บทที่ 51 : สถิตร่างเทวะเหมันต์ การตื่นรู้แห่งวิถีเต๋า และการสังหารบรรพชนเหนือทะเลสาบกระจกเงา!
กาลเวลาภายในนครโบราณใต้ก้นทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี ไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบและเชื่องช้า ภายใต้การปกปิดของ 'ค่ายกลพรางสวรรค์กลืนเงา' ที่ซูหลงอวิ๋นจัดตั้งขึ้น กลิ่นอายแห่งการบ่มเพาะและการทะลวงสัจธรรมล้วนถูกกักเก็บไว้อย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใดๆ เล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอก
ณ ใจกลางตำหนักศิลาเหมันต์ ซูหลงอวิ๋นนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหยกบรรพกาล ร่างกายของเขาถูกห่อหุ้มด้วยชั้นน้ำแข็งสีฟ้าครามที่หนาทึบประดุจดักแด้ ทว่าภายใต้ชั้นน้ำแข็งนั้น กลับมีแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์และสีทองคำสลับกันวาบผ่านเป็นจังหวะ ราวกับเสียงหัวใจของอสูรยักษ์ที่กำลังเต้นระรัว
'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ภายในจุดตันเถียนของเขากำลังลืมตาตื่น มันกำลังประสานอินด้วยท่วงท่าที่ซับซ้อนและเก่าแก่ที่สุด คอยสูบกลืนปราณหยินบรรพกาลจากชีพจรใต้พิภพเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง!
นี่คือเดือนที่สองแล้ว นับตั้งแต่ซูหลงอวิ๋นเริ่มฝึกฝนวิชาระดับเทวะ 'สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ'!
วิชาระดับเทวะนั้น ลึกล้ำและซับซ้อนเกินกว่าจินตนาการของผู้ฝึกยุทธ์ปุถุชน มันมิใช่เพียงการโคจรลมปราณตามเส้นชีพจร ทว่ามันคือการ 'สร้างวิญญาณจำแลง' ขึ้นมาใหม่ โดยใช้สัจธรรมแห่งฟ้าดินเป็นกระดูก และใช้พลังวิญญาณของผู้ฝึกฝนเป็นสายเลือด หากผู้ใดมีรากฐานไม่มั่นคง หรือมีพลังวิญญาณอ่อนด้อย ย่อมถูกกฎเกณฑ์แห่งวิชานี้บดขยี้จนวิญญาณแตกซ่านตกตายในทันที
ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋น ผู้ครอบครองคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ และมีทารกวิญญาณที่หลอมรวมจากเพลิงสวรรค์ถึงสามดวง การทำความเข้าใจสัจธรรมของวิชานี้กลับรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ!
"ปราณเหมันต์บรรพกาล... จงกลายเป็นกระดูก! เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... จงกลายเป็นสายเลือด! เจตจำนงแห่งจักรพรรดิ... จงจุติ!"
เสียงคำรามก้องในห้วงความคิดของซูหลงอวิ๋นดังกัมปนาท!
แกรก... แกรก... เพล้ง!
เปลือกน้ำแข็งที่ห่อหุ้มร่างของเขาแตกร้าวและระเบิดออก! คลื่นพลังความหนาวเหน็บที่อยู่เหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ของมหาทวีปอุดรเหมันต์ พุ่งกวาดล้างออกไปกระแทกผนังตำหนักศิลาจนสั่นสะเทือน!
เบื้องหลังแผ่นหลังของเด็กหนุ่มชุดขาว ปรากฏ 'เงาร่างจำแลง' ขนาดยักษ์สูงกว่าสิบจั้ง ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า!
มันคือร่างจำแลงของเทพอสูรที่สวมชุดเกราะน้ำแข็งสีฟ้าคราม ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากรูปหัวกะโหลกเหมันต์ ดวงตาสองข้างลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ มือขวาถือเคียวเกี่ยววิญญาณที่สกัดจากปราณหยินขั้นสุดยอด กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างจำแลงนี้ ทรงอำนาจและหนักหน่วงจนทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยแตกร้าวประดุจใยแมงมุม!
"นี่คือ... สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ!"
หลิงอวี้ซีที่นั่งรักษาสมดุลปราณอยู่อีกมุมหนึ่งของตำหนัก ลืมตาดอกท้อขึ้นมองด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด! นางเป็นถึงราชันย์ยุทธ์สายเหมันต์ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับกลิ่นอายของร่างจำแลงนี้ นางกลับรู้สึกถึงสัญชาตญาณความหวาดกลัวที่ถูกกดข่มทางสายเลือด!
"วิชานี้... มิใช่วิชาของโลกปุถุชนอย่างแน่นอน! กลิ่นอายของมันเหนือล้ำกว่าวิชาลับประจำดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมื่นเต๋าเสียอีก!" นางพึมพำด้วยความเหลือเชื่อ
ซูหลงอวิ๋นลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำของเขาสาดประกายความพึงพอใจ เขาลองขยับแขนขวา ร่างจำแลงเทวะเบื้องหลังก็ขยับแขนขวาตามอย่างพร้อมเพรียง ไร้ซึ่งรอยต่อหรือความเชื่องช้าใดๆ
"ยอดเยี่ยม... ร่างจำแลงนี้ แข็งแกร่งยิ่งกว่ากายามังกรเทวะของข้าเสียอีก"
เขากำหมัดแน่น สัมผัสถึงพลังทำลายล้างที่เอ่อล้น "ด้วยวิชานี้ ข้าสามารถดึงเอาพลังปราณฟ้าดินรอบกายมาเป็นเกราะคุ้มกันและอาวุธโจมตีได้อย่างไร้ขีดจำกัดตราบที่พลังวิญญาณของข้ายังไม่เหือดแห้ง! หากต้องปะทะกับยอดฝีมือขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' (ขอบเขตที่ 6) ซึ่งอยู่ห่างจากข้าสองขอบเขตใหญ่... ข้าสามารถใช้ร่างจำแลงนี้รับการโจมตีจาก 'กฎเกณฑ์ฟ้าดิน' ของพวกมันได้โดยตรง!"
ซูหลงอวิ๋นตระหนักดีถึงขีดจำกัดของตน แม้จะก้าวเข้าสู่วิญญาณก่อกำเนิด (ขอบเขตที่ 4) แต่การสู้กับขอบเขตที่ 6 ก็ยังนับว่าเสียเปรียบมหาศาล ทว่า 'สถิตร่างเทวะเหมันต์' คือตัวช่วยที่ถมช่องว่างนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเปรียบเสมือนป้อมปราการเคลื่อนที่ระดับเทพเจ้า!
เขาสูดลมหายใจลึก สะบัดมือสลายร่างจำแลงให้กลับคืนสู่ทารกวิญญาณในจุดตันเถียน ร่างกายของเขากลับมามีกลิ่นอายสงบนิ่งดุจน้ำลึกเช่นเดิม ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวลงเล็กน้อย
"วิชาระดับเทวะกินพลังวิญญาณมหาศาลนัก ลำพังเพียงการเรียกออกมาครู่เดียว ก็สูบปราณยุทธ์ในร่างไปถึงสองในสิบส่วน... หากใช้ในการต่อสู้จริง ข้าคงไม่อาจคงสภาพมันไว้ได้เกินครึ่งชั่วยาม" เขาประเมินข้อเสียของวิชาอย่างมีเหตุผล
"เจ้าก้าวหน้าขึ้นอีกแล้ว ซูหลงอวิ๋น..." หลิงอวี้ซีก้าวเดินเข้ามาหาเขา นางสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ลึกล้ำยิ่งขึ้นจากตัวบุรุษผู้นี้ "บัดนี้ รากฐานราชันย์ยุทธ์ขั้นกลางของข้าก็ได้รับการฟื้นฟูและปรับสมดุลจนสมบูรณ์แบบแล้วเช่นกัน หากพวกเราประสานพลังกัน ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพของวังวังวนเหมันต์ ข้าก็มั่นใจว่าพวกเราสามารถแหวกวงล้อมออกไปได้"
"ความมั่นใจเป็นสิ่งที่ดี อวี้ซี ทว่าความประมาทคือหนทางสู่ความตาย"
ซูหลงอวิ๋นหันไปมองสตรีข้างกาย รอยยิ้มโอหังปรากฏบนใบหน้า "ทว่าในเมื่อดาบของเราถูกลับจนคมกริบแล้ว การซ่อนมันไว้ในฝักย่อมไร้ประโยชน์... ถึงเวลาที่พวกเราต้องออกจากกรงขังน้ำแข็งแห่งนี้เสียที ข้าอยากจะรู้จับใจนัก ว่าตาแก่ไป๋รั่วปิง จะเตรียมของขวัญต้อนรับพวกเราไว้ยิ่งใหญ่เพียงใด"
"จินหลิน!"
สิ้นคำเรียกขาน ราชสีห์เพลิงที่นอนหมอบอยู่หน้าประตูตำหนักก็ลุกขึ้นยืน แผดเสียงคำรามก้องรับคำสั่ง มันพร้อมที่จะออกไปอาละวาดเต็มที่แล้ว!
ทว่า ในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเท้าออกจากนครโบราณใต้บาดาลนั้นเอง...
ครืนนนนน! ตึงงงงงง!
ทั่วทั้งนครโบราณใต้ก้นทะเลสาบ พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประดุจเกิดแผ่นดินไหวระดับโลกาวินาศ! เศษหินและผลึกน้ำแข็งจากเพดานถ้ำร่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝน!
สัมผัสวิญญาณของซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซี สัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณที่ดุดันและบ้าคลั่งกำลังปะทะเข้ากับ 'ชั้นน้ำแข็งกระจกเงาหมื่นปี' ที่อยู่เหนือหัวของพวกเขา!
"มีคนกำลังพยายามทำลายผิวน้ำแข็งของทะเลสาบลงมา!" หลิงอวี้ซีหน้าถอดสี "พวกมันหาพวกเราพบแล้วรึ!"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง จิตสัมผัสวิญญาณก่อกำเนิดของเขากวาดขึ้นไปเบื้องบน ทะลวงผ่านชั้นน้ำแข็งขึ้นไปตรวจจับสถานการณ์
"กองเรือเหาะนับสิบลำ... กลิ่นอายขอบเขตแก่นแท้ทองคำและวิญญาณก่อกำเนิดนับพันสาย... และมีผู้นำเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง' (ขอบเขตที่ 6 ขั้นกลาง) และ 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น' (ขอบเขตที่ 6 ขั้นต้น)!"
ซูหลงอวิ๋นวิเคราะห์ศัตรูอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ "พวกมันคงมีอุปกรณ์ค้นหาระดับสวรรค์ที่สามารถตรวจจับความผันผวนของมิติได้ จึงรู้ว่าทะเลสาบแห่งนี้มีสิ่งผิดปกติซุกซ่อนอยู่... ทว่า ข้าไม่สัมผัสถึงกลิ่นอายของราชันย์ยุทธ์ไป๋รั่วปิง ดูเหมือนว่านางจะมิได้มาด้วยตนเอง"
"หากไป๋รั่วปิงไม่มา ก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดกลัว!" หลิงอวี้ซีแววตาสาดประกายรังสีสังหาร กระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นในมือ "ยอดฝีมือบรรพชนศักดิ์สิทธิ์เพียงสองคน... ให้ข้าจัดการเอง! ข้าจะแช่แข็งพวกมันให้เป็นประติมากรรมประดับทะเลสาบแห่งนี้เสีย!"
"ใจเย็นก่อน อวี้ซี"
ซูหลงอวิ๋นยกมือขึ้นขวางนาง รอยยิ้มเย็นชาที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเขากลับมาอีกครั้ง "การเปิดเผยพลังราชันย์ยุทธ์ของเจ้าเร็วเกินไป ย่อมทำให้พวกมันไหวตัวทันและอาจส่งสัญญาณเรียกไป๋รั่วปิงมาได้... ข้าเพิ่งจะฝึกวิชาสถิตร่างเทวะสำเร็จ ข้าต้องการ 'หินลับมีด' เพื่อทดสอบขีดจำกัดของข้าพอดี"
"เจ้าคิดจะสู้กับขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองรึ! แม้เจ้าจะมีวิชาเทวะ แต่มันห่างกันถึงสองขอบเขตใหญ่นะ!" นางค้านเสียงหลง
"ผู้บรรลุวิถีเทวะ ย่อมต้องรู้จักก้าวข้ามขีดจำกัด... เจ้าจงจัดการกับยายเฒ่าขั้นกลาง (ขอบเขตที่ 6 ขั้นกลาง) และกวาดล้างกองเรือเหาะให้สิ้นซาก ส่วนยายเฒ่าขั้นต้น (ขอบเขตที่ 6 ขั้นต้น)... ปล่อยให้เป็นเหยื่อของข้า!"
ซูหลงอวิ๋นไม่รอให้นางโต้แย้ง เขากระโจนขึ้นหลังจินหลิน พร้อมกับสะบัดมือเรียก 'ธงค่ายกลบรรพกาล' นับสิบด้ามออกมาเตรียมพร้อม!
"ทะลวงขึ้นไป!"
...
ณ ผิวน้ำแข็งเหนือทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี
เรือเหาะน้ำแข็งระดับสวรรค์จำนวนสิบลำ ลอยลำเรียงรายกันปิดล้อมน่านฟ้าเหนือทะเลสาบเอาไว้อย่างมิดชิด! บนหัวเรือลำกลาง ปรากฏร่างของสตรีชราสองท่านในชุดคลุมสีขาวขลิบเงิน พวกนางคือ 'ผู้อาวุโสเซวียเหมย' (บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง) และ 'ผู้อาวุโสเซวียหลาน' (บรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น) เสาหลักคุมกฎแห่งวังวังวนเหมันต์!
"ท่านผู้อาวุโส เข็มทิศค้นหาสวรรค์ชี้ชัดว่าใต้ผิวน้ำแข็งของทะเลสาบกระจกเงาแห่งนี้ มีมิติซ้อนทับและมีร่องรอยของการเปิดช่องว่างเมื่อสองเดือนก่อนเจ้าค่ะ!" ศิษย์หญิงผู้หนึ่งเข้ามารายงาน
"ดีมาก! พวกมันหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง! ช่างฉลาดนักที่เลือกสถานที่ซึ่งจิตสัมผัสธรรมดาไม่อาจเข้าถึง!" ผู้อาวุโสเซวียเหมยแค่นเสียงเย็นชา "ศิษย์วังวังวนเหมันต์จงฟัง! ประสานค่ายกลทลายภูผา ระดมยิงเจาะผิวน้ำแข็งนี้ให้ทะลุ! หากพบตัวฆาตกรที่สังหารเจ้าเมืองเกล็ดเหมันต์ ให้จับเป็นพวกมันมาให้จงได้!"
"รับคำสั่ง!"
ศิษย์นับพันคนบนเรือเหาะเตรียมพร้อมปลดปล่อยค่ายกลโจมตี ทว่า... ก่อนที่พวกนางจะได้ลงมือ...
ตู้มมมมมมมมมม!!!!!
ผิวน้ำแข็งกระจกเงาหมื่นปีที่พวกนางคิดว่าแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า พลันเกิดรอยแตกร้าวขนาดยักษ์ ก่อนจะระเบิดออกดังกัมปนาท!
เสาพลังงานสีขาวและสีทองคำที่อัดแน่นไปด้วยความหนาวเหน็บและความร้อนแรงสุดขั้ว พุ่งทะยานทะลุขึ้นมาจากก้นทะเลสาบประดุจมังกรยักษ์ที่ตื่นจากการหลับใหล! คลื่นพลังทำลายล้างกวาดล้างเกล็ดหิมะและผลึกน้ำแข็งให้ปลิวว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้า!
"ระวัง!" ผู้อาวุโสเซวียหลานตวาดลั่น รีบกางม่านพลังบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาปกป้องเรือเหาะ!
ท่ามกลางพายุน้ำแข็งและละอองน้ำที่สาดกระเซ็น ปรากฏเงาร่างของราชสีห์เพลิงขนาดยักษ์ และสตรีชุดขาวผู้งดงาม พุ่งทะยานขึ้นมาจากรอยแยกนั้นอย่างองอาจ!
"พวกมันอยู่นั่น!"
ผู้อาวุโสเซวียหลาน (บรรพชนขั้นต้น) นัยน์ตาสาดประกายรังสีสังหาร นางไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างลงมาจากเรือเหาะทันที! ปราณเหมันต์ของขอบเขตที่หกถูกบีบอัดจนกลายเป็น 'โซ่ตรวนน้ำแข็งเก้าชั้น' พุ่งแหวกอากาศเข้าหาร่างของซูหลงอวิ๋นหมายจะพันธนาการเขาไว้!
"บุรุษต่ำช้า! บังอาจสังหารคนของวังวังวนเหมันต์ วันนี้เจ้าตาย!"
เผชิญหน้ากับการโจมตีของบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้น (ห่างกันสองขอบเขตใหญ่) ซูหลงอวิ๋นมิได้หลบหนี เขาตวัดสายตามองยายเฒ่าผู้ดุดันด้วยความเย้ยหยัน!
"มดปลวกที่เห็นกบในกะลาเป็นมังกร... ย่อมไม่รู้จักความยิ่งใหญ่ของสวรรค์!"
ซูหลงอวิ๋นเก็บกระบี่กลืนเงา เขาไม่ใช้กระบี่ เพราะรู้ดีว่าปราณกระบี่ในยามนี้ไม่อาจทะลวง 'กฎเกณฑ์ฟ้าดิน' ของขอบเขตที่หกได้ เขาตัดสินใจงัดไพ่ตายสูงสุดออกมาใช้ในทันที!
"สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ... จุติ!"
ครืนนนนน!
ทารกวิญญาณหยินหยางในร่างระเบิดพลังถึงขีดสุด! แสงสีฟ้าครามและสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม ก่อตัวเป็น 'ร่างจำแลงเทวะเหมันต์' ขนาดยักษ์สิบจั้ง ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ!
เทพอสูรในชุดเกราะน้ำแข็งสวมหน้ากากกะโหลก กวัดแกว่งเคียวเกี่ยววิญญาณขนาดยักษ์ กลิ่นอายของวิชาระดับ 'เทวะ' แผ่ซ่านออกมากดทับสัจธรรมแห่งมหาทวีปอุดรเหมันต์จนสั่นสะเทือน!
"วิชาบ้าบออันใดกัน!" ผู้อาวุโสเซวียหลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ทว่าโซ่ตรวนน้ำแข็งเก้าชั้นของนางก็พุ่งเข้าปะทะร่างจำแลงเทวะอย่างรุนแรง!
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ผลลัพธ์กลับทำให้ทุกคนต้องสยดสยอง! โซ่ตรวนระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ ที่สมควรจะบดขยี้วิญญาณก่อกำเนิดให้แหลกเป็นผุยผง เมื่อปะทะเข้ากับชุดเกราะของ 'ร่างจำแลงเทวะ' กลับทำได้เพียงทิ้งรอยขีดข่วนบางๆ ไว้เท่านั้น! กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่แฝงอยู่ในโซ่ตรวน ถูกสัจธรรมของ 'เทวะเหมันต์' และ 'เพลิงปรโลก' ที่เป็นแก่นของร่างจำแลง ดูดกลืนและหักล้างไปจนหมดสิ้น!
สามารถต้านทานการโจมตีข้ามสองขอบเขตใหญ่ได้โดยตรง! นี่คือความวิปริตของวิชาระดับเทวะ!
"เป็นไปไม่ได้! เจ้าเป็นแค่วิญญาณก่อกำเนิด!" ผู้อาวุโสเซวียหลานหวาดผวา นางรีบถอยร่น ทว่าซูหลงอวิ๋นไม่เปิดโอกาสให้นางได้หายใจ!
"ตาของข้าบ้าง ยายเฒ่า!"
ซูหลงอวิ๋นประสานอิน ร่างจำแลงเทวะเหมันต์เบื้องหลังเงื้อเคียวเกี่ยววิญญาณขนาดยักษ์ขึ้นสูง เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ (เพลิงปรโลก) ลุกโชนอาบคมเคียว!
"วิถีเทวะ... สะบั้นสัจธรรม!"
วูบ!
เคียวยักษ์ตวัดฟันลงมาเป็นแนวโค้ง แหวกมิติและอากาศธาตุจนเกิดรอยร้าวสีดำ! พลังทำลายล้างของกระบวนท่านี้ แม้แต่ยอดฝีมือขอบเขตบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้!
"กำแพงผลึกสวรรค์!" ผู้อาวุโสเซวียหลานเค้นพลังบรรพชนทั้งหมด สร้างกำแพงน้ำแข็งที่แข็งแกร่งที่สุดขึ้นมาต้านทาน!
ตูมมมมมมมม!
คมเคียวที่แฝงเพลิงสวรรค์ ฟาดฟันลงบนกำแพงน้ำแข็งอย่างจัง! คลื่นกระแทกจากการปะทะกระจายตัวออกไปเป็นวงกว้าง!
กำแพงผลึกสวรรค์ต้านทานได้เพียงเสี้ยวลมหายใจ ก่อนจะปริแตกและระเบิดออก! เคียวยักษ์ทะลวงผ่านการป้องกัน ฟันถากเข้าที่หัวไหล่ของผู้อาวุโสเซวียหลาน!
"อ๊ากกก!"
ยายเฒ่ากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เลือดสีแดงสาดกระเซ็น ก่อนจะถูกความหนาวเย็นของเพลิงปรโลกแช่แข็งบาดแผลจนลามเข้าไปถึงเส้นชีพจร! ร่างของนางกระเด็นลอยละลิ่วปลิวไปกระแทกกับพื้นน้ำแข็งของทะเลสาบจนเกิดหลุมลึก!
วิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น... ฟันบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นจนบาดเจ็บและกระเด็นได้! นี่คือปาฏิหาริย์ที่ฉีกกฎเกณฑ์ทุกตำราในมหาทวีป!
"เซวียหลาน!"
ผู้อาวุโสเซวียเหมย (บรรพชนขั้นกลาง) ที่อยู่บนเรือเหาะ เบิกตากว้างด้วยความโกรธแค้น นางเตรียมจะพุ่งลงมาช่วยเหลือสหาย
ทว่า...
"คู่ต่อสู้ของเจ้า คือข้าต่างหาก!"
เสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจของสตรีผู้หนึ่งดังก้องขึ้นเบื้องหน้านาง!
หลิงอวี้ซีพุ่งทะยานขึ้นมาประจันหน้ากับกองเรือเหาะ กลิ่นอายขอบเขต 'ราชันย์ยุทธ์ขั้นกลาง' (ขอบเขตที่ 7 ขั้นกลาง) ระเบิดออกอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งร่องรอยของการบาดเจ็บใดๆ อาณาเขตเหมันต์ราชันย์บรรพกาลกางออกครอบคลุมกองเรือเหาะทั้งสิบลำในพริบตา!
"ระ... ราชันย์ยุทธ์ขั้นกลาง! เป็นไปได้อย่างไร! ข่าวกรองบอกว่านางบาดเจ็บสาหัสและอยู่เพียงขั้นต้นมิใช่รึ!" ผู้อาวุโสเซวียเหมยหน้าซีดเผือด ความหวาดกลัวเข้าเกาะกินจิตวิญญาณ!
"ข่าวกรองของพวกเจ้า มันล้าหลังไปหลายปีแล้ว!"
หลิงอวี้ซีตวัดกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ รังสีกระบี่สีขาวบริสุทธิ์ที่อัดแน่นด้วยความโกรธแค้นจากการถูกไล่ล่า พุ่งทะยานกวาดล้างออกไปประดุจพายุเฮอริเคน!
"ตาย!"
ฉัวะ! ฉัวะ! ฉัวะ! ตูมมม!
ไร้ซึ่งการต่อต้าน! เรือเหาะน้ำแข็งระดับสวรรค์ทั้งสิบลำ ถูกรังสีกระบี่ของราชันย์ยุทธ์ฟันขาดสะบั้นเป็นสองท่อนกลางอากาศ! ศิษย์วังวังวนเหมันต์นับพันคนถูกแช่แข็งและบดขยี้เป็นผุยผงในกระบวนท่าเดียว!
แม้แต่ผู้อาวุโสเซวียเหมยที่มีพลังระดับบรรพชนศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง ก็ยังไม่อาจต้านทานกระบี่ของราชันย์ยุทธ์ขั้นกลางที่ห่างกันหนึ่งขอบเขตใหญ่ได้ นางถูกรังสีกระบี่ตัดแขนขวาขาดสะบั้น กระอักเลือดและร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบไปอย่างน่าสมเพช!
เพียงไม่ถึงสิบลมหายใจ กองทัพไล่ล่าของวังวังวนเหมันต์ ก็ถูกสองหนุ่มสาวสยบจนพินาศย่อยยับ!
ซูหลงอวิ๋นหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขารีบสลายร่างจำแลงเทวะเหมันต์กลับเข้าสู่จุดตันเถียน พลังวิญญาณของเขาเหือดแห้งไปกว่าครึ่งจากการโจมตีเพียงครั้งเดียว
"สมกับเป็นวิชาเทวะ... ทรงพลังทว่ากินแรงอย่างยิ่ง" เขายิ้มอย่างพอใจกับการทดสอบพลัง
หลิงอวี้ซีร่อนลงมาอยู่เคียงข้างเขา "พวกเรารีบไปกันเถิด! การปะทะครั้งนี้รุนแรงเกินไป คลื่นพลังของข้าและเจ้าจะต้องดึงดูดความสนใจของไป๋รั่วปิงอย่างแน่นอน หากราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุดมาถึง พวกเราย่อมตกที่นั่งลำบากแน่!"
"เจ้ากล่าวถูกต้อง ไปกันเถิด!"
ซูหลงอวิ๋นกระโดดขึ้นหลังจินหลิน ในขณะที่หลิงอวี้ซีกระโดดตามขึ้นมา ราชสีห์เพลิงเตรียมจะพุ่งทะยานหลบหนี
ทว่า...
วิ้งงงงงงง!
ท้องฟ้าเหนือทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี พลันถูกปกคลุมด้วยร่มเงาของ 'เกล็ดหิมะหกแฉก' ขนาดยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากปราณฟ้าดิน! มิติรอบด้านในรัศมีพันลี้ถูก 'ปิดผนึก' อย่างสมบูรณ์แบบ! ต่อให้มีค่ายกลมิติระดับสวรรค์ก็ไม่อาจทะลวงออกไปได้!
แรงกดดันที่ทำให้จิตวิญญาณแทบจะแหลกสลาย กดทับลงมาบนบ่าของพวกเขาทั้งสอง! จินหลินถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปหมอบกับพื้นน้ำแข็ง!
"คิดจะหนีงั้นรึ... สายไปแล้ว"
สุรเสียงเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความตายอันเป็นนิรันดร์ ดังกังวานมาจากสวรรค์เบื้องบน!
ท่ามกลางพายุหิมะที่หมุนวน ปรากฏร่างของ 'ไป๋รั่วปิง' ประมุขแห่งวังวังวนเหมันต์ ลอยตระหง่านอยู่กลางอากาศ นัยน์ตาสีฟ้าครามของนางจับจ้องมาที่ซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซีด้วยรังสีสังหารที่ลึกล้ำที่สุด
ราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด... มาถึงแล้ว! วิกฤตการณ์แห่งความเป็นความตายที่แท้จริง กำลังจะเริ่มขึ้น ณ วินาทีนี้!
(จบบทที่ 51)