เตรียมตัวตายได้แล้ว" ฮุ่ยหมิงหัวเราะร่า ทว่ายังไม่ทันจะพูดจบดี ทั้งสี่คนก็ร้อนรุ่มไปทั่วตัว ผู้คนต่างแปลกใจที่เห็นคนทั้งสี่แสดงอาการดังกล่าว เมื่อมองดูภาพของทั้งสี่คนที่ดิ้นลงไปกองกับพื้น ทั้งที่ดูก็ไม่ปรากฏว่าจะมีสิ่งใดเข้าไปทำร้ายพวกมันแต่อย่างใด
ลู่ซือยังคงบรรเลงต่อไป อักขระยังคงฝังเข้าไปในร่างอย่างต่อเนื่อง จากนั้น ลู่ซือจึงหยุด
"ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" ลู่ซือเก็บขลุ่ยเซียน
"ข้าจะให้บทเรียนพวกเจ้า" จากนั้นลู่ซือจึงดีดนิ้วส่งพลังปราณไปยังทั้งสี่คน ทันใดนั้น เหมือนมีเสียงแตกดังโพล๊ะ ภาพที่เห็นคือ ทั่วร่างของทั้งสี่คน เกิดระเบิดเล็ก ๆ ทั่วร่าง เลือดกระเซ็นออกมามายมาย
ทั้งสี่ร้องโหยหวนออกมาด้วยความเจ็บปวด เลือดเนื้อในร่าง เหมือนถูกอะไรบางอย่างกระแทกให้ระเบิดออกมา กล้ามเนื้อฉีกขาด เสียงกระดูกหักลั่นหลายจุด หมดสภาพศิษย์เอกปฐมโดยสิ้นเชิง
"นี่เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ"
"หากพวกเจ้ายังชั่วช้าสามานต์อีก พวกเจ้าลองคิดเองแล้วกันว่า จะเกิดอันใดขึ้นกับตัวเจ้า" ลู่ซือไม่ได้สนใจที่จะอยู่ดูต่อ หากแต่เดินต่อขึ้นไปชั้นที่สี่ อ้ายเหม่ยรีบตามลู่ซือไปทันที ส่วนป๋อเหวินและฉู่เสียน ยืนอึ้งมองภาพที่เกิดขึ้น พร้อมกับศิษย์คนอื่นที่ตกใจเช่นกัน