เมื่อคิดได้แล้ว นางก็เริ่มนึกถึงสิ่งของที่ต้องซื้อกลับบ้านต่อไป เดิมนางมีเงินในหีบอยู่ 2 ตำลึงเงินกับ 345 อีแปะ ได้รับเงินส่วนแบ่งที่เหลือจากการขายปิ่นมาอีก 226 อีแปะ ใช้เื่ซ่อมแซมบ้านไป 870 อีแปะ ซื้อต้นกล้าผักไปอีก 150 อีแปะ เวลานี้จึงเหลือเงินอยู่ 1 ตำลึงกับอีก 551 อีแปะ
“คงต้องซื้อเนื้อสัตว์ติดไปบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจบอกใครถึงที่มาของเนื้อสัตว์ได้อย่างแน่นอน เสื้อผ้าก็ต้องหาเพิ่ม โอยยยยย มีของดีแต่ไม่อาจนำออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่นี่มันลำบากจริงๆเลย ยาก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันจะหาสมุนไพร หาโสมสักต้นมาขายอย่างนิยายเื่อื่นเค้าบ้างก็ไม่เห็นจะมี" นางบ่นอุบอิบท่าทางกระเง้ากระงอดอยู่คนเดียว ขณะเดินมองหาร้านขายเนื้อไปด้วย
เดินหาอยู่นานในที่สุดนางก็ได้พบร้านขายเนื้อหมู ราคาของเนื้อหมูจินละ 100 อีแปะ เนื้อติดมันจินละ 80 อีแปะ ซึ่โครงจินละ 60 อีแปะ เครื่องในจินละ 20 อีแปะ นับว่าราคาสูงพอควรเลย นางเลือกซื้อเนื้อติดมันสองจินและซี่โครงอีกสามจิน จ่ายไปทั้งหมด 340 อีแปะ
“แม่นางเ้าซื้อเนื้อหมูข้าไม่น้อยเลย ข้าแถมกระดูกหมูให้เ้าไปสองชิ้นแล้วกันนะ”
ลุงเ้าของร้านขายเนื้อยิ้มอย่างใจดี ราคาเนื้อหมูเวลานี้ต้องทำงานเก็บค่าแรง 4-5 วันถึงจะซื้อได้สักจินหนึ่ง ชาวบ้านไม่ค่อยมีใครกล้าซื้อเนื้อหมูคราวละห้าจินเช่นนี้มานานแล้ว เขาฆ่าหมูมาขายตัวหนึ่งกว่าจะขายหมดก็แทบจะต้องร้องเรียกให้คนมาซื้อจนปากเปื่อยแทบแย่ แม่นางน้อยนี่ดูท่าทางจะใจกว้างไม่น้อย เขาจึงอยากผูกมิตรเอาไว้จะได้มาอุดหนุนแผงขายหมูของเขาอีก
“ขอบคุณท่านลุงนะเ้าคะ บ้านท่านเลี้ยงหมูเองหรือเ้าคะถึงยังมีเนื้อหมูมาขายได้ ข้าเดินหาแผงขายหมูจนทั่วแล้ว เห็นมีร้านของท่านร้านเดียวเพียงเท่านั้น”
“ครอบครัวข้า ขายเนื้อหมูมานานแล้วน่ะ ทำอาชีพอื่นกับเขาไม่เป็แล้วล่ะ อย่าหาว่าข้าโอ้อวดเลย ทั่วทั้งเมืองเฉินหนงมีคนที่ยังเลี้ยงสัตว์ได้ไม่กี่บ้านหรอก เพราะไม่มีน้ำเพียงพอไว้ให้สัตว์กิน แต่เ้าไม่ต้องกังวลนะ เนื้อหมูของข้าสะอาดข้าเก็บน้ำไว้ใช้เลี้ยงดูพวกมันอย่างดี คอกหมูบ้านข้าก็สะอาดสะอ้าน ไม่เป็โรคอย่างแน่นอน”
“ท่านยังมีเนื้อสัตว์อื่นอีกหรือไม่เ้าคะ ครั้งหน้าข้าอยากจะได้เนื้อไก่บ้างจะได้มาอุดหนุนท่านอีก”
“ไก่ข้าไม่ได้เลี้ยงหรอก เลี้ยงหมูอย่างเดียวข้าก็ต้องอดทนใช้น้ำกันอย่างประหยัดแล้ว หากจะหาเนื้อไก่คงต้องเดินดูแผงที่ชาวบ้านนำของมาวางขายกันเอง ชาวบ้านบางคนยังพอมีไก่ไว้เก็บไข่กินอยู่ หากโชคดีเ้าก็จะพอหาซื้อไก่แก่ได้บ้างล่ะ เ้ามาไม่ตรงวันที่ชาวบ้านเขาจะเอาของมาวางขายกันเลยหาซื้อของได้ยากหน่อย ครั้งหน้าก็มาให้ตรงกับวันที่หนึ่งกับวันที่สิบห้าของทุกเดือน ที่ตลาดนี้จะคึกคักหน่อย”
“อ้อ..เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ขอบคุณท่านลุงมากนะเ้าคะ ครั้งหน้าข้าจะแวะมาที่แผงของท่านลุงอีกแน่นอนเ้าค่ะ ข้ารบกวนท่านอีกเื่หนึ่ง ข้าอยากได้ผ้าไปเย็บชุดให้น้องชายสักหน่อย ท่านลุงพอจะแนะนำร้านผ้าให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้ๆ เ้าถามไม่ผิดคนหรอก ข้ารู้จักเมืองเฉินหนงนี่ทุกซอกทุกมุมเลยเชียว เ้าเดินผ่านโรงเตี๊ยมข้างหน้านั่นไปอีกสักหน่อยก็จะเห็นร้านขายผ้าแล้วล่ะ”
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านลุง ข้าไปก่อนนะเ้าคะ” จางเฟยอีค้อมศีรษะให้ท่านลุงขายเนื้ออย่างสุภาพ ก่อนที่จะเดินออกไปทางที่เขาชี้นำให้
เมื่อมาถึงร้านขายผ้า มีสตรีอายุราว 20 กว่าปีสองคนคอยดูแลลูกค้าอยู่ทางหน้าร้าน พอพวกนางเห็นจางเฟยอีซึ่งแต่งกายซอมซ่อ เสื้อผ้าป่านหยาบๆ สีขมุกขมัว ทั้งยังมีรอยปะชุนอยู่เต็มไปหมดก็ทำเป็เชิดหน้ามองผ่านนางไปอย่างไม่สนใจ
สตรียากจนเช่นนี้หากจะมาซื้อผ้าก็คงจะวุ่นวายขอให้พวกนางหาเศษผ้าเก่ามีตำหนิมาขายให้อย่างแน่นอน พวกนางไม่อยากจะมัวไปรื้อค้นกองผ้าเก่าเ่าั้ให้เสียเวลา จึงไม่คิดอยากจะทำการค้ากับนาง
ในเวลาเดียวกันก็มีบุรุษและสตรีอีกคู่หนึ่งเดินเข้ามาในร้านขายผ้าเช่นเดียวกัน สตรีสองนางในร้านขายผ้ามองเห็นคนทั้งคู่สวมใส่เสื้อผ้าไหมเนื้อดี บนร่างกายประดับเครื่องประดับไว้อย่างงดงามย่อมต้องเป็บุตรหลานตระกูลใหญ่ ฐานะดีอย่างแน่นอน จึงรีบเข้าไปต้อนรับคนทั้งคู่อย่างกระตือรือร้น
จางเฟยอีผู้ซึ่งไม่รู้เื่รู้ราวถึงสายตาดูถูกเหยียดหยามจากสตรีสองนางนั้น เวลานี้นางกำลังยืนมองเสื้อผ้าสำเร็จรูปไปพลาง มองผ้าพับชนิดต่าง ๆ ไปพลางอยู่ทางหน้าร้านอย่างตั้งใจ
นางกำลังคิดว่านางควรซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปหรือจะซื้อผ้าไปให้ท่านป้าสะใภ้ทั้งสองช่วยเย็บให้ดีหรือไม่ เพราะในมิติของนางไม่มีเสื้อผ้าในยุคนี้เลย แม้นางจะเย็บผ้าเป็แต่จะเป็ตัดเย็บเป็ชุดๆ เช่นนี้ก็ออกจะเกินมือนางไปอยู่บ้าง ดีไม่ดีตั้งใจจะเย็บเสื้ออาจได้ปลอกหมอนมาแทนก็เป็ได้
ทางสตรีสองนางนั้นต่างก็ส่งเสียงแนะนำผ้าชนิดนั้นดี สีนั้นงามกันอยู่อย่างเจื้อยแจ้ว เสียงของพวกนางดังจนดึงดูดให้นางฮวาซื่อภรรยาเ้าของร้านผ้าได้ยิน จึงเดินออกมาดูทางหน้าร้าน
เมื่อเห็นว่าลูกจ้างสาวทั้งสองของนางกำลังสนอกสนใจต้อนรับลูกค้าอยู่สองคน แต่กลับปล่อยสตรีชนบทผู้หนึ่งยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ด้านหน้าไว้คนเดียว นางจึงเดินไปทางสตรีผู้นั้น
“แม่นางน้อย เ้าอยากดูผ้าแบบใดหรือ” ฮวาซื่อเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนราวกับสายน้ำ
“เถ้าแก่เนี้ย ข้าอยากทราบราคาของเสื้อผ้าพวกนั้นเ้าค่ะ” จางเฟยอีชี้มือไปทางชุดสำเร็จรูปผ้าป่านแบบเรียบง่ายสำหรับเด็กชายที่วางเอาไว้ทางหนึ่ง
“ชุดผ้าป่านแบบนั้นสำหรับเด็กราคาชุดละ 300 อีแปะ หากเป็ของผู้ใหญ่ก็จะชุดละ 400 อีแปะ หากเป็ผ้าฝ้ายเนื้อดี ก็ชุดละ 500-600 อีแปะ เ้าอยากได้สักกี่ชุดกันเล่า”
จางเฟยอีคำนวณในใจ เวลานี้นางเหลือเงินอยู่ 1 ตำลึงกับ 221 อีแปะ หากซื้อเสื้อผ้าสามชุดสำหรับพวกนางทั้งสามพี่น้อง ต้องใช้เงินถึง 1 ตำลึง คิดแล้วหากเหลือเงินติดตัวน้อยเกินไปยังไม่รู้ว่าต้องเผชิญกับอะไรอีกในภายหน้า จึงได้แต่จำต้องตัดใจ
“เถ้าแก่เนี้ย ข้ามีเงินไม่พอหรอกเ้าค่ะ คงต้องซื้อผ้าไปเย็บเองแล้ว ท่านลองดูผ้าป่านให้สำหรับน้องชายสองคนและตัวข้า ให้พอตัดเย็บได้คนละหนึ่งชุด ต้องใช้ผ้าเท่าใดราคาเท่าใดหรือเ้าคะ”
ฮวาซื่อถามถึงขนาดของน้องชายแต่ละคนแล้วก็หยิบผ้าป่านสีเทาออกมาสองพับ ผ้าขาวอีกสองพับ ส่งให้จางเฟยอี
“สี่พับนี้ก็พอ ผ้าตัวนอกพับละ 160 อีแปะ ผ้าตัวในข้าขายพับละ 130 อีแปะ เ้าจะจ้างช่างในร้านข้าให้ตัดเย็บให้เลยหรือไม่เล่า” ฮวาซื่อแนะนำต่อ
"บ้านข้ามีสตรีที่ว่างพอจะช่วยเหลือได้อยู่เ้าค่ะ ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ยที่ช่วยแนะนำ ครั้งนี้ข้าจะนำกลับไปเย็บเอง ข้าจ่ายเงินท่าน 580 อีแปะก่อนแล้วกันนะเ้าคะ”
จางเฟยอีนำเงินออกมานับส่งให้ฮวาซื่อ โดยไม่รู้ว่ามีสายตาสองคู่กำลังจับจ้องนางอยู่ใกล้ๆ
"พี่สาม สนใจหญิงชาวบ้านผู้นั้นเข้าแล้วหรือไรเล่า ข้าเห็นท่านมองนางนานเกินไปแล้วนะ" สตรีผู้เป็น้องเอ่ยทักพี่ชายของนางด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
"อย่าได้พูดจามั่วไปน้องเล็ก ข้าเพียงแปลกใจที่เห็นสตรีชาวบ้านพูดจาชัดถ้อยชัดคำ หนำซ้ำนางยังคำนวณตัวเลขได้รวดเร็วยิ่งนัก"
สตรีที่กล้าหาญ พูดจาฉะฉานนั้นยังนับว่าพอจะเห็นได้บ้าง แต่สตรีชาวบ้านที่รู้หนังสือคิดคำนวณรวดเร็วเช่นนี้ได้นั้นเขาไม่เคยพบ จึงเผลอมองนางจนทำให้น้องสาวของเขาเข้าใจผิด