บทที่ สี่สิบสาม
คู่ตุนาหงัน
หลายวันมานี้ฟ่านหนิงเก็บตัวอยู่ภายในจวนไม่ได้ก้าวออกไปไหนเกินเรือนพักด้วยซ้ำเหตุเพราะต้องคอยปกปิดอาการบาดเจ็บจากเหตุการณ์คืนนั้นให้แนบเนียนที่สุดบาดแผลถลอกที่แขนกับขาแม้จะไม่ร้ายแรงนักหายไปในไม่กี่วันแต่ที่ถูกไม้แหลมแทงทำเป็นจุดที่ต้องเยียวยานานที่สุด ถ้าเลี่ยงได้ก็จะไม่เดินให้แผลสะเทือนก็หากมีผู้ใดจับได้ว่านางลอบออกไปนอกจวนยามวิกาล เกรงว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตตามมา
เวลาล่วงผ่านไปกว่าสัปดาห์ แผลค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับฟ่านหนิงจึงมีเวลาว่างมากขึ้น วันทั้งวันของนางจึงหมดไปกับการอ่านตำรา ปักผ้าและฝึกบรรเลงพิณในเรือนอันเงียบสงบยิ่งฝึกยิ่งรู้สึกว่ามือไม้เริ่มพลิ้วไหวเป็นธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆเสียงพิณก็ใสกังวานกว่าที่เคย แม้กระทั่งอาจารย์ก่านยังชมจนกระทั่งนางวางมือจากเครื่องสายก็ยังอดยิ้มกับตนเองมิได้ ‘ไม่แน่ว่าครั้งหน้าหากต้องประชันกับถังหลันชิงอีกข้าอาจพอจะสูสีกับนางแล้วก็ได้’
ความคิดนี้ทำให้หัวใจนางเต้นแรงอย่างห้าวหาญอยู่ครู่หนึ่งอย่างการเอาชนะถังหลันชิงไม่สามารถปลดลงจากใจได้จริงๆก่อนที่จะเก็บพิณลงกล่องเรียบร้อย ฟ่านหนิงยืดตัวขึ้นแล้วก้าวเดินช้าๆกลับเข้าเรือน ตั้งใจจะพักเอนกายสักหน่อย ก่อนลงไปทำขนมเล็กๆ น้อยๆให้ฟ่านเฉิงน้องชายสุดที่รักได้ทานเล่นยามพักผ่อน
เมื่อร่างบอบบางเอนกายลงบนหมอนอิงเนื้อนุ่มสายตาเหม่อมองเพดานไม้แกะสลัก ฟ่านหนิงพลันนึกคึกคะนองเรียกระบบขึ้นมาพูดคุยคล้ายฆ่าเวลา “เจ้าระบบ”
เสียงระบบดังตอบรับในหัวอย่างราบเรียบเช่นทุกที ฟ่านหนิงที่ยังปรายตามองออกไปที่นอกหน้าต่างเอ่ยเปรยอย่างไม่จริงจังนักกับอากาศ“ข้ามีเรื่องสงสัยถ้าข้าฝึกพิณจนมั่นใจแล้วไปประชันกับถังหลันชิงอีกครั้ง จะได้หรือไม่? แบบไม่ต้องมีภารกิจ”
ระบบตอบทันที “ย่อมได้ ตราบใดที่ไม่ชนะก็จะเป็นการเพิ่มคะแนนภาพลักษณ์ได้อีกด้วย จึงแนะนำให้ตัวละครฟ่านหนิงประชันพิณกับถังหลันชิงเพื่อรับแต้ม”
คำแนะนำนั้นทำให้ฟ่านหนิงจิปากพ่นลมออกมาหนึ่งทีพลิกกายตะแคงหันหน้าหนีคำพูดที่ไม่เข้าหู “ชิ หมายความว่าข้าต้องแพ้งั้นสิ ถ้าแข่งแล้วไม่ชนะจะแข่งทำไม? มีแต่ทำให้ตัวเองดูแย่ไปวันๆ ข้าพยายามหลบเลี่ยงให้ไม่กลายเป็นผู้แพ้อยู่นะจะเพิ่มภาพลักษณ์นางร้ายอะไรนักหนา คำแนะนำคนขี้แพ้แบบนี้...รำคาญหูจริง”นางพลิกตัวไปมาโวยวายใส่สิ่งที่ไม่มีรูปร่างจึงไม่รู้จะหันไปโวยใครหรือทางไหนดี
แต่ระบบก็ยังคงตอบเสียงเรียบเสมอต้นเสมอปลาย “แต่โดยตามหลังการคงภาพลักษณ์นางร้ายไม่ควรมีสิ่งใดเหนือกว่านางเอก”
“อ้อหรือ! แต่ไม่ใช่ว่าข้าสวยกว่าอย่างเห็นได้ชัดแล้วเรื่องหนึ่งหรือ” ฟ่านหนิงสวนกลับทันควัน นางเอ่ยอย่างมั่นใจ
ด้านระบบเงียบไปอึดใจหนึ่งคล้ายกำลังประเมินก่อนที่จะตอบ “เพราะสิ่งนั้นเป็นภาพลักษณ์ที่เหมาะสมภายนอกสำหรับนางร้าย”
ฟ่านหนิงชะงักงันหรี่ตาลงคิ้วขมวดมุ่นพันกันยุ่งทันที “นี่เจ้าหมายความว่า ข้าสวยเพียงภายนอก แต่ภายในไม่น่ามองหรือไร” หญิงสาวถึงกับถอนหายใจแรง เอามือก่ายหน้าผาก “สรุปคือทำร้ายถังหลันชิงก็ไม่ได้ เอาชนะก็ไม่ได้ถังหลันชิงดีงามไปหมด ข้าต้องแพ้ไปเรื่อยๆ เช่นนั้นหรือ? ที่ข้าฝึกไปเท่าไรล้วนเสียเปล่าจริงๆ!”
ระบบก็ตอบตรงไปตรงมา “ถูกต้อง ถ้าตัวละครนางร้ายฝึกจนแข่งชนะตัวละครนางเอกได้จะทำให้ภาพลักษณ์นางร้ายถูกหักแต้มคะแนนที่ถูกหักขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากเท่าไรกับนางเอก”
‘จิ๊เกลียดจริงๆ อะไรๆ ก็นางร้าย’ขณะที่นางกำลังจะบ่นต่อปากต่อคำกับระบบ ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นใกล้เรือนฟ่านหนิงจึงงับปากไว้ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วไม่คิดเถียงต่อ “ปิดระบบ” รีบสั่งทันทีก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็นท่าทางแปลกประหลาดของตน
ไม่นานก็มีเสียงของหวังจิ้งเหมยสาวใช้คนสนิทเคาะที่หน้าห้องแล้วกล่าวรายงานด้วยน้ำเสียงอ่อน“คุณหนูใหญ่เจ้าคะคุณหนูรองไป๋กับคุณหนูรองอวี่มาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
ฟ่านหนิงได้ยินก็ถอนหายใจเบาๆในใจนึกเสียดายที่ว่าจะทำขนมให้น้องชายคงมิได้ทำแล้ว แต่แปลกครั้งนี้มากันสองคนหวงซูหรงไปไหนกัน?
นางยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า แม้แผลจะดีขึ้นมากแล้วแต่ยังไม่หายสนิทนักจึงไม่สะดวกขยับเต็มที่ฟ่านหนิงปรับชายแขนเสื้อที่ปักลายสีเงินให้เรียบร้อยดึงสายรัดเอวผ้าไหมให้กระชับขึ้น แล้วก้าวออกไปรับแขกด้วยรอยยิ้มอ่อนๆ
เวลานี้ด้านนอกศาลาไม้ที่ขึงม่านบางกันลมเอาไว้ ที่โต๊ะจัดวางน้ำชากับขนมไว้เรียบร้อยโดยสาวใช้อย่างรู้งานและมีสองคุณหนูนั่งรออยู่สองสาวสวมชุดผ้าไหมอ่อนโทนฟ้าอ่อนกับชมพูสดดูงดงามอ่อนหวานคนละแบบและต่างถือเตาอุ่นประดับลายดอกไม้ในมือ
ฟ่านหนิงเดินมาถึง ก็พลางเอ่ยต้อนรับเสียงใส “ทั้งสองมาเยี่ยมหาฟ่านหนิงกันอีกแล้ว เกรงใจนัก..” ว่าจบนางก็ยกถ้วยชาอุ่นๆมาถือเอาไว้แก้ความเย็นของลมฤดูสารทที่ปลายนิ้ววาจาว่าเกรงใจแต่ในใจนางหมายถึง ‘มากันทำไมรบกวนจริงๆ’แต่เหมือนว่าทั้งสองจะไม่รับรู้ความหมายที่แฝงในวาจาสักนิด
คุณหนูรองไป๋หัวเราะเบาๆ “เอ้...เกรงใจอะไรกันเล่า ข้าเห็นว่าช่วงนี้เจ้าไม่ค่อยออกจากเรือนจึงชวนคุณหนูรองอวี่มาดูให้เห็นกับตาเสียหน่อยว่าเจ้าทำอะไรอยู่แต่ในเรือนไม่ยอมออกไปกับพวกเราบ้าง”
คุณหนูรองอวี่ยิ้มพลางพยักหน้า “ใช่เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ฟ่านเงียบหาย พวกเราคิดถึงนัก”
ฟ่านหนิงพยักหน้าตอบรับอย่างอ่อนโยน แต่ยังบ่นเงียบๆ ไม่คลาย ‘ข้าเก็บตัวไม่เจอพวกเจ้ามาจะครึ่งเดือนแล้วก็จริงแต่ถึงไม่เจ็บก็ไม่อยากเจอนักหรอก โดยเฉพาะเจ้าอวี่ฮวา...’ แต่กระนั้นรอยยิ้มบนใบหน้ายังคงสดใสไร้ที่ติ
"นั้นสิว่าไปทำไมช่วงนี้คุณหนูใหญ่มิได้ออกไปสนทนาเดินเล่นกับพวกเราบ้างเลยยิ่งไม่เห็นแวะไปที่จวนเราเลยด้วย"ไป๋จิ้งหลิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสนิทสนม
ฟ่านหนิงยกยิ้มอ่อนโยนพลางวางมือที่ถือถ้วยชาลงบนโต๊ะคิดหาคำตอบปกปิดความจริง "เรื่องนั้น... คือช่วงนี้ข้ากำลังฝึกพิณอยู่กับอาจารย์ก่านน่ะยิ่งวันก่อนท่านอาจารย์ชมว่าฝีมือรุดหน้า ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งทำให้ข้ามีกำลังใจอยากฝึกให้มากขึ้น จึงไม่มีเวลาไปไหนเลย"
หากแต่คำตอบนั้นทำให้ทั้งสองคุณหนูผู้มาเยี่ยมเยือนชะงักไปชั่วครู่ไป๋จิ้งหลิงเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางขณะที่อวี่ฮวามุมปากกระตุกลงเล็กน้อย ก่อนจะพลิกมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงใส "อาจารย์ก่านที่ว่า...ใช่ท่านอาจารย์พิณในวังหรือไม่เจ้าคะ?"
ฟ่านหนิงจึงพยักหน้าเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความเกรงใจที่จะบอกแต่ก็ไม่อาจจะเลี่ยงปิดได้อีกกระนั้นกลับครุ่นคิดพอได้เห็นสีหน้าเพียงพริบตานั้นของอวี่ฮวา ‘แค่นางเอ่ยชื่ออาจารย์ออกมา สีหน้าของอวี่ฮวาก็เผยชัดเสียแล้วชาติก่อนไยข้าถึงไม่สังเกตเห็นเลยนะ...มาตอนนี้ข้าว่ากลับเป็นหวงซูหรงที่ปกปิดเก่งกว่านักไม่เคยรุดพิรุธเลยสักครั้ง’
ส่วนไป๋จิ้งหลิงพอรู้ตาเป็นประกายทันที "เช่นนั้นข่าวลือที่ว่าอาจารย์ก่านพบศิษย์ที่จะสืบทอดวิชาก็หมายถึงคุณหนูใหญ่ฟ่านนี่เองน่าชื่นชมนัก! ไว้คุณหนูใหญ่บรรเลงให้พวกเราได้ฟังบ้างนะ"
อวี่ฮวาที่อยู่ด้านขวารีบเสริมขึ้น "จริงเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่แต่ก่อนฝีมือก็เหนือกว่าพวกเราอยู่แล้ว เวลานี้ได้อาจารย์ก่านสอนอีกย่อมทิ้งห่างพวกเราไปไกล"
ฟ่านหนิงหัวเราะเบาๆ พอเป็นมารยาทพิธีแล้วยื่นมือไปจับมืออวี่ฮวาเอาไว้"ห่างมากมายอะไรกันคุณหนูรองอวี่เพียงแค่ฝึกฝนเพิ่มอีกนิดก็พอแล้ว" จากนั้นนางก็ช้อนตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอวี่ฮวาความคิดหนึ่งแล่นขึ้นมา ‘ชาติก่อนเจ้ากล้าว่าข้า...ว่าพิณของข้าเหมาะกับโรงน้ำชาเล็กๆ’ ตอนนี้จะถึงเวลาเด็ดกลีบดอกไม้ปลอม...ขีดทับชื่อเจ้าจากบัญชีแค้นแล้วหรือไม่?
แม้ปากจะยิ้มหากแต่ดวงตาที่มองทอดไปที่สตรีอายุน้อยที่สุดในกลุ่มราวจะปลิดลมอีกฝ่ายแม้ครู่เดียวก็ทำให้อวี่ฮวาเมื่อถูกจ้องลึกก็สะดุ้งตัวสั่นสะท้านเม้มปากกลั้นไว้ไม่กล้าสบตาต่อ เพราะสายตาเมื่อครู่เหมือนค้นลึกเข้าไปถึงจิตใจที่ซ่อนเอาไว้ฟ่านหนิงเห็นร่างเล็กของอวี่ฮวาสะดุ้งเบาๆจึงปล่อยมือออกแล้วหันไปยิ้มกับไป๋จิ้งหลิงแทน
"ว่าแต่ระหว่างที่ข้าไม่ได้ออกไปมีเรื่องอะไรบ้างเล่า?"ฟ่านหนิงถามขึ้นน้ำเสียงฟังดูราวกับเพียงสนทนาธรรมดา แต่แท้จริงแล้วนางก็ใคร่รู้ข่าวสารนอกจวนอยู่หน่อยๆเช่นกัน
ไป๋จิ้งหลิงยิ้มกว้างราวกับรอจังหวะนี้อยู่แล้ว "ก็เพราะเรื่องนี้เองที่ทำให้พวกเรามา คุณหนูใหญ่ลองสังเกตดูวันนี้เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างหรือไม่?"นางว่าพร้อมส่งสายกรุ้มกริ่มแปลกๆ
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วเล็กน้อยแต่ไม่ได้ต้องคิดนาน "ข้าก็เห็นอยู่แล้วสิ แล้วว่ากำลังจะถามอยู่พอดีนี่คุณหนูใหญ่หวงอยู่ที่ใดเล่า?"
ไป๋จิ้งหลิงยิ้มตอบดีใจที่ฟ่านหนิงตอบได้ทันที "อืม เจ้าตาดีนัก ที่ขาดไปก็เป็นนางจริงๆ นั่นแหละ"
หลังได้รับการยืนยันนางก็แสร้งทำท่าทางขมวดคิ้วทำทีน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใย "เกิดเรื่องอะไรไม่ดีหรือไม่?"
ด้านอวี่ฮวารีบเอ่ยตอบเสียงใส "มิใช่เจ้าค่ะๆอย่าได้กังวลไป"
ไป๋จิ้งหลิงหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้าไปด้วย "อย่าคิดมากคุณหนูใหญ่ลองทายดูเร็ว...ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับคุณหนูใหญ่หวง?"
ฟ่านหนิงค่อยๆ เอนตัวออกหยิบเตาอุ่นมาถือในมือและเริ่มหมุนเล่นพลางทำท่าครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงแผ่วคล้ายว่าไม่แน่ใจ แต่เพียงอยากลองคาดเดาเล่นๆ ตามไปด้วย "ถ้าไม่ใช่เรื่องไม่ดีก็ต้องเป็นเรื่องน่ายินดี อืม...หรือว่าจะเกี่ยวกับการแต่งงาน?"
คุณหนูทั้งสองเบิกตากว้างเอ่ยออกมาพร้อมกัน "เอ๊ะ ทายถูกได้อย่างไร!?"
ฟ่านหนิงหลุดหัวเราะหลายคำ "แหมไม่เห็นจะยาก คุณหนูใหญ่หวงอายุมากที่สุดในหมู่พวกเรา อีกทั้งทางบ้านก็ร่ำๆว่าจะหาคู่ที่เหมาะสมให้ หากมีเรื่องน่ายินดีก็ย่อมเป็นเรื่องนี้แน่จริงหรือไม่เล่า?"
อวี่ฮวารีบเอ่ยชมอีกคำอย่างเอาใจ "คุณหนูใหญ่ฟ่านวิเคราะห์ได้เก่งนัก"
แม้จะถูกชมแต่ในใจฟ่านหนิงกลับเต้นแรงนักนั้นเพราะ ‘หวงซูหรงจะแต่งงานเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? ชาติก่อนยังแต่งช้ากว่าข้าเสียอีกเหตุใดครานี้กลับเปลี่ยนไป?’นางไม่รอช้าให้สงสัยนานว่าบุรุษใดมาพังแผนการที่วางไว้ "แล้วบุรุษใดคือผู้โชคดีคนนั้นเล่า?"
ไป๋จิ้งหลิงยิ้มตาพราว "เป็นบุตรชายรองเจ้ากรมอากรนามว่า...จงป๋อซาน"
ทันทีที่คำตอบหลุดออกมาฟ่านหนิงถึงกับเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายมีประทัดจุดฉลองชัยให้นางจนหูอื้อ ก่อนจะรีบดึงตัวเองกลับมาหัวเราะให้อย่างยินดีกับกับเรื่องที่แสนจะเหนือความคาดหมายที่สำเร็จเร็วกว่าที่คิด"น่ายินดีนัก เหมาะสมกันๆ" หึจงป๋อซานกับหวงซูหรง ไม่มีคู่ใดเหมาะสมไปกว่านี้แล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าแค่ผ้าเช็ดหน้าหนึ่งผืนกับคำพูดไม่กี่ประโยคก็พาให้คู่ตุนาหงันถึงฝัน เห็นทีสองคนนี้จะเป็นบุพเพสันนิวาสจริงๆ นางแทบไม่ต้องลงมืออะไรมากเลยด้วยซ้ำอยากรู้นักว่าหลังจากวันคล้ายวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเซียวพวกเจ้าไปทำอะไรกัน...
หากแต่ต่อมานางกลับรับบทสหายถูกทิ้งเอ่ยต่อพร้อมทำเสียงน้อยใจ"แต่แน่นอนแล้วหรือ หากกำหนดวันแล้วคุณหนูใหญ่หวงไม่มาแจ้งข้าเช่นนั้นยังนับว่าเป็นสหายรู้ใจกันได้อย่างไร?"
อวี่ฮวาจึงรีบโบกมือแก้ตัวแทนให้หวงซูหรง "ยังมิได้กำหนดเจ้าค่ะ เพียงแต่แลกเทียบดวงชะตาไว้แล้วอีกไม่นานคงได้ฤกษ์แน่ เราเลยรีบมาบอกคุณหนูใหญ่ฟ่านก่อน หากเจ้ารู้ทีหลังคนอื่นเกรงว่าจะน้อยใจ"
ฟ่านหนิงพยักหน้ารับ "อ้อ เช่นนี้เอง ขอบใจพวกเจ้าที่มาบอกข้าจะได้เตรียมของกำนัลไว้แต่เนิ่นๆ"
หลังจากได้พูดคุยเรื่องภายนอกที่ฟ่านหนิงพลาดได้ในช่วงหลายวันมานี้ต่ออีกหน่อยนางก็ส่งแขกออกในช่วงยามเว่ย[1]จากนั้นฟ่านหนิงถึงกลับมานอนเอกเขนกบนตั่งในเรือนต่อ แววตาเจือรอยยิ้มมีความปีติสุขยิ่งยิ่งได้นึกหาความบันเทิงใหม่ๆ ว่าชีวิตสงบสุขของหวงซูหรงจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน
“ของขวัญอำลาที่ควรค่าแก่การจดจำจะเป็นสิ่งใดดีหนอ” นางอมยิ้มพึมพำเบาๆ พลางพลิกตัวเปลี่ยนท่าบนหมอนอิงใบหน้าพริ้มเพราเผยรอยยิ้มคมกริบ ‘เพราะหลังออกเรือนไปแล้วเจ้าจะไม่มีเวลามายิ้มหวานเป็นสุขอยู่ในจวนได้อีกหรือไม่ หวงซูหรงเอ๋ย’
แต่ทว่าจู่ๆ ความคิดที่กำลังปีติยิ่งคิดก็ยิ่งสะดุดใจ ‘แต่พวกเขาแต่งงานเร็วเกินไปหรือไม่? หรือว่าจงป๋อซานผู้นั้น...แท้จริงแล้วเกิดชอบหวงซูหรงเข้าจริงๆจนถึงขั้นอยากตบแต่งเป็นฝั่งเป็นฝาเสียเดือนนี้เดือนหน้าหากจงป๋อซานถึงขั้นหลงรักแล้วเลิกทำตัวตามบุคลิกเดิมเล่าแบบนั้นแผนที่ข้าวางไว้มิพังราบสิ้นเชียวหรือ?’ ความคิดพลันร้อนรุ่มฟ่านหนิงลุกขึ้นอย่างกระวีกระวาด สะบัดแขนเสื้อตัวบางลืมแม้แต่จะสวมเสื้อคลุมกันลมเดินตรงไปที่หน้าประตูทันที
“ไป๋ซิน! ไป๋ซิน!”ฟ่านหนิงเรียกอยู่สองสามครั้งแต่กลับเงียบไม่มีเสียงตอบรับ นางขมวดคิ้ว ‘หายไปไหนกัน?’ ด้วยความไม่แน่ใจฟ่านหนิงจึงเดินออกไปข้างนอกตามหาด้วยตัวเองกวาดตามองหาก็ไม่เจอ จนเจอกับสาวใช้ประจำเรือนผู้หนึ่งเดินผ่านมา “เจ้าไปตามไป๋ซินมาให้ข้าที หรือไม่ก็เฟิงซวนก็ได้พบใครก่อนก็เรียกคนนั้นมาที”สาวใช้โค้งรับแล้ววิ่งออกไป
ไม่ทันไรผู้ที่มาปรากฏตัวก่อนก็คือเฟิงซวนเสียได้ไม่คิดว่าจางไป๋ซินจะหายไปเช่นนี้ พอเฟิงซวนเดินมาถึงก็โค้งกายให้ฟ่านหนิงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยอย่างสงสัย “แล้วไป๋ซินไปไหนกัน?” เสียงเอ่ยเต็มไปด้วยความแปลกใจ
ขณะที่เฟิงซวนยังไม่ทันตอบฟ่านหนิงก็โบกมือช่างเรื่องนั้นก่อน แล้วสั่งงานทันที “ไม่ต้องแล้วๆเดี๋ยวข้าตามเอง เจ้าไปบอกพี่น้องของเจ้าทีให้ส่งคนไปเฝ้าถนนไห่หยางตลอดสัปดาห์นี้ดูว่าจงป๋อซานผู้นั้นยังไปปรากฏตัวอยู่แถวนั้นหรือไม่หากเขายังไปที่นั่นเป็นประจำก็เลิกเฝ้าดูได้ แล้วมารายงานข้า”
เฟิงซวนก้มรับคำสั่ง “บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้” กล่าวจบก็รีบผละออกไปเพื่อส่งเรื่องต่อให้สายสืบพรรคพวกของตนอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นฟ่านหนิงก็ถอนหายใจเบาๆ พลางหมุนตัวกลับเข้าเรือนทว่าครานี้นางพบว่าจางไป๋ซินกลับมาแล้ว สีหน้านางเต็มไปด้วยความร้อนรนเหมือนกำลังมีเรื่องเร่งด่วนต้องบอกผู้เป็นนายหญิง
“มาแล้วหรือไปไหนมาเสียจนข้าเรียกไม่พบ?”ฟ่านหนิงขมวดคิ้วถามทันทีแต่ก็เร่งเดินนำเข้าห้องด้วยความรู้สึกว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
เมื่อประตูห้องถูกปิดลงจางไป๋ซินรีบสาวเท้าเข้ามาใกล้กระซิบเสียงแผ่วที่ข้างกายนายหญิงทันทีไม่รีรอ “คุณหนูเจ้าคะ มีเรื่องเกี่ยวกับคุณชายเจิ้ง...”
ฟ่านหนิงเลิกคิ้วไม่ทันต้องเอ่ยอนุญาตสาวใช้ผู้รู้หน้าที่อย่างดีก็รีบรายงานต่อด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย “เมื่อครู่บ่าวไปพบเรื่องของคุณชายเจิ้งกับคุณหนูรองมาไม่รู้ว่าทั้งสองไปถึงขั้นใดแล้วแต่วันนี้บ่าวเห็นบ่าวชายผู้หนึ่งมาส่งจดหมายให้สาวใช้ส่วนตัวของคุณหนูรองบ่าวจึงลองสะกดรอยตามไปดูว่าคนนั้นเป็นใคร ที่แท้ก็เป็นคนของสกุลเจิ้งเจ้าค่ะ”
เพียงได้ยินคำรายงานฟ่านหนิงก็เหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะสมองพลันชาวาบ นางนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนความคิดสับสนจะแทรกซ้อนเข้ามาไม่หยุด ‘วันก่อนที่ได้ยินจางไป๋ซินรายงานว่าเจิ้งเปาหย่งบังเอิญพบฟ่านลี่ที่สวนในจวนแค่เอ่ยไม่กี่คำก็แยกย้าย นางจึงให้จางไป๋ซินจับตาดูพวกเขาเอาไว้ ยังไม่ทันไร...ถึงขั้นส่งจดหมายกันแล้วหรือ?’
ความจริงแล้วฟ่านหนิงมิได้เสียดายว่าเจิ้งเปาหย่งไปใกล้ชิดกับฟ่านลี่หากแต่สกุลเจิ้งนั้น นางไม่ปรารถนาให้สกุลฟ่านไปข้องเกี่ยวไม่ว่าเรื่องใดทั้งสิ้น จริงๆสองคนนี้ก็เหมาะสมกันเป็นผีเน่าโลงผุนางอยากให้ลงเอ่ยด้วยกันนักจะได้ตกนรกไปพร้อมกัน โดยหากสามารถขับไล่ฟ่านลี่ออกไปจากสกุลก่อนแล้วยกให้อีกฝ่ายโดยไม่เกี่ยวพันกันกับสกุลฟ่านนางจะไม่ห้ามความรักครั้งนี้สักนิด และคงดีที่สุดด้วยซ้ำ
นางยกมือขึ้นกุมขมับ ร่างบางโน้มตัวพิงโต๊ะเบื้องหน้าจางไป๋ซินเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบเอ่ยเสียงสั่น “เป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะมิได้จับตาให้รอบคอบ...”
ฟ่านหนิงโบกมือเบาๆ “ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าใช้งานเจ้ามากไปเจ้าทั้งต้องดูแลข้าเพราะอาการบาดเจ็บอีก จะเอาเวลาใดไปสอดส่องเจิ้งเปาหย่งเล่า” น้ำเสียงแม้นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยความกังวลใจ
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรต่อไปดีเจ้าคะ?” จางไป๋ซินเงยหน้าถาม เพราะรู้ดีว่านายหญิงไม่ชอบสกุลเจิ้งแต่ไม่อาจคาดเดาว่าจะรับมือเช่นไร หากน้องสาวต่างมารดาไปข้องเกี่ยวเข้าจริงๆ
ฟ่านหนิงถอนหายใจหนักหน่วงอยู่สองสามครั้งนัยน์ตาฉายแววลึกซึ้ง ครุ่นคิดไม่หยุด ‘หากปล่อยให้ไปถึงขั้นแต่งงานหรือแม้เพียงหมั้นหมาย ย่อมไม่ใช่เรื่องเล็กแล้วข้าจะปล่อยให้สกุลฟ่านถูกพันธนาการไว้กับสกุลเจิ้งเช่นนั้นได้อย่างไร’
เสียงลมจากหน้าต่างพัดม่านบางสะบัดเบาๆราวกับเร่งให้นางหาคำตอบ ฟ่านหนิงกัดริมฝีปากแน่น ความคิดมากมายตีกันอยู่ในใจนางรู้จักฟ่านลี่และเจิ้งเปาหย่งดีกว่าใคร นางต้องหาวิธีทางได้สิ...
[1] ยามเว่ย (เวลา 13.00 – 15.00 น.)