“ข้าเพียงแจ้งว่าหญิงงามในภาพวาดพำนักอยู่ที่หมู่บ้านหนิงอันข้าไม่ได้เป็ผู้เสนอแนะให้ไปรับตัวนางมาเป็เครื่องบรรณาการแต่อย่างใด” ซุนถงฉีผู้เป็จิตรกรหลวงปฏิเสธในเื่ที่เขาไม่ได้ทำ หลังจากที่แม่ทัพหวางชุนเทียนเดินทางมาสอบถามเขาถึงที่เรือนด้วยตนเอง
“หากเป็เื่จริงอย่างที่ท่านแม่ทัพบอก เื่เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้น”
จิตรกรหลวงวัยกลางคนคิดไม่ถึงว่าภาพวาดของเขาจะกลายเป็สาเหตุให้หญิงงามผู้นั้นกลายเป็ว่าที่เครื่องบรรณาการ หวางชุนเทียนสังเกตสีหน้าของซุนถงฉีที่ดูใไม่น้อยเมื่อได้ทราบข่าวคิดว่าคนผู้นี้คงไม่ได้พูดโกหก
“แล้วเหตุใดพระชายาจึงออกคำสั่งให้นางกำนัลซูปี้เดินทางไปรับตัวนางมาเช่นนี้ทั้งที่ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นภาพวาดหรือตัวจริงของนางนอกจากข้า”
คำพูดของหวางชุนเทียนทำให้ซุนถงฉีนึกถึงสถานการณ์ในวันที่ไปตำหนักเฟิ่งหวงเขาจับสังเกตอาการของทั้งพระชายาและองค์ชายรองได้
“หากให้ข้าเดาน่าจะเป็เพราะความหึงหวงที่พระชายากลัวไปเองว่าองค์ชายรองจะนำตัวนางมาเป็สนมจึงรีบร้อนไปชิงตัวนางมาจากหมู่บ้านเพื่อที่จะส่งไปต่างแคว้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
“เข้าไม่เข้าใจเื่เช่นนี้ เหตุใดพระชายาต้องกลัวด้วยเล่าในเมื่อองค์ชายรองก็ยังไม่เคยเห็นหน้านางด้วยซ้ำ” แม่ทัพหนุ่มส่ายหน้าไปมาไม่เห็นด้วยกับความกลัวที่เกินกว่าเหตุของพระชายา
“แต่คนในวังหลวงต่างรู้ดีว่าองค์ชายรองทรงมีนิสัยเ้าสำราญแถมยังมีพระสนมหลายพระองค์ซึ่งต่างก็เป็สตรีที่งดงามทั้งนั้นหาก้าจะรับอีกสักหนึ่งนางคงไม่แปลก อีกประการหนึ่งฟังจากน้ำเสียงไม่พอใจที่รู้ว่าข้ามอบภาพหญิงผู้นั้นให้ท่านแม่ทัพอาจทำให้พระชายากลัวว่าองค์ชายจะเอาชนะท่านแม่ทัพก็เป็ได้นะขอรับ”ซุนถงฉีร่ายยาวถึงความเป็ไปได้
“แค่สันนิษฐานว่าองค์ชายรองอาจพาตัวนางมาเป็สนมเหตุผลเพียงเท่านี้ถึงกับต้องผลักไสนางให้ไปอยู่ยังแคว้นอื่นเชียวหรือ” ถอนหายใจยาวไม่คิดเลยว่าความหึงหวงของผู้หญิงช่างน่ากลัวเหลือเกิน!
“ท่านแม่ทัพรู้จักหญิงผู้นี้เช่นนั้นหรือขอรับ”
“นางชื่อเหม่ยหลิน หมอหลิวซูเหยียนผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตข้าขอร้องให้ช่วยเหลือนางไม่ให้ต้องเป็เครื่องบรรณาการแคว้นม่งอู๋...ดังนั้นเื่นี้ข้าไม่อาจนิ่งเฉย”
“มันคือความผิดพลาดของข้าเอง ท่านแม่ทัพโปรดให้อภัย” ซุนถงฉีรู้สึกผิดหากไม่เป็เพราะภาพที่เขาวาดขึ้นและคำพูดของเขาถึงความงามของนาง เหม่ยหลินผู้นี้คงไม่ต้องประสบเื่ราวเช่นนี้
“ท่านซุนจะช่วยเหลือข้าได้หรือไม่”
“ท่านบอกมาเถิด้าให้ข้าช่วยท่านได้อย่างไรหากเป็เื่ที่ข้าช่วยได้ข้าจะไม่ลังเล”
“ดี...ข้าขอให้ท่านช่วยเป็พยานให้แก่นางว่าเป็คนเดียวกันกับหญิงในภาพวาด ส่วนข้าจะทูลขอต่อท่านอ๋องให้ละเว้นนางไม่ต้องส่งตัวนางเป็เครื่องบรรณาการในครั้งนี้”
"ได้ขอรับ"
หวางชุนเทียนรู้ดีว่าการที่จะช่วยเหลือนางได้นั้นคือการขอจากผู้มีอำนาจสูงสุดในแคว้นหากทูลขอโดยไม่แจ้งที่ไปที่มาอาจกลายเป็เื่มิบังควรก็เป็ได้ ในเมื่อซุนถงฉีจะรับหน้าที่เป็ผู้ยืนยันตัวตนของนางถือเป็การช่วยนางอีกแรง
ภายในเรือนนอนฝั่งตะวันตกของตำหนักเฟิ่งหวงเหม่ยหลินที่ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วพักผ่อนอยู่ในห้องนอนขนาดเล็กภายในห้องมีเตียงนอนสองเตียงตั้งอยู่คนละมุมห้องร่างบางในชุดนอนสีขาวแขนยาวนั่งบนเตียงของตนเองหยิบตราหยกแกะสลักห้อยพู่ระย้าสีเขียวเข้มที่หมอหลิวมอบให้ขึ้นมาดูอย่างใช้ความคิด
เ้าของตราหยกชิ้นนี้คือแม่ทัพหวางชุนเทียนชายผู้ที่ท่านหมอหลิวไว้ใจเขาเป็ความหวังเดียวที่จะช่วยหญิงสาวรอดพ้นจากการเป็เครื่องบรรณาการป่านนี้เขาจะทราบข่าวจากท่านหมอหลิวหรือยังว่าเธอมาถึงวังหลวงแล้ว ‘ท่านหมอหลิวเชื่อใจแม่ทัพหวางผู้นี้มาก เราก็ต้องเชื่อใจเขาเช่นกัน’เหม่ยหลินได้แต่คิดในทางที่ดีเพื่อสร้างกำลังใจให้แก่ตัวเอง
“แอ๊ด....” เสียงบานประตูถูกหญิงนางหนึ่งผลักเข้ามาทำให้ความคิดเหม่ยหลินหยุดลง
“อ้าว เ้ายังไม่นอนอีกหรือ” ที่แท้คือเหอเสี่ยวถิงเพื่อนร่วมห้องของเหม่ยหลินนางคือหญิงงามที่ถูกกำหนดให้เป็สตรีบรรณาการมาั้แ่ต้นเสี่ยวถิงผู้นี้เก่งกาจเื่การร่ายรำนางร่ายรำได้สวยงามกว่าหญิงทุกคนด้วยเป็ผู้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็ที่โปรดปรานของชายสูงศักดิ์คนใดคนหนึ่ง
“เป็เ้านี่ก็ดีเสียจริงนะไม่ต้องซ้อมร่ายรำแต่ก็ได้ร่วมเดินทางไปแคว้นม่งอู๋พร้อมพวกข้า” เสี่ยวถิงพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
วันนี้เสี่ยวถิงรู้สึกเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียเหตุเพราะใกล้ถึงวันจัดพิธีอำลาก่อนการเดินทางแล้ว นางต้องซ้อมร่ายรำหนักเป็พิเศษ
“แล้วพวกเ้ายินดีไปเป็หญิงบรรณาการที่แคว้นม่งอู๋งั้นรึ”
“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่าแท้จริงแล้วเ้าไม่อยากไป”
“ใช่ ข้าไม่อยากไป ในเมื่อไม่มีการถามความสมัครใจแต่กลับบังคับมาเช่นนี้อย่างไรข้าก็ยอมรับไม่ได้”
“โธ่เอ๊ย...ข้าจะบอกให้เ้ารู้ไว้นะเหม่ยหลิน บ้านเมืองของแคว้นม่งอู๋ใหญ่โตกว่าที่นี่เสียอีกหลายปีที่ผ่านมามีการสร้างตำหนักใหม่หลายแห่งไหนจะบรรดาจวนของพวกขุนนางชั้นสูงอีกเล่า ประชาชนในแคว้นนั้นต่างก็อยู่สุขสบายแสดงว่าแคว้นม่งอู๋ต้องเป็แคว้นที่ยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยทรัพย์สินนี่เ้าไม่รู้เื่ราวเลยหรืออย่างไร”
เสี่ยวถิงพูดด้วยดวงตาเป็ประกายเพียงได้ฟังที่ผู้อื่นกล่าวขานก็เชื่อสนิทใจจนอยากไปอยู่ที่แคว้นอันมั่งคั่นนั้นเร็วๆเหม่ยหลินเห็นว่าความ้าย้ายแคว้นของคนบางกลุ่มในยุคนี้เดาว่าน่าจะเป็ยุคที่ยังไม่รวมแผ่นดินจีนแต่ละแคว้นตั้งตนเป็อิสระมีอ๋องเป็ผู้ครองแคว้น มีการสู้รบสลับกันแพ้ชนะใน่เวลาหลายร้อยปีแคว้นใดที่ตกเป็เมืองขึ้นย่อมมีหน้าที่ส่งเครื่องบรรณาการตามธรรมเนียมของแคว้นที่แพ้า
“ข้าไม่รู้หรอกว่าแคว้นม่งอู๋ยิ่งใหญ่แค่ไหนรู้เพียงว่าแคว้นที่ไม่ได้พัฒนาให้ประชาชนทำมาหากินด้วยตนเอง เอาแต่รอรับเครื่องบรรณาการสักวันแคว้นนั้นย่อมล่มสลายเป็แน่”
เหม่ยหลินพูดตามหลักการทั่วไปหากเป็ยุคในอนาคตมีตัวอย่างประเทศที่เคยรุ่งเรืองจากการขายน้ำมันและเอาเงินแจกประชาชนจนถึงวันหนึ่งต้องกลายเป็ประเทศยากจนอย่างรวดเร็วเปรียบได้กับเศรษฐีตกยากเลยทีเดียวนั่นเป็เพราะการพัฒนาประเทศด้วยเงินไม่ใช่มันสมอง!
‘นางผู้นี้หน้าตาสะสวยแต่ช่างโง่นักสถานที่เช่นนั้นจะตกต่ำอับจนได้อย่างไรกัน’ เสี่ยวถิงมองเหม่ยหลินอย่างเหยียดๆหากสายตาไม่วายเหลือบไปเห็นตราหยกในมือของเหม่ยหลิน “ตราหยกของเ้าที่เ้าถืออยู่นั่น...ไหนขอข้าดูหน่อยสิ”
เมื่อ้าดูให้แน่ชัดจึงคว้าไปไปจากมือของเหม่ยหลินอย่างไร้มรรยาท“นี่มันตราสัญลักษณ์ของแม่ทัพ ของสำคัญเช่นนี้เ้าได้มาอย่างไรกัน!”
“เป็ของที่พ่อบุญธรรมให้แก่ข้ามา คืนข้ามาเถิด”
หญิงผู้ไร้มรรยาทเหล่ตามองเหม่ยหลินนึกอิจฉาอยู่ในใจตราหยกชิ้นนี้แกะสลักเป็สัญลักษณ์ของแม่ทัพหวางชุนเทียนไม่ผิดแน่นางอยู่ในวังหลวงมานานร่วมปีย่อมได้เรียนรู้ธรรมเนียมทั้งหมดรวมถึงตราประจำตัวของบุคคลสำคัญในราชสำนักด้วย
“ที่แท้เ้าก็รู้จักกับแม่ทัพหวางชุนเทียนนี่เองมิน่าเล่าเ้าจึงไม่อยากไปเป็เครื่องบรรณาการที่แคว้นม่งอู๋” แม่ทัพหวางชุนเทียนผู้นี้นอกจากเป็แม่ทัพผู้เก่งกาจเกรียงไกรแล้วยังเป็บุรุษรูปงามที่ผู้คนกล่าวขวัญถึงไม่นึกเลยว่าจะรู้จักหญิงผู้มาจากหมู่บ้านห่างไกลเช่นนางผู้นี้
“เอ้า...เอาของของเ้าคืนไป” นางส่งตราหยกให้อย่างไม่ใส่ใจจนเกือบจะหลุดมือดีที่เหม่ยหลินคว้าไว้ทัน
“เสี่ยวถิง…เ้าระวังหน่อยสิถ้าตราหยกตกพื้นแตกขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ”
“อุ๊ย...ขอโทษๆ แต่ถ้าไม่เป็ไรแล้วข้าไปนอนล่ะ” พูดแล้วหันหลังเดินกลับไปที่เตียงของตนเอง
เหม่ยหลินมองตามเสี่ยวถิงอย่างขัดเคืองใจได้แต่กลอกตาไปมาดูนางไม่ค่อยชอบตนเองสักเท่าไร
‘ยายรูมเมทคนนี้คงเข้ากับเราไม่ได้ แต่ช่างเถอะอีกไม่นานทั้งเราและนางก็ต้องไปจากที่นี่ทั้งคู่’
หวางชุนเทียนในฐานะแม่ทัพใหญ่เข้าเฝ้าท่านอ๋องที่ห้องทรงงานเพื่อหารือเื่เตรียมแผนการทำศึกที่รับรู้กันระหว่างท่านอ๋องและเหล่าแม่ทัพนายกอง แผนการลวงให้แคว้นม่งอู๋ตายใจว่าแคว้นตงเยว่เพิกเฉยต่อการทหารจะดูสมจริงมากที่สุดหากสั่งการให้แม่ทัพหวางชุนเทียนประจำอยู่ในวังหลวงโดยไม่มีทีท่าที่จะเตรียมการซ้อมรบแต่ความเป็จริงได้สั่งการให้องค์ชายใหญ่ลี่ิและรองแม่ทัพลักลอบรวบรวมทหารและฝึกซ้อมกำลังพลที่ชายแดนทางใต้ไว้แล้ว
หลายปีที่ผ่านมาแคว้นม่งอู๋ส่งเครื่องบรรณาการด้วยหลายเหตุผลทั้งหญิงงาม เสื้อผ้าแพรพรรณ และไม้มีค่าสำหรับสร้างบ้านเรือนและตำหนักเพียงหวังให้เ้าผู้ครองแคว้นมงอู๋ตายใจสร้างนิสัยการใช้เงินและกำลังพลไปกับเื่ไร้สาระมากที่สุดอย่างเช่นใช้กำลังพลในการปลูกสร้างสถานที่ต่างๆ ทั้งยังส่งเสริมให้นิยมเสพสุขกับการจัดงานรื่นเริงมากกว่าการป้องกันเมือง
หลังจบการหารือในห้องทรงงานที่ยังเหลือเพียงท่านอ๋องและแม่ทัพหวางผู้กังวลใจที่จะเอ่ยปากทูลขออะไรบางอย่างรอจนความกล้าบังเกิดแม่ทัพหนุ่มจึงเปิดภาพสำคัญให้ดูและกล่าวขอท่านอ๋องให้ช่วยพูดกับพระชายาละเว้นการนำตัวหญิงสาวในภาพไปเป็เครื่องบรรณาการ
บุรุษในชุดผ้าทอจากไหมชั้นดีปักลวดลายัสีทองตัดกับผ้าไหมสีครามท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเขาน่าเกรงขามหันไปจิบชาที่นางกำนัลส่งมอบให้ก่อนที่จะหันมามองหญิงงามในภาพวาดแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ?”
“กระหม่อมรู้สึกเกรงใจที่รบกวนฝ่าาในเื่เล็กน้อยเช่นนี้แต่กระหม่อมเห็นว่าอำนาจสิทธิ์ขาดในการคัดเลือกสาวงามเป็ของพระชายาฟางซินแม่ทัพเหล่าทหารอย่างกระหม่อมจึงมิกล้าทูลขอพระชายาโดยตรงพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องหัวเราะในลำคอเบาๆเขาเข้าใจในจุดนี้ดีในเมื่อเขาเองเป็ผู้ยกหน้าที่คัดเลือกหญิงงามให้แก่พระชายาฟางซินลูกสะใภ้เป็ผู้รับผิดชอบ
“ได้ข้าจะออกคำสั่งละเว้นนางต่อหน้าทุกคนในวันจัดงานพิธีอำลาของเหล่าสตรีบรรณาการคิดว่าคงจะไม่มีใครกล้าทักท้วง ขอให้เ้าสบายใจได้”
“ขอบพระทัยฝ่าา” หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในห้องทรงงาน หวางชุนเทียนจึงขอตัวลากลับเขาเดินไปถึงประตูโดยมีนางกำนัลคอยเปิดประตูให้ เผอิญได้เดินสวนทางกับองค์ชายรองและขันทีคนสนิทที่หน้าประตูเขาทำความเคารพตามหน้าที่ของผู้น้อย องค์ชายรองพยักหน้าแบบขอไปทีโดยไม่ได้ไถ่ถามสิ่งใด
แม่ทัพหวางเดินจากไปแล้วแต่องค์ชายรองยังคิดถึงการสนทนาระหว่างท่านอ๋องและแม่ทัพหวางเมื่อสักครู่ที่องค์ชายเผอิญได้
"ทูลขอให้ละเว้นหญิงผู้นั้นงั้นรึ...เ้าได้ยินหรือไม่" องค์ชายรองหันไปพูดกับขันทีที่ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง
"ได้ยินพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพหวางผู้นี้ ร้อยวันพันปีไม่เคยสนใจเอ่ยถึงชื่อหญิงคนใดแต่มาวันนี้ถึงกลับมาขอจากท่านอ๋องโดยตรง ช่างน่าสนใจยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ"
"ใช่...น่าสนใจยิ่งนัก"ใบหน้าที่มีรอยยิ้มที่มุมปากเปลี่ยนเป็ใบหน้าเรียบนิ่งคล้ายกำลังคิดแผนการในใจ
ไม่เพียงองค์ชายรองเท่านั้นที่ได้ยินเื่น่าสนใจนี้นางกำนัลผู้ที่ยกน้ำชาให้แก่ท่านอ๋องในห้องทรงงานและเป็ผู้เปิดประตูให้แก่หวางชุนเทียนจนได้เจอกับองค์ชายรองนางก็เป็อีกบุคคลหนึ่งที่ได้ฟังบทสนทนาทั้งหมด
นางไม่รอช้ารีบเดินออกจากห้องทรงงานเพื่อที่จะไปแจ้งข่าวให้พระชายาฟางซินทราบ