ตอนที่ 159 ทำให้ประหลาดใจ
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เมื่อได้เห็นรูปร่างที่แท้จริงของเจ้าแกะน้อยมาวิชแล้ว เมอร์ลินก็อดที่จะใจสั่นไม่ได้
แม้เขาจะอ่านหนังสือมามากมาย แต่ด้วยประสบการณ์ของเขากลับไม่สามารถประเมินความแข็งแกร่งของมันได้เลย
ภายในหัวของเมอร์ลินมีเพียงคำพูดเดียวนั่นคือ ‘อันตรายมาก!’
ถ้าจะให้ดีเขาไม่ควรให้เจ้าตัวเล็กนี่เปิดเผยร่างจริงเป็นอันขาด
กรรรจ์!
สัตว์ประหลาดตัวยักษ์ส่งเสียงคำราม นั่นทำให้พวกโอมุนคูสที่ถูกฝังอยู่ในผนังถึงกับเงียบปากไป พวกมันกลับมาสงบอีกครั้ง
มาวิชร่างมหึมาใช้ดวงตาทั้งหกคู่มองมายังเมอร์ลินอย่างซื่อสัตย์
แม้รูปลักษณ์ของมันในตอนนี้จะดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก แต่ในดวงตาทั้งหกคู่ของมันกลับมองเมอร์ลินเช่นเดิม ไม่ต่างไปจากตอนที่มันอยู่ในร่างเล็กๆ
เมอร์ลินไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเจ้านี่มีความภักดีต่อเขามากแค่ไหน
เขาไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเจ้าแกะตัวนี้ถึงได้ภักดีกับเขามากขนาดนี้ แม้จะพอคาดเดาได้ว่ามันเคยซ่อนตัวอยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เขาก็คิดหาเหตุผลไม่ออกกับความภักดีนี้
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับดวงวิญญาณของฉัน?” เมอร์ลินกล่าวพึมพำออกมา
เมื่อคิดว่าพลังดวงเนตรสีเงินไม่สามารถเข้าใกล้ดวงวิญญาณของเขาได้ มันจะเกี่ยวข้องกับเจ้าแกะน้อยเหมือนกันหรือไม่
ช่างเถอะ คิดต่อไปนี้ไปก็ไม่ได้คำตอบอยู่ดี
เมอร์ลินจึงเลิกที่จะสนใจมัน
ร่างเล็กมองไปที่ร่างมหึมาที่สูงใหญ่นับสิบเมตรตรงหน้า ดวงตาสีเงินของเขาในตอนนี้ไร้ซึ่งความกลัว สามารถจ้องมมองมาวิชด้วยสายตาปกติ
“เอาล่ะ ตอนนี้นายสามารถเปลี่ยนร่างเป็นอย่างอื่นได้หรือไม่?”
ทันทีที่ได้ยินคำถามร่างมหึมานั้นก็พยักหน้าอย่างรุนแรง ท่าทางของมันไม่ต่างไปจากตอนที่ถูกในร่างเล็กเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าอย่างนั้นมาวิชนายลองทำให้ฉันดูหน่อย”
ร่างมหึมาหันไปหันมาอยู่หลายครั้ง เมอร์ลินไม่รู้ว่ามันกำลังมองหาอะไรอยู่ แต่ไม่นานดวงตาทั้งหกคู่ก็จ้องมาที่เขา จากนั้นก็เป็นประกายขึ้น
ว่าแล้วร่างมหึมาก็ไม่ลังเลที่จะแปลงร่างตามคำสั่งของเมอร์ลินทันที
วินาทีนั้นเองร่างมหึมาก็ถูกบิดเหมือนก้อนเนื้อที่บิดเบี้ยว
ครืน ... ครืน ... ครืน ...
การบิดหมุนวนนี้ทำให้ก้อนเนื้อขนาดยักษ์ค่อยๆ มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ
ไม่นานการบิดนี้ก็หยุดลงพร้อมกับเผยร่างใหม่ของมาวิชที่มีขนาดเล็กลง
มันเล็กมาก!
เมอร์ลินมองมันอย่างไม่เชื่อ ร่างของมาวิชในตอนนี้กลายมาเป็นแหวนวงเล็ก มิหนำซ้ำมันยังมีรูปร่างที่เหมือนกับแหวนเก็บของที่เมอร์ลินใส่ทุกประการ
เจ้าแหวนวงเล็กนั้นบินเข้าหาเมอรืลิน แล้วบนวนไปรอบๆ ร่างเล็กราวกับต้องการคำชื่นชม
เมอร์ลินอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าอย่างดีใจ เขาไม่คิดว่าเจ้าแกะน้อยจะทำได้ขนาดนี้
สามารถแปลงร่างเป็นแหวนได้ ถ้าอย่างนั้นเขาก็สามารถพามันไปไหนมาไหนได้โดยไม่สะดุดตาคน
“ดีมากมาวิช! นายในร่างนี้ฉันสวมนายบนนิ้วได้ใช่ไหม?”
ว่าแล้วเจ้าแหวนวงนั้นก็ลอยเข้ามาสวมที่นิ้วของเมอร์ลิน ดูเหมือนว่ามันจะยินดีเป็นอย่างมากที่ได้รับคำชมจากเด็กน้อย
หากจะกล่าวไปแล้วท่าทางของมันแทบจะไม่ต่างไปจากสุนัขเชื่องๆ ดีๆ นี่เอง
“ดีมาก … ดีมาก …”
เมอร์ลินใช้มือลูบไปที่แหวนวงนั้น เขาเหมือนจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงความยินดีของเจ้ามาวิช
“ถ้าเป็นแบบนี้ฉันก็สบายใจขึ้นหน่อย ไปกันเถอะวันนี้ควรพอแค่นี้ ถ้าเกิดไม่กลับไปตอนนี้มาร์เทลจะสงสัยเอา”
“เอาไว้ฉันทำความสะอาดที่นี่ให้เสร็จก่อนค่อยบอกเรื่องห้องทดลองนี้ให้เขารู้”
เมอร์ลินตัดสินจแล้วว่าจะบอกเรื่องห้องนี้กับมาร์เทล แน่นอนว่าเขาไม่ได้บอกมันทั้งหมด เขาจะต้องทำความสะอาดจนทำให้มาร์เทลคิดว่าห้องนี้เป็นแค่ห้องใต้ดินเท่านั้น
เด็กน้อยกวาดตามองไปรอบๆ
ภาพของมันในตอนนี้ไม่น่าอภิรมณ์นักสำหรับคนอื่น แต่เมื่อเขาเลือกที่จะทำห้องนี้เป็นห้องทดลองส่วนตัวแล้ว เขาก็ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างหมดจด
เมอร์ลินไม่ได้ออกไปจากห้องนี้ทันที แต่เดินไปที่กองกระดูกที่เขากองเอาไว้
กระดูกพวกนี้มีอักขระวิญญาณสลักไว้ พลังวิญญาณทำให้มังคงรูปร่างไม่สลาย เขาต้องการเก็บมันไว้ศึกษา
ว่าแล้วเขาก็เก็บพวกมันทั้งหมดไว้ในแหวนเก็บของของตนเอง
ตอนนั้นเมอร์ลินก็รู้สึกว่าความจุของแหวนวงนี้เริ่มแน่นขึ้นแล้ว เขาคงใส่ของลงไปอีกไม่ได้มาก
“ได้เวลาที่ฉันจะซื้อแหวนวงใหม่มาเพิ่มแล้ว แต่ … ดูเหมือนว่าเงินของฉันในตอนนี้จะเริ่มลดน้อยลงทุกที”
“ตอนแรกคิดว่าเงินหนึ่งล้านวอยส์นั้นมีจำนวนมากจริงๆ มันสามารถทำให้ฉันกลายเป็นเศรษฐีได้ แต่ที่ไหนได้เงินจำนวนนี้น่าจะทำให้ฉันใช้ได้ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ ฉันต้องคิดวิธีหาเงินเพิ่มซะแล้ว”
เมอร์ลินบ่นพึมพำกับตนเองขณะที่เดินขึ้นไปด้านบน
ตอนนี้เขาเหลือเงินไม่กี่แสนเท่านั้น ตอนนี้จะซื้อแหวนเก็บของเพิ่ม แต่แหวนเก็บของวงหนึ่งอย่างต่ำต้องใช้เงินหนึ่งแสนวอยส์ขึ้นไป
การเป็นนักเวทศาสตร์นั้นไม่ได้ง่ายเลย พวกเขาสามารถเผาเงินเก็บทั้งหมดของตัวเองได้ในการทดลองของพวกเขา นี่ขนาดเมอร์ลินยังไม่ได้เริ่มทดลองอะไรจริงๆ จังๆ แค่เตรียมห้องทดลองก็ดูเหมือนว่าต้องเสียเงินหลายแสนวอยส์แล้ว ทั้งๆ ที่ห้องนี้เขาไม่ได้สร้างขึ้นใหม่
ตอนนี้เมอร์ลินเริ่มตระหนักถึงคุณค่าของหอคอยเวทมนตร์แล้ว สภาเวทมนตร์นั้นช่างใจดีกับพวกเขาจริงๆ หากขาดการสนับสนุนพวกนี้เกรงว่าเวทยาศาสตร์อาจจะไม่ก้าวหน้าขนาดนี้ได้
เมอร์ลินกลับขึ้นไปด้านบนตอนที่มาร์เทลยังไม่ตื่น เขาไม่ได้นอนหลับในทันที แต่เจียดเวลาไม่กี่ชั่วโมงก็จะเช้านี้ทำการโคจรเคล็ดวิชาพลังสมาธิเพื่อฝึกฝนและสร้างความสดชื่นลดความเมื่อยล้า
นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบหลายวันที่เมอร์ลินไม่ได้ฝึกฝนพลังเวท เพราะนับตั้งแต่ที่เขาหมกมุ่นอยู่กับพลังจิตและพลังวิญญาณ เขาก็แทบจะไม่ได้ฝึกฝนพลังเวทเลย
ในตอนแรกเขาคิดว่าจะสามารถทะลวงวงเวทที่สองภายในไม่กี่อาทิตย์นี้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะต้องเลื่อนออกไปแล้ว
“อรุณสวัสดิ์ครับ คุณเมอร์ลิน วันนี้คุณตื่นเช้าจัง”
มาร์เทลเอ่ยทักทายขณะที่เขาทำอาหารเช้าในห้องครัว
“อรุณสวัสดิ์มาร์เทล”
เมอร์ลินเดินลงมาแล้วหยิบแก้วมารินน้ำดื่ม
“วันนี้รีบไปห้องสมุดหรอครับ?”
“อืม”
เมอร์ลินตอบรับคำสั้นๆ
มาร์เทลเมื่อเห็นว่าวันนี้อีกฝ่ายไม่ค่อยพูดเลยทำหน้าที่ของตนเองไปเงียบๆ
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เมอร์ลินก็ออกจากบ้านโดยพาหนะเวทที่พึ่งได้มา
สถานที่ที่เขากำลังจะเดินทางไปไม่ใช่มหาลัย แต่เป็นสำนักงานสมาคมนักเวท